รีวิว : iPad (3rd Generation)

รีวิว : iPad (3rd Generation)

มาถึงรุ่นที่ 3 แล้ววสำหรับ iPad โดยรุ่นใหม่ปีนี้แม้หน้าตาจะเหมือน ๆ กับ iPad 2 แต่ภายในเรียกว่าปรับปรุงใหม่เยอะมาก โดยเฉพาะหน้าจอแบบ Retina Display ที่คมชัดมากจริง ๆ 

 

**เครื่องที่นำมารีวิวเป็นรุ่น 32GB (Wi-Fi) ใครไม่อยากอ่านเพราะรีวิวยาวมากดูวิดีโอมินิรีวิวได้เลยครับ

รูปร่างหน้าตา

 

สำหรับรูปร่างหน้าตาของ iPad (3rd Gen) ต้องบอกว่า ถ้าดูด้านหน้าแบบยังไม่เปิดหน้าจอขึ้นมาไม่ต่างจาก iPad 2 เลย ด้านหลังมีส่วนที่แตกต่างให้สังเกตเห็นได้จุดเดียวคือบริเวณกล้องที่หน้าเลนส์ของ iPad (3rd Gen) ใหญ่ขึ้น

 

สเป็คเครื่อง

 

สเป็คเครื่องของ iPad (3rd Gen) เริ่มกันที่ซีพียู A5X ความเร็ว 1GHz, แรมให้เครื่องให้มา 1GB, ในส่วนกราฟิกดีขึ้นกว่าเดิม 4 เท่า, หน้าจอ Retina Display ความละเอียด 2048×1536 พิกเซล, กล้องหน้า 3 แสนพิกเซล, กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล, ความจุแบตเตอรี่ระดับ 11,600 มิลลิแอมป์ ซึ่งปริมาณไฟของแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นมาขนาดนี้เป็นเพราะหน้าจอที่ความละเอียดเพิ่มขึ้น, กราฟิกดีขึ้น และในรุ่นที่ใส่ซิมการ์ดรองรับการใช้งานทั้ง 3G และ 4G ซึ่งทั้งหมดกินไฟเยอะขึ้นนั้นเอง

 

สำหรับหน่วยความจำในเครื่องของ iPad (3rd Gen) แอปเปิ้ลยังทำความจุเดิมคือ 16, 32 และ 64GB ยังไม่มี 128GB อย่างที่หลาย ๆ คนคาดหวัง ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 สีเช่นเดิมคือขาวและดำ

 

ความหนาและน้ำหนัก

 

ประเด็นเรื่องความหนาและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาของ iPad (3rd Gen) เทียบกับรุ่นเดิมคือ iPad 2 เท่ากับว่าความหนาเพิ่มขึ้นมา 0.6 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิม 51 กรัมสำหรับรุ่น Wi-FI และ 49 กรัมในรุ่น 4G

 

 

โดยความหนาที่เพิ่มขึ้นมาถ้าผู้อ่านใช้ iPad รุ่นแรกแล้วมาซื้อ iPad (3rd Gen) จะรู้สึกว่าบางลงนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นผู้ที่มี iPad 2 แล้วมาซื้อรุ่นนี้ตอนจับครั้งแรกจะเกิดความรู้สึกว่าหนาขึ้นตอนถือ แต่นั้นก็เป็นเพียงความหนาเพียงแค่ 0.6 มิลลิเมตร สำหรับความหนาถ้าดูผ่าน ๆ จากด้านข้างหลายคนอาจไม่สามารถสังเกตได้ว่าเครื่องไหนรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ แต่กระนั้นความหนาที่เพิ่มขึ้นมาทำให้ iPad (3rd Gen) มีช่วงขอบตัวเครื่องที่ป้านน้อยกว่าแบบพอจะสังเกตได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องเพ่งพินิจกันถึงจะเห็นได้

 

