รีวิว : Apple TV (2nd Generation)

รีวิว : Apple TV (2nd Generation)

มาถึงคิวอุปกรณ์ที่ใช้ iOS ตัวล่าสุด Apple TV (2nd Generation) ที่เพิ่งเริ่มขายได้ไม่่นาน ส่วนในไทยบอกกันตั้งแต่ตอนนี้เลยว่าไม่มีจำหน่ายเป็นทางการ แต่กระนั้นก็ดีเราขอนำมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบว่า Apple TV (2nd Generation) ใช้งานอะไรยังไงได้บ้าง

*สำหรับ Apple TV (2nd Generation) ต่อไปนี้ขอเรียกสั้นๆ ว่า Apple TV 2

**ท้ายรีวิวมีวิดีโอรีวิวการใช้งาน Apple TV 2 อยู่นะครับ

ของทั้งหมดในกล่อง

ตัวเครื่องสามารถถือให้อยู่ให้อุ้งมือได้

(ซ้ายไปขวา) : ช่องเสียบสายไฟ / ช่อง HDMI /ช่อง Micro USB (อยู่ด้านล่างช่อง HDMI) / ช่อง Optical Audio / ช่องต่อสายแลน

เทียบขนาด (ซ้ายไปขวา) : WD TV Live / Apple TV 2 / iPod touch 4G

รูปร่างหน้าตาของ Apple TV 2 ถ้าเทียบขนาดจากรุ่นเดิมที่ออกมาเมื่อปี 2006 ที่ตอนนั้นว่าเล็กแล้วเจอ Apple TV 2 เข้าไปรุ่นเก่ากลายเป็นเครื่องใหญ่เทอะทะทันที เพราะด้วยขนาดที่สามารถถืออยู่ในอุ้งมือได้สบาย ๆ ตัวเครื่องถูกออกแบบมาสไตล์แอปเปิ้ลคือเรียบง่ายไร้ปุ่มกดใด ๆ บนตัวเครื่อง ด้านหลังมีช่องต่าง ๆ รวมทั้งหมด 5 ช่องด้วยกันคือ ช่องเสียงสายไฟ, ช่องเสียบสาย HDMI, ช่อง Optical Audio, ช่องเสียงสายแลน (รองรับ 10/100) และช่อง Micro USB สำหรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Apple TV 2 รองรับการใช้งาน Wi-Fi มาตรฐานในปัจจุบัน 802.11 a, b, g และ n

สำหรับไส้ในจากรุ่นเดิมที่เคยมีฮาร์ดดิกส์มาให้ในตัว พอมาเป็น Apple TV 2 รุ่นใหม่นี้ไม่มีฮาร์ดดิกส์ในตัวแล้ว โดยในตัวเครื่องจริง ๆ จะมีเพียงแค่แฟลชเมโมรี่ขนาด 8GB ทำหน้าที่เป็นแคชเก็บหนังหรือเพลงไว้ชั่วคราวขณะใช้งานเท่านั้น ด้านขุมพลังใช้ซีพียู Apple A4 แบบเดียวกับที่อยู่ใน iPad, iPhone 4 และ iPod touch 4G

ของหลัก ๆ ที่มาด้วยในกล่องนอกจากตัวเครื่องแล้วแอปเปิ้ลให้มาแค่สายไฟกับรีโมตและคู่มือการติดตั้งเท่านั้น ส่วนสาย HDMI ต้องซื้อเองต่างหาก

ด้านการใช้งาน

เรื่องการใช้งานคงต้องทำความเข้าใจกันยาวสักนิด เพราะ Apple TV 2 ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ใช้งานในบ้านเราแบบทั่วไป ประการแรกคือ Apple TV 2 เน้นการดูวิดีโอต่าง ๆ แบบสตรีมมิ่งไม่ว่าจะเป็นการเช่าหนังหรือรายการทีวีต่าง ๆ จาก iTunes Store (US)  หรือการดู Podcasts, YouTube ที่จะใช้การสตรีมม่ิงเพื่อรับชมไม่มีการดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในตัวเครื่อง เพราะฉะนั้นการใช้งาน Apple TV 2 อย่างน้อย ๆ คุณจะต้องมี

