ใช้ iPad ทำงานนอกสถานที่แทนคอมพิวเตอร์

ใช้ iPad ทำงานนอกสถานที่แทนคอมพิวเตอร์

เป็นความคิดความฝันมาตั้งแต่ iPad ออกเมื่อปี 2010 วันสักวันจะใช้ทำงานแทนคอมพิวเตอร์วางตักได้ จนแล้วจนรอดผ่านมา 2 ปีกว่าก็ยังไม่ได้ใช้สักทีเพราะแอพฯที่ต้องใช้งานไม่ครบและไม่ได้อย่างใจ แต่วันนี้เข้าปีที่ 3 ของ iPad เริ่มทำได้ (เกือบ) อย่างใจแล้ว

สำหรับบทความนี้จะเป็นการเล่าเรื่องเป็นส่วนใหญ่ครับ อยากมาแชร์ให้ได้อ่านกันว่าถ้าทำงานแบบผมที่ต้องอัพเดทข่าว , เขียนรีวิว, ทำรูปที่ต้องมีการใส่ลายน้ำน้ำด้วย เชื่อว่าหลายคนไม่ไว้ใจ iPad ว่าจะทำได้ดีอย่างที่ทำอยู่บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมเองก็เช่นกันที่ก่อนหน้าไม่เคยไว้ใจว่า iPad จะทำได้อย่างที่เราต้องการจริง ๆ ทำให้เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดนาน ๆ ก็ต้องคอยพกพา MacBook Pro 13″ ไปไหนต่อไหนด้วย จะเก็บเงินซื้อ MacBook Air 11″ ก็แลดูสิ้นเปลืองเงินอีกหลายหมื่นบาท

ทำงานบน iPad ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

ฮาร์ดแวร์

20120420-175750.jpg

 

  • iPad – จะรุ่น 1 หรือ 2 หรือ 3 ก็ได้ขอเพียงยังให้ใช้งานได้ในสภาพสมบูรณ์ แต่ถ้าให้แนะนำก็ต้องเป็น iPad 2 ขึ้นไปเพราะแอพฯที่เราต้องใช้ในการทำงานหลายแอพฯกินทรัพยากรเครื่องมากจริง ๆ จนทำให้ iPad รุ่นแรกเอาไม่อยู่ ส่วนจะเป็นรุ่น Wi-Fi อย่างเดียวหรือจะ 3G+Wi-Fi อันนี้อยู่ที่การใช้งานครับ เพราะในที่ ๆ เราไปบางที่อาจจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยก็จะทำให้การใช้รุ่น 3G+Wi-Fi ใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือถ้ามีในส่วนดาต้าก็อาจจะเป็นแค่ EDGE ก็ได้ซึ่งจะทำให้การทำงานไม่ราบรื่นนัก และก่อนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดควรตรวจสอบสักนิดว่าที่พักหรือบริเวณที่เราไปมี Wi-Fi ให้ใช้รึเปล่า บางโรงแรมอาจจะมีให้ใช้ฟรีทั่วบริเวณ บางโรงแรมอาจจะมีให้ใช้แค่ตรงล็อบบี้ ตรงนี้ก็ต้องเช็คและคำนวณกันด้วยว่าถ้าไม่ใช่อย่างที่คิดเราจะวางแผนไว้แล้วเราจะทำงานต่อไปอย่างไร