สำหรับน้ำหนักจะคล้ายกับความหนาคือถ้าขึ้นมาจาก iPad รุ่นแรกจะรู้สึกเฉย ๆ แต่ถ้าขึ้นมาจาก iPad 2 จะเกิดการเปรียบเทียบ ซึ่งตัวผมที่ได้เครื่องมาครั้งแรกก็จับทั้งคู่มายกเพื่อเทียบกับก็จะพบว่า iPad (3rd Gen) หนักกว่านิดหน่อยในความรู้สึก

 

 

หน้าจอ Retina Display

 

สำหรับหน้าจอ Retina Display ความละเอียด 2048×1536 พิกเซลเปิดมาครั้งแรกใครเห็นก็ต้องประทับใจในความคมชัด ไอคอนต่าง ๆ ที่อัพเดทให้รองรับหน้าจอ Retina Display คมกริ๊บดีจริงๆ ตามขอบมุมต่าง ๆ บนไอคอนจะนวลเนียนตากว่าเดิมเยอะ ส่วนถ้าแอพฯไหนที่ยังไม่ได้อัพเดทไอคอนให้รองรับจอ Retina Display จะสังเกตเห็นได้ง่าย ๆ ว่าเมื่ออยู่บนจอ iPad (3rd Gen) จะไม่คมชัด

 

เปรียบเทียบความละเอียดหน้าจอ

 

จะเปรียบเทียบหน้าจอของรุ่นเก่ารุ่นใหม่ให้เห็นกัน คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเริ่มจากตัวหนังสือที่ปรากฏบนหน้าจอของทั้งคู่ในหลาย ๆ แอพฯ เช่น iBooks, Safari แน่นอนแบบไม่ต้องเดาว่าตัวหนังสือบนหน้าจอ iPad (3rd Gen) คมชัดกว่าเห็น ๆ

 

จอมีความละเอียดมากขึ้นแล้วการเปิดรูปเปิดเว็บทั่วไปหน้าเว็บที่เห็นจะเล็กลงหรือไม่ ?

 

เรื่องนี้ถ้าเป้นแอพฯของแอปเปิ้ลเองไม่มีผลเรื่องความเล็กใหญ่ของภาพ เพราะอย่าง Safari แม้ความละเอียดหน้าจอจะเพิ่มขึ้น แต่จะแสดงผลในโหมด 1024×768 พิกเซล แต่จะได้รายละเอียดที่คมชัดมากขึ้น ส่วนแอพฯอื่นที่มีความแตกต่างเรื่องการแสดงรูปภาพอย่างเช่น tweetbot จะเห็นได้ชัดเมื่อกดรูปภาพทั้งจากอวตารและรูปภาพต่าง ๆ ที่โพสกัน เมื่อคลิกเข้าไปจะเห็นได้ว่ารูปภาพที่ปรากฏขึ้นมาในตอนแรกจะขนาดเล็กลงไปเมื่อเทียบกับ iPad 2 ตรงนี้คงเป็นเพราะทางผู้พัฒนาแอพฯต้องหมาให้ตัวแอพแสดงผลที่ขนาด 2048×1536 พิกเซลเลยทำให้รูปภาพต่าง ๆ ที่ปรากฏเล็กลง

 

ส่วนเกมที่เพิ่งออกมาอย่าง Angry Birds Space HD นอกจากเรื่องกราฟิกในเกมจะนวลตาต่างกันแล้ว ตัวกราฟิกบางส่วนที่ปรากฏบน iPad (3rd Gen) มีขนาดใหญ่กว่าบน iPad 2 ด้วย เช่นชื่อ Angry Birds Space HD ก่อนจะเข้าเกม

 

ความแรงและกราฟิก

 