  • อินเตอร์เน็ตความเร็วออกต่างประเทศ 6Mbps แบบนิ่ง ๆ เป็นอย่างน้อยเพื่อให้ใช้งานได้ราบรื่นพอควร (ส่วนตัวผมแนะนำที่ 10Mbps)
  • แอคเคาท์ iTunes Store (US) หรือประเทศอื่น ๆ ที่ Apple TV 2 รองรับ พร้อมเงินในแอคเคาท์ไว้สำหรับกดเช่าหนังหรือรายการทีวี

ประการต่อมา Apple TV 2 ไม่สามารถต่อฮาร์ดดิกส์ภายนอกได้ แม้จะมีช่อง Micro USB มาด้วยก็ตามแต่ช่องดังกล่าวแอปเปิ้ลก็ไม่ได้เปิดไว้ให้เชื่อมต่อกับฮาร์ดดิกส์ภายนอก เพราะอย่างที่บอกไปในข้อแรกคือคอนเซ็ปของ Apple TV 2 เน้นการใช้งานแบบสตรีมม่ิงเป็นหลัก อีกอย่างคือช่อง Micro USB แอปเปิ้ลออกแบบช่องดังกล่าวชนิดที่เรียกว่าไม่สามารถที่จะต่อสาย HDMI พร้อม ๆ กับต่อสาย Micro USB ได้ง่าย ๆ เพราะเมื่อต่อสาย HDMI เข้าไปแล้วหัวต่อ HDMI ก็จะบังช่อง Micro USB อยู่เล็กน้อยทำให้สาย Micro USB ทั่วไปที่มีในท้องตลาดเสียบเข้าไปไม่ได้ ยกเว้นว่าคุณจะปอกพลาสติกหัวต่อ HDMI และปอกพลาสติกหัว Micro USB ให้บางที่สุดหรือเหลือแค่โลหะเปลือยๆ

แล้วช่อง Micro USB เอาไว้ทำอะไร ?

ช่อง Micro USB จริง ๆ เอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินในกรณีที่เครื่องแฮงค์ไม่สามารถอัพเดทเฟิร์มแวร์ด้วยตัวเองได้ (โดยปกติ Apple TV 2 สามารถอัพเดทหรือรีสโตร์เฟิร์มแวร์ผ่าน Wi-Fi ได้เอง) ถ้าเป็นกรณีแบบนี้จะต้องนำเครื่องมาเสียบ Micro USB to USB แล้วนำมาเสียบกับคอมพิวเตอร์เพื่อสั่งรีสโตร์ผ่าน iTunes ซึ่งถ้าใช้งานแบบทั่วไปไม่ได้แฮคหรือเจลเบรคโอกาสที่จะนำ Apple TV 2 มาต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ถือว่าน้อยมาก

ด้านการใช้งาน Apple TV 2 เปิดมาปั๊บอย่างแรกสุดที่ต้องทำก่อนเลยคือตั้งค่า Wi-Fi จากนั้นก็จะเป็นการตั้งค่าแอคเคาท์ iTunes Store ซึ่งมีให้เลือก 23 ประเทศ โดย iTunes Store ที่สะดวกที่สุดก็คงหนีไม่พ้นของประเทศอเมริกา เพราะถือว่าเป็น iTunes Store ที่มีเพลง, หนัง, รายการทีวี ให้เลือกซื้อเลือกเช่ามากที่สุด และหาซื้อ iTunes Card ได้ง่ายที่สุดจากใน 23 ประเทศที่มีให้เลือก

หลังจากตั้งค่าต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยมาดูกันต่อที่เมนูในเครื่องที่ในปัจจุบัน (iOS 4.2.1) แบบออกแบบ 5 เมนูด้วยกันได้แก่ Movies, TV Shows, Internet, Computers, Settings

Movies/TV Shows

ก็ตามชื่อเลยครับว่าเมนูเกี่ยวกับภาพยนตร์และรายการทีวีโดยจะเน้นไปที่พวกซีรีย์เป็นหลัก โดยในส่วนของ Movies บน Apple TV 2 จะทำได้แค่เพียงดูตัวภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์และเช่าภาพยนตร์จากใน iTunes Store ส่วนใน TV Shows ก็จะทำได้แค่เช่าดูซีรีย์ต่าง ๆ ที่ฉายอยู่ในอเมริกา

