รีวิว : iPod nano 5G with Video Camera

บรรจบครบรอบที่แอปเปิ้ลประกาศเปิดตัว iPod รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ iPod nano 5G with Video Camera ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าพี่น้องร่วมชื่อ เรียกว่าเป็นรุ่นที่ครบเครื่องจัดจ้านที่สุดในบรรดา iPod รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อ 09.09.09 เลยก็ว่าได้

รูปร่างหน้าตา

ipodnano_5g-01

ipodnano_5g-02

ipodnano_5g-03

สำหรับหน้าตาของ iPod nano 5G แทบจะไม่ต่างไปจากรุ่นเดิมสักเท่าไหร่ เพราะแอปเปิ้ลยังคงยึดกับรูปร่างแบบเดิม ส่ิงที่เปลี่ยนไปในรุ่นนี้หลัก ๆ เลยก็คือหน้าจอยาวขึ้นจากเดิมหน้าจอขนาด 2 นิ้วก็กลายเป็นขนาด 2.2 นิ้ว ซึ่งส่งผลให้ Clickwhell เล็กลงไปจากเดิมอีกนิดโดยปริยาย ด้านหลังเครื่องจากเรียบ ๆ ก็มีเลนส์กล้องวิดีโอโผล่มาอยู่ตรงด้านขวา โดยตำแหน่งที่กล้องจะอยู่เยื้องลงมาด้านล่าง

สำหรับวัสดุตัวเครื่องแอปเปิ้ลยังใช้เป็นอลูมิเนียมเช่นเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงในด้านสีสรรที่คราวนี้มาแนวแวว ๆ วาว ๆ โดยตัวเครื่องทั้งหมดมีออกมาทั้งหมด 9 สีด้วยกันคือ ดำ, เงิน, ชมพู, ส้ม, น้ำเงิน, เขียว, ม่วง, เหลือง และแดง โดยสีเหลืองและสีแดงแอปเปิ้ลกันไว้เป็นสีพิเศษที่ต้องซื้อผ่าน Apple Online Store (TH)

โดยรวมเรื่องรูปร่างหน้าตายังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมจนต้องร่ายยาว ยกเว้นเรื่องกล้องวิดีโอที่ิเพิ่มเข้ามา ซึ่งตำแหน่งการวางก็เหมือนจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีแต่ก็ไม่ดีมากนัก

การใช้งาน

ipodnano_5g-04

ipodnano_5g-05

ipodnano_5g-06

แม้รูปร่างหน้าตาแม้ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ทางด้านฟีเจอร์ต่าง ๆ ภายในเครื่องต้องเรียกว่าปรับปรุงกันยกแผง หลัก ๆ เร่ิมกันที่หน้าจอเมนูหลักจากที่แสดงผลได้ 7 บรรทัดพอจอใหญ่ขึ้นก็เลยแสดงผลได้ 8 บรรทัด โดยด้านล่างถัดลงมาจากเมนูจะเป็นการแสดงผลอัลบั้มเพลงที่อยู่ในเครื่องสลับไปมา สำหรับฟีเจอร์ในส่วนของ Music ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ความเร็วในการตอบสนองเวลากดเรียกใช้งานในส่วนต่าง ๆ ยังคงทำได้ดีเช่นเดิมเช่น การพลิกดูปกอัลบั้ม (Cover Flow), การกดเปลี่ยนเพลง, การหมุน Clickwheel ลดหรือเพิ่มเสียง

การใช้งานวิทยุ (ดูวิดีโอด้านล่างเพิ่มเติม)

ipodnano_5g-07

เท่าที่ลองเล่นขอบอกว่าแอบปลื้มเป็นอย่างมากในส่วนนี้ สำหรับการใช้งานในส่วนของวิทยุ FM เราสามารถตั้งค่าเกี่ยวกับย่านความถี่ได้ทั่วโลกจากเมนู Radio Regions ที่แอปเปิ้ลเตรียมมาให้ทั้งหมด 5 ภูมิภาคด้วยกันคือ America, Asia, Australia, Europe และ Japan เรียกว่าครอบคลุมการฟังวิทยุ FM ทั่วโลก