ความแรงของเครื่อง iPad (3rd Gen) ถ้าเป็นการเปิดใช้งานแอพฯทั่วไปหรือเกมเล็ก ๆ จะไม่ค่อยเห็นความจากจาก iPad 2 สักเท่าไหร่ ที่เห็นชัดสุดเท่าที่ผมลองคือใน iMovie ที่สามารถ Export ไฟล์ได้เสร็จก่อน iPad 2 ซึ่งทั้งคู่ผมสั่ง Export ไฟล์ 1080p ความยาว 59 วินาทีเท่านั้น โดยถ้าลองคิด ๆ ดูตรงจุดนี้ถ้าเราทำวิดีโอที่มีความยาวมากกว่านี้ก็จะเห็นข้อแตกต่างเครื่องประสิทธิภาพเครื่องได้ชัดเจนมากขึ้น

 

ด้านกราฟิกของ iPad (3rd Gen) แม้แอปเปิ้ลจะบอกว่าหน่วยประมวลผลกราฟฟิกดีขึ้นกว่าเดิมถึง 4 เท่าแต่เอาเข้าจริงตอนนี้พวกเกมต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน App Store ก็ยังไม่มีเกมไหนที่รีดพลังส่วนนี้ออกมาใช้ได้เต็มที่ เพราะอย่างเกม Real Racing 2 HD เปิดเทียบภาพระหว่าง iPad (3rd Gen) กับ iPad 2 ความนวลเนียนของภาพต่างกันน้อยมาก โดยจุดที่แตกต่างจะเป็นตามส่วนโค้งเว้าของรถที่การแสดงผลบน iPad (3rd Gen) จะดีกว่า ส่วนพวกเกมอื่น ๆ ที่ไม่ได้เห็นกราฟิกข้อแตกต่างระหว่างทั้ง 2 เครื่องถ้าไม่นับเรื่องหน้าจอชัดกว่า อื่น ๆ ก็แทบไม่เห็นความแตกต่างเท่าไหร่

 

 

 

กล้องและวิดีโอ (เปรียบเทียบกับ iPhone 4, iPhone 4S)

 

ภาพนิ่ง 

สำหรับเรื่องกล้องอย่างที่ทราบกันคือกล้องด้านหลังของ iPad (3rd Gen) แอปเปิ้ลได้ปรับปรุงและเพิ่มความละเอียดเป็น 5 ล้านพิกเซลพร้อมระบบออโต้โฟกัส (iPad 2 กล้อง 1ล้านพิกเซลไม่มีออโต้โฟกัส) แต่ทั้งนี้แอปเปิ้ลไม่ได้ใส่แฟลชมาให้และไม่มีระบบ HDR มาให้ iPad (3rd Gen) เหมือนบน iPhone 4 และ iPhone 4S แต่อย่างใด โดยรูปภาพจากสถานที่เดียวกันจาก iPad (3rd Gen), iPhone 4 และ iPhone 4S เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะพบว่าสีสันของรูปจาก iPad (3rd Gen) กับ iPhone 4S จะสมจริงมากกว่าคือสีไม่จัดจ้านและที่สำคัญคือ White Balance ดีกว่า

 

 

โดยถ้าดูจากรูปขวดน้ำจะเห็นได้ว่าสีผนังที่ฟ้าเขียวรูปจาก iPhone 4 จะให้สีผิดเป็นฟ้าเข้ม ส่วนฝาขวดสีแดงก็เห็นได้ว่าภาพที่ได้จาก iPhone 4 จะเข้มกว่าภาพที่ได้จาก iPad (3rd Gen) และ iPhone 4S

 

 

ส่วนรูปร้าน Starbucks ที่มีแสงเข้ามาทางขวามือ เมื่อเทียบกันทั้ง 3 เครื่องรายละเอียดในบริเวณที่สว่าง (Highlight) ในรูปภาพที่ได้จาก iPad (3rd Gen) ยังเก็บรายละเอียดบริเวณนั้นได้อยู่พอควร ส่วนภาพจาก iPhone 4 รายละเอียดที่มีแสงตกกระทบจะหายไปเลย ส่วนภาพจาก iPhone 4S เมื่อเทียบกันแล้วยังให้รายละเอียดได้ดีที่สุด ทั้งนี้ภาพจาก iPhone 4 มีสปีดชัดเตอร์ที่ต่ำกว่า iPad (3rd Gen) และ iPhone 4S เลยทำให้ภาพออกมาเก็บรายละเอียดได้ต่างกัน