  • Apple Wireless Keyboard – แนะนำให้ซื้อมาใช้งานสำหรับผู้ที่ต้องพิมพ์ข่าว พิมพ์บทความเยอะ ๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งจิ้มหน้าจอทีละตัว ซึ่งกว่าจะพิมพ์เสร็จก็ช้ามากไม่ทันกิน สำหรับ Apple Wireless Keyboard ส่วนตัวผมใช้มาก่อน iPad จะออกก็เลยนำมาใช้คู่กับ iPad ตอนออกมาเที่ยวต่างจังหวัดด้วยเกือบทุกครั้ง (ไปนานเกิน 2 วัน 1 คืน) โดยก่อนออกมาต่างจังหวัดแนะนำให้ตรวจสอบเรื่องแบตเตอรี่ให้ดี ถ้าเป็นถ่านชาร์จก็จัดการชาร์จให้เต็มร้อยก่อนออกทริปจะได้ไม่เสียอารมณ์ตอนแบตเตอรี่หมด โดยแบตเตอรี่ 1 ชุด (2 ก้อน) ที่มีประจุไฟเต็ม 100% สามารถอยู่ได้เกิน 10 วันแบบสบาย ๆ ครับ ส่วนถ้าฉุกเฉินจริง ๆ เราก็ยังพอหาซื้อแบตเตอรี่ AA 2 ก้อนตามร้านค้ามาใส่ได้ แต่แนะนำให้เตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนออกทริปดีที่สุด
  • เคสใส่ iPad – ตรงจุดนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าจะแนะนำทำไมเพราะไม่น่าเกี่ยวข้องกับการทำงานสักเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงเคสก็สำคัญมากเหมือนกัน เพราะการใส่เคสที่สามารถปรับองศาการตั้งวางเครื่องได้จะช่วยให้สะดวกมากตอนที่เราตั้งวางเครื่องเพื่อพิมพ์งานต่าง ๆ ของเราจะเป็นเคสยี่ห้ออะไรก็ได้แต่ขอให้ตั้งวางได้หลาย ๆ องศาต่างกัน สำหรับคนที่มี Smart Cover อยู่แล้วก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน แต่ให้ระวังตอนพับฝาแล้วตั้งเครื่องขึ้นมาสักนิดเพราะถ้ามีอะไรมากระแทกแรง ๆ อาจจะทำให้เครื่องล้มได้
  • อแดปเตอร์ 10W – ห้ามลืมและห้ามหยิบผิดเด็ดขาด เพราะถ้าเกิดหยิบของ iPhone มาแทนกว่าจะชาร์จแบตเตอรี่ให้ iPad เต็มรอกันหลายสิบชั่วโมง ยิ่งถ้าเป็น iPad (3rd Gen) คงต้องชาร์จกันระดับ 20 ชั่วโมงกว่าจะแบตเตอรี่เต็ม 100% เรื่องอแดปเตอร์ก่อนออกจากบ้านถ้าเป็นคนที่ใช้ทั้ง iPhone และ iPad ก็หยิบของ iPad ไปอันเดียวก็พอแล้วครับ ไม่ต้องหยิบมาทั้ง 2 อันให้หนักกระเป๋า