จากนั้นถ้าต้องการฟังวิทยุเราต้องนำหูฟังมาเสียบเข้ากับตัวเครื่องก่อนเพื่อให้ตัวสายหูฟังเป็นตัวรับคลื่นวิทยุ หน้าจอขณะฟังวิทยุเราจะเห็นเป็นตัวเลขขนาดใหญ่ โดยที่ด้านล่างของหน้าจอจะเป็นเหมือนหน้าปัดวิทยุสมัยโบราณที่ตัวแผงตัวเลขที่เราต้องใช้มือหมุน ๆ เพื่อเปลี่ยนคลื่นวิทยุที่ต้องการ ซึ่งเท่าที่ทดสอบการหมุน Clickwheel จากซ้ายสุด (87.5) ไปขาวสุด (108) หมุนแค่อึดใจก็ได้แล้ว หรือถ้าจะค่อย ๆ หมุนเพื่อเลือกฟังคลื่นวิทยุที่ต้องการก็สามารถทำได้เช่นกัน หรือจะเปลี่ยนคลื่นโดยการกดปุ่ม Previous หรือ Forward บน Clickwheel ค้างไว้สักครู่ก็จะเป็นการเปลี่ยนคลื่นที่ละ 0.5 ไปเรื่อย ๆ ตามที่เรากดเช่น 91.0 > 91.5 > 92.0 และเมื่อมีวิทยุเข้ามาแบบนี้อีกส่ิงที่จะไม่มีไม่ได้เลยก็คือการตั้งในคลื่นวิทยุที่เราฟังบ่อย ๆ สามารถกดเข้ามาฟังได้ง่าย ๆ ซึ่งแอปเปิ้ลก็ได้เตรียมในจุดนี้ไว้แล้วในชื่อ Favorites โดยเมื่อเราต้องการตั้งคลื่นไหนเป็น Favorites ก็เพียงกดปุ่มตรงการของ Clickwheel ค้างไว้ราว ๆ 2 วินาทีก็จะมีเมนู Add to Favorites โผล่มาให้เลือก โดยเมื่อเราทำการล็อกว่าคลื่นไหนเป็น Favorites จะสังเกตุว่ามีดาวเล็ก ๆ อยู่ด้านหลังตัวเลขคลื่นนั้น ๆ โดยเมื่อเราต้องการเลื่อนเปลี่ยนคลื่น Favorites ของเราก็เพียงแค่กดปุ่ม Previous และ Forward ในการเลือกเปลี่ยนคลื่นที่ต้องการ โดยในทางกลับกันถ้าคลื่นไหนที่เราอยากนำออกจาก Favorites ก็ทำวิธีเดียวกันก็จะมีเมนู Remove from Favorites โผล่มาให้เลือก

ถัดมาถือว่าเป็นไฮไลต์ที่เกี่ยวข้องกับการฟังวิทยุเลยก็ว่าได้นั้นคือ Live Pause อธิบายได้ประมาณว่าเราคุยโทรศัพท์อยู่ แล้วพอกลับมาฟังวิทยุก็ไม่เร่ิมงง ๆ ว่าตอนนี้พี่ดีเจพูดเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งในจุดนี้เองที่ Live Pause สามารถย้อนกลับไปฟังส่ิงที่คุณพี่ดีเจพูดเมื่อ 10 นาทีที่แล้วได้ โดยการฟังย้อนหลังจะสามารถย้อนกลับไปได้นานสุด 15 นาทีที่แล้ว โดยการทำงานของ Live Pause จะทำงานอัตโนมัติทันทีที่เราเร่ิมฟังคลื่นวิทยุนั้น ๆ ซึ่งเมื่อเราต้องการฟังย้อนหลังก็เพียงแค่กดปุ่มตรงกลางของ Clickwheel ให้มาอยู่ในหน้าจอเตรียมพร้อมฟังย้อนหลังจากนั้นก็เพียงหมุนกลับไปยังตำแหน่งเวลาที่ต้องการฟัง ซึ่งเมื่อฟังย้อนหลังเสร็จก็สามารถกลับมาฟังพี่ดีเจพูดสด ๆ ได้ต่อทันที ความชัดเจนของเสียงแต่ละคลื่นเท่าที่ทดลองจาก 88.0, 93.5, 95.5, 100.5, 103.5 สามารถรับฟังได้ชัดเจนดี