 

 

สำหรับภาพถ่ายทั่วไปในเวลากลางคืนผมไปลองถ่ายหน้า Central World การเก็บรายละเอียดในที่แสงน้อย โดยทุกภาพแตะให้โฟกัสในที่เดียวกันบริเวณตึกด้านขวามือ โดยสังเกตุในภาพได้ว่าหน้าจอหน้าCentral World รูปจาก iPhone 4 จะมีแสงแฟลร์มากที่สุด ส่วนรูปที่ถ่ายจาก iPad (3rd Gen) แสงแฟลร์ที่ปรากฏในรูปพอ ๆ กับ iPhone 4S ส่วนเรื่องน้อยซ์ (Noise) เปรียบเทียบได้ไม่ชัดเจนนัก เพราะ ISO ของแต่ละภาพไม่เท่ากัน โดยรูปของ  iPad (3rd Gen) ได้ ISO ที่น้อยที่สุด ส่วน iPhone 4 ได้ ISO มากที่สุด

ทั้งนี้เรื่องระบบการคำนวณค่า ISO, ความเร็วชัตเตอร์, การวัดแสงของแต่ละภาพเป็นระบบอัตโนมัติที่เราไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด โดยรวมสำหรับภาพที่ถ่ายได้จาก iPad (3rd Gen) ได้คุณภาพใกล้เคียงกับ iPhone 4S โดยระบบการวัดแสงและ White Balance ใน iPad (3rd Gen) ทำได้ดีใกล้เคียงกับ iPhone 4S

 

ดาวน์โหลดรูปที่ถ่ายจาก iPad (3rd Gen) , iPhone 4S และ iPhone 4

 

 

วิดีโอ (เปรียบเทียบกับ iPhone 4S)

 

ด้วยความที่ iPad (3rd Gen) จะบันทึกวิดีโอได้แบบ 1080p (1920×1080 พิกเซล) เลยขอเปรียบเทียบกับ iPhone 4S เพียงตัวเดียวเท่านั้นเพราะทั้งคู่ให้ภาพวิดีโอ 1080p เหมือนกัน

;

สำหรับการถ่ายวิดีโอทั่วไปในที่มีแสงมากเพียงพอทั้งคู่ทำได้ไม่ต่างกัน ความคมชัดของภาพในวิดีโอพอ ๆ กัน ส่วนจุดต่างของทั้งคู่คงเป็นเรื่องการปรับแสงอัตโนมัติที่ iPhone 4S ทำได้ดีกว่าอยู่เล็กน้อยเท่านั้น

 

เรื่องระบบการสั่นไหวขณะถ่ายวิดีโอให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจาก iPhone 4S คือน้อยมาก ส่วนนึงที่ไม่เห็นผลเพราะน้ำหนักขณะถือเครื่องถ่ายวิดีโอที่แม้จะถือสองมือก็ยังมีอาการแขนสั่นมือสั่นอยู่บ้างเหมือนกัน

 

ประสิทธิภาพโดยรวม

 