สำหรับภาพยนตร์และซีรีย์ต่าง ๆ สามารถเลือกเช่าได้ทั้งแบบความละเอียดแบบธรรมดา SD และความละเอียดแบบ HD (720p) ซึ่งในส่วนของภาพยนตร์ความละเอียดแบบธรรมดาและความละเอียดแบบ HD จะมีราคาแตกต่างกันดังนี้

  • ความละเอียดแบบ SD ราคาเรื่องละ $2.99 – 3.99
  • ความละเอียดแบบ HD ราคาเรื่องละ $3.99 – 4.99

โดยราคาค่าเช่าจะขึ้นอยูกับความเก่าใหม่ของภาพยนตร์ หรือในบางครั้งก็จะมีโปรโมชั้นเช่าภาพยนตร์เรื่องละ $0.99

สำหรับซีรีย์หรือรายการทีวีต่าง ๆ ค่าเช่าทั้งแบบ SD และ HD จะเท่ากันคือตอนละ $0.99

โดยข้อกำหนดการเช่าภาพยนตร์หรือซีรีย์จาก iTunes Store ก็จะคล้าย ๆ กับที่เราเช่าแผ่น DVD จากร้านเช่าคือ

หลังจากกดเช่าแล้วต้องเปิดดูภายใน 30 วัน หรือเมื่อเปิดดูครั้งหนึ่งแล้วต้องดูให้จบภายใน 48 ชั่วโมง (ถ้าอยู่ในอเมริกาต้องดูให้จบภายใน 24 ชั่วโมง) ซึ่งถ้าเลยกำหนดเวลาดังกล่าวภาพยนตร์ซีรีย์ก็จะหายไปจากสารบบในเครื่อง Apple TV 2 ของเราโดยอัตโนมัติ (ข้อมูลเพิ่มเติม : http://support.apple.com/kb/ht1657 )

ประสพการณ์เช่าหนังแบบออนไลน์

ผมลองกดเช่าซีรีย์แบบ HD มาตอนหนึ่งความยาวประมาณ 44 นาทีตัวไฟล์คร่าว ๆ ว่ามีขนาดประมาณ 1GB ซึ่งพอจัดการกดปุ่มเช่าปั๊บรอไม่เกิน 1 นาทีบนหน้าจอทีวีก็จะมีข้อความประมาณว่าที่กดเช่าไปเนี่ยจะดูเลยก็ได้หรือจะยังไม่ดูก็ได้ ซึ่งผมเลือกอย่างหลังเพราะอยากรู้ว่าขนาดไฟล์ 1GB จะใช้เวลาสตรีมมิ่งมาจนครบทั้งตอนจะใช้เวลาเท่าไหร่ พบว่าอินเตอร์เน็ต 8Mbps ที่ใช้อยู่ ใช้เวลาดาวน์โหลดมาจนครบตอนอยู่ที่ประมาณ 40 นาที

สำหรับภาพยนตร์หรือซีรีย์แบบ HD ที่เช่ามาจาก iTunes Store ความคมชัดระดับ 720p ก็เรียกว่าชัดเจนไม่ขาดตกบกพร่องอะไร ส่วนเรื่องเสียงจะเป็น Digital Dolby 5.1 (ไม่เป็นทุกเรื่อง) และเรื่องที่ควรทราบสำหรับการเช่าภาพยนตร์และซีรีย์คือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีซับภาษาอังกฤษมาให้ด้วย

Internet

สำหรับเมนู Internet จะเกี่ยวเนื่องกับ YouTube, Flickr, MobileMe Podcasts และ Netflix โดยสี่อย่างแรกสามารถใช้งานในไทยได้ไม่มีปัญหา ส่วน Netflix ที่เป็นบริการเช่าภาพยนตร์ออนไลน์แบบเหมาจ่ายเดือนละ $10 ดูเท่าไหร่เท่ากันไม่สามารถใช้งานในไทยได้

