รีวิว : iPod touch 2G

รีวิว : iPod touch 2G

เรียกว่าเป็นไอพอดที่น่าสนใจที่สุดในตอนนี้สำหรับ iPod touch 2G ที่มีการอัพเดทโฉมให้ดูน่าใช้งานมากขึ้นกว่าเดิมไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปุ่มปรับเสียง มีตัวรับสัญญาณ Nike+iPod ในตัว และที่กล่าวถึงกันเยอะก็คือมีลำโพงมาด้วยในตัวอีกด้วย ซึ่งแต่ละอย่างที่เพิ่มมาใหม่ดูน่าใช้งานทั้งนั้น แถมราคาเครื่องก็เป็นมิตรมากขึ้นอีกด้วย

รูปร่างหน้าตา

เร่ิมกันตั้งแต่กล่องที่เปลี่ยนมาใช้เป็นกล่องพลาสติกใสแทนกล่องกระดาษ โดยที่ตัวเครื่องนั้นจะมีสติกเกอร์ที่ทำเป็นรูปหน้าจอแปะอยู่ ซึ่งเจ้าสติกเกอร์นี้จะแปะเลยมาถึงขอบพลาสติกทีใช้ล็อกตัวเครื่องอยู่ ซึ่งถ้าต้องการดึงตัวเครื่องออกมาในครั้งแรกก็ต้องดึึงสติกเกอร์นี้ออกเสียก่อน (สารภาพว่างมโข่งอยู่นานกว่าจะดึงออก) โดยอุปกรณ์ในกล่องทั้งหมดมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง
  • หูฟัง
  • สาย USB
  • Dock Adapter
  • ผ้าเช็ดหน้าจอ
  • คู่มือ (Quick Guide)

สำหรับอุปกรณ์ที่โดนถอดออกไปก็คือแท่นวางเครื่องแนวนอนที่ไม่มีมาให้ในกล่อง

iPod touch 2G (บน) และ iPod touch 1G (ล่าง)

iPod touch 1G (ซ้าย) และ iPod touch 2G (ขวา)

(ซ้ายไปขวา) iPod touch 1G, iPod touch 2G และ iPhone

สำหรับรูปร่างหน้าตาของ iPod touch 2G โดนเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย ด้านหน้ายังคงเหมือนเดิมคือมีเพียงแค่หน้าจอขนาด 3.5 น้ิวและปุ่ม Home อยู่ข้างใต้จอ ส่วนด้านหลังสีเงินถูกเปลี่ยนรูปทรงโค้งเล็กน้อย โดยที่ปลายขอบทั้งสองข้างจะขึ้นมาชิดขอบด้านหน้าของตัวเครื่องทำให้ตัวเครื่องดูผ่าน ๆ แล้วจะคล้าย ๆ กับไอโฟนโดยที่มุมบนซ้ายจะเป็นตัวรับสัญญาณ Wi-Fi ซึ่งมีพลาสติกสีดำปิดอยู่ ด้านบนก็ยังมีเพียงแค่ปุ่ม Sleep ที่ทำหน้าที่เป็นปุ่มเปิด-ปิดเครืองไปด้วย ส่วนด้านล่างมีช่อง Dock Connector และช่องเสียบหูฟัง สำหรับจุดเด่นที่เพิ่มเข้ามาแบบที่สังเกตุได้นอกจากรูปร่างที่ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อยแล้วด้านข้างซ้ายของตัวเครื่องมีการเพิ่มปุ่มปรับเสียงมาช่วยให้การใช้งานสะดวกมากขึ้นอีกเยอะทีเดียว ส่วนลำโพงที่เพิ่มเข้ามาถูกซ่อนไว้ใกล้ ๆ กับช่อง Dock Connector ซึ่งเสียงก็จะเปล่งออกมาทางช่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยรวมแล้วดูไม่ขรึมเท่ารุ่นแรกที่ใช้ขอบดำ แต่ก็ดูดีไม่น้อยทีเดียว จะติดก็แค่ปัญหาเดิม ๆ คือด้านหลังเครื่องเป็นรอยน้ิวมือง่ายตามสไตล์ไอพอดที่ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นโละหะสีเงินแบบนี้

โดยรวมสำหรับความเปลี่ยนแปลงเรื่องรูปร่างหน้าตาจัดว่าดูดีขึ้นแม้เพียงนิดหน่อยก็ตาม ที่เห็นว่าดีขึ้นก็คือเรื่องตามขอบรอบตัวเครื่องมีความโค้งมนต่างจากรุ่นแรกที่ขอบจะเป็นสันมีความคมนิด ๆ