เรื่องการใช้งานทั่วไปอย่างการโดยรวมแล้ว iPad (3rd Gen) ทำงานได้ฉับไวกว่าเดิมพอควร โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับแอพฯอย่าง iPhoto และ iMovie ที่ค่อนข้างทำงานได้รวดเร็วกว่า และด้วยความที่มีแรมมาให้ 1GB ทำให้การสลับหน้าเว็บไปมาใน Safari ถ้าเป็นก่อนหน้านี้บางครั้งเมื่อเรากดแท็ปด้านบนกลับมาหน้าเว็บเดิมบางครั้งจะพบว่า Safari มีการโหลดหน้าเว็บนั้นใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรถ้าตัวเครื่องมีประสิทธิภาพและแรมเพียงพอ ซึ่งใน iPad (3rd Gen) ทำจุดนี้ได้ดีการเปิดหน้าเว็บใน Safari เท่าที่ลองกดแท็ปสลับเว็บไปมาพร้อมกับใช้แอพฯอื่นไปด้วยพอเปิดกลับมาที่ Safari หน้าเว็บที่เปิดค้างไว้ไม่ต้องโหลดใหม่แต่อย่างใด ซึ่งตรงนี้หลัก ๆ แล้วขึ้นอยู่กับแรมที่มีมาให้

 

สำหรับ Dictation หรือการให้ตัวเครื่องพิมพ์ตามที่เราพูดนั้น รองรับภาษาอังกฤษ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น การใช้งานจำเป็นต้องต่ออินเตอร์เน็ตตลอดเวลา โดยถ้าเราปิด Wi-Fi หรือตัวเครื่องไม่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ปุ่มไอคอนรูปไมโครโฟนจะหายไปเองอัตโนมัติ โดยตอนที่ใช้งานให้กดที่ปุ่มรูปไมโครโฟนพอพูดเสร็จก็กดอีกทีให้ตัวเครื่องคำนวณสิ่งที่เราพูดไป เท่าที่ลองกับภาษาอังกฤษจากสำเนียงไทย ๆ ของระบบพอจะเข้าใจคำพูดหรือประโยคอยู่บ้าง

อีกเรื่องที่พบว่าดีขึ้้นคือการหรี่แสงหน้าจออัตโนมัติทำได้ดีกว่า iPad 2 โดยเรื่องนี้ผมเจอจากการที่ปิดไฟในห้องเพื่อเตรียมนอนแล้วนำทั้ง iPad (3rd Gen) และ iPad 2 ขึ้นมาเทียบโดยการลดแสงหน้าจอเหลือน้อยสุดพบว่าการหรี่แสงไฟอัตโนมัติของ iPad (3rd Gen) ทำได้ดีกว่าคือแสงที่ออกมาไม่จ้าเท่า iPad 2

 

ใช้นานแล้วเครื่องร้อน ?

 

 

เรื่องความร้อนของ iPad (3rd Gen) ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่อุ่น ๆ เมื่อใช้ไปนาน ๆ แต่กลายเป็นว่าแค่เล่น Safari, tweetbot เปิด YouTube สลับไปมาด้วยจะรู้สึกว่าเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ทางใต้มือข้างซ้ายก่อนซึ่งจะไล่จากด้านล่างขึ้นด้านบน ซึ่งบริเวณใต้มือซ้ายด้านหลังข้างในเป็นบริเวณแผงโลจิคบอร์ดตลอดแนว ส่วนบริเวณกลางเครื่องที่เป็นแบตเตอรี่กลับไม่ร้อนเท่า แต่ทั้งนี้ถ้าใช้งานเครื่องนาน ๆ ความร้อนจากบริเวณมือซ้ายจะค่อย ๆ แผ่เข้ามาช่วงกลางและด้านขวาในที่สุด โดยอุณหภูมิด้านหลังเครื่องผมทำการทดสอบเทียบกับ iPad 2 ในรูปแบบการใช้งานเดียวกันพบว่าอุณหภูมิด้านหลังเครื่อง iPad (3rd Gen) สูงกว่า iPad 2 อย่างน้อย ๆ 2 องศาเซลเซียส (ผมใช้ตัววัดอุณหภูมิแบบแปะศรีษะ แถบวัดบอกอุณหภูมิสูง 36-40 องศาเซลเซียส)