สำหรับเมนู Tag ที่แอปเปิ้ลโชว์ว่าใช้เวลาที่ฟังเพลงไหนจากวิทยุแล้วจากเก็บชื่อเพลงไว้ไปซื้อเพลงจาก iTunes Store ก็เพียงแค่ใส่ Tag เข้าไป ซึ่งส่วนนี้ไม่สามารถใช้กับระบบวิทยุในบ้านเราได้เพราะไม่มีคลื่นวิทยุไหนบอกข้อมูลเพลงมาด้วย

ส่วนที่เหนือความคาดหมายเล็กน้อยก็คือ iPod nano 5G มีลำโพงสปีกเกอร์มาด้วยในตัว ซึ่งตัวลำโพงจะมาแนว ๆ เดียวกับ iPod touch รุ่นปัจจุบันที่จะซ่อนอยู่ภายในตัวเครื่องแล้วเสียงจะดังมาจากตัวเครื่อง ซึ่งได้ลองเอามือมาอุดตามช่องต่าง ๆ ทั่วทั้งตัวแล้วเสียงก็ยังดังออกมาได้ อุดไปอุดมาเหมือนเสียงจะลอดมาทางด้านหน้าตรงบริเวณ Clickwheel ได้มากที่สุด สำหรับความดังของเสียงอย่าหวังว่าเสียงจะดีอะไรเอาแค่ว่าเสียงออกมาฟังแล้วรู้ว่าเป็นเพลงอะไรก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีเท่าที่ตัวเครื่องจะทำได้แล้ว โดยเสียงที่ออกมาเหมือนจะเน้นช่วงเสียงร้องเพื่อประโยชน์ในหลาย ๆ ส่วนมากกว่าการเน้นเรื่องดนตรี

รวมความในส่วนของการฟังเพลงที่คราวนี้มีจุดเด่นอยู่ที่วิทยุที่ถือว่าเป็นของใหม่สำหรับ iPod (แต่ชาวบ้านเขามีมาตั้งนานแล้ว) ทำได้ดีกว่าที่หลายคนคาดคิด ส่วนที่เอ๋อ ๆ เท่าที่เจอก็อย่างกดเข้ามาในเมนูวิทยุก่อนต่อสายหูฟัง ซึ่งพอต่อสายหูฟังเสร็จเครื่องรีสตาร์ทตัวเองซะอย่างงั้น

การถ่ายวิดีโอ

ipodnano_5g-08

สำหรับอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่หลายคนอยากทราบว่า iPod nano 5G ถ่ายวิดีโอมาแล้วเป็นยังไงบ้าง แล้วถ้าเทียบกับ iPhone 3GS แล้วเป็นยังไงเรามีคำตอบมาให้แล้ว (ดูวิดีโอเพิ่มเติม)

ipodnano_5g-09

ipodnano_5g-10

ipodnano_5g-11

ipodnano_5g-12

ipodnano_5g-13

เร่ิมกันที่การถ่ายวิดีโอที่ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากในการเร่ิมถ่ายจากนั้นเมื่อเข้าสู่หน้าจอเตรียมบันทึกวิดีโอแล้วเราสามารถเลือกเอฟเฟ็กต่าง ๆ ที่มีมากถึง 15 แบบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะได้ภาพแตกต่างกันไป โดยในจุดนี้ทำให้การถ่ายวิดีโอมีความสนุกมากขึ้น เพราะหลาย ๆ เอฟเฟ็กเอามาถ่ายสนุก ๆ กับเพื่อน ๆ ได้ดีทีเดียว


ipodnano_5g-39

ภาพตัวอย่างจากกล้องวิดีโอ iPod nano 5G (คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดจริง)

ipodnano_5g-40

ภาพตัวอย่างจากกล้องวิดีโอ iPhone 3GS (คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดจริง)


