วัฒนธรรมติดหู หูขาว เอฟเฟ็กต์

วัฒนธรรมติดหู หูขาว เอฟเฟ็กต์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

: วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3797 (2997)

: หน้า 53

เคยสังเกตกันบ้างไหม…

ว่าแทบทุกมุมของเมืองเราจะเห็นผู้คนเสียบหูฟังกันให้ทั่ว โดยเฉพาะบนรถบีทีเอส หรือรถไฟฟ้ามหานครที่ภาพของหนุ่มสาวชาวเมืองไม่ว่าจะนั่งหรือยืนต่างมีเจ้าสิ่งที่เรียกว่าหูฟังเสียบติดแนบชิดรูหูประหนึ่งว่ามันเป็นเครื่องช่วยฟังเสียอย่างนั้น
เมื่อหลายสิบปีก่อนโลกได้รู้จักโซนี่วอล์กแมน หูฟังที่เสียบเข้ากับเครื่องเล่นเทปขนาดเล็ก ซึ่งต่อมาก็พัฒนาเป็นเครื่องเล่นซีดีและมินิเอ็มดี จนกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมาผู้บริโภคอย่างเราๆ เริ่มนิยมฟังเพลงด้วยฟอร์แมตในลักษณะที่เรียกว่า “MP3” และนั่นก็ได้เปลี่ยนรูปแบบการฟังเพลงของเราให้หันมาฟังเพลงผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เรียกว่า “เครื่องเล่น MP3” แทน

ไอพอด…อัพเกรดสถานะทางสังคมสำหรับเครื่องเล่น MP3 ที่มีจำหน่ายและมีชื่อเสียงที่สุดในโลกก็คงไม่พ้น “iPod” จากบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกาที่ชื่อแอปเปิล ด้วยเอกลักษณ์และคุณภาพเสียงที่เยี่ยมยอด ทำให้ไอพอดคงความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในตลาดเครื่องเล่น MP3 ซึ่งก่อให้เกิดวัฒนธรรมการฟังเพลงรูปแบบใหม่ที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “วัฒนธรรมไอพอด” หรือ “วัฒนธรรมหูขาว”

ด้วยดีไซน์โค้งมน มีสีขาวทั้งตัวเครื่องและหูฟังซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของไอพอดนั้นสร้างความแตกต่างให้แก่ผู้พบเห็น และที่สำคัญเป็นการบ่งบอกถึงรสนิยมและฐานะทางสังคมของเจ้าของเครื่องได้เป็นอย่างดี เนื่องจากราคาของไอพอดนั้นค่อนข้างจะสูงกว่าคู่แข่ง

แม้ว่าปัจจุบันเครื่องเล่น MP3 บางเจ้าก็มีราคาแพงไม่น้อยไปกว่ากัน คุณค่าทางสังคมของไอพอดก็ยังสูงกว่าอยู่ดี

ทำให้กลับกลายเป็นว่านอกจากรูปแบบการฟังเพลงที่เปลี่ยนจากการเสียบหูฟังผ่านเครื่องเล่นเทปหรือซีดีแล้ว การฟังเพลงผ่านเครื่องเล่น MP3 ยังต้องอยู่บนมาตรฐานของสังคมอีกต่างหาก !

ด้วยไลฟ์สไตล์และอาชีพที่ต้องคลุกคลีกับเสียงดนตรี ทำให้ “ต่อพงษ์

จันทบุบผา” หรือ บอล สครับบ์ ชื่นชอบในเครื่องเล่น MP3 เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ฟังเพลงที่ให้ความสะดวกสบาย ทำให้ไม่ต้องพกซีดีทีละหลายแผ่น ช่วยลดต้นทุนในการฟังเพลง และยังช่วยจัดระบบการฟังเพลงให้เป็นหมวดหมู่อีกด้วย

เช่นเดียวกับ “มาชิดา เตชะไพบูลย์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย Consumer Product, DTAC เธอคนนี้เป็นแฟนเครื่องเล่นไอพอดอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่รุ่นแรกยันรุ่นปัจจุบัน