เมนูการใช้งานในส่วนของ YouTube

วิดีโอที่เปิดใน YouTube

การใช้งาน YouTube บนจอทีวีแบบง่าย ๆ เชื่อว่าเป็นอะไรที่หลายคนอยากได้อยู่แล้ว โดยความคมชัดของ YouTube จะขึ้นอยู่กับไฟล์ที่เราเปิดดูว่าไฟล์จริง ๆ ที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปชัดแค่ไหน เพราะถ้าไฟล์จริง ๆ ความละเอียดแค่ 320×240 พิกเซล แบบนี้ดูบนทีวีภาพแตกเละแบบไม่ต้องสืบ ส่วนถ้าไฟล์ดังกล่าวถูกอัพโหลดที่ความละเอียดสูง 720p หรือกว่านั้น ความคมชัดจากที่ดูผ่าน Apple TV 2 เล่น YouTube ถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจเป็นอย่างมาก เพราะ Apple TV 2 จะพยายามเปิดไฟล์ 720p ในการสตรีมมิ่งมาให้เราดู

เก็บรายการพอดแคสท์โปรดไว้ใน Favorites

ภาพขณะสตรีมวิดีโอพอดแคสท์รายการ 'ช่างคุย'

Podcasts สำหรับการรับฟังและชม Podcasts บน Apple TV 2 ก็จะเหมือน ๆ กับการดู YouTube คือจะสตรีมมิ่งเพลงอย่างดียว และสำหรับ Podcasts เราไม่จำเป็นต้อง Subscription รายการนั้น ๆ แต่สามารถเลือกเป็น Favorites เพื่อมาเลือกดูเหมือนเราเลือกกดช่อง 3,5,7,9 จากสถานีทีวีในบ้านเราได้ ส่วนรายการนั้น ๆ จะสตรีมได้ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับเซิฟเวอร์ต้นทางว่าอยู่ในประเทศไหน ถ้าเป็นรายการที่เซิฟเวอร์อยู่ในประเทศไม่มีปัญหาในการรับชม ส่วนถ้าเป็นรายการต่างประเทศหรือเซิฟเวอร์อยู่ต่างประเทศความเร็วในการรับชมเท่าที่ลองกับรายการ DiggNation แบบ HD ความเร็วอินเตอร์เน็ต 8Mbps ที่ใช้อยู่ไม่สามารถที่จะดูได้ราบลื่น แต่ถ้าลดขนาดลงมาหนึ่งสเต็ปเหลือเป็นแค่ QuickTime (Large)

สามารถกดปั๊บรออีกแป๊บภาพก็ขึ้นมาพร้อมให้รับชมได้ทันทีและไม่มีปัญหาต้องมานั่งรอว่าสตรีมไฟล์ดังกล่าวไม่ทันอีกด้วย ส่วนกรณีของรายการของไทยอย่าง ‘ช่างคุย’ (ChangKhui.com) ที่เป็นรายการไทยแต่ใช้บริการเซิฟเวอร์ต่างประเทศอย่าง GoDaddy การรับชมรายการแต่ละอาทิตย์แบบสตรีมมิ่งสามารถทำได้ดีไม่มีปัญหา

สำหรับในส่วน Podcasts ถ้าบ้านคุณไม่ได้ติดทรูวิชั่นที่ต้องมีภาระค่าบริการรายเดือน 590 บาท (Silver Package) หรือสูงกว่านั้นการมี Apple TV 2 หรือเครื่องยี่ห้ออื่นที่สามารถสตรีมรายการต่าง ๆ จาก YouTube และพอดแคสท์ได้ก็อาจจะเป็นเรื่องดีในการเปิดโอกาสให้เราได้รับชมรายการต่างประเทศแบบไมต้องเสียค่าบริการรายเดือน เพราะบางรายการเราก็ไม่สามารถพบได้บนทีวีไม่ว่าจะจะฟรีทีวีหรือจะเคเบิ้ลทีวีก็ตาม แต่ทั้งนี้รายการส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ฉะนั้นตัวคุณเองก็ต้องฟังภาษาอังกฤษได้บ้างถึงจะได้ประโยชน์จากการรับชมรายการพอดแคสท์ต่าง ๆ เช่น The Apple Bite, DiggNation, Start Cooking ฯลฯ

Computers

สำหรับในส่วนนี้จะเป็นการตั้งค่าเพื่อสตรีมเพลง,วิดีโอต่าง ๆ จากในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรามายัง Apple TV 2 แต่กระนั้นก็ดีการสตรีมเพลงหรือวิดีโอต่าง ๆ จะต้องผ่านมาจาก iTunes เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ฉะนั้นใครที่เข้าใจผิดว่า Apple TV 2 จะสามารถสตรีมไฟล์ต่าง ๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์เราจากโฟลเดอร์ไหนก็ได้คงต้องปรับความเข้าใจกันใหม่ว่าไม่สามารถทำได้