เรื่องความร้อนของ iPad (3rd Gen) ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่แอปเปิ้ลจะต้องเร่งออก iOS มาแก้ไขโดยด่วน เพราะธรรมชาติของการใช้ iPad ต้องถือติดมือเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้โดยไม่ร้อนมากขนาดนี้ เอาเป็นว่าตอนนี้คงต้องบอกว่า “ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับความร้อนที่เพิ่มขึ้น” กันไปก่อนจนกว่าแอปเปิ้ลจะออกอัพเดทมาแก้ไข

สำหรับความร้อนของรุ่น 4G ผมไม่มีเครื่องให้ลอง แต่ถ้าคิด ๆ ดูตัวเครื่องรุ่น 4G เป็นได้ว่าในช่วงที่เปิดใช้งาน 3G/4G เพื่อใช้งานอินเตอร์เน็ตตัวเครื่องน่าจะร้อนมากกว่ารุ่น Wi-Fi

 

เรื่องความจุตัวเครื่องและขนาดไฟล์ของแอพฯที่ทำมารองรับ Retina Display

 

iPad (3rd Gen) มีสเป็คเครื่องที่ใหญ่ขึ้นทำให้หลาย ๆ สิ่งที่เกี่ยวข้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย เริ่มตั้งแต่เฟิร์มแวร์ที่ IOS 5.1 ของ iPad (3rd Gen) มีขนาดไฟล์ระดับ 1GB (ของ iPad 2 ขนาดไฟล์ ~750MB)

 

สำหรับแอพฯต่าง ๆ ที่ปรับการแสดงผลให้รองรับ Retina Display เท่าที่ผมลองสังเกตดูกลายเป็นว่าบางเกมมีขนาดไฟล์ลดลงจากเดิมด้วยซ้ำ (ลดลงนิดหน่อย) บางเกมก็ขนาดเท่า ๆ เดิม ส่วนแอพฯที่มีการใช้รูปภาพเยอะ ๆ จะมีขนาดไฟล์เพิ่มขึ้นบ้าง และเท่าที่ผมมีแอพฯอยู่ใน iTunes แอพที่มีการอัพเดทแล้วขนาดไฟล์ใหญ่ขึ้นแบบชัดเจนสุดคือ The Daily ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาถึงเท่าตัวจาก 32.2MB กลายเป็น 66.8MB

 

 

แอพ The Daily ขนาดไฟล์เพิ่มขึ้น แต่ขนาดของเกม Real Racing 2 HD ที่อัพเดทให้รองรับ Retina Display มีขนาดไฟล์พอ ๆ กับก่อนหน้า ส่วนที่เห็นชัดที่สุดคงเป็นเกม Infinity Blade II พออัพเดทให้รองรับ Retina Display กลับมีขนาดไฟล์เล็กลงกว่าเดิมถึง 150MB

ส่วนรูปถ่ายจาก iPad (3rd Gen) หนึ่งรูปมีขนาดไฟล์ 1.5 – 2.5 MB และวิดีโอ 1 นาทีมีขนาดไฟล์ราว ๆ 160 MB ส่วนการสแนปรูปหน้าจอ 1 รูปมีขนาดไฟล์ 2-5 MB แล้วแต่ว่าบนหน้าจอมีรายละเอียดเยอะมากน้อยแค่ไหน

ยังไม่นับเรื่องไฟล์วิดีโอต่าง ๆ ที่แต่ละคนจะใส่เข้าไป โดยผมขอเปรียบเทียบจากไฟล์วิดีโอภาพยนตร์ที่ขายใน iTunes Store (US) เพื่อให้เห็นภาพก็แล้วกัน ไฟล์วิดีโอภาพยนตร์แบบ 1080p  ที่อยู่ใน iTunes Store (US) จะมีขนาดราว ๆ 3-5GB ต่อเรื่อง ส่วนพวกซีรีย์แบบ 720p หนึ่งตอนจะมีขนาดไฟล์ราว ๆ 1.2-1.5GB หรือถ้าคุณผู้อ่านจะแปลงไฟล์วิดีโอจากดีวีดีเป็น mp4 เองเรื่องนึงก็น่าอยู่ราว ๆ 1GB

