iPod touch , iPod nano ใหม่รองรับภาษาไทยแล้วด้วย ฮูเล….

iPod touch , iPod nano ใหม่รองรับภาษาไทยแล้วด้วย ฮูเล….

ผ่านพ้นงาน Let’s Rock ไปแล้วกับหลายอย่างที่เกินกว่าข่าวลือก่อนหน้านี้ โดยพระเอกของงานเอาเข้าจริง ๆ แล้วก็แย่งกันเด่นทั้ง iPod nano 4G ที่ออกมาถึง 9 สีด้วยกัน ส่วน iPod touch ก็ไม่น้อยหน้าออกโฉมใหม่มาด้วยความสามารถใหม่เพียบ

iPod nano 4G

รูปร่างหน้าตาไม่ต่างไปจากข่าวก่อนหน้านี้ก็จริง แต่ก็มีบางอย่างที่ถือว่าแอปเปิ้ลทำออกมาได้น่าประทับใจมากสำหรับ iPod nano 4G ไล่ตั้งแต่ภายนอกคือสีสรรตัวเครื่องมาเป็นสีรุ้งกันเลยทีเดียวได้แก่ สีเงิน,ดำ, ม่วง, น้ำเงิน, เขียว, เหลือง, ส้ม, แดง และชมพู ความจุของ iPod nano 4G มี 8GB และ 16GB

มีอะไรใหม่บ้าง

  • หน้าจอขนาด 2 น้ิว 320×240 พิกเซล ความละเอียดที่ 204 พิกเซล/น้ิว
  • เมนูการใช้งานแบบใหม่

ไม่มีการแบ่งครึ่งหน้าจออีกต่อไปแล้วสำหรับซอฟท์แวร์ใหม่ของ iPod nano 4G ที่แอปเปิ้ลทำออกมาใหม่ ด้วยความที่มีหน้าจอที่ยาวกว่าของเดิมทำให้การแสดงหน้าปกเพลงถูกย้ายไปไว้ด้านล่างของเมนูแทน

  • ฟังก์ชั่นการพลิกหน้าจออัตโนมัติ

จะเรียกว่าเป็นเซอร์ไพรส์ก็ย่อมได้ โดยแอปเปิ้ลใส่ฟังก์ชั่นการพลิกหน้าจอเข้ามาทำให้เวลาต้องการใช้งาน CoverFlow หรือดูหนังก็ต้องจับ iPod nano 4G ตะแคงด้านข้าง ซึ่งรวมถึงการเล่นเกมด้วย

  • เมนูแบบมีเสียงพูด

สำหรับฟังก์ชั่นนี้จะทำให้ขณะที่เราเลือกเมนู, เพลง และชื่อศิลปินมีเสียงพูดออกมาด้วยว่าที่เรากำลังเลือกอยู่ในคือเมนู, ชื่อเพลง หรือชื่อศิลปินอะไร (ต้องใช้งานร่วมกับ Mac OS X และเปิดระบบ Voice Over ก่อน)

  • รองรับการบันทึกเสียงในตัว

สำหรับฟังก์ชั่นการบันทึกเสียง (Voice Memo) จะปรากฏต่อเมื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์บันทึกเสียงหรือกับ*หูฟังรุ่นใหม่ที่มีช่องไมโครโฟน ซึ่งการบันทึกเสียงจะบันทึกได้ยาวครั้งละ 2 ชั่วโมง ถ้าเกินกว่านั้นตัวเครื่องจะตัดเป็นคลิปใหม่ให้อัตโนมัติ โดยไฟล์เสียงที่ได้จะเป็นไฟล์ .wav

*สำหรับหูฟังรุ่นใหม่ Apple Earphones with Remote And Mic ต้องซื้อเพิ่มต่างหาก เพราะในกล่องแถมหูฟังแบบธรรมดามาให้ (ไม่มีไมโครโฟน)

  • เขย่าตัวเครื่องเพื่อเข้าสู่ Shuffle Mode

สำหรับฟังก์ชั่นเขย่าเครื่องเพื่อเปลี่ยนโหมดให้เป็น Shuffle Mode ถือว่าเป็นผลพลอยได้จากเซ็นเซอร์ที่แอปเปิ้ลใส่เข้ามา การใช้งานเราเพียงแค่เขย่าตัวเครื่องไปมาไม่ต้องแรกนัก เท่านี้ก็จะเข้าสู่ Shuffle Mode ได้ทันที สำหรับใครที่ใช้การเขย่าแล้วไม่ชอบก็สามารถปิดการใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้และเลือกให้การ Shuffle เป็นแบบธรรมดาจากการกดปุ่มเหมือนเดิมได้