ด้านความเร็วและคมชัดจากการสตรีมจาก iTunes ในเครื่องคอมพิวเตอร์มายัง Apple TV 2 เท่าที่ได้ใช้งานไม่มีปัญหาอะไรทั้งเรื่องความเร็วในการสตรีม โดยเรื่องนี้จะมีหน่วง ๆ ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดไฟล์ว่าใหญ่มากน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นไฟล์ HD ช่วงเริ่มสตรีมจะใช้เวลานานหน่อย แต่พอเร่ิมเล่นวิดีโอดังกล่าวแล้วก็ไม่มีอาการกระตุกหรือสะดุดอะไร ส่วนความคมชัดจากการรับชมขึ้นอยู่กับความคมชัดของคุณภาพของไฟล์ต้นทาง ถ้าไฟล์เล็กความละเอียดต่ำการรับชมบนทีวีก็จะไม่ชัดอะไร ส่วนถ้าไฟล์ใหญ่ตั้งแต่ 640×480 พิกเซลการรับชมบนทีวีจะค่อนข้างชัดใช้ได้ หรือถ้าความละเอียดสูงกว่านั้นอย่าง 720p ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ชัด

Settings


สำหรับในส่วนนี้ก็ตามชื่อครับ คือเป็นส่วนของการตั้งค่าต่าง ๆ ในเครื่องทุกอย่าง แต่ที่จะพูดถึงนี้ถือข้อจำกัดในการตั้งค่าสำหรับคอ HD ที่อาจจะอึดอัดเล็กน้อย เพราะแอปเปิ้ลไม่ได้เปิดโอกาสให้ตั้งค่าอะไรเลยในส่วนที่เกี่ยวกับ Audio & Video เพราะ Apple TV จะตั้งค่าความละเอียดให้ทีวีอัตโนมัติที่ 720p (1280×720 พิกเซล @ 60Hz) ส่วนการตั้งค่าเรื่องเสียง Digital Out จะมีแค่ On, Off และ Auto เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นการตั้งค่าเกี่ยวกับ Audio & Video ไม่สามารถทำได้แล้ว

นอกจากข้างต้นแล้วแอปเปิ้ลก็ยังไม่ลืมที่จะใส่ส่วนช่วยเหลือผู้พิการเข้ามาด้วย โดยฟีเจอร์เกี่ยวกับผู้พิการใน Apple TV 2 คือ Voice Over หรือให้มีเสียงพูดขณะเรากดเลือกไปยังเมนูต่าง ๆ

รีโมทและแอพฯรีโมท

สำหรับรีโมทที่มาด้วยในกล่องเป็นรีโมทแบบจุ๋มจิ๋มปุ่มน้อยมากถ้าเทียบกับเครื่องประเภทเดียวกัน และด้้วยความปุ่มน้อยทำให้เราสามารถเข้าใจการกดปุ่มบนรีโมทได้ง่ายเพียงไม่กี่นาที การใช้งานรีโมทที่มาด้วยในกล่องจะมีปัญหากับการใช้พิมพ์คำค้นหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาภาพยนตร์ที่ต้องการเช่า, YouTube, Podcasts เพราะต้องไล่กดไปทีละตัวอักษร ซึ่งถ้าคำไม่ยาวมากก็พอไหว แต่ถ้าเป็นคำยาวๆ แถมตัวหนังสือที่ต้องการอยู่ห่างกันด้วยแล้วการใช้รีโมทกดตัวอักษรต่าง ๆ น่าหงุดหงิดพอสมควร

ทางออกของเรื่องข้างต้นสำหรับผู้ที่มี iPhone, iPod touch หรือ iPad คือควมคุม Apple TV 2 ผ่านแอพฯ Remote (ดาวน์โหลดได้ฟรีจาก App Store) ซึ่งการใช้งานแอพฯ Remote จะทำให้เราควบคุม Apple TV 2 ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

สำหรับฟีเจอร์การใช้งานหลัก ๆ ใน Apple TV 2 จากข้างต้นน่าจะพอเห็นภาพโดยรวมกันไปบ้างแล้วว่าเราจะใช้ Apple TV 2 ในบ้านเราในรูปแบบไหนได้บ้าง