ซึ่งถ้าดูขนาดไฟล์จากหลายสิ่งตามข้างต้นเครื่องที่มีความจุ 16GB อาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่งนั้นหมายถึงว่าผู้ใช้งานต้องโอนไฟล์เข้าออกบ่อย ๆ บริหารพื้นที่ 16GB ให้ดี แต่ทั้งนี้ถ้าคุณผู้อ่านเป็นเจ้าของ iPad อยู่แล้วลองกด About ดูว่าเครื่องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเหลือพื้นที่ใช้งานเท่าไหร่และเพียงพอกับการใช้งานหรือไม่ ซึ่งถ้าเหลือพื้นที่ในเครื่องปัจจุบันราว ๆ 2-3 GB การเลือกซื้อ iPad (3rd Gen) น่าจะต้องขยับขึ้นมาหนึ่งสเต็ปเช่นจาก 16GB ก็ต้องมาซื้อรุ่น 32GB เป็นต้น ส่วนจะเลือกรุ่น Wi-Fi หรือ 4G อันนี้ตามสะดวกเพราะเรื่องสถานที่ในการใช้งานเช่นใช้ในบ้านหรือที่ทำงานหรือความต้องการความสะดวกสบายในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

 

 

แบตเตอรี่

 

แบตเตอรี่มีประจุไฟมากขึ้นแตะระดับหลักหมื่นมิลลิแอมป์เพื่อหล่อเลี้ยงความแรงทั้งหลายในตัวเครื่องให้ได้ระยะเวลานานเท่า ๆ เดิมทำให้เรื่องหนึ่งที่มีผลตามมาคือระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ที่นานมากจริง ๆ นานกว่าเดิมจนผิดสังเกต

 

 

6 ชั่วโมงคือระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 4% ที่แสดงผลบนหน้าจอไปจนถึง 100% โดยผมปล่อยชาร์จไว้ตอน 6.13 น. ตอน 22.00 น.ระดับแบตเตอรี่ขึ้นมาที่ 67% และตอน 23.59 น. ระดับแบตเตอรี่ขึ้นมาที่ 96% และขึ้นมาที่  100% ตอนเวลาเที่ยงคืนยี่สิบ ประมาณการได้ว่าใช้เวลาไปทั้งหมดตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืนจึงจะชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม โดยระยะเวลาการชาร์จแบตเตอรี่เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมใช้เวลาต่างกันมากพอสมควร ทำให้เราจะต้องคำนวณเรื่องระยะเวลาการเสียบชาร์จไฟเข้าเครื่องให้ดีด้วย

ถามว่า 6 ชั่วโมงผมใช้อแดปเตอร์ผิดอันรึเปล่า ตอนแรกผมเองก็ตกใจเช่นกันนึกว่าใช้อแดปเตอร์ของไอโฟนมาชาร์จ แต่ลองสำรวจดูที่อแดปเตอร์ถูกอันแล้วคือเป็น 10W USB Power Adapter ที่มากับ iPad (3rd Gen)

สำหรับชั่วโมงการใช้งาน ด้วยความที่แบตเตอรี่ยังใหม่ทำให้ตัวเครื่องสามารถทำระยะเวลาการเปิดใช้งานทั่วไปแบบใช้บ้างไม่ใช้บ้างได้เกิน 24 ชั่วโมง ในกรณีของผมใช้งานมา 1 อาทิตย์ชาร์จแบตเตอรี่ไป 3 ครั้ง โดยครั้งแรกคือวันเสาร์ที่ได้เครื่องมาใหม่ ตีสามเช้าวันอังคารจะทดสอบการชาร์จปรากฏว่าผ่านไป 3 ชั่วโมงแบตเตอรี่มาได้ครึ่งทางผมหลับปุ๋ย และมาชาร์จแบตเตอรี่อีกทีวันพฤหัสบดีช่วงเย็น ๆ ถึงได้จับเวลาตอนชาร์จได้ ส่วนถ้าใช้งานหนักขึ้นเช่นเล่นเกม ใช้ Skype ใช้ FaceTime เหล่านี้มีผลทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วมากขึ้น

