รีวิว : Nike+ SportBand

รีวิว : Nike+ SportBand

กลับมาคราวนี้ Nike เปิดตัวนวัตกรรมใหม่สำหรับผู้รักการออกกำลังกายอีกครั้งด้วย Nike+ SportBand ที่ไม่ต้องใช้งานร่วมกับ iPod nano แต่ยังคงความสามารถในการใช้วิ่งออกกำลังกายเช่นเดิม

ก่อนจะมาเป็น Nike+ SportBand

สำหรับหลายคนคงพอจะรุ้จัก Nike+iPod กันบ้างแล้ว (อ่านริวิว : Nike+iPod) ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2006 เข้ามาเมืองไทยเป็นทางการปี 2007 ซึ่งในขณะนั้นสามารถใช้งานได้เพียงกับผู้ที่มี iPod nano เท่านั้น ซึ่งต่อมาทางไนกี้ได้ผลิต Nike Amp+ เป็นอุปกรณ์เสริมอีกอย่างไว้ใส่ที่ข้อมือสำหรับเป็นรีโมทความคุม iPod nano , แสดงข้อมูลการว่ิง และเป็นนาฬิกาไปด้วยในตัว แต่ก็ยังต้องใช้งานร่วมกับ iPod nano อีกอยู่ดี จนมาถึงปี 2008 นี้ไนกี้เห็นแล้วว่าการจำกัดวง Nike+ อยู่แค่ผู้ใช้งาน iPod คงทำให้หลายคนที่อยากใช้งานเสียโอกาสไปเลยถือโอกาสเปิดตัว Nike+ SportBand ที่ไม่ต้องง้อ iPod nano อีกต่อไป แถมได้กลุ่มคนว่ิงเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็เป็นที่มาของ Nike+ SportBand ในวันนี้นี่เอง

อุปกรณ์ในกล่อง

  • Nike+ SportBand
  • Nike+ Sensor
  • คู่มือการใช้งานแบบคร่าว ๆ

รูปร่างหน้าตา

ถอดแยกออกมาเดี่ยว ๆ แบบนี้เรียกว่า Link

ปุ่มกดมีด้านข้าง 1 ปุ่มและด้านบน 1 ปุ่ม

Nike+ SportBand หน้าตาเหมือนนาฬิกาข้อมือที่มีหน้าปัดบอกเวลาเป็นตัวเลขดิจิตอลทั่วไป โดยที่ตัวเครื่องหรือที่เรียกว่า Link มีหัว USB ไว้เสียบกับคอมพิวเตอร์สามารถถอดแยกออกมาจากสายรัดข้อมือได้ บนตัว Link มีปุ่มการกดใช้งาน 2 ปุ่มหลัก ๆ ที่ด้านบนเป็นปุ่มกลม ๆ ไว้สำหรับทำการซิงค์กับตัวเซนเซอร์และปุ่มด้านข้างของเครื่องสำหรับเรียกดูข้อมูลการว่ิงสลับกับการแสดงเวลา ส่วนสายรัดทำจากยางโพรียูรีเทนน้ำหนักเบาเส้นรอบวงของสายรัดกว้างสุดอยู่ที่ 9.5 น้ิว และเล็กสุด 6 น้ิว

โดยรวมแล้วสำหรับ Nike+ SportBand ออกแบบมาโฉบเฉี่ยวมากคือนอกจะใช้ให้ครบถ้วนทุกฟังก์ชั่นแล้วยังสามารถใส่เป็นแค่นาฬิกาเฉย ๆ ก็ได้ไม่ว่ากัน