ซอฟท์แวร์

สำหรับซอฟท์แวร์ที่ใช้ทำงานของผมนอกจาก Safari ที่มากับเครื่องแล้ว ก็มีเพิ่มเติมดังนี้

 

 

  • WordPress (Free) – แน่นอนว่าเหมาะกับคนที่ใช้ WordPress ทำเว็บ เท่าที่ลองมาหลายแอพฯสุดท้ายก็ต้องมาตายรังที่แอพฯ WordPress นี่แหละ แม้จะไม่ดีที่สุด แต่เท่าที่ใช้งานก็ได้เห็นการพัฒนาและปรับปรุงมาเรื่อย ๆ แม้จะมียังมีบางจุดที่ยังไม่ได้อย่างใจก็ตาม
  • Pages ($9.99) เป็นแอพฯที่ผมใช้มาตั้งแต่บน Mac มามีบน iPad ก็ไม่รีรออะไรมาก ตอนที่ออกมาวันแรกจำได้เลยว่าความฝันในการทำงานบน iPad ใกล้เข้ามาอีกนิดแล้ว สำหรับการใช้ Pages ข้อดีคือซิงค์ข้อมูลอยู่ใน iCloud (ใช้ร่่วมกับ iOS 5.1 ขึ้นไป) ของเราทำให้เวลาไปเปิดดูเอกสารจาก Pages บนอุปกรณ์ iOS เครื่องที่ใช้ iCloud ของเราก็สามารถแก้ไขเอกสารได้หมด ตอนนี้ขาดแค่ Pages บน Mac ที่แอปเปิ้ลยังไม่อัพเดทให้ซิงค์ iCloud ได้ ตรงส่วนนี้ไม่จำเป็นว่าต้องใช้ Pages ก็ได้แล้วแต่ความถนัดหรือความชอบของแต่ละคนว่าชอบแอพฯไหนหรือมีแอพฯไหนใช้อยู่แล้ว
  • Snapseed ($4.99) – เอาไว้แต่รูปให้สวยได้อย่างรวดเร็ว ปรับสี เพิ่มแสง ฯลฯ เป็นแอพฯตกแต่งรูปที่เหมาะมากกับการใช้งานนอกสถานที่เพราะง่าย สะดวก และรวดเร็ว
  • Photoshop touch ($9.99) – เป็นอีกแอพฯที่รอมานานมาก หลัก ๆ ผมต้องการเอามาใช้ในการใส่โลโก้เว็บไว้ที่มุมขวาล่างของทุกรูปภาพที่ถ่ายเอง (ใส่เลเยอร์เพิ่ม) นอกเหนือจากนั้นการใช้งานก็เหมือนกับที่เราใช้โปรแกรมแต่งรูปบนคอมพิวเตอร์ครับเช่น ทำรูปให้เป็นขนาดเท่านั้นเท่านี้ ครอปรูปให้เป็นขนาดที่ต้องการ ฯลฯ โดยการแต่งรูปต่าง ๆ ก็สามารถทำได้บน Photoshop touch ได้เช่นกัน อาจจะไม่ต้องซื้อ Snapseed มาใช้งานก็ได้ หรือถ้าไม่ได้ต้องการใส่ลายน้ำก็ไม่จำเป็นต้องใช้ Photoshop touch ก็ได้ ส่วนแอพฯอื่น ๆ ที่สามารถทำได้คล้ายกันก็มีครับ ถ้าคุณผู้อ่านมีแอพฯแนว ๆ นี้อยู่แล้วก็นำมาใช้ได้เช่นกัน แต่กระนั้นด้านการใช้งานจริงก็ยังมีปัญหาอยู่พอสมควร

ส่วนแอพฯอื่น ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องในการทำงานแบบนี้ก็น่าจะเป็นพวกแอพฯรวมข่าวอย่าง News 360 หรือ Zite หรือของไทยอย่างแอพ Thairath เอาไว้สำรวจข่าวหรือเนื้อหาที่เราต้องการนำมาเขียนลงในเว็บ โดยแอพฯไว้อ่านข่าวมีเยอะมาก ซึ่งแต่ละคนก็น่าจะมีแอพฯที่ชอบหรือเฉพาะแนวของตัวเองที่อาจจะแตกต่างกันไป ส่วนแอพเอนกประสงค์อีกแอพฯที่ใช้บ่อยคือ GoodReader ($2.99) ผมเอาไว้ใช้เปิดอ่าน PDF หรือเอาไว้โหลดพวกไฟล์เอกสารที่เป็น PDF, MS Word มาอ่านบ้างเป็นบางครั้งบางคราว หรือถ้าจำเป็นต้องดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอ mp4 ที่สามารถเปิดดูบน iPad ได้ก็พอไหว

ก่อนออกจากบ้าน

ถ้าเรารู้ว่าพรุ่งนี้มะรืนนี้ต้องเดินทางแล้วก็จัดการซิงค์แอพฯ, ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ให้เรียบร้อย รูปภาพต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ทำงานนำมาซิงค์ลง iPad ให้เรียบร้อย ส่วนพวกพาสเวิร์ดสำหรับการเข้าเว็บต่าง ๆ ส่วนตัวผมใช้ 1Password ไว้เก็บยูสเซอร์กับพาสเวิร์ดของเว็บต่าง ๆ สะดวกดี เหมาะมากสำหรับคนที่มีหลายยูสเซอร์และพาสเวิร์ดหลายๆๆๆๆแบบ จะได้ไม่ต้องมาคอยนั่งนึกว่าเว็บนี้เราใช้ยูสเซอร์ชื่อแบบนี้คู่กับพาสเวิร์ดอันไหนลดการเสียเวลาตรงนี้ไปได้เยอะ ถ้าใครที่ใช้ 1Password บนคอมพิวเตอร์อยู่แล้วก็จัดการซิงค์ข้อมูลกับ 1Password บน iPad ให้เป็นข้อมูลใหม่ล่าสุดให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน เท่านี้เราก็พร้อมที่จะนำ iPad ไปใช้ทำงานนอกสถานที่แล้ว :)