สำหรับคุณภาพของวิดีโอเท่าที่ได้ทดสอบถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยภาพที่ได้จาก iPod nano จะเป็นภาพมุมกว้างกว่าภาพจาก iPhone 3GS การรับแสงทำได้ดีกว่า iPhone 3GS อีกเช่นกัน โดยเรื่องนี้เราได้ทำการทดลองถ่ายวิดีโอทั้งจาก iPod nano 5G และ iPhone 3GS พร้อม ๆ กันในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาพที่ได้จาก iPod nano 5G จะชัดเจนกว่าบน iPhone 3GS

สำหรับเอฟเฟ็กต่าง ๆ ต้องบอกว่าเยอะมากจริง ๆ เพราะทั้ง 15 แบบก็สามารถสร้างภาพวิดีโอที่มีความแตกต่างกันออกไป โดยการเลือกเอฟเฟ็กต่าง ๆ ก็เพียงแค่กดปุ่มตรงกลางของ Clickwheel เพื่อนเข้าไปเลือกเอฟเฟ็กที่ต้องการจากนั้นเมื่อเราถ่ายวิดีโอก็จะได้หน้าตาวิดีโอเป็นเอฟเฟ็กนั้น ๆ ทันที ซึ่งเราได้นำตัวอย่างเอฟเฟ็กบางส่วนมาให้ดูตามวิดีโอ

ipodnano_5g-14

รูปแบบไฟล์วิดีโอจาก iPod nano 5G

ipodnano_5g-15

รูปแบบไฟล์วิดีโอจาก iPhone 3GS

รูปแบบไฟล์วิดีโอที่ iPod nano 5G ถ่ายออกมาจะแตกต่างกับ iPhone 3GS โดยไฟล์วิดีโอที่ได้จาก iPod nano 5G จะมีความละเอียด 640×480 พิกเซลรูปแบบไฟล์เป็น mp4 (H.264) ส่วนไฟล์วิดีโอจาก iPhone 3GS จะเป็น .mov ซึ่งวิดีโอที่ถ่ายจาก iPod nano 5G ความยาวประมาณ 1นาทีขนาดไฟล์ก็จะราว ๆ 20 MB ส่วนวิดีโอจาก iPhone 3GS ความยาว 1 นาทีจะมีขนาดไฟล์ประมาณ 26 MB เรียกว่าขนาดไฟล์เล็กกว่าของ iPhone 3GS อยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แถมเมื่อนำข้อมูลของไฟล์มาเทียบกันยังพบอีกว่าวิดีโอจาก iPod nano 5G จะมีเฟรมเรตที่สูงกว่าไฟล์ของ iPhone 3GS ถึงเท่าตัว

รวมความในส่วนของวิดีโอโดยรวมเท่าที่ได้ทำการทดสอบถือว่าทำได้ดีมาก ซึ่งภาพที่ได้น่าประทับใจกว่าวิดีโอที่ได้จาก iPhone 3GS เสียอีก เอฟเฟ็กต่าง ๆ ช่วยสร้างลูกเล่นใหม่ ๆ ไม่ใช่ซ้ำซากจำเจเวลาถ่ายวิดีโอ


