ริวิว : iPod Hi-Fi

ริวิว : iPod Hi-Fi

กับน้ำหนักทั้งกล่องเกือบ 10 กิโลกรัม iPod H-Fi ถือเป็นชุดลำโพงสำหรับไอพอดในนามของแอปเปิ้ลเป็นตัวแรก ซึ่งนอกจากจะถูกจับตามองเรื่องการออกแบบแล้ว ยังมีเรื่องเสียงที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกันว่าดีมากน้อยกว่าแค่ไหนและที่สำคัญราคากับคุณภาพเหมาะสมหรือไม่

อุปกรณ์ในกล่อง

  1. iPod H-Fi
  2. Apple Remote
  3. iPod Universal Dock Adapters 10 ชิ้น
  4. สายไฟ 1 เส้น
  5. คู่มือการใช้งาน

เทียบขนาดกล่อง iPod Hi-fi กับกล่อง iPod

อุปกรณ์ที่มาพร้อม iPod Hi-Fi

ภายนอก

ด้านหน้า

ด้านข้าง

ช่องจับขนาดใหญ่

Dock Connector และปุ่มปรับระดับเสียง

ด้านหลัง

ช่องใส่แบตเตอรี่

ด้านล่าง

ไฟแสดงสถานะการทำงาน 2 สี

iPod H-Fi ถูกออกแบบมาในรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยนผืนผ้า (6.6 x 17 x 6.9 น้ิว) วัสุดที่ใช้ทำตัวเครื่องเป็นพลาสติกอย่างดี การเก็บงานทำได้หมดจดไม่มีรอยตะเข็บให้เห็น ด้านหน้าประกอบไปด้วยดอกลำโพงขนาด 80 ม.ม. 2 ดอก และวูฟเฟอร์ขนาด 130 ม.ม. 1 ดอก โดยใต้ลำโพงทางด้านขวาจะมีไฟแสดงสถานะจะปรากฎขึ้นเมื่อเรากดปุ่มใดๆบนรีโมทขณะใช้งานเครื่อง ด้านข้างทั้งสองจะเป็นมือจับขนาดเหมาะมือเพื่อช่วยให้การขนย้ายเป็นไปด้วยความสะดวก  ด้านบนมีแค่ปุ่มปรับระดับเสียง 2 ปุ่ม (- +) และช่องเสีียบไอพอดที่สามารถใช้ได้กับไอพอดทุกรุ่นที่สามารถเสียบต่อกับ Dock ได้ ด้านหลังเรียบง่ายแตกต่างจากชุดลำโพงยี่ห้ออื่่นที่มีช่องเสียบเยอะ แต่สำหรับ iPod H-Fi มีแค่ช่องต่อสายไฟ และ Audio in ทีสามารถต่อได้ทั้งแบบ analog และ digital สำหรับการต่อแบบ digital ต้องซื้อ optical input jack เองไม่มีรวมมาใช้ในกล่อง นอกเหนือจากช่อง Audio in แล้วยังมีช่องไว้สำหรับใส่แบตเตอรี่ก้อนใหญ่ (D) ซึ่งต้องใช้แบตเตอรี่ถึง 6 ก้อนด้วยกัน โดยที่ตัวฝาปิดเป็นระบบล็อกแบบที่ต้องใช้เหรียญบิดเพื่อเปิด-ปิด ทดลองเอานิ้วหมุนดูรู้สึกได้เลยว่าแอปเปิ้ลคงไม่ได้ทำมาให้ถอดฝาออกง่ายๆ การออกแบบในส่วนนี้ก็ทำได้ดี ซึ่งขณะปิดฝาอยู่ก็ไม่ได้มีส่วนเกินเหลื่อมออกมาแต่อย่างใด ด้านล่างเมื่อพลิกขึ้นมาจะเห็นเป็นแผ่นยางกันลื่นแผ่นใหญ่มีตัวหนังสือคำว่า iPod ให้เห็นอย่างชัดเจน

การใช้งาน

เมื่อเราสำรวจภายนอกแล้วก็ถึงเวลานำไอพอดมาลองต่อเพื่อทำการทดสอบร่่วมกับ iPod Hi-Fi ก่อนเร่ิมในส่วนนี้แนะนำให้อัพเดท iPod ให้เป็นเวอร์ชั่น 1.1 ขึ้นไป เพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์ เมื่อนำ iPod วางเข้ากับตัว Dock ด้านบนแล้วสามารถใช้งานได้ทันที สังเกตุจากเมนูในไอพอดจะมีเมนูเพิ่มขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งอันนั้นคือ “Speaker” ที่มีเมนูย่อยอีก 3 เมนู ได้แก่

  • Tone Control
  • Backlight
  • Large Album Art

เมนูที่เพิ่มมาใหม่

สำหรับเมนูใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาสามารถกดเลือกได้ทันที่ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง EQ (Tone Control) ที่เลือกปรับได้ 3 แบบ Normal, Treble Boost, Bass Boost การตั้งค่า Backlight ที่สามารถเลือกได้ 3 แบบ คืือ Keypress (กดปุ่มใดปุ่มหนึ่งไฟจะติด) ,Always on(เปิดไฟหน้าจอตลอดเวลา) ,Always off (ปิดไฟหน้าจอตลอดเวลา) ส่วนเมนู Large Album Art สามารถตั้งค่า off และ on โดยเมื่อตั้งค่าไปที่ on ถ้าเพลงไหนมี Artwork จะทำการโชว์รูปนั้นขึ้นมาตลอดเวลา ซึ่งเมนูทั้งหมดนี้จะปรากฎขึ้นเมื่อใช้งานร่่วมกับ iPod Hi-Fi เท่านั้น