การใช้งาน

สำหรับการใช้งานหลัก ๆ ไม่ต่างไปจากรุ่นเดิมเลย (รีวิว : iPod touch 1G) เป็นเพราะเฟิร์มแวร์ปัจจุบัน (2.1) ระหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่แตกต่างกันน้อยมาก ซึ่งทำให้การใช้งานไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างหรือติดขัดแต่อย่างใด

หน้าจอ

สำหรับหน้าจอของ iPod touch 2G ถ้าไม่นำมาเปรียบเทียบกับรุ่นเดิมก็ไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรมากนัก แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะเห็นว่าสีหน้าจอจะออกอมเหลืองอย่างเห็นได้ชัดเมื่อตั้งค่าแสงหน้าจอเท่า ๆ กัน ถึงตรงนี้ก็อยากทดสอบด้วยการนำ Color Profile จากเครื่อง iPod touch 1G มาลองใส่ในเครื่อง iPod touch 2G แต่ไม่สามารถทำได้เพราะ iPod touch 2G ในตอนนี้ไม่สามารถ jailbreak เพื่อเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของ System ได้เลย การทดสอบนี้ก็เลยต้องรอจนกว่า iPod touch 2G จะทำการ Jailbreak ได้เสียก่อน

โดยรวมสำหรับหน้าจอจากการใช้งานทั่วไปแบบปกติเครื่องเดียวเดี่ยว ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าสีสรรที่ดูหมอง ๆ เป็นอุปสรรคในการใช้งานแต่อย่างใด
Music and Video

สำหรับในส่วนของ Music หน้าตาก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมีเพียงแค่ Genius Playlist เพิ่มขึ้นมา ซึ่งจริง ๆ แล้วเครื่องรุ่นเก่าก็สามารถมีได้เช่นกันด้วยการอัพเดทเป็นเฟิร์มแวร์ 2.1 ขึ้นไป การทำงานตอบสนองรวดเร็วดี ส่วนการดูวิดีโอก็ไม่มีอะไรใหม่เป็นพิเศษ เราสามารถพลิกจอซ้ายขวาได้ปกติปุ่มควบคุมต่าง ๆ บนหน้าจอก็เรียกใช้งานปกติไม่มีอะไรพิเศษเพิ่มเติม

เสียงจากหูฟัง

สำหรับเรื่องเสียงดูดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมเมื่อเปรียบเทียบด้วยหูฟังอันเดียวกัน แต่ก็ไม่เห็นความแตกต่างแบบเห็นได้ชัดเหมือนกรณี iPod nano 4G โดยที่ โดยบุคลิกเสียงเท่าที่ทดสอบพบว่าเสียงกลางไม่ได้แหลมปรี๊ดเหมือนรุ่นก่อน ส่วนเสียงต่ำหรือเสียงเบสใกล้เคียงกับของเดิม ทำให้การเสียงโดยรวมฟังสบายหูฟังมากขึ้น

ลำโพง (ดูวิดีโอประกอบ)

สำหรับลำโพงที่ถูกนำมาใส่ใน iPod touch 2G ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ iPod มีลำโพงให้มาด้วย โดยตัวลำโพงนั้นถูกซ่อนไว้ด้านในของเครื่อง ซึ่งเสียงที่ออกมามีความดังในระดับหนึ่ง ทดสอบด้วยการนำมาเปรียบเทียบกับเสียงจากลำโพงของ iPhone ซึ่งเสียงที่ออกมาก็ดังพอ ๆ กัน ซึ่งถ้าอยู่ในที่ ๆ มีเสียงรอบข้างเสียงดังก็แทบจะไม่ได้ยินเสียง แต่ถ้าอยู่ในห้องแบบเงียบ ๆ หน่อยก็ถือว่าเสียงดังโอเคในระดับหนึ่ง เอาเป็นว่าลำโพงที่ใส่มาให้ก็พอจะใช้แก้ขัดขณะเล่นเกมพอไหวหรือฟังเพลงดูหนังแบบนิดหน่อย ๆ ได้ แต่ไม่ถึงกับเสียงดีอะไรนัก