สงกรานต์เที่ยวด้วยทำงานด้วย

เอามาเล่าสู่กับฟังครับว่าไปเที่ยวแล้วก็ต้องอัพเดทเว็บไปด้วย ตอนถึงวันจริงเป็นยังไง ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. ผมหอบเป้ใบใหญ่กับจักรยานขึ้นรถทัวร์มา จ.สระแก้ว พักที่ River Resort ในอ.เมืองครับ ที่นี่เคยมาแล้วตอนหนีน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยที่นี่มี Free Wi-Fi แบบแรง ๆ ให้เราใช้งานบริเวณล็อบบี้ (20Mbps/1Mbps) ส่วนบริเวณตามตึกห้องพักก็มี Wi-Fi ให้ใช้ด้วยเช่นกันแต่ไม่แรงนัก ซึ่งในการทำงานผมก็ต้องมานั่งอยู่ที่ล็อบบี้เพื่อทำงานมากกว่าที่จะทำอยู่ในห้องพัก เพราะต้องการความเร็วของอินเตอร์เน็ต (ผมใช้ iPad รุ่น Wi-Fi) โดยการอัพเดทเว็บของผมตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. ทุกอันจนถึงบทความนี้ทำบน iPad ครับ ตั้งแต่เขียนข่าว, ทำรูป, แปะรูปในเนื้อหา ตอนก่อนจากบ้านก็หวั่น ๆ เหมือนกันว่าจะได้อย่างใจรึเปล่า เพราะเป็นการนำ iPad พร้อมแอพฯที่กล่าวไปแล้วข้างต้นมาใช้ทำงานนอกสถานที่ครั้งแรก (Photoshop touch for iPad เพิ่งออกมาเมื่อต้นปีนี้)

ขั้นตอนการทำงานปกติ – เดี๋ยวจะนึกไม่ออกว่าเวลาทำงานปกติผมทำอะไรแบบไหนบ้าง เลยขอมาย่อให้ได้อ่านกันสั้น ๆ ให้ทราบกันจะได้เปรียบเทียบได้กับการทำงานบน iPad สำหรับการทำงานบนคอมพิวเตอร์หลัก ๆ ถ้าคนที่ทำเว็บด้วย WordPress ผมเดาว่าคงคล้าย ๆ กันคือ พิมพ์บทความที่เราต้องการลงในแอพฯอย่าง Text Edit, Pages หรือ MS Word ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน (ส่วนตัวผมพิมพ์ใน Text Edit กับ Pages) จากนั้นถ้ามีรูปภาพที่ต้องใส่ประกอบก็จัดการแก้ไขตกแต่งใน Pixelmator แล้วทุกอย่างก็จะไปรวมร่างกันในเว็บของส่วน Admin แล้วก็ปล่อยมาด้านหน้าเว็บให้ได้อ่านกัน

 

หน้้าตาขณะพิมพ์งานใน Pages บน iPad

 

ขั้นตอนการทำงานบน iPad ถ้าเป็นการเขียนข่าวที่ไม่ต้องมีรูปประกอบก็เริ่มจากเปิดเว็บเปิดทวิตเตอร์เปิดเว็บเปิดแอพอ่านข่าวมาเช็คข่าวจากนั้นก็เขียนข่าวใน Pages สลับไปมากับการเปิด Safari และ Tweetbot พอเขียนเสร็จก็นำข้อความที่พิมพ์ไว้แล้วทั้งหมดไปแปะไว้ในเว็บผ่านแอพฯ WordPress แล้วก็เซฟเป็น Draft ไว้ แล้วก็จัดการเปิด Safari มาแก้ไข URL ของข่าวนั้นก่อนทำการส่งขึ้นหน้าเว็บ เพราะในแอพ WordPress เราไม่สามารถแก้ไข URL ได้ ถ้าตรงนี้คุณผู้อ่านไม่ได้ต้องทำแบบผมก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปเลยก็ได้ โดยขั้นตอนการทำงานบน iPad ในการเขียนข่าวจะต่างกับบนคอมพิวเตอร์อยู่แค่เรื่องการใช้แอพ WordPress ที่เพิ่มเข้ามา ถ้าเทียบเป็นการเสียเวลาแล้วก็เพิ่มมาอีกไม่เท่าไหร่ครับ

