รีวิว : Jawbone รุ่นที่ 2

รีวิว : Jawbone รุ่นที่ 2

หูฟังบูลทูธยี่ห้อที่เป็นที่กล่าวขานกันมากที่สุดในตอนนี้คงหนีไม่พ้น Jawbone รุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นเดิม หน้าตาของรุ่นนี้บ้างก็ว่าสวยขึ้นบ้างก็ว่าสวยสู้รุ่นแรกไม่ได้ ส่วนฟังก์ชั่นการตัดเสียงยังคงอยู่แล้วจะดีเหมือนเดิมหรือเปล่าต้องมาตามอ่านรีวิวในคราวนี้กัน

รูปร่างหน้าตา

รูปร่างหน้าตารวมถึงของที่มาพร้อมในกล่องถือว่าดีมากทั้งตัวหูฟังเองที่หน้าตาดูหรูขึ้นและมีขนาดเล็กลง อแดปเตอร์หน้าตามีชาติตระกูลมากขึ้นเมือเทียบกับของรุ่นที่แล้ว รวมถึงตัวคลิปเกี่ยวหูที่มาในโฉมใหม่ไม่เเหมือนเดิม

อุปกรณ์ในกล่อง

  • หูฟัง Jawbone
  • คลิปเกี่ยวหูฟัง 3 อัน
  • ยางครอบหูฟัง 3 อัน
  • อแดปเตอร์ชาร์ตไฟบ้าน
  • คู่มือ

เร่ิมกันที่ตัวหูฟังมีขนาดเล็กลงมากกว่าเดิมมากทีเดียวเมื่อเทียบขนาดกับรุ่นเดิม พื้นผิวภายนอกทำจากพลาสติกเป็นลวดลายเหลี่ยมตัดของเพชร โดยปุ่มกดต่าง ๆ ถูกกลืนไปกับตัวเครื่องไม่มีปุ่มต่างยื่นออกมาให้เห็นแต่อย่างใด โดยที่ปุ่มเปิด-ปิดจะอยู่ตรงกลางของตัวหูฟังและปุ่มปรับระดับเสียงจะเป็นปุ่มปรับระดับเสียงจะอยู่ด้านบนของตัวหูฟัง ด้านหลังของตัวหูฟังจะเห็นเป็นโค้งเว้าซึ่ง โดยด้านบนจะมีช่องหูฟังมีใหญ่พอควรและตรงด้านข้างจะมีรูไมโครโฟนเล็ก ๆ

ตัวอแดปเตอร์หน้าตาดูดีทีเดียว ซึ่งขนาดก็ไม่เล็กไม่ใหญ่หัวปลั๊กเป็นแบบพับเก็บได้ช่องต่อเป็นแบบ USB โดยตัวอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 5 V – 550mA (อแดปเตอร์ไอพอดจ่ายไฟที่ 5V – 1A ) สายชาร์ตที่มาก็เป็นสีเดียวกันโดยด้านปลายที่เป็นช่องต่อกับตัวหูฟังได้เปลี่ยนจากระบบดันเข้าไปเองเป็นแม่เหล็ก ซึ่งเพียงแค่เรานำตัวหูฟังไปใกล้ ๆ ก็จะถูกดูดเข้าไปแปะติดทันที การถอดออกก็ง่ายไม่ต้องออกแรงดึงกันให้หวาดเสียวเล่น ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มาด้วยก็คือว่าอยู่ในขั้นมาตรฐานที่ควรจะมีให้มาด้วย

การใช้งาน

การใช้งานทั่วไปในตอนแรกออกแนวประหม่าเล็กน้อยเพราะด้วยความที่ไฟสถานะของตัวหูฟังจะอยู่ตรงปุ่มเปิด-ปิดที่กลืนไปกับผิวตัวหูฟังทำให้เวลากดเปิดหรือปิดตัวหูฟังน้ิวเราจะไปทาบตรงช่วงนั้นพอดีและทำให้ไม่เห็นว่าตัวหูฟังเปิดหรือปิดตามที่ต้องการแล้วหรือยัง แต่พอเรารู้ว่าไฟแสดงสถานะอยู่ตรงไหนก็สามารถเลื่อนมือลงมาได้ ปุ่มปรับระดับเสียงด้านบนเป็นแบบทางเดียวคือกดเพิ่มเสียงไปเรื่อยวนไปถึงลดเสียง โดยสามารถปรับระดับเสียงได้ทั้งหมด 6 ระดับ