เพราะความเป็นคนชอบฟังเพลง ทำให้เมื่อก่อนในรถของหญิงสาวจะเต็มไปด้วยซีดีหลายต่อหลายแผ่น แต่เมื่อเทคโนโลยี MP3 คืบคลานเข้ามาสู่ชีวิต จากที่ต้องมีแผ่นซีดีติดรถ เธอก็ใช้แค่เครื่องเล่น MP3 ขนาดเท่าฝ่ามือเครื่องเดียวมาเชื่อมต่อกับลำโพงแทน

“มีไอพอดก็ดีนะคะ เราไม่ต้องแบกซีดีไปไหนต่อไหน แค่เอาเพลงมาใส่เครื่องก็พกไปไหนมาไหนได้เลย เราสามารถจัดเก็บเป็นโฟลเดอร์เพลงที่เราชอบได้ด้วย เมื่อก่อนเราฟังวอล์กแมนมันก็แค่ซีดีแผ่นเดียว ตอนนี้อยากฟังหลายๆ เพลงหลายๆ อัลบั้มก็ไม่ต้องแบกไปให้หนัก อีกอย่างมันเป็นเหมือนเครื่องบอกสถานะทางแฟชั่นด้วย เพราะราคาของเครื่องเล่น MP3 มันต่างกันเช่น คนนี้ใช้ยี่ห้อนี้แล้วดูดี นำแฟชั่น เพราะมันราคาแพง”

มีค่ามากแค่ไหนไม่รู้ แต่มาชิดาถึงกับบอกว่าแค่ไอพอดเครื่องเดียวก็ทำให้เกิดการโจรกรรมได้ทีเดียว

“ตอนแรกๆ ที่มีไอพอดแรกในอเมริกา ถ้าเขาเห็นหูฟังสีขาวจะรู้เลยว่ามันคือไอพอด แล้วจะเกิดการโจรกรรมง่ายมาก คนที่ฟังหูฟังสีขาวก็ต้องระวังถูกล้วงกระเป๋า ตอนนั้นราคามันสูง มีคนใช้ไม่กี่คน แต่ตอนนี้ค่อนข้างเกลื่อน เลยไม่เป็นที่ต้องการเท่าเมื่อก่อน”

กลายเป็นว่าสิ่งที่เรากำลังบริโภคกันอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เพียงเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่เป็นวัฒนธรรมและค่านิยมในวัตถุที่เข้ามาพร้อมกับความสะดวกสบายและความบันเทิง

เช่นเดียวกับบ้านเราที่รับค่านิยมในการให้คุณค่าไอพอดสูง จนกลายเป็นว่าในมวลหมู่ผู้ฟังเพลงจากเครื่องเล่น MP3 ใครที่มีหูขาวก็เป็นที่เข้าใจดีว่านั่นคือไอพอด และคุณจะมีสถานะทางสังคมที่ดูดีมีระดับขึ้น

แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าบทเพลงที่คุณกำลังฟังผ่านหูฟังสีขาวนั้น เป็นเพลงที่คุณละเมิดลิขสิทธิ์มาอย่างจงใจ

คิดจะฟังเพลงออนไลน์…ต้องมีสามัญสำนึก

นอกจากการฟังเพลงผ่านเครื่องเล่น MP3 แล้ว ช่องทางการเสพเสียงเพลงยังมีอีกทางคือ ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกกันว่าฟังเพลงออนไลน์นั่นเอง

ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโลกทั้งใบเอาไว้ในหน้าจอสี่เหลี่ยม ทำให้สามารถค้นหาเพลงผ่านบรอดแบนด์ง่ายๆ บางเว็บไซต์มีเพลงออนไลน์ให้ฟัง บางเว็บไซต์ให้ดาวน์โหลดกันฟรีๆ จนแทบไม่ต้องเสียเงินซื้อซีดีมาฟัง

ในฐานะผู้ชื่นชอบการบริโภคเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต “แมน” ให้เหตุผลว่าการฟังหรือดาวน์โหลดเพลงผ่านอินเทอร์เน็ตนั้นสะดวกสบายและไม่เปลืองด้วย

“การฟังเพลงออนไลน์ตรงกับความต้องการที่สุด เพราะเราสามารถเลือกเพลงได้ ถ้าผมอยากฟังเพลงเก่าๆ แต่จำไม่ได้ว่าเป็นของใคร ก็แค่พิมพ์เนื้อเพลงไปก็สามารถหาชื่อเพลงได้ และผมโพสต์ไปก็ขอเพลงนั้นไป”