 

หน้าตาแอพฯ WordPress บน iPad ขณะพิมพ์บทความ

หน้าตาส่วน Admin ของ WordPress บน Safari

ส่วนถ้าเป็นการข่าวหรือบทความที่ต้องมีรูปประกอบก็จะต้องเพิ่มขั้นตอนการทำรูปเข้ามาด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ถ้าเทียบกับการทำงานบนคอมพิวเตอร์ (กรณีของผมใช้ Pixelmator บน Mac) ก็จะเห็นความต่างเรื่องความช้าเร็วในการทำงานอยู่พอสมควรถ้าต้องทำรูปจำนวนเยอะ ๆ ส่วนถ้าทำรูปแบบง่าย ๆ ไม่ถึง 10 รูป (ย่อไซส์ เพิ่มสี ปรับแสง ใส่โลโก้เว็บ) ไม่ได้รู้สึกว่าเสียเวลามากขึ้นเท่าไหร่ในการแต่งรูปบน iPad โดยการแต่งรูปแรก ๆ ผมชินกับ Photoshop touch มากกว่าเพราะคุ้นกับวิธีการปรับแต่งรูปมาจากบนคอมพิวเตอร์ แต่หลัง ๆ ถ้าเป็นรูปถ่ายผมเอาเข้า Snapseed แล้วจัดการปรับแต่งสี แสง ของรูปให้เรียบร้อยก่อนแล้วจัดการเซฟลง Camera Roll แล้วค่อยไปเปิดรูปที่ทำแล้วบน Photoshop touch อีกทีเพื่อทำเป็นขนาดภาพที่ต้องการและจัดการใส่โลโก้เว็บแล้วก็จัดการเซฟลง Camera Roll อีกครั้ง ถึงตรงนี้เมื่ออ่านดูแล้วเหมือนจะวุ่นวายอยู่บ้างเพราะตรงทำรูปซ้ำซ้อนไปมาหลายครั้ง แต่ในการทำจริง ๆ ในขั้นตอนของ Snapseed ใช้เวลาไม่นานมากครับ ส่วนใน Photoshop touch ก็เปิดมาเพื่อจัดการย่อไซส์กับใส่เลเยอร์โลโก้เว็บแค่นั้น แล้วก็จัดการเปิดแอพฯ WordPress ที่เราพิมพ์ข่าวพิมพ์บทความไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อใส่รูปภาพประกอบ โดยจุดนี้การอัพโหลดรูปเข้าเว็บผ่านแอพฯ WordPress ชื่อรูปจะไม่ได้เป็นตามที่เราต้องการนะครับ โดยชื่อรูปจะเป็นเหมือนรหัสยาว ๆ ที่เราก็ไม่สามารถกำหนดได้ (ก็ต้องหยวน ๆ กันไป)

 

หน้าตาแอพฯ Snapseed บน iPad

หน้าตาแอพฯ Photoshop touch บน iPad ขณะทำงาน

 

และถ้ามีกรณีที่เราต้องใช้วิดีโอจาก YouTube มาประกอบข่าวด้วยตรงนี้การทำงานก็เหมือนกับบนคอมพิวเตอร์คือเปิดหน้าเว็บ YouTube ที่ต้องการและจัดการนำ embed code มาแปะในบทความผ่านแอพฯ WordPress ตรงส่วนนี้สำหรับผู้ที่ไม่รู้โค้ดหรือคำสั่งที่เป็นภาษา HTML ก็จะงง ๆ ว่าเราจะจัดการให้วิดีโอไปอยู่ตรงกลางหน้าได้อย่างไร ซึ่งถ้าคุณผู้อ่านไม่มีพื้นฐานหรือไม่รู้คำสั่งเลย แนะนำให้เปิดเข้าหลังบ้านของเว็บแล้วไปใช้ WYSIWYG ที่มีการเตรียมปุ่มคำสั่งต่าง ๆ ไว้ให้ในเว็บเหมือนเดิม เพียงแต่การเปิดใช้งานในส่วน Admin ของ WordPress บน iPad ทำได้ไม่สมบูรณ์ (ถ้าให้เป็นคะแนนก็สัก 5 เต็ม 10) โดยการใช้งานส่วน Admin บน iPad เรียกว่าพอจะใช้คำสั่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เช่นการปรับวิดีโอจาก YouTube ตามข้างต้นให้ไปอยู่ตรงกลางหน้า, การทำลิงค์ต่าง ๆ ให้เป็น New Window, ใส่ Tags ต่าง ๆ พวกนี้พอจะทำได้จากการเปิดหน้า Admin ผ่าน iPad แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่สมบูรณ์มากนัก