ipodnano_5g-16


ถัดมาเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ถูกปรับปรุงใหม่คือ Voice Memos ที่ในเครื่อง iPod nano 4G จะทำได้แค่เพียงการบัทึกเสียงผ่าน ทางไมโครโฟนหรือหูฟังที่มีไมโครโฟนเท่านั้น แตพอมาถึง iPod nano 5G เราสามารถบันทึกเสียงได้ทันทีเพราะตัวเครื่อง iPod nano 5G มีไมโครโฟนติดมาด้วยในตัว ซึ่งพอเราบันทึกเสียงเสร็จ เราสามารถจะเลือกฟังไฟล์ที่เพิ่งบันทึกไปฟังได้ทันทีและสามารถลบได้ตามปกติ หน้าตาของ Voice Memos จะเปลี่ยนไปจากเดิมกลายมาเป็นหน้าตาเดียวกับที่ใช้อยู่ใน iPhone และ iPod touch เท่าที่ทดลองบันทึกเสียงจากตัวไมโครโฟนที่มากับตัวเครื่องระยะห่างประมาณ 3 เมตร เสียงที่บันทึกถ้าฟังตัว iPod nano เลยเราจะได้ยินเสียงห่วยอย่างรุนแรงพาลนึกไปว่าเสียงที่บันทึกได้ห่วยตามที่ได้ยินจริง ๆ ซึ่งพอนำไฟล์เสียงดังกล่าวมาเปิดบนเครื่องคอมพิวเตอร์เสียงที่ได้ยินดีเกินคาดเพราะด้วยความที่ตัวไมโครโฟนบนตัวเครื่องมีขนาดค่อนข้างเล็กมากและอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ค่อยดีนักในการบันทึกเสียง แต่เสียงที่บันทึกได้จะมีเสียงแวดล้อมรอบข้างติดมาด้วยเยอะมากพอดู ซึ่งถ้าจะใช้ในสถานที่ ๆ มีเสียงอึกทึกอาจจะได้ยินเสียงรอบข้างชัดกว่าเสียงที่เราต้องการบันทึกก็เป็นได้ โดยตัวไฟล์เสียงที่บันทึกจะอยู่ในรูปแบบไฟล์ .m4a (Bitrate128kpbs / 44 kHz) แบบสเตอริโอ

ตัวอย่างเสียงที่บันทึกด้วย iPod nano 5G


ipodnano_5g-17

เท่าที่ทดลองบันทึกเสียงจากตัวไมโครโฟนที่มากับตัวเครื่องระยะห่างประมาณ 3 เมตร เสียงที่บันทึกถ้าฟังตัว iPod nano เลยเราจะได้ยินเสียงห่วยอย่างรุนแรงพาลนึกไปว่าเสียงที่บันทึกได้ห่วยตามที่ได้ยินจริง ๆ ซึ่งพอนำไฟล์เสียงดังกล่าวมาเปิดบนเครื่องคอมพิวเตอร์เสียงที่ได้ยินดีเกินคาดเพราะด้วยความที่ตัวไมโครโฟนบนตัวเครื่องมีขนาดค่อนข้างเล็กมากและอยู่ในตำแหน่งที่ค่อยดีนักในการบันทึกเสียง แต่เสียงที่บันทึกได้จะมีเสียงแวดล้อมรอบข้างติดมาด้วยเยอะมากพอดู ซึ่งถ้าจะใช้ในสถานที่ ๆ มีเสียงอึกทึกอาจจะได้ยินเสียงรอบข้างชัดกว่าเสียงที่เราต้องการบันทึกก็เป็นได้ โดยตัวไฟล์เสียงที่บันทึกจะอยู่ในรูปแบบไฟล์ .m4a (Bitrate128kpbs / 44 kHz) แบบสเตอริโอ

การโอนถ่ายข้อมูล

มาถึงหัวข้อนี้จะเป็นอะไรเสียไม่ได้นอกจากการทดสอบความรวดเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลว่า iPod nano 5G ทำได้เร็วหรือช้าแค่ไหนบ้าง ซึ่งได้ผลการทดสอบออกมาตามนี้