AirPlay (ดูวิดีโอท้ายรีวิวประกอบ)

เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ของ iOS 4.2.1 ที่ผมรอให้แอปเปิ้ลอัพเดทก่อนถึงมาเขียนรีวิว Apple TV 2 นี้ เพราะ AirPlay ถือว่าเป็นฟีเจอร์ทีเด็ดสำหรับการใช้งาน Apple TV 2 ควบคู่กับ iPhone, iPod touch และ iPad

สำหรับ AirPaly อธิบายง่าย ๆ ก็คือการสตรีมมิ่งจาก iPhone, iPod touch หรือ iPad ไปยัง Apple TV 2 ซึ่งเราสามารถสตรีมได้ทั้งเพลงและวิดีโอ โดยวิธีการใช้ AirPlay ต้องบอกว่าใช้ง่ายมากจริง ๆ เพราะเพียงแค่เราเปิดวิดีโอบน iPhone, iPad ไม่ว่าจะจาก Video ในส่วนของ iPod เองหรือจาก YouTube แตะไอคอน AirPlay บนหน้าจอ สักครู่วิดีโอที่เราเปิดอยู่บน iPhone, iPad จะไปปรากฏอยู่บนหน้าจอทีวีแทบจะทันที ซึ่งจะช้าหรือเร็วก็จะคล้าย ๆ กับการสตรีมจาก iTunes ว่าไฟล์ใหญ่มากน้อยแค่ไหน นอกเหนือ AirPlay กับพวกเพลงและวิดีโอแล้วการใช้ AirPlay ควบคู่ระหว่าง iPhone, iPad กับ Apple TV 2 ยังสามารถโยนรูปภาพต่าง ๆ จากใน Photos ไปยังทีวีได้เช่นกัน

ความคมชัดของวิดีโอจากการใช้ AirPlay ระหว่าง iOS Devices ไปยัง Apple TV ถือว่าอยู่ในระดับดีปกติถือไม่ได้มีการลดทอนคุณภาพของิวดีโอลงแต่อย่างใด

การประยุกต์ใช้ AirPlay ง่าย ๆ เลยหลังจากได้ลองใช้แล้วพบว่าเหมาะมากสำหรับบ้านไหนก็ตามที่มีอุปกรณ์ iOS กันเกือบทุกคน และมี Apple TV 2 วางไว้สักเครื่อง ซึ่งคุณพ่ออาจจะกำลังดู Podcast ใน iPhone แล้วก็ใช้ AirPlay นำรายการดังกล่าวขึ้นไปยังทีวี ดูไปสักพักคุณลูกเดินมาอยากจะให้คุณพ่อดูรูปที่เพิ่งไปเที่ยวมาก็จัดการโยนรูปดังกล่าวไปบนทีวีเพื่อให้คุณพ่อดูได้ทันที ซึ่งกรณีแบบนี้จะเป็นการแทรกแบบทันที

ซึ่งการแทรกวิดีโอหรือรูปแบบทันทีแบบนี้ทำให้นำมาประยุกต์ในการใช้งานพรีเซ็นเทชั่นได้อีกในกรณีที่บริษัทมี Apple TV 2 ต่อกับทีวีไว้แล้ว และใช้ iPhone นำเสนอพรีเซ็นเทชั่นในลักษณะรูปภาพ ซึ่งเพื่อนเราที่อยู่ด้วยกันก็อาจจะแทรกวิดีโอหรือรูปภาพต่าง ๆ เข้ามาได้ด้วยในขณะคุยหรือประชุมอยู่