  • Genius Playlist

ระบบ Playlist แบบใหม่ โดยซอฟท์แวร์ในเครื่องจะทำการประมวลผลหาเพลงที่มีลักษณะเพลงใกล้เคียงกันขึ้นมาให้เราเลือกฟังได้ แอปเปิ้ลการันตีว่า Genius Playlist ฉลาดพอตัว ก็ต้องรอดูของจริงว่าแจ๋วอย่างที่โม้ไว้รึเปล่า


  • รองรับการแสดงผลภาษาไทย

อันนี้ต้องร้องดัง ๆ ว่า “ไชโย” ไว้ก่อนเลย ส่วนจะแสดงผลได้สมบูรณ์มากน้อยแค่ไหนคงต้องรอดูของจริงแล้วค่อยมาว่ากันใหม่อีกที

ราคา :

  • รุ่น 8GB – $149 (ประมาณ 5,200 บาท )
  • รุ่น 16GB – $199 (ประมาณ 7,000 บาท)

iPod classic + iPod shuffle

iPod classic ไม่มีอัพเดทอะไรใหม่เท่าไหร่นัก นอกจากเพิ่มการรองรับการบันทึกเสียงร่วมกับ Apple Earphones with Remote And Mic และปรับสเป็คเหลือเพียงแค่ 1 รุ่นเท่านั้นคือขนาดความจุ 120GB มีสีดำและเงินให้เลือกเหมือนเดิม สวนการรองรับแสดงผลภาษาไทยเท่าที่ดูรายละเอียดจากแอปเปิ้ลยังไม่รองรับในส่วนี้ ราคา $249 (ประมาณ 8,700 บาท)

สำหรับ iPod shuffle ก็ไม่มีอะไรใหม่เช่นกัน ยังคงมีความจุ 1GB และ 2GB ราคาก็ยังคงเดิมคือ
รุ่น 1GB – $49 (ประมาณ 1,700 บาท )
รุ่น 2GB – $69 (ประมาณ 2,400 บาท)

iPod touch 2Gennaration

สำหรับ iPod touch 2G ก็เป็นไปตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้าเสียส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปุ่มปรับเสียงด้านข้าง, มีลำโพงในตัว งานนี้ใครรี ๆ รอ ๆ อยู่ก็คงตัดสินใจซื้อกันได้ง่ายขึ้นแล้ว

มีอะไรใหม่

  • เรื่องดีไซน์มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยด้านหลังของเครื่องมีเป็นแบบหลังเต่าคล้ายกับ iPhone 3G โดยด้านหลังจะคงเป็นสีเงินเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นพลาสติกอย่างที่กลัว ๆ กัน
  • มีปุ่มปรับเสียงด้านข้าง สำหรับเรื่องนี้ถูกใจเป็นย่ิงนักเพราะจะได้ปรับเสียงแบบไม่ต้องเปิดดูหน้าจอได้ทันที
  • มีลำโพงมาให้ด้วยในตัว ในส่วนนี้น่าจะทำการรองรับกับการเล่นเกม เพราะจะได้ไม่ต้องคอยใส่หูฟังเวลาเล่นเกม
  • แบตเตอรี่อึดขึ้น แอปเปิ้ลเคลมว่าแบตเตอรี่ของ iPod touch 2G ใช้งานได้นานขึ้น ตามสเป็คแล้วสามารถเล่นเพลงได้ต่อเนื่องได้ 36 ชั่วโมง (เดิม 22 ชั่วโมง) และเล่นวิดีโอต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง (เดิม 5 ชั่วโมง)
  • รองรับการใช้งานร่วมกับ Nike+iPod ในตัวคือเป็นตัวรับสัญญาณ Receiver แต่ก็ยังคงต้องซื้อตัวเซนเซอร์ที่ต้องเสียบเข้ากับรองเท้าต่างหากอยู่ดี เท่าที่ดูหน้าจอการทำงานทำออกมาดีมากทีเดียว แต่สุดท้ายก็ต้องรอทดสอบของจริงแล้วค่อยมาว่ากันอีกที
  • มาพร้อมเฟิร์มแวร์่ 2.1 ที่แก้สารพัดบั๊กมาให้เรียบร้อย