Large Album บนพื้นหลังสีดำ

ใช้งานร่วมกับ iPod nano

การใช้งานทั่วไปของ iPod Hi-Fi สามารถใช้งานร่วมกับรีโมทได้ดี เราสามารถสังเกตุสถานะการใช้งานรีโมทได้จากไฟแสดงถานนะที่เมื่อเรากดรีโมทจะมีไฟสีเขียว

แสดงสถานะกระพริบที่ตัวลำโพงตามที่เรากด หรือเมื่อกดเร่งเสียงเบาสุดหรือดังสุดไฟจะเปลี่ยนเป็นสีส้มเพื่อให้เราสามารถรู้ได้ว่าตอนนี้เรากดเสียงจนสุด

แล้วนั้นเอง การควบคุมทั่วไปสามารถใช้ปุ่มบนรีโมทเพื่อกดปรับเพิ่ม-ลดเสียง, เลือกเพลงก่อนหน้า-ต่อไป, กดปิดไอพอด ได้ทั้งหมด ส่วนข้อเสียจากการใช้งานรีโมทก็คือไม่สามารถใช้งานปุ่มเมนูเพื่อย้อนกลับไปเมนูก่อนหน้ากับไอพอดได้ ทำให้เวลาต้องการเลือกเปลี่ยนเมนูการใช้งานหรือเปลี่ยน playlist นั้นก็ต้องไปกดที่ Click Wheel บนตัวเครื่องไอพอดอยู่ดี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย สำหรับ Dock adapter ที่มีมาให้ถึง 10 อันสามาถใช้ร่วมกับ iPod ตั้งแต่รุ่น 3G จนถึง 5G ได้ทุกรุ่น ส่วนการใช้งานร่วมกับรุ่น 1G, 2G หรือเครื่องเล่นอื่นต้องต่อผ่านช่อง Audio in และการใช้งานรีโมทจะควบคุมเสียงได้เพียงอย่างเดียว

เสียง

iPod Hi-Fi ถือว่ามีดอกลำโพงใหญ่กว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันนั้นคือ Bose Sound Dock ที่ถือว่าเป็นคู่ปรับกันทั้งในด้านชื่อชั้นและราคา เสียงของ iPod Hi-Fi ยอมรับว่าให้เสียงที่กระหึ่ม ดังมาก รายละเอียดเสียงครบถ้วนในส่วนของเสียงกลางและแหลม สำหรับเสียงต่ำค่อนข้างแข็ง ไม่นุ่มลึกเท่าไหร่  เสียงทีได้จากการฟังอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อฟังในระยะหน้าตรง แต่ถ้าเดินไปฟังทางด้านข้างรายละเอียดเสียงจะหายไปเกือบทันที ซึ่งจุดนี้มาจากการที่ตัวลำโพงอยูี่ในแนวเดียวกันทั้งหมดทำให้เสียงที่ได้มีองศาการฟังค่่อนข้างแคบ ซึ่งเมื่อเทียบกับ Bose ที่ตัวหน้าลำโพงโค้งกว่าจะให้แนวเสียงกระจายได้กว้างกว่า แนะนำให้วาง iPod Hi-Fi เป็นมุม 45 องศารับกับตัวห้องที่ต้องการวางเพื่อให้กระจายเสียงได้ดีขึ้น ส่วนข้อเสียทั่วๆไปของชุดลำโพงแบบนี้คือดอกลำโพงอยู่ใกล้กันทำให้บางครั้งเพลงที่มีการแยกเสียงซ้ายขวา

อย่างชัดเจนทำได้ไม่ดีนัก

เทียบขนาดกับ iPod

ปรับระดับเสียงด้วยระบบสัมผัส

โดยรวมแล้ว iPod Hi-Fi สร้างความประทับใจพอควรในด้านเสีียงที่ทำได้ไม่แพ้ยี่ห้ออื่นในระดับเดียวกัน ส่วนการใช้งานร่วมกับรีโมทไม่ค่อยน่าประทับเท่าไหร่ ซึ่งมาจากปุ่มเมนูบนรีโมทไม่สามารถใช้ควบคุมไอพอดได้

ราคา : 18,900 บาท

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : UFICON



You May Also Like:

แอปเปิ้ลเปิดขายลำโพง HomePod วันที่ 9 ก.พ.ในอเมริกา, อังกฤษ และออสเตรเลีย

ในที่สุดลำโพง HomePod แอปเปิ้ลก็ได้ฤกษ์เปิดขายสักที โดยจะเริ่มจำหน่ายใน 3 ประเทศได้แก่ อเมริกา, อังกฤษ และออสเตรเลีย ในวันที่ 9 ก.พ. นี้ ..

ลำโพง Fender – Monterey และ Newport

Fender ในยุคใหม่นอกจากหูฟังที่ออกมาพักใหญ่ ตอนนี้มีลำโพงไร้สายออกมาด้วยเหมือนกันกับรุ่น Monterey และ Newport  ..

รีวิว : ลำโพง JBL – Pulse 3

ผมให้นิยามว่าเป็นลำโพงที่สนุกมาก เพราะไม่ใช่แค่เสียงแต่ลำโพงที่เราสามารถเลือกแสงที่อยู่บนตัวลำโพงได้ตามใจชอบอีกด้วยกับ JBL - Pulse 3  ..

Share

Tweet

Email