ไมโครซอฟท์ออกโฆษณาบลัฟ iPod+iTunes Store

ไมโครซอฟท์ออกโฆษณาบลัฟ iPod+iTunes Store

 

นอกจากจะมีชุดโฆษณา Laptop Hunters ที่ออกมาฉะกับเครื่อง Mac ของแอปเปิ้ลโดยตรงแล้ว ล่าสุดทางไมโครซอฟท์ได้ออกโฆษณาโปรโมทบริการโหลดเพลงไม่อั้นเดือนละ $15 (ประมาณ 525 บาท) ซึ่งเนื้อหาโฆษณาเป็นการนำนาย Wes Moss นักวางแผนการเงินมาพูดเกทับบลัฟแหลกว่าใช้ iPod สักเครื่องเนี่ยต้องจ่ายเงินเยอะถึง $30,000 เพื่อที่จะดาวน์โหลดเพลงจาก iTunes Store ให้เต็มเครื่อง (30,000 เพลง) นัยว่าใครใช้ iPod ฉลาดน้อยเต็มทน อย่ากระนั้นเลยเราขอเสนอบริการดาวน์โหลดแบบไม่อั้น “Zune Pass” เพียงแค่คุณจ่ายเดือนละ $15 คุณก็มีสิทธิ์โหลดเพลงมาฟังได้มากมายก่ายกอง ซึ่งในโฆษณาจบเพียงแค่นั้น

 

แต่ความจริงแล้วถ้าเดือนต่อไปคุณไม่จ่าย $15 เพลงที่โหลดมาหลายร้อยเพลงก็จะฟังไม่ได้ ซึ่งทาง Zune Pass ก็ยังใจดีให้คุณเลือก 10 เพลงจากหลายร้อยเพลงที่คุณดาวน์โหลดมาเก็บไว้ฟังได้ตลอดแม้เดือนต่อไปคุณไม่จ่ายค่าบริการก็ตาม สำหรับบริการดาวน์โหลดไม่อั้น Zune Pass ไม่ใช่บริการแรก แต่ในอดีตที่ผ่านมามีทั้ง Napster, Yahoo, Real NetWork ก็เคยใช้สงครามราคาเหมาจ่ายแบบเดียวกันนี้ถล่ม iPod+iTunes Store มาแล้วเช่นกัน แต่สุดท้ายก็ไม่กระทบกับกลุ่มผู้ใช้งาน iPod+iTunes Store สักเท่าไหร่

 

(สำหรับหนุ่มหน้ามน Wes Moss เคยเข้าแข่งขันรายการ Donald Trump’s The Apprentice ซึ่งเขาถูกไล่ออกจากรายการในสัปดาห์ที่ 11 ของการแข่งขัน)

 

ถ้าคิดแบบจะบลัฟกลับแบบซื่อ ๆ ก็แสดงว่าถ้าต้องการเพลง 30,000 เพลงจาก Zune Pass ที่ให้เดือนละ 10 เพลงแบบฟรี ๆ ต้องใช้บริการมากถึง 3,000 เดือนหรือเท่ากับ 250 ปี เพื่อสะสมเพลงเดือนละ 10 เพลง ซึ่งคิดเป็นเงินค่าบริการที่ต้องจ่ายเพื่อการนี้ถึง $45,000 แถมกว่าจะได้ครบ 30,000 เพลงต้องรอตั้ง 8 ปีแหนะ แบบนี้ใครจ่ายแพงใครเสียเวลากว่ากันหว่า…

 

ส่วนทางด้าน iTunes Store ก็เคยมีข่าวออกมาเมื่อปี 2007 ว่าจะเปิดบริการโหลดไม่อั้นเหมาจ่ายรายเดือนเช่นเดียวกัน อย่าลืมว่าถ้า iTunes Store เปิดบริการแบบนี้จริง อาจจะไม่ใช่แค่เพลงที่เปิดให้ดาวน์โหลดไม่อั้น แต่ยังมีทั้งมิวสิควิดีโอ, ซีรีย์ยอดฮิต และโดยเฉพาะภาพยนตร์ที่แอปเปิ้ลอาจจะใจปล้ำเปิดให้ดาวน์โหลดไม่อั้นทั้งหมดก็ได้ งานนี้คงต้องรอดู

 

 

 