สำหรับขนาดความจุของ iPod touch 2G ยังคงมีให้เลือก 3 รุ่นเช่นเดิมคือ 8,16 และ 32GB แต่ราคาถูกกว่าเดิม

รุ่น 8GB – $229 (ประมาณ 8,000 บาท)
รุ่น 16GB – $299 (ประมาณ 10,465 บาท)
รุ่น 32GB – $399 (ประมาณ 14,000 บาท )

Firmware 2.1

สตีฟ จ๊อบส์เคลมว่าแอปเปิ้ลได้ทำการแก้ปัญหาค้างคาของ iPhone/iPod touch เฟิร์มแวร์ 2.0.x ให้ดีขึ้นแล้วไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องความหน่วงในการกดเข้าเมนูต่าง ๆ , การซิงค์ข้อมูล, การแบ็คอัพข้อมูล ซึ่งเท่าที่มีข้อมูลในตอนนี้ 2.1 มีฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ Genius Playlist เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนอกจากนั้นคงต้องรอของจริงปล่อยออกมาให้ดาวน์โหลดในวันศุกร์ที่จะถึงนี้กันเสียก่อน

สำหรับเจ้าของ iPod touch รุ่นแรกถ้าเครื่องของคุณเป็นเฟิร์มแวร์ 2.0.x อยู่แล้วสามารถอัพเดทเป็น 2.1 ได้ฟรี แต่ถ้าเครื่องของใครยังเป็น 1.1.x แอปเปิ้ลบอกต้องจ่ายเงินค่าอัพเดท $9.95


Apple Earphones with Remote And Mic

หูฟังรุ่นใหม่ที่แอปเปิ้ลทำออกมารองรับการใช้งานร่วมกับ iPod ทุกรุ่น ซึ่งความพิเศษของหูฟังอันนี้คือเป็นรีโมทไปด้วยในตััว โดยปุ่มต่าง ๆ จะกระจุกตัวอยู่ที่แท่งเล็ก ๆ บนสายหูฟังด้านขวา โดยมีความสามารถต่าง ๆ ดังนี้

  • ปรับระดับเสียง
  • ควบคุมการเล่นเพลงทั้ง Play/Pause, Next/Previous
  • ใช้บันทึกเสียง (รองรับการใช้งานเฉพาะ iPod nano 4G, iPod classic 2G, iPod touch 2G)

มีให้เลือกใช้งานทั้งแบบธรรมดาและ In-Ear โดยรุ่น In-Ear แอปเปิ้ลเคลมว่าเสียงดีกว่ารุ่นที่แล้วแบบฟ้ากับเหว โดยที่หูฟังแต่ละข้างมีไดรเวอร์ 2 ตัวแยกเป็นหนึ่งตัวสำหรับเสียงต่ำและเสียงกลาง อีกหนึ่งเป็นทวิตเตอร์สำหรับเสียงสูง

  • Apple Earphones with Remote And Mic – $29 (ประมาณ 1,015 บาท)
  • Apple In-Ear Headphones with Remote And Mic $79 (ประมาณ 2,765 บาท )

iTunes 8

สำหรับหน้าตาใหม่ที่แอปเปิ้ลทำออกมาให้กับ iTunes 8 ก็มีเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเกี่ยวกับ Grid Menu แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วเรียกว่า iTunes 8 ออกมารองรับการใช้งานร่วมกับเฟิร์มแวร์ 2.1 ของ iPod touch/iPhone และ iPod nano4G เสียมากกว่า โดยเฉพาะ ฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ Genius Sidebar เข้ามาแทนที่ mini iTunes Store ที่เคยอยู่ด้านล่างของตัวโปรแกรม (ถ้ายังจำกันได้) ซึ่งส่วนหนึ่งเพื่อใช้งานร่วมกับ iTunes Store เท่าที่ได้ลองใช้งาน iTunes จะทำการประมวลผลเพลงของเราทั้งหมดก่อน ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียว จากนั้นเมื่อเราเลือกเล่นเพลงใด ๆ ก็ตามที่ Genius Sidebar จะมีเพลงที่มีลักษณะใกล้เคียงกันปรากฏขึ้นมา ซึ่งเพลงเหล่านี้เป็นเพลงจาก iTunes Store และถ้าเรากดปุ่ม Genius เพื่อให้ iTunes ทดลองสร้าง Genius Playlist ขึ้นมา iTunes ก็จะดึงเพลงที่มีลักษณะใกล้เคียงกันขึ้นมาอยู่ใน Library ของเราเอง โดยทำการเลือกจากชื่อศิลปิน, ประเภทเพลง, จังหวะเพลงที่มีความใกล้เคียงกัน ฯลฯ ซึ่งถ้าอยากให้คำสั่ง Genius มีความแม่นยำอย่างที่แอปเปิ้ลโม้ไว้ เราก็ต้องใส่ข้อมูลต่าง ๆ ของเพลงแต่ละเพลงให้มากที่สุด สำหรับการใช้งาน Genius ร่วมกับเพลงที่มีชื่อภาษาไทยหรือศิลปินไทย (แม้ะตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษก็ตาม) เท่าที่ทดลองพบว่าไม่สามารถสร้าง Genius Playlist ขึ้นมาได้