การใช้งาน

การตั้งค่าต่าง ๆ ผ่าน Nike+ Utility

สำหรับ Nike+ SportBand คงนำไปเทียบกับ Nike+iPod ตรง ๆ ไม่ได้ทุกอย่างเพราะด้วยความที่มีหน้าจอแสดงผลที่จำกัดทำให้หลายอย่างที่ไม่จำเป็นต้องมาตั้งค่าต่าง ๆ ผ่านทางโปรแกรม Nike+ Utility บนคอมพิวเตอร์ (มีทั้งบน Mac และ Win) โดยในครั้งแรกก่อนที่เราต่อกับคอมพิวเตอร์ก็ต้องติดตั้งโปรแกรม Nike+ Utility เสียก่อนจึงจะใช้งานได้ การตั้งค่าต่าง ๆ ใน Nike+ Utility เช่น น้ำหนัก หรือการบอกระยะทางว่าให้เป็นกิโลเมตรหรือไมล์ รวมถึงการคาลิเบรตในการว่ิงและเดินของเราด้วย ซึ่งจะแตกต่างจาก Nike+iPod ที่สามารถตั้งค่าต่าง ๆ จากตัวเครื่อง iPod nano ได้ทันที

การสวมใส่ Nike+ SportBand ทางไนกี้แนะนำว่าเมื่อเราสวมกับข้อมือเราแล้วให้หมุนทางด้านหน้าจอหันเข้าหาตัว ส่วนหนึ่งเพราะเวลาวิ่งเมื่อเรายกแขนขึ้นจะทำให้เห็นข้อมูลต่าง ๆ ได้สะดวกกว่าการมองนาฬิกาแบบปกติที่หน้าจออยู่ด้านบนของข้อมือ

เซนเซอร์เร่ิมทำงานเมื่อมีไอคอนรูปรองเท้าปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

การใช้งานในครั้งแรกทำการซิงค์ให้ตัว Nike+ SportBand รู้จักกับตัวเซนเซอร์ที่รองเท้าค่อนข้างง่ายมาก แค่กดปุ่มวงกลมด้านบนใกล้ ๆ กับหน้าจอค้างไว้ประมาณ 3 วินาทีแล้วเราก็เดินไปเดินมาให้เซนเซอร์ในรองเท้าส่งสัญญาณหากันบนหน้าจอก็จะขึ้นเป็นสัญลักษณ์รูปรองเท้าหมายถึงพร้อมใช้งานได้ทันที ซึ่งเมื่อเราเร่ิมออกวิ่งก็เพียงกดปุ่มวงกลมซ้ำอีกครั้งให้ตัว Nike+ SportBand เร่ิมจับเวลาและระยะทางรวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ด้วย ซึ่งหลังจากที่เราว่ิงเสร็จเรียบร้อยก็เพียงแค่กดปุ่มวงกลมค้างไว้ 3 วินาทีก็จะเป็นการสิ้นสุดการจับเวลา โดยบนหน้าจอก็จะบอกข้อมูลทั้งหมดที่เราเพิ่งวิ่งเสร็จไปให้ทราบทั้งระยะทาง, ความเร็วเฉลี่ย, เวลาที่วิ่ง และจำนวนแคลอรี่ที่เราเสียไป

โดยเมื่อเรากลับมาถึงบ้านก็จัดการถอดเจ้า Nike+ SportBand มาต่อกับคอมพิวเตอร์ทางช่อง USB เพื่อส่งข้อมูลการว่ิงเข้าไปในเว็บ nikeplus.com เป็นการเก็บสถิติการว่ิงของเราทั้งหมด โดยฟังก์ชั่นอื่น ๆ ที่มีบนเว็บอย่างการท้าวิ่งกับเพื่อน ๆ หรือคนอื่นที่ใช้ Nike+ ก็สามารถใช้ได้ตามปกติ ในทางกลับกันถ้าเราไม่มีโอกาสได้ซิงค์ข้อมูลหรือลืมซิงค์กับคอมพิวเตอร์ก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมากนักเพราะ Nike+ SportBand สามารถเก็บข้อมูลการว่ิงของเราได้มากถึง 28 ชั่วโมง ถ้าเฉลี่ยเราวิ่งวันละ 1 ชั่วโมงก็สามารถเก็บข้อมูลได้เกือบ 1 เดือนเลยทีเดียว