ความเสถียรในการทำงาน

สำหรับความเสถียรในการทำงานนอกสถานที่บน iPad หลายอย่างก็คงเหมือนกับการหอบคอมพิวเตอร์วางตักมาทำงานด้วยเช่นว่าถ้าที่ ๆ เราไปอินเตอร์เน็ตไม่ดีจะทำงานอะไรยังไง ตรงจุดนี้เราก็ต้องคิดเผื่อไว้ด้วย ถ้าฝนฟ้าตกหนัก ๆ แล้วไฟดับหรือเน็ตเดี้ยงเราจะทำยังไงกันต่อ พวกนี้เราต้องทำใจเผื่อไว้ด้วยเพราะทุกอย่างคงไม่เป็นตามที่เราคาดหวังทั้งหมด ส่วนความเสถียรจากตัวแอพฯที่เอาไว้ใช้ทำงานเท่าที่เจอเองกับตัว Photoshop touch กับ WordPress เป็น 2 แอพฯที่งอแงมากที่สุด แบบว่าใช้งานอยู่เพลิน ๆ ก็เด้งออกมาหน้า Home Screen ซะงั้น ซึ่งในการพิมพ์งานแนะนำว่าอย่าพิมพ์สดบนแอพฯ WordPress เพราะถ้าเจอเหตุไม่คาดฝันเดี๋ยวจะเซ็งเปล่า ๆ ส่วนการทำรูปบน Photoshop touch ยังดีหน่อยที่เปิดมาแก้ไขได้ทีละรูปไม่เหมือนบนคอมพิวเตอร์ที่เราเปิดทีนึง 5 รูป 10 รูปก็ได้ ตรงนี้เลยไม่เซ็งเท่าไหร่ เพราะเต็มที่ก็แค่ทำรูปที่กำลังแก้ไขเมื่อครู่ใหม่อีกครั้ง

เรื่องเน็ตเรื่องใหญ่

สำหรับการทำงานบนคอมพิวเตอร์หรือ iPad ในยุคนี้นอนว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ สำหรับผมใช้ iPad (3rd Gen) รุ่น Wi-Fi ก็ต้องคอยหวังพึ่ง Wi-Fi ของสถานที่ ๆ ไปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้สำหรับคนที่ยังไม่ได้ซื้อก็ให้ตัดสินใจดี ๆ ว่าจะซื้อรุ่น Wi-Fi อย่างเดียวหรือรุ่นที่ใสซิมแล้วเล่นเน็ตได้เลย โดยการทำงานของผมถ้าไม่มี Wi-Fi ในสถานที่ ๆ ไปทางเลือกสุดท้ายคือเปิดใช้ Personal Hotspot จาก iPhone 4S เพื่อให้ iPad เข้าอินเตอร์เน็ตได้ส่วนอินเตอร์ที่แชร์จาก iPhone จะเป็นความเร็วแบบ EDGE หรือ 3G ก็ขึ้นอยู่กับค่ายมือถือว่าในที่ ๆ เราเขามีการวางโครงข่าย 3G ไว้แล้วหรือยัง

แบตเตอรี่

สำหรับการใช้ iPad ทำงานแบบนี้ ผมชอบอย่างหนึ่งคือไม่ต้องห่วงว่าใช้ ๆ ไปแล้วแบตเตอรี่จะหมดก่อนทำงานเสร็จ เพราะการชาร์จแบตเตอรี่แบบเต็ม ๆ ให้ iPad หนึ่งครั้งสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน แต่ทั้งนี้ถ้าเป็น iPad ที่เราใช้งานมาเกิน 1 ปีแล้วถ้าตลอดระยะเวลาที่่ผ่านมามีการใช้งานหนักจนต้องชาร์จแบตเตอรี่วันละ 2 รอบ ตัวเราเองก็ต้องเริ่มสังเกตด้วยว่าแบตเตอรี่ใน iPad ของเราถ้าชาร์จเต็มแล้วสามารถอยู่ได้กี่ชั่วโมงเพื่อจะได้ทราบว่าเครื่องของเราสามารถใช้งานได้นานเท่าไหร่