  • โอนเพลงผ่าน iTunes ทั้งหมด 215 เพลง (982.3 MB) พร้อมกันในครั้งเดียว ความเร็วเฉลี่ย 1.56 นาที
  • โอนภาพยนตร์ผ่าน iTunes 2 เรื่อง (2.5GB) พร้อมกันในครั้งเดียว ความเร็วเฉลี่ย 4.21 นาที
  • โอนไฟล์ zip ขนาด 7.21 GB ความเร็วเฉลี่ย 10.20 นาที

สำหรับความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลถือว่ายังทำได้อยู่ในเกณฑ์เดิมหรือจะเรียกว่าเสมอตัวก็ย่อมได้

Fitness (Pedometer และ Nike+iPod)

ipodnano_5g-18

ในส่วนนี้เป็นส่วนที่แอปเปิ้ลทำเมนูเพิ่มขึ้นมาต่างหากจากเดิม (Extra > Fitness) โดยตัว Pedometer จะคอยช่วยนับการก้าวเดินของเราว่าเดินไปกี่ก้าวแล้ว เท่าที่ทดลองเดินวนไปวนมาพบว่าตัว Pedometer ยังมีการนับผิดเช่นเดินไป 5 ก้าว แต่ Pedometer แสดงผลว่าเดินไป 7 ก้าว เป็นต้น เอาว่านับการก้าวเดินได้แบบคร่าว ๆ พอไหว แต่ให้นับแบบแม่น ๆ เลยคงหวังไม่ได้


ipodnano_5g-19

ipodnano_5g-20

ซ้าย : เมนูฟิตเนสก่อนเสียบตัวรับสัญญาณ Nike+ / ขาว : เมนูหลังเสียบตัวรับสัญญาณ Nike+

ipodnano_5g-21

ipodnano_5g-22

ipodnano_5g-23

ipodnano_5g-24

ส่วน Nike+iPod ที่หลายคนอ่านสเป็คแล้วเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าไม่ต้องใช้ตัวรับสัญญาณกับ iPod nano 5G อีกต่อไปนั้น เป็นการเข้าใจผิดเพราะถ้าเราต้องการใช้งาน Nike+iPod ก็ยังต้องใช้ทั้งตัวรับสัญญาณต่อเข้ากับ iPod nano 5G และตัวส่งสัญญาณที่ต้องนำไปไว้ที่รองเท้าเช่นเดิม สำหรับหน้าตาการแสดงผลในส่วนของ Nike+iPod ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปจากเดิม ส่วนที่รู้สึกดีก็คือทุกอย่างสามารถแสดงผลเป็นภาษาไทยได้ นอกจากนั้นยังมีเมนูใหม่เพิ่มเข้ามาคือ Heart Rate Monitor (อุปกรณ์วัดอัตราการเต้นหัวใจ) ซึ่งเรื่องนี้เราไม่มีอุปกรณ์ทดสอบว่ามีการทำงานแบบไหนและอย่างไร


การแสดงผลภาษาไทย

ipodnano_5g-25

ipodnano_5g-26

ipodnano_5g-27

ipodnano_5g-28

ipodnano_5g-29

ipodnano_5g-30

สำหรับการแสดงผลภาษาไทยใน iPod nano 5G ทำได้ดีขึ้นมากกว่ารุ่นเดิม ตัวอักษรภาษาไทยแสดงผลสวยงาม ส่วนเรื่องวรรณยุกต์ และ สระ ยังคงแสดงผลลอยเท้งเต้งผิดตำแหน่ง แต่ก็ยังดีที่การแสดงชื่อเพลงที่มีสระและวรรณยุกต์แสดงผลได้ครบไม่ถูกตัดออกเหมือนเมื่อครั้ง iPod nano 4G โดยรวมของการแสดงผลภาษาไทยต้องชมทีมงานของแอปเปิ้ลด้วยว่าทำการบ้านมาดีเพราะทุกเมนูในเครื่องสามารถแสดงผลเป็นภาษาไทยได้ทั้งหมดไม่เว้นแม้กระทั่งเมนูและข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ Nike+ ที่แสดงผลเป็นภาษาไทยด้วยทั้งหมด