แบตเตอรี่

Nike+ SportBand นอกจากที่เราจะถอดตัว Link ออกมาซิงค์ข้อมูลกับคอมพิวเตอร์แล้วยังถือเป็นการชาร์จไฟเข้าตัว Link อีกด้วย(ใช้แบตเตอรี่ภายในแบบลิเธียมไอออน) โดยการชาร์จไฟให้เต็มแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (1.5 ชั่วโมงได้ 80 เปอร์เซ็นต์) จากการทดสอบด้วยตัวเองชาร์ตไฟเต็มแค่ 1 ครั้งสามารถใช้งานทั่ว ๆ ไปทั้งเป็นนาฬิกาและใช้ว่ิง ราว ๆ 2 อาทิตย์แบตเตอร์ลดลงไปแค่ 1 ขีดเท่านั้น

ความสามารถในการกันน้ำของ Nike+ SportBand

จากข้อมูลที่ไนกี้แจ้งมาสำหรับ Nike+ SportBand ว่าสามารถกันน้ำได้ในระดับ IPX-7 ซึ่งหมายถึงว่าสามารถกันน้ำได้ในระดับความลึกไม่เกิน 1 เมตรเป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 นาที เท่าที่ทดสอบใช้งานทั่วไปคือใส่ติดตัวตลอดเวลามีโดดฝนบ้าง ล้างมือบ้าง แน่นอนว่าน้ำก็โดนเจ้า Nike+ SportBand ด้วย แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร สรุปว่าการใช้งานในชีวิตประจำวันรวมถึงเวลาเหงื่อออกไม่มีผลกระทบใด ๆ กับ Nike+ SportBand ข้อควรระวังเบื้องต้นคือไม่ควรใส่ Nike+ SportBand ขณะอาบน้ำโดยเฉพาะน้ำอุ่นหรือขณะเข้าห้องเซาน่าเพราะอุณหภูมิสูงมาก ๆ อาจจะทำให้ Nike+ SportBand เสียได้
Nike+ Coach

โปรแกรมช่วยเหลือ Nike+ Coach ที่มีอยู่ในเว็บ nikeplus.com เป็นฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาใหม่ไม่นานมานี้ หลัก ๆ แล้วจะเป็นตัวช่วยสำหรับการวิ่งให้เหมาะสมกับผู้ว่ิงแต่ละประเภท เช่นถ้าเราเป็นนักว่ิงมือใหม่อยากจะว่ิงระยะทาง 10 กิโลเมตรก็เลือกการว่ิง 10 กิโลเมตรแบบผู้เร่ิมต้น (Beginner) ซึ่งก็จะมีข้อมูลเบื้องต้นว่าเราควรจะว่ิงแต่ละวันเป็นจำนวนกี่กิโลเมตรและควรหยุดพักวิ่งวันไหนบ้าง นอกจากข้อมูลเบื้องต้นที่ไนกี้เตรียมมาให้แล้วเรายังสามารถสร้างโปรแกรมการวิ่งของเราเองได้ด้วย
Nike+iPod หรือ Nike+ SportBand (ความแตกต่างแต่จุดหมายเดียวกัน)