โดยระหว่างการทำงานถ้าผมอยู่ใกล้บริเวณปลั๊กไฟก็จัดการเสียบชาร์จไปด้วยทำงานไปด้วยเลยจะได้ไม่เสียเวลามานั่งรอนอนรอชาร์จไฟให้ iPad (3rd Gen) ที่เสียเวลาชาร์จไฟนานมากจริง ๆ (~6 ชั่วโมง) ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้ iPad ทั้งเรื่องงานและเรื่องเล่นได้ต่อเนื่องตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน

โดยตรงจุดนี้ถือเป็นข้อเด่นของ iPad เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้คอมพิวเตอร์วางตักทำงาน เพราะชั่วโมงการทำงานมากกว่าในกรณีที่เรายังไม่ได้ชาร์จไฟให้อุปกรณ์

ปัญหาที่พบในการทำงาน

สำหรับปัญหาที่พบเรียกว่าเป็นความง่อยของตัว iOS เองที่มองรูป .png ที่เป็นลักษณะพื้นใสเป็นพื้นทึบสีขาว (ในทีนี้คือรูปโลโก้เว็บ) ทำให้การเรียกรูปภาพโลโก้เว็บที่เป็น .png ไปใช้กับทุกแอพฯรูปดังกล่าวจะกลายเป็นพื้นสีขาวทึบไป ตรงนี้ตอนแรกที่ผมเริ่มใช้ Photoshop touch ก็เซ็งเหมือนกันว่าจะแก้ปัญหายังไง สุดท้ายแก้ด้วยการอัพโหลดไฟล์ .png ดังกล่าวเข้าไปในระบบ Cloud ของ Adobe (ใครยังไม่มีเข้าไปสมัครใช้บริการได้ฟรี) ซึ่งในการทำงานบน Photoshop touch เราสามารถล็อกอินเพื่อเข้าไปที่แอคเคาท์ของเราและสามารถนำรูปที่เราอัพโหลดไว้แล้วมาใช้งานได้เลย ซึ่งรูป .png ก็ยังเป็นแบบพื้นใสอย่างทีควรจะเป็นเหมือนเดิม โดยการเชื่อมต่อกับระบบ Cloud แน่นอนว่าต้องพึ่งพาอินเตอร์เน็ตทุกครั้งทำให้อาจจะไม่สะดวกถ้าเราไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ในช่วงเวลานั้น ๆ แนะนำว่าให้ดึงรูปมาจาก Cloud แล้วเซฟไว้เป็นโปรเจคใน Photoshop touch พอจะใช้งานก็ค่อย Copy & Paste ข้ามโปรเจคไปมาก็จะสามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น

นอกจากนั้นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่พบคือคุณภาพของรูปเมื่อทำการย่อรูป (Resize) ใน Photoshop touch ภาพจะแตก ๆ ไม่สวยงาม (สังเกตได้จากทุกรูปในบทความนี้) ต่างจากการย่อรูปในโปรแกรมตกแต่งรูปบนคอมพิวเตอร์ โดยตรงจุดนี้พยายามหาปุ่มการตั้งค่าต่าง ๆ ใน Photoshop touch แล้วแต่ก็ไม่เจอ กลับกันถ้าไม่ย่อรูปเลยคุณภาพไฟล์ก็ไม่ได้แตก ๆ หรือมีอะไรผิดปกติ โดยตรงงจุดนี้ทาง Adobe เองคงต้องออกอัพเดทมาแก้ไข ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