การเกี่ยวหูฟังเข้ากับหูของเราก็ค่อนข้างทำได้ง่ายเพราะด้วยความที่ขนาดของตัวเกี่ยวจะค่อนข้างบางกว่ายี่ห้ออื่นทำให้คล้องหูได้ง่ายรวมถึงคนที่ใส่แว่นก็สามารถคล้องหูใช้งานได้ปกติเช่นกัน

ระยะเวลาในการใช้งานต่อการชาร์ตแบตเตอรี่ 1 ครั้งถือว่าใช้ได้ระยะเวลานานมากทีเดียว โดยที่ช่วงทดสอบมีทั้งการคุยโทรศัพท์เป็นครั้งคราวและการคุยรวดเดียวหลายชั่วโมง Jawbone ก็อึดพอที่จะใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

ทดสอบระบบตัดเสียง (ดูวิดีโอรีวิวประกอบ)

สำหรับระบบตัดเสียงรอบข้างขณะคุยโทรศัพท์ต้องบอกว่าทำได้ดีอย่างที่โม้ไว้จริง ๆ ซึ่งเราได้ทดสอบโดยนำพัดลมมาจ่อขณะคุยโทรศัพท์ ซึ่งระยะพัดลมถึงหูฟังห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร จากนั้นเราทำการปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรอบข้างพบว่าเสียงพัดลมเข้าได้ตลอดเวลาไม่สามารถสนทนาได้รู้เรื่อง จากนั้นเราทำการเปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรอบข้าง ซึ่งก็ต้องประหลาดใจว่าเสียงพัดลมที่ดังอยู่เมื่อสักครู่หายไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์

จากนั้นเราทดสอบด้วยการเปิดเพลงให้เสียงรอบข้างค่อนข้างดังมาก โดยระยะห่างของแหล่งเสียงถึงตัวหูฟังประมาณ 40 เซนติเมตร โดยทำการปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรอบข้างก่อนพบว่าเราแทบจะสนทนาไม่รู้เรื่องเลยเพราะเสียงเพลงแทรกเข้ามาดังกว่าเสียงจากคู่สนทนา จากนั้นเราทำการเปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรอบข้าง ซึ่งก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งว่าเสียงเพลงที่ดัง ๆ เมื่อสักครู่หายไปเกือบหมด เสียงของคู่สนทนาได้ยินชัดเจนขึ้น เสียงเพลงรอบข้างหายไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

จากการทดสอบข้างต้นไม่น่าเชื่อว่าระบบตัดเสียงรอบข้างของ Jawbone จะทำได้ดีขนาดนี้ ส่วนข้อตำหนิเดียวที่พอจะหาได้คือ ถ้าเราเปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรอบข้างในระหว่างการสนทนาปกติเมื่อเราเงียบเสียงเราเองและมีการเร่ิมพูดขึ้นมาใหม่ในช่วงแรกเสียงเราจะค่อนข้างเบาคู่สนทนาของเราอาจจะได้ยินเสียงของเราเบากว่าปกติ เนื่องจาก Jawbone อาจจะมีการทวนสัญญาณของระบบตัดเสียงอยู่ว่าเสียงที่พูดออกมาเป็นเสียงสนทนาหรือเสียงรอบข้าง โดยช่วงเวลาที่มีการทวนสัญญาณจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วินาทีขึ้นอยู่กับประโยคที่เราพูดว่ามีความยาวมากน้อยแค่ไหน

ทดสอบการใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์

การทดสอบในส่วนนี้เกิดจากในช่วงหลังมานี้มีหูฟังบูลทูธหลายรุ่นหลายยี่ห้อไม่สามารถใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เต็มที่ เช่นการอาการต่อแล้วหลุดบ่อย ๆ เลยขอนำส่วนนี้มาเข้ามาอยู่ในรีวิวด้วย ซึ่งจะทดสอบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh โดยเร่ิมจากจับคู่อุปกรณ์ก็ผ่านไปด้วยดีไม่ติดขัดอะไร จากนั้นทดสอบกับโปรแกรม iChat (คล้าย ๆ MSN) โดยทำการตั้งค่าเปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน Bluetooth Headset จากนั้นทดสอบการคุยแบบเสียงผ่านโปรแกรม iChat ก็สามารถคุยได้ต่อเนื่องไม่มีการหลุดแต่อย่างใด ความชัดเจนของเสียงสนทนาของเราปลายทางได้ยินชัดเจนดี ในทางกลับกันเราก็ได้ยินเสียงของคู่สนทนาได้ชัดเจนเช่นกัน แต่ขณะทดสอบมีสัญญาณรบกวนต่าง ๆ แทรกอยู่เป็นระยะ ๆ เกิดจากความเร็วอินเตอร์เน็ทในช่วงที่ทดสอบค่อนข้างช้าเลยทำให้การทดสอบติดขัดเล็กน้อย แต่โดยรวมก็ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาแต่ประการใด

สรุปสำหรับ Jawbone รุ่นที่ 2 อันนี้ต้องเทใจเทคะแนนให้กันเต็มสิบเลยทีเดียว (ถ้าไม่ติดเรื่องราคา) ในส่วนของระบบการใช้งานทำได้ดีมากไม่ขาดตกบกพร่องอุปกรณ์ที่มาด้วยในกล่องก็เรียกว่าไม่ขาดตกบกพร่อง เรื่องเดียวที่ทำให้หลายคนต้องคิดมากหน่อยก็คือราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหูฟังบูลทูธยี่ห้ออื่น ๆ แต่อยากจะแนะนำว่าถ้าเราจะต้องซื้อมาใช้งานบ่อย ๆ เป็นประจำนั้นให้เลือกซื้อยี่ห้อที่มีคุณภาพดีเท่าที่เราจ่ายไหวจะดีกว่า เพราะถ้าเราซื้ออันที่ราคาค่อนข้างราคาถูกมากก็จะเจอกับปัญหาจุกจิกจากเรื่องการใช้งานเช่นเสียงสนทนาไม่ชัดเจน ระยะห่างทำได้ไม่ดี ก็ขอให้ตั้งงบไว้ค่อนข้างเยอะสักหน่อยจะได้ไม่ต้องเสียเงินหลายรอบครับ

จุดสังเกต

  • ตัดเสียงรอบข้างขณะสนทนาได้ดีมาก
  • แบตเตอรี่อึดมาก
  • มีระบบ Auto-Off เมื่อไม่ได้ใช้งาน
  • ขณะทวนสัญญาณอาจจะมีช่วงที่ทำให้เสียงสนทนาหายไปเล็กน้อย
  • ราคาค่อนข้างสูง

ราคา : 5,590 บาท (สีดำ), 5,790 บาท (สีทอง)

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : iStudio by Copperwired

———————————————————————————————————————————————

ภาพเปรียบเทียบระหว่าง Jawbone รุ่นเก่าและรุ่นใหม่บางส่วน



You May Also Like:

ลำโพง Fender – Monterey และ Newport

Fender ในยุคใหม่นอกจากหูฟังที่ออกมาพักใหญ่ ตอนนี้มีลำโพงไร้สายออกมาด้วยเหมือนกันกับรุ่น Monterey และ Newport  ..

รีวิว : ลำโพง JBL – Pulse 3

ผมให้นิยามว่าเป็นลำโพงที่สนุกมาก เพราะไม่ใช่แค่เสียงแต่ลำโพงที่เราสามารถเลือกแสงที่อยู่บนตัวลำโพงได้ตามใจชอบอีกด้วยกับ JBL - Pulse 3  ..

รีวิว : หูฟัง iFrogz – Impulse Wireless

ได้หูฟัง iFrogz - Impulse Wireless มาลองใช้งานพักใหญ่ พบว่าเป็นหูฟังไร้สายที่ราคาไม่แพงที่ให้เสียงได้โอเคเลยแหละ ..

Share

Tweet

Email