“ที่จริงโหลดเพลงทางเน็ตก็ไม่ได้ชัดอะไรนะครับ ที่ผมโหลดส่วนมากจะเป็นไฟล์ขนาดเล็กที่เขาบีบมาพอให้ฟังได้ เพราะถ้าเราดาวน์โหลด MP3 มันก็ขนาดใหญ่เหมือนกัน ผมไม่ได้ฟังเอาคุณภาพหรือความชัดเจน ฟังแค่ว่าเพลงนี้เพราะไหม ถ้าอันไหนฟังแล้วชอบก็ไปซื้อซีดีมาฟัง ส่วนมากฟังเพื่อให้ร้องได้มากกว่า เอาไว้ร้องเวลาไปคาราโอเกะ”

“ศิลปินบางคนที่เพลงเพราะจริงๆ ผมก็ซื้อเหมือนกัน เพราะอยากฟังเพลงที่คุณภาพ แต่บางอัลบั้มเราชอบแค่ไม่กี่เพลง ก็ไม่อยากซื้อ ดาวน์โหลด มาฟังก็สะดวกกว่าเยอะ”

ความสะดวกนี้ก็มีผลกระทบต่อธุรกิจเพลง เพราะผู้ฟังเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหาซื้อซีดีฟังกันให้เสียสตางค์แล้ว
พี่เปี๊ยก-ธนโชติ เพียรเสมา ผู้จัดการร้านดีเจ สยาม ยอมรับว่า รายได้จากการขายซีดีเพลงลดลงไปมาก เมื่อผู้บริโภคนิยมดาวน์โหลดเพลงฟังฟรีๆ แทนที่จะซื้อ แต่ในขณะเดียวกันการมีเพลงออนไลน์ให้ฟังหรือดาวน์โหลดนั้นดีสำหรับคนฟังในการตัดสินใจซื้อ และยังเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์เพลงให้แก่ค่ายเพลงขนาดเล็กอีกด้วย

แต่เขาก็แนะนำว่าคนที่ทำเว็บไซต์เพลงออนไลน์เหล่านี้ควรจะช่วยกันเปิดไม่จบเพลง อาจจะทำได้โดยเปิดแค่ครึ่งเพลง หรือให้ฟังเฉพาะท่อนกลาง เพื่อให้คนฟังอยากจะไปซื้อซีดีมาฟังต่อ

การดาวน์โหลดเพลงมาฟังฟรีๆ มีผลกระทบกับค่ายเพลง และในที่สุดยังส่งผลกระทบไปถึงคนฟังด้วย เพราะเมื่ออัลบั้มขายไม่ได้ ศิลปินอาจต้องหายหน้าไปจากวงการ และในที่สุดคนฟังก็ไม่ได้ฟังเพลงของศิลปินที่ตัวเองชอบ

อย่างกรณี “กอล์ฟ-เบญจพล เชยอรุณ” เจ้าของค่ายเพลงเล็กๆ ที่ชื่อ

“ต่าล้าลา” ผู้เคยประสบกับสถานการณ์ MP3 ทำพิษ เมื่อเพลงของศิลปินได้ขึ้นชาร์ตเพลงในคลื่นวิทยุ แต่ยอดขายซีดีกลับได้แค่ 3,000 แผ่น นั่นก็ทำให้เขา ทดท้อใจแทบจะเลิกทำงานเพลงไปเลยทีเดียว

คงไม่มีนักฟังเพลงคนใดอยากให้คนทำเพลงดีๆ ต้องเลิกทำงานไป เพราะนั่นหมายความว่าคุณก็จะไม่ได้มีโอกาสฟังเพลงดีๆ อีกต่อไป



kangg

You May Also Like:

ปิดตำนาน Clickwheel แอปเปิ้ลเลิกขาย iPod classic เป็นทางการแล้ว

ค้างคากันมา 3-4 ปีสำหรับ iPod classic ที่ผ่านมาก็ดูกันแบบปีต่อปีว่าจะโดนแอปเปิ้ลปลดเมื่อไหร่ สุดท้ายปีนี้โดนปลดเลิกขายเป็นทางการแล้ว  ..

Share

Tweet

Email