ไหน ๆ ก็พูดถึงคำว่า Zune แล้วจะไม่เอ่ยถึงเครื่องเล่นเพลงพกพา “Zune” ก็กระไรอยู่ โดยในปัจจุบันนี้ Zune มีด้วยกันทั้งหมด 5 รุ่นคือ Zune 4, Zune 8, Zune 16, Zune 80 และ Zune 120 โดยตัวเลขด้านหลังนอกจากจะบอกว่าเป็นรุ่นอะไรแล้วยังเป็นเลขบอกถึงความจุของแต่ละรุ่นอีกด้วย โดย 3 รุ่นแรกจะมีขนาดหน้าจอ 1.8 นิ้ว 2 รุ่นหลังมีขนาดหน้าจอ 3.2 น้ิว โดย Zune มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ราว ๆ 4 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องเล่นเพลงพกพา (ตัวเลขเมื่อ 12 May 2008 )

 

สำหรับในบ้านเราก็มีบริการโหลดเพลงเหมาจ่ายแบบ Zune Pass เช่นกันที่เด่น ๆ คือบริการของค่ายเพลงแกรมมี่ โดยคิดค่าบริการเดือนละ 150 บาทโหลดเพลงในสังกัดเท่าที่แกรมมี่นำมาปล่อยได้ไม่อั้น แน่นอนว่าเดือนต่อไปไม่จ่ายก็ฟังไม่ได้เช่นกัน เท่าที่ทราบมีคนใช้บริการอบอุ่นพอควร ส่วนอีกหนึ่งบริการของข่ายนี้คือ iKey for iPod ที่ออกมาเอาใจเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ใช้ iPod ซึ่งจะเรียกว่าทำมาหลอกคนใช้ iPod ก็พอไหว เพราะโฆษณาว่าโหลดไม่อั้นตลอดปี 365 บาท แต่เพลงที่อัพเดทไปล่าสุดน่าจะราว ๆ 5-6 เดือนที่แล้ว แถมเพลงที่ให้บริการก็ไม่ใช่เพลงฮิตระดับบน ๆ ของค่ายเท่าใดนัก ซึ่งหลายคนที่ใช้บริการ iKey for iPod ก็แทบจะเอาการ์ดไปโยนทิ้งหน้าตึก ถ.อโศก กันเป็นแถว (ใครได้แถมการ์ดตอนซื้อ iPod ก็ถือว่าโชคดีไป ไม่ต้องเสียเงินเองให้เจ็บใจเล่น)

 

ที่มา : engadget.com

 



You May Also Like:

สาย ๆ วันอาทิตย์ (5 ส.ค. 2555) : iTunes Store กับการซื้อเพลงลิขสิทธิ์

iTunes Store (TH) เปิดบริการเกิน 1 เดือนแล้ว ซึ่งตลอดช่วงระยะเวลาที่เปิดมีหลายอย่างน่าสนใจ ซึ่งทำให้เราเห็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการซื้อเพลงลิขสิทธิ์มากขึ้นตามไปด้วย ..

Microsoft และ MTV ร่วมมือกันเปิดร้านขายเพลงออนไลน์ในชื่อบริการว่า URGE สำหรับเครื่องเล่นเพลงทั่วไปที่ไม่ใช่ iPod โดยมีเพลงให้ดาวน์โหลดมากกว่า 2 ล้านเพลง สามารถเลือกดาวน์โหลดเป็นเพลงได้โดยคิดเงินเพลงละ $0.99 หรือ $9.95 ต่ออัลบัม นอกจากนั้นยังมีบริการสมัครสมาชิกเป็นรายเดือนเพื่อดาวน์โหลดเพลงได้แบบไม่จ ำกัดโดยเริ่มต้นเพียงเดือนละ $14.95 เท่านั้น URGE เป็นหนึ่งในบริการที่จะรวมเข้ามากับ Windows Media Player เวอร์ชั่นถัดไปของไมโครซอฟท์โดยหน้าตาของร้านขายเพลงจะคล้ายๆกับ iTMS ของแอปเปิ้ล และมีข้อได้เปรียบคือเรื่องการสมัครสมาชิกเพื่อดาวน์โหลดเป็นรายเดือน โดยตอนนี้ยังไม่มีค่ายเพลงหรือผู้ผลิตรายอื่นโดดมาจับตลาดเครื่องเล่นเพลงพก พานอกเหนือจากไอพอดอย่างจริงจัง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเครื่องเล่นเหล่านั้นก็สามารถเล่นไฟล์เพลงในรูปแบบ wma ได้อยู่แล้ว ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้นอกจากแอปเปิ้ลแล้วก็ยังมีทัั้ง YAHOO, Napster, Real Network การฟาดฟันของตลาดเพลงดิจิตอลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เพราะการซื้อขายเพลงออนไลน์ประมาณการกันว่ามีเพียง 5 เปอร์เซ็นจากตลาดรวมทั้งหมดที่มูลค่านับแสนล้านบาท ที่มา : engadget.com ..

Share

Tweet

Email