เจลเบรคไม่เจลเบรค

สำหรับการแฮกค์หรือเจลเบรค Apple TV 2 ในปัจจุบันนี้ยังไม่สมบูรณ์ เท่าที่ได้ลองเจลเบรคเพื่อลงแอพฯ Plex ในเครื่องและติดตั้ง Plex บนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อสตรีมวิดีโอที่อยู่นอกเหนือ iTunes นั้น ภาพวิดีโอที่ได้จะแตก ๆ และมีกระตุกอยู่บ้าง และการเลือกเมนูพวกซับไตเติ้ลหรือเปลี่ยนภาษาพูดในภาพยนตร์ยังไม่สามารถกดเลือกได้จากรีโมท สำหรับในอนาคตการเจลเบรค Apple TV 2 น่าจะดีกว่านี้ เพราะทางค่าย ATV ขาประจำในการแฮกค์ Apple TV มาตั้งแต่รุ่นที่แล้วได้เปรย ๆ ไว้แล้วว่าจะทำแฮกค์เพื่อเพิ่มเบราเซอร์เข้าไปใน Apple TV 2 เพื่อให้สามารถเข้าเว็บต่าง ๆ ได้เลย นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีความพยายามในการทำให้ต่อฮาร์ดดิกส์ภายนอกกับช่อง Micro USB ได้โดยตรงเพื่อเล่นไฟล์ต่าง ๆ ที่อยู่ในฮาร์ดดิกส์ให้ได้อีกด้วย ซึ่งทั้งในปัจจุบันนี้ทาง ATV ก็ยังไม่ได้ปล่อยวิธีการเจลเบรคออกมา

จะซื้อ Apple TV 2 มาใช้ในไทยดีรึเปล่า

ด้วยความที่ Apple TV 2 ไม่มีขายในไทยเป็นทางการ การหาซื้อไม่ฝากซื้อมาก็ต้องพึ่งพาคนที่หิ้วมาขาย เรื่องราคาซื้อขายขอไม่พูดถึง แต่โดยรวมเท่าที่ได้ใช้ Apple TV 2 ในไทยต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้จริง ๆ ถึงจะรู้สึกสนุกในการใช้งาน เพราะไม่ว่าจะเป็นการเช่าภาพยนตร์หรือซีรีย์ที่ตีเป็นเงินไทยก็ตกครั้งละ 30 บาทไปจนถึง 150 บาทต่อเรื่อง ส่วนตัวแล้วผมเอามาดูรายการพอดแคสท์ต่าง ๆ แทนทรูวิชั่น ซึ่งก็ได้ดูรายการแปลก ๆ ที่หาดูไม่ได้ทั่วไป แต่ทั้งนี้การนำ Apple TV 2 มาใช้งานอย่างน้อย ๆ คุณต้องฟังภาษาอังกฤษได้คล่อง ๆ จะดีไม่น้อย เพราะแทบทุกบริการที่อยู่ใน Apple TV 2 เป็นภาษาอังกฤษทั้งสิ้น และที่สำคัญถ้าต้องการใช้จริงอินเตอร์เน็ตก็ควรจะเร็วด้วย

จุดสังเกต

  • รีโมทที่ให้มาในกล่องปุ่มน้อยจำง่ายกดง่าย แต่ใช้กดตัวอักษรเวลา search ลำบาก
  • AirPlay แจ๋วจริง สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้ ไม่ใช่แค่เรื่องบันเทิง
  • การตั้งค่า Audio/Video เป็นแบบอัตโนมัติ ไม่สามารถปรับแต่งได้เอง
  • ยังไม่รองรับวิดีโอ 1080p
  • ในการใช้งานต้องการความเร็วอินเตอร์สูงมากพอสมควร

ราคา : $99

.

.

zp8497586rq


You May Also Like:

รีวิว : iPad mini

เป็นความรู้สึกตื่นเต้นเหมือนครั้งที่ผมได้มีโอกาสจับ iPad ครั้งแรก แต่ครั้งนี้เกิดกับ iPad mini ที่ผมรู้สึกแบบเดียวกันนั้นจริง ๆ ..

iOS 5 รองรับการใช้ FaceTime ผ่าน AirPlay

ข้อมูลเกี่ยวกับ iOS 5 ยังคงถูกค้นพบฟีเจอร์ใหม่เรื่อย ๆ โดยล่าสุดใน iOS 5 beta 3 พบว่าสามารถใช้ FaceTime ผ่าน AirPlay ร่วมกับ Apple TV เพื่อที่จะให้หน้าจอปรากฏอยู่บนทีวีได้ ..

Apple TV อัพเดท 4.2.2

คลอดอัพเดทเป็นเครื่องสุดท้ายในตระกูล โดยแอปเปิ้ลเพิ่งออกอัพเดท 4.2.2 สำหรับ Apple TV ออกมา ..

Share

Tweet

Email