 

สรุป

 

ทิ้งท้ายสำหรับ iPad (3rd Gen) หลังจากที่ได้ใช้งานด้านตัวเครื่องทำงานได้ดี ภาพภายในเกมเนียนตาขึ้นบ้าง การทำงานกับแอพฯอย่าง iMovie ทำได้รวดเร็วขึ้น ส่วนแอพทั่วไปหรือเกมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เห็นผลว่าจะเร็วต่างกันเมื่อเทียบกับ iPad 2 ส่วนที่ดีขึ้นสำหรับคนชอบอ่านเว็บคือ Safari ที่รุ่นใหม่มีแรมเยอะขึ้นเปิดหน้าเว็บเวลาสลับไปมาไม่ต้องโหลดใหม่ให้เสียอารมณ์ กล้องหวังพึ่งได้จริงจังมากขึ้น แต่จะให้ยกขึ้นมาถ่ายรูปทีนึงก็หนักอยู่เหมือนกัน (หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเหมือนเดิมง่ายกว่า)

เรื่องความร้อนของเครื่องที่ร้อนกว่าเดิมจริง แม้จะถือเครื่องขึ้นมาใช้ในระยะเวลาไม่นานและไม่ได้ใช้งานหนักหนาอะไร ตรงนี้ต้องรอแอปเปิ้ลออกอัพเดทกันต่อไป (หวังว่าแอปเปิ้ลจะออกอัพเดทมาจัดการได้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้)

 

 

จุดสังเกต

  • ประทับใจหน้าจอ, กล้อง, ความรวดเร็วในการใช้งาน
  • ไม่ประทับใจเรื่องความร้อนของตัวเครื่องที่ทำได้ไม่ดี
  • น้ำหนักเพิ่มอีก 50 กรัมอาจจะถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายสำหรับบางคนในการเลือกซื้อ

 

ราคา :

รุ่น Wi-Fi

  • 16GB – 16,500 บาท
  • 32GB – 19,500 บาท
  • 64GB – 22,500 บาท

รุ่น 4G/Wi-Fi

  • 16GB – 20,500 บาท
  • 32GB – 23,500 บาท
  • 64GB – 26,500 บาท

 

 



You May Also Like:

แอปเปิ้ลเปิดให้ดาวน์โหลด iOS 8 แล้ว

iOS 8 เปิดให้ดาวน์โหลดกันแล้ว ใครสนใจสามารถกดอัพเดทจากอุปกรณ์ iOS กันได้เลย ..

ผลทดสอบ iPad Air แรงกว่า iPad (3rd Generation) 5 เท่า

เว็บ Primate Labs ได้เผยรายละเอียดผลทดสอบ iPad Air ด้วยแอป Geekbench 3 พบว่า iPad Air ได้คะแนนสูงกว่า iPad 4 เกือบเท่าตัว และแรงกว่า iPad 3 มากถึง 5 เท่า ..

งบซื้อ iPad ให้สส.แท้จริงซื้อ 880 ชุดไม่ใช่ 500 ชุด

คงได้เห็นข่าวคราวเกี่ยวกับรัฐสภาจัดซื้อ iPad 500 ชุดมูลค่า 18.8 ล้านบาท ให้ส.ส.ยืมใช้งานกันแล้วก็มีกรณีว่าทางรัฐสภาซื้อของแพงเกินราคาตลาด วันนี้ทางเลขาการสภาผู้แทนราษฎรได้ออกมาแจงว่าแท้จริงแล้วซื้อ 880 เครื่องและแพงเพราะทำสัญญามาตั้งแต่ต้นปี ..

Share

Tweet

Email