ส่วน iTunes Store ก็มีการอัพเดทเล็กน้อยคือพวกละครฝรั่งหรือซีรีย์จะมีให้เลือกซื้อในแบบ HD ด้วย โดยขายตอนละ $2.99 (ความละเอียดปกติขายตอนละ $1.99)

สรุปแล้วงาน Let’s Rock ก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด อย่างน้อย iPod ก็รองรับการแสดงผลภาษาไทยแล้ว แม้จะยังไม่ครบทุกรุ่นก็ตามที ก็หวังว่าถ้าเฟิร์มแวร์ใหม่ของ iPod classic ออกมาก็จะมีการรองรับการแสดงผลภาษาไทยด้วยเช่นกัน พระเอกของงานนี้คงต้องยกให้ทั้ง iPod nano 4G และ iPod touch 2G คู่กันไปเลย เพราะทั้ง 2 ก็มีจุดเด่นหลายอย่างที่ปรับปรุงมาจากเดิมไม่แพ้กัน
ใครที่จด ๆ จ้อง ๆ มานานเอาเป็นว่ารอเสียเงินกันได้เลย :)

**ราคาข้างต้นทั้งหมดเป็นราคาดอลล่าร์สหรัฐ โดยเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีในแต่ละรัฐ ราคาโดยประมาณเป็นเงินบาทคำนวณ $1=35 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม : apple.com



kangg

You May Also Like:

[ประชาสัมพันธ์] Apple Watch รอรุ่นใหม่ หรือซื้อตอนนี้ ?

เข้าช่วงกลางปีทีไรผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลมักจะมีคนมาถามอยู่เสมอ ๆ ว่าจะซื้อเลยตอนนี้หรือจะรอรุ่นใหม่ ซึ่งในตอนนี้ขอมาพูดถึง Apple Watch สักนิด เพราะเป็นสินค้าที่มีความนิ่งไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก ..

Jony Ive กำลังจะออกจากแอปเปิ้ล

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ซึ่งวันนี้ก็มาถึงเมื่อ Jony Ive กำลังจะลาออกจากแอปเปิ้ลหลังจากทำงานกับแอปเปิ้ลมาเกือบ 30 ปี
..

อาร์ทีบีฯ เปิด B&O Flagship Store ให้ช็อปใน LAZADA

Bang & Olufsen (B&O)แบรนด์หูฟังและลำโพงระดับไฮเอนด์ภายใต้การนำเข้าและดำเนินการโดยบริษัทอาร์ทีบีเทคโนโลยีจำกัดผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้า Gadget รายใหญ่ในประเทศไทย เปิดตัว B&O Flagship Store ในเวบไซต์ LAZADA B&O Flagship Store เปิดตัวแล้วในเวบไซต์   LAZADA เว็บอีคอมเมิร์ซชื่อดังโดย Online Flagship Store ของB&O ที่ดำเนินการโดยทาง อาร์ทีบีฯ ผู้นำเข้าและดำเนินการ Bang & Olufsen ในประเทศไทย  โดยชูความเป็นผู้นำเข้าสินค้า และจัดจำหน่าย ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ และเน้นคุณภาพบริการหลังการขาย  เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักช็อป ว่าสินค้าที่ซื้อไปเป็นสินค้าที่มีคุณภาพของแท้ 100%  หากมีปัญหาคืนสินค้าจากที่ซื้อไป ภายใน 15 วัน โดยมีการรับประกันสินค้า 2ปี และบริการหลังการขายที่ดี สร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค ..

Share

Tweet

Email