Nike+ SportBand และ Nike+ iPod

ถ้าจะให้เปรียบเทียบระหว่าง Nike+iPod กับ Nike+ SportBand ว่าอันไหนดีกว่ากัน ต้องบอกว่าคนละแบบคนละอารมณ์กันเลยทีเดียว เพราะถ้าคุณมี iPod nano อยู่แล้วการใช้งาน Nike+ ก็จะได้ความรู้สึกในแบบที่มีเพลงที่เป็นส่วนสร้างสีสรรขณะว่ิงเข้ามาประกอบด้วย ส่วน Nike+ SportBand จะเหมาะสำหรับผู้ที่อยากใช้งาน Nike+ แต่ไม่มี iPod nano แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากลงทุนซื้อ iPod nano มาเพื่อว่ิงเฉพาะกิจแบบนี้กันเท่าไหร่นัก ซึ่งการซื้อ Nike+ SportBand มาใช้งานก็จะได้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปอีกแบบที่ไม่ต้องมีเพลงเข้ามาเป็นส่วนประกอบ แต่สุดท้ายแล้วทั้ง 2 แบบก็มุ่งให้ผู้ใช้งานได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการว่ิงเหมือน ๆ กันเพราะจุดหลักใหญ่ของ Nike+ จะอยู่ในเว็บไซต์ nikeplus.com ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการท้าวิ่งหรือร่วมว่ิงแข่งกับคนอื่น (Chllenges) สถิติต่าง ๆ ของเราและผู้คนทั่วโลกทีใช้งาน Nike+ รวมถึงระบบ Nike+ Coach ที่เพิ่งมีเข้ามาใหม่อีกด้วย

สรุปสำหรับ Nike+ SportBand จำกัดความได้ว่าคุ้มค่ามากถ้าคิดจะลงทุนเพื่อการว่ิงออกกำลังกายเพราะนอกจากได้ฟังก์ชั่นของ Nke+ แล้วยังเหมือนได้นาฬิกาข้อมือเท่ ๆ มาอีก 1 เรือน จุดผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรบ Nike+ SportBand คือขณะใช้ว่ิงไม่สามารถกดสลับมาดูเวลาได้ ส่วนข้อด้อยที่เหมือนไนกี้จะพลาดไปอย่างมากคือไม่มีไฟส่องสว่างที่หน้าจอสำหรับเวลากลางคือหรืออยู่ในที่มืด (หรือไนกี้จะคิดว่าไม่มีใครว่ิงออกกำลังกายตอนกลางคืน?) นอกนั้นโดยส่วนตัวพอใจมากทีเดียวกับ Nike+ SportBand

จุดสังเกต

  • ไม่ต้องใช้งานร่วมกับ iPod nano อีกต่อไป
  • ไม่มีไฟส่องสว่างเวลากลางคืนที่หน้าจอ
  • ใช้งานเป็นนาฬิกาข้อมือได้

ราคา : 2,190 บาท

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : ไนกี้ (ประเทศไทย)



You May Also Like:

แอปเปิ้ลออกสายนาฬิกาไนล่อนสีรุ้ง Pride Edition มาขาย และสาย Nike Sport Band สีใหม่เริ่มมีขายใน apple.com/th แล้ว

ถ้าใครยังจำกันได้ปีที่แล้วที่ Tim Cook ไปร่วมเดินในงาน LGBT Pride Parade และทำสายนาฬิกาไนล่อนสีรุ้งออกมาเป็นที่ระลึก ตอนนี้สายนาฬิกาดังกล่าวแอปเปิ้ลนำมาจำหน่ายแล้ว พร้อมกันนี้สายนาฬิกา Nike Sport Band ก็เริ่มจำหน่ายในเว็บ apple.com/th ด้วยเช่นกัน ..

Nike เตรียมออกสายนาฬิกา Apple Watch สีใหม่ให้เข้ากับสีรองเท้า Nike Air VaporMax Flyknit

Nike เตรียมออกสายนาฬิกา Apple Watch ให้เข้ากับสีรองเท้า Nike Air VaporMax Flyknit โดยสายนาฬิกาสีใหม่นี้จะเริ่มวางจำหน่ายช่วงต้นเดือน มิ.ย. ..

สายนาฬิกา Nike Sport Band มีจำหน่ายแยกต่างหากแล้ว

จากเดิมที่ Apple Watch + Nike จะให้สายที่ไม่มีขายแยกต่างหาก ใครต้องการสายแบบ Nike ก็ต้องซื้อใหม่ทั้งเรือนเลย ตอนนี้แอปเปิ้ลวางจำหน่ายสายนาฬิกา Nike Sport Band ทั้ง 3 สีแยกต่างหากแล้วราคา 1,900 บาท ..

Share

Tweet

Email