ส่ิงหนึ่งที่น่าแปลกใจก็คือแม้เราจะเอามือไปปิดตรงช่องที่คิดว่าเสียงออกมา (ช่อง Dock Connector) แล้วก็ตามแต่เสียงก็ยังออกมาได้ ซึ่งลองจับ ๆ ด้านหลังของเครื่องเหมือนกับว่าเสียงทะลุผ่านมาทางด้านหลังของเครื่องด้วย ลองจับ ๆ ดูขณะเปิดเพลงเสียงดังสุดเอามือไปจับ ๆ ด้านหลังจะพบว่าตัวเครื่องมีการสั่นเล็กน้อยต่างจากไอโฟนที่เมื่อเอามือปิดช่องลำโพงแล้วเสียงก็แทบจะไม่ออกมาเลย

ปุ่มปรับระดับเสียงด้านข้าง

นึกว่าจะไม่มีเสียแล้ว แต่ตัวจริงออกมาก็มีติดมาด้วยจนได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากทำให้ปรับการเสียงไม่ต้องมาคอยเปิดหน้าจอแต่อย่างใด โดยตัวปุ่มปรับระดับเสียงแทบจะราบเรียบไปกับตัวเครื่องเลยทีเดียว เพราะตำแหน่งการวางปุ่มจะอยู่เยื้องไปทางด้านหลังของเครื่อง ซึ่งเป็นส่วนที่ตัวเครื่องเว้าเข้าพอดี สำหรับขนาดของปุ่มก็เท่า ๆ กับบน iPhone แต่มองผ่าน ๆ เหมือนจะเล็กกว่าเนื่องด้วยความบางของตัวเครื่องทำให้พื้นที่รอบข้างมีน้อยไปด้วยเลยดูเหมือนกับว่าปุ่มดูเล็ก ๆ บาง ๆ การใช้งานปรับระดับเสียงก็ไม่มีอะไรติดขัด จะมีเพียงความคุ้นเคยที่ใช้งานไปสักพักเราก็จะหาตำแหน่งปุ่มเจอโดยอัตโนมัติแม้ว่าเครื่องจะอยู่ในกระเป๋าก็ตาม

การเล่นอินเตอร์เน็ต

มีหลายกระแสว่ารุ่นใหม่ทำงานได้เร็วกว่ารุ่นเก่า แต่ลองมาเปรียบเทียบจริง ๆ ด้วยเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นเดียวกันก็ไม่ได้เร็วหรือช้ากว่ากันเรียกว่าเท่า ๆ กันเลยก็ได้ทั้งการเล่นเน็ตผ่าน Safari การเข้าไปดู YouTube หรือการเช็คอีเมล รวมถึงการทำงานผ่านหลาย ๆ โปรแกรมที่ต้องใช้งานคู่กับอินเตอร์เน็ตเช่น Weather, Stock และ Twinkle
Nike+iPod (ดูวิดีโอประกอบ)

หน้าจอหลักของ Nike+iPod
ไอคอน Nike+iPod ในส่วนของ Settings
ขณะใช้งาน Nike+iPod จะมีไอคอนเครื่องหมายบวก (+) ปรากฏอยู่

สำหรับฟังก์ชั่นนี้ใครต้องการใช้งานต้องซื้อ Nike+ sensor เพิ่มต่างหาก การใช้งานทั่วไปก็คล้าย ๆ กับการใช้งานบน iPod nano แต่ที่เด็ดกว่าคือหน้าจอใหญ่อลังการทำให้การแสดงผลดูง่ายกว่าไม่ต้องเพ่งสายตามองตัวเลขสถิติการว่ิงของเรา โดยการตั้งค่าต่าง ๆ จะเป็นหนึ่งเมนูที่อยู่ในส่วนของ Settings เลย โดยขณะใช้งาน Nike+iPod อยู่จะมีไอคอนเครื่องหมายบวก (+) ขึ้นอยู่ที่มุมบนด้านขวาใกล้ ๆ กับไอคอนแบตเตอรี่ สำหรับสิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากการใช้งานร่วมกับ iPod nano ซึ่งหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอคือขณะว่ิงไม่มีให้กดเพื่อฟังว่าเราว่ิงไปเป็นระยะทางเท่าไหร่ ใช้เวลาไปเท่าไหร่แล้ว ทำให้เวลาว่ิง แล้วเราต้องการทราบข้อมูลต้องหยิบตัวเครื่องขึ้นมาดูเอง (ซะงั้น) โดยเรื่องนี้เมื่อเทียบกับ iPod nano แล้วดูจะสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