ipodnano_5g-31

ส่วนจุดที่ยังคงแสดงผลภาษาไทยได้ไม่ดีคือตรงหน้าเมนูที่บอกว่าตอนนี้เรากำลังเล่นเพลงอะไรอยู่มีการแสดงผลในเรื่องของวรรณยุกต์ไม่ครบ

ipodnano_5g-38

จุดน่าขำคือทุกอย่างที่เป็นภาษาไทยดีเกือบหมดทุกอย่างยกเว้นคำว่า ‘น้ำตาลเข้ม’ (Sepia) ที่แอปเปิ้ลดันเขียนว่า ‘น้ำตาลเข็ม’ ในส่วนของเอฟเฟ็กต์กล้องวิดีโอ

อื่น ๆ

ipodnano_5g-32

แสดงรูปภาพทั้งหมดขนาดเล็ก

ipodnano_5g-33

สามารถดูรูปได้เต็มหน้าจอแนวนอน

ipodnano_5g-34

ipodnano_5g-35

เกมต่าง ๆ ยังแสดงผลแบบหน้าจอ 4:3 (เกม Phase ซื้อเพิ่มเติมต่างหาก)

ทางด้านเกมยังคงใช้เกมเดิมสำหรับ iPod classic, iPod 5G, iPod nano 3G/4G ได้เช่นเดิม ส่วนรูปภาพก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ipodnano_5g-36

สรุปสำหรับ iPod nano 5G with Video Camera ต้องยอมรับว่าส่ิงที่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าหลาย ๆ อย่างเพิ่งจะมีมาให้เห็นใน iPod ก็ตาม สำหรับในส่วนของการถ่ายวิดีโอถือว่าอยู่ในขั้นยอมรับได้แม้สีสันของวิดีโอไม่แจ๋มเท่าใดนัก ส่วนเอฟเฟ็กต์ในการถ่ายวิดีโอก็ช่วยให้การถ่ายวิดีโอมาเรื่องน่าสนุกเพิ่มขึ้น แต่ฟีเจอร์ที่ผมชอบที่สุดเห็นจะเป็น Live Pause ที่ช่วยให้เราไม่พลาดหรือพลาดน้อยที่สุดในการฟังวิทยุจากคลื่นโปรด สาธยายกันมามากพอแล้วเอาเป็นว่าอ่านเสร็จจนถึงบรรทัดนี้ก็แล้ว แนะนำให้ลองไปเล่นตัวเป็น ๆ ดูครับรับรองได้ว่ามีอาการแอบปลื้มแน่ ๆ

จุดสังเกต

  • มีฟีเจอร์วิทยุในตัว
  • สามารถบันทึกเสียงได้ในตัว
  • มีลำโพงขนาดเล็กอยู่ในตัว (อย่าหวังว่าเสียงจะดีอะไรนัก)
  • ขนาดของ Clickwheel เล็กคนน้ิวใหญ่ ๆ หมุนไม่ถนัด
  • ไม่ยอมให้หูฟังแบบมีโมทมาด้วย

ราคา :

  • รุ่น 8 GB – 6,200 บาท
  • รุ่น 16 GB  – 7,400 บาท

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : KOAN CO.,Ltd. (02-656-1291)

หาซื้อสินค้าได้ที่ :

  • iStudio by Copperwired (สยามดิสคัฟเวอรี่, สยามพารากอน, ดิจิตอลเกตเวย์, เซ็นทรัลเวิร์ล, เจ-อเวนิว)
  • iBeat by Copperwired (สีลมคอมเพล็กซ์)

การใช้งานทั่ว ๆ ไป

เอฟเฟ็กต์ทั้งหมด (15 แบบ)

เปรียบเทียบวิดีโอ : iPhone 3GS (ซ้าย) / iPod nano 5G (ขวา)

About