ส่งท้าย

สำหรับข้างต้นทั้งหมดหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนทำเว็บหรือบล็อกเกอร์ที่ใช้ WordPress และมี iPad ในครอบครองอยู่แล้ว เท่าที่ผมเขียนสิ่งที่ต้องลงทุนเพิ่มน่าจะเป็นเรื่องการซื้อคีย์บอร์ดอีกสองพันกว่าบาทจะว่าแพงก็แพงครับ แต่ถ้าซื้อมาแล้วช่วยให้ทำงานได้สะดวกขึ้นก็น่าลงทุนอยู่เหมือนกัน ส่วนถ้าจะเอาไปเทียบการทำงานแบบเดียวกันนี้บน iPad กับบนคอมพิวเตอร์ก็แน่นอนว่าบน iPad ไม่สามารถทำงานได้คล่องและสะดวกเท่า แต่กระนั้นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่เราไม่ต้องแบกคอมพิวเตอร์หนัก ๆ ไปในลักษณะเที่ยวด้วยทำงานด้วยแบบนี้ (แม้จะบางแอพฯจะยังไม่ได้อย่างใจมากนักก็ตาม) อย่างน้อยคนที่มี iPad อยู่แล้วก็จะได้ทราบว่า iPad สามารถใช้ทำงานแบบนี้ได้เหมือนกัน อย่างน้อยก็ไว้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่มี iPad อยู่แล้วจะไม่ได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอีกหลายหมื่นเพื่อ MacBook Air ส่วนคุณผู้อ่านที่มี MacBook Air อยู่แล้วถึงบรรทัดนี้คงตัดสินใจได้ว่าพก MacBook Air ต่อเหมือนเดิมจะดีกว่าเพราะน้ำหนักรวมของ iPad+เคส+คีย์บอร์ดก็ไม่หนีจากรุ่น 11″ สักเท่าไหร่

 

 

ส่วนคนที่อ่านแล้วคิดในใจว่าฉันไม่ได้ทำเว็บแล้วจะมีประโยชน์อะไร ถ้าดูจากกระบวนการที่ผมเขียนถึงการทำงานขั้นตอนการทำงานส่วนใหญ่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลาย ๆ อาชีพครับ เช่น นักข่าวที่ต้องเขียนข่าวสรุปกับทำรูปประกอบ (Pages+Snapseed) หรือถ้าต้องการตัดต่อวิดีโอประกอบข่าวแบบง่าย ๆ ก็สามารถถ่ายวิดีโอด้วย iPad 2 หรือ iPad (3rd Gen) (กล้องดีกว่ารุ่นเดิมเยอะ) แล้วใช้ iMovie ตัดต่อแบบง่ายแล้วก็จัดการอัพโหลดขึ้น YouTube (ไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้) โดยรวมแล้วไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนทำเว็บแต่เป็นใครก็ได้ที่ทำงานในลักษณะคล้าย ๆ กับที่ผมเขียนถึง (เขียนบทความ, ตกแต่งรูปแบบง่าย) ก็สามารถใช้ iPad ทำงานเหมือนอยู่บนคอมพิวเตอร์ได้เหมือนกัน



You May Also Like:

แอปเปิ้ลอัพเดทสเป็ค iPad รุ่นหน้าจอ 9.7 นิ้วใช้ชิป A9 (เลิกใช้ชื่อ iPad Air) ราคาเริ่มที่ 12,500 บาท

iPhone 7 มีอัพเดทเรื่องสีแดง ด้าน iPad ก็มีอัพเดทสเป็คด้วยเช่นกัน โดยรุ่นหน้าจอ 9.7 นิ้วเลิกเรียกชื่อรุ่น iPad Air หันมาเรียกว่าเป็น iPad เฉย ๆ สเป็คเครื่องอัพเดทใช้ชิป A9 ..

Super Mario Run เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว

ดาวน์โหลดกันได้เลยสำหรับเกมที่รอกันทั่วโลก Super Mario Run ตอนนี้เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว ..

ตรวจสอบระดับแบตเตอรี่ด้วยแอพ Battery Life: Check Internal Battery Statistics

บางคนอาจจะเคยใช้ iPhone จนแบตเตอรี่บวมดันหน้าจอ เสียเงินทั้งเปลี่ยนแบตเตอรี่และชิ้นส่วนหน้าจอ ซึ่งสถานะแบตเตอรี่มีแอพตรวจสอบได้ครับว่าแบตเตอรี่ปัจจุบันถึงจุดที่ควรจะเปลี่ยนแล้วหรือไม่ด้วยแอพ Battery Life: Check Internal Battery Statistics ..

Share

Tweet

Email