การแสดงผลภาษาไทย

สำหรับการแสดงผลภาษาไทยสามารถแสดงผลได้เลยทันทีไม่มีปัญหาอะไรทั้งในส่วนของการเล่นอินเตอร์เน็ตผ่าน Safari, รายชื่อเพลงและวิดีโอต่าง ๆ ฯลฯ โดยการตัดคำขณะเล่นเว็บไซต์ภาษาไทยก็ตัดคำได้ถูกต้องเหมือนบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนที่ต้องรอต่อไปอีกสักหน่อยก็คือเรื่องคีย์บอร์ดภาษาไทยที่ในปัจจุบันนี้ (fw 2.1.1ณ วันที่ 27/09/08) ยังไม่มีแบบบิวด์อินมากับเฟิร์มแวร์ และยังไม่สามารถทำการแก้ไขตัวเครื่อง (Jailbreak) เพื่อลงคีย์บอร์ดไทยเองได้

Battery

สำหรับความอึดของแบตเตอรี่นั้นทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม เมื่อเทียบกับการทดสอบด้วยการใช้งานปกติคือ ฟังเพลง, ดูหนังประมาณ 1 ชั่วโมง, เล่นอินเตอร์เน็ตผ่าน W-Fi ราว ๆ 40 นาที, เล่นเกมอีกเกือบชั่วโมง ตัวแบตเตอรี่แบบชาร์จมาเต็ม ๆ ก็ลดลงไปไม่มากเท่าไหร่นัก (ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์)

สรุปโดยรวมทั้งหมดแล้วสำหรับ iPod touch 2G ถือว่าคุ้มค่าขึ้นมากขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้วไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ที่อึดขึ้น, มีปุ่มปรับเสียงด้านข้าง และมีฟังก์ชั่น Nike+iPod มาด้วยในตัว และแน่นอนราคาที่ลดลงมาเยอะพอควร ส่วนข้อด้อยของรุ่นนี้จากการทดสอบก็คงหนึไม่พ้นเรื่องสีสรรหน้าจอที่ออกอมเหลืองมากไปหน่อยเมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้ว นอกนั้นถือว่ายอดเยี่ยมเมื่อเทียบประสิทธิภาพกับราคา

จุดสังเกต

  • หน้าจออมเหลืองกว่ารุ่นเดิม
  • มีปุ่มปรับเสียงด้านข้างแล้ว
  • มีลำโพงมาให้ด้วยในตัว
  • มีฟังก์ชั่น Nike+iPod มาให้ในตัว
  • แบตเตอรี่ดีขึ้นกว่าเดิม

ราคา

  • รุ่น 8GB ราคา 8,890 บาท
  • รุ่น 16GB ราคา 11,490 บาท
  • รุ่น 32GB ราคา 15,290 บาท

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : iBeat by trueLife สยามสแควร์ ซ.3 (ด้านหลังโรงภาพยนตร์ลิโด้)

เปรียบเทียบลำโพง : iPod touch 2G กับ iPhone

วิดีโอสาธิตการใช้งาน Nike+iPod touch 2G



You May Also Like:

แอปเปิ้ลปล่อย iOS 4.2.1 เวอร์ชั่นเต็มแล้ว

แอปเปิ้ลเร่งปล่อย iOS 4.2.1 ตัวเต็มๆ ออกมาแล้ว ทั้งของ iPhone, iPod touch และ iPad ..

แอปเปิ้ลออก iOS 4.2.1GM อีกระลอก

หลังจากที่แอปเป้ิลปล่อย iOS 4.2GM มาเมื่อช่วงต้นเดือน ซึ่งในตอนนั้นหลายสำนักก็เก็งกันว่า iOS 4.2 ตัวเต็มคงปล่อยออกมาไม่เกินกลางเดือนนี้ แต่จนแล้วจนรอดแอปเปิ้ลก็จัด iOS 4.2.1GM มาอีกครั้ง ..

iOS 4.2 GM ปล่อยแล้ว

สำหรับเฟิร์มแวร์ iOS 4.2 ก็เดินทางมาถึงปลายทางของเวอร์ชั่นทดสอบแล้ว โดยล่าสุดแอปเปิ้ลปล่อย iOS 4.2 GM ให้เหล่า Developers ได้ทดสอบและลองใช้งานในขั้นสุดท้ายแล้ว ..

Share

Tweet

Email