รีวิว : เคส+คีย์บอร์ด adonit – Writer Plus for iPad (3rd Gen)

รีวิว : เคส+คีย์บอร์ด adonit – Writer Plus for iPad (3rd Gen)

สำหรับ adonit – Writer Plus รุ่นใหม่ที่เราได้รับมารีวิวได้ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นมากกว่าเดิมในหลายด้าน ส่วนจะเป็นด้านในบ้างและการใช้งานน่าประทับใจแค่ไหนลองติดตามอ่านกันดูครับ

 

 

สำหรับ adonit – Writer Plus  เป็นเคสและคีย์บอร์ดแบบบูลทูธที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับ iPad 2 และ iPad (3rd Gen) โดยตััวเคสจะเป็นแบบเปิดด้านข้างพื้นผิวสีดำจะเป็นแบบเดียวกับ Smart Cover, iPad Smart Case ของแอปเปิ้ลเวลาจับถือจะสาก ๆ มือเล็กน้อย พอเปิดเข้ามาด้านในจะพบคีย์บอร์ดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ติดอยู่กับตัวเคสและอีกด้านเป็นกรอบพลาสติกสำหรับใส่ iPad เข้าไป สำหรับตัวคีย์บอร์ดของ adonit – Writer Plus ที่ถูกปรับปรุงใหม่หลัก ๆ ที่เห็นได้คือความบางของตัวคีย์บอร์ดบางมาก โดยรุ่นใหม่จะมีแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนในตัว โดยการชาร์จไฟเข้าตัวคีย์บอร์ดจะชาร์จผ่านสาย Micro USB

 

สิ่งที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นจากรุ่นเดิมอีกอย่างก็คือมีสกรีนภาษาไทยบนคีย์บอร์ด ซึ่งถ้าดูในตลาดคีย์บอร์ดบลูทูธที่ใช้กับ iPad นอกจากของแอปเปิ้ลแล้วก็แทบจะไม่มียี่ห้อไหนสกรีนภาษาไทยบนคีย์บอร์ดเลย ซึ่งเรื่องนี้เลยกลายเป็นจุดเด่นของ adonit – Writer Plus ไปด้วยอีกหนึ่งอย่าง และขนาดของปุ่มตัวอักษรแต่ละปุ่มของ adonit – Writer Plus เทียบกับรุ่นเดิมแล้วใหญ่ขึ้นกว่าเดิมทำให้กดง่ายลดการผิดพลาดในการกดไปได้เยอะ แต่ถ้าเทียบกับขนาดปุ่มกับคีย์บอร์ดของแอปเปิ้ลปุ่มคีย์บอร์ดก็จะเล็กกว่านิดหน่อย

โดยปุ่มที่ถูกลดขนาดให้เล็กลงเยอะที่สุดได้แก่ปุ่ม Shift ด้านขวา ส่วนปุ่ม ฃ/ฅ ที่เล็กลงไปครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับขนาดปุ่มอื่นอาจจะไม่มีผลอะไรเพราะเป็นตัวอักษรที่เราไม่ได้ใช้บ่อยหรืออาจจะไม่ได้ใช้เลยก็ได้ สำหรับปุ่มฟังก์ชั่นเฉพาะกับการใช้งานร่วมกับ iPad มีครบทุกอย่างเหมือนกับคีย์บอร์ด iPad ของแอปเปิ้ลที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ เช่นปุ่มเรียก Spotlight, ปุ่่ม Cut-Copy-Paste, ปุ่มเล่นเพลง, ปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง ซึ่งทั้งหมดช่วยให้เราสามารถใช้ iPad ได้สะดวกมากขึ้น

โดยรวมด้านการออกแบบของ adonit – Writer Plus รุ่นใหม่ได้ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นหลายจุด น่าใช้มากกว่ารุ่นเดิมมากทีเดียว

 

ด้านการใช้งานของ adonit – Writer Plus เริ่มจากการนำ iPad ใส่เข้าไปในกรอบที่เตรียมมาให้โดยตัวกรอบจะมีสลักล็อกเป็นพลาสติกอยู่ตรงกลางช่วยให้การล็อกเครื่องหรือจะถอดเครื่องออกมาทำได้ง่ายเพียงแค่ดันสลักล็อกเพื่อปลดหรือล็อกแค่นั้น ด้านความเป็นเคสของ adonit – Writer Plus ไม่มีอะไรพิเศษเพราะเคสแบบนี้เราคงเห็นกันมาเยอะแล้ว การจับถือและน้ำหนักเวลาใช้ adonit – Writer Plus ถือว่าเครื่องจะหนากว่าเดิมพอควร ส่วนน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาก็ต้องยอมรับว่าหนักขึ้นกว่าตัวเครื่องเปล่า ๆ พอควร

 

สำหรับเรื่องคีย์บอร์ดถือเป็นจุดใหญ่ที่ผมใช้เวลาทดสอบนานมากที่สุด เพราะถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของการรีวิว adonit – Writer Plus โดยการใช้งานแบบผู้ที่สามารถพิมพ์สัมผัสได้กับ adonit – Writer Plus ถือว่าอยูในเกณฑ์ที่ปรับตัวน้อยมากเพราะระยะของปุ่มคีย์บอร์ดไม่ได้ต่ากคีย์บอร์ดอันใหญ่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้าเทียบกับ Apple Wireless Keyboard ถือว่าไม่ต่างกันในเรื่องการพิมพ์แบบสัมผัสทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยรวมถือว่าเป็นคีย์บอร์ดของ iPad ที่กดได้ถนัดนิ้วรุ่นหนึ่ง

 

 

การใช้งานปุ่มฟังก์ชั่นเกี่ยวกับ iPad ช่วยให้เราใช้งานได้สะดวกขึ้นในระดับหนึ่งเช่นปุ่มปรับระดับเสียง, ปุ่มเล่นเพลง/หยุดเพลง, ปุ่มซ่อนหรือให้โชว์คีย์บอร์ดบนหน้าจอ ส่วนปุ่มอื่นเช่น Cut-Copy-Paste อันนี้ผมเฉย ๆ เพราะถ้าเราใช้ช็อตคัทบนคีย์บอร์ดได้อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น Cmd+X, Cmd+C และ Cmd+V ในขณะพิมพ์งาน 3 ปุ่มดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องเอื้อมนิ้วไปกดแต่อย่างใด

 

ข้อดีของ adonit – Writer Plus รุ่นนี้คือสามารถถอดตัวคีย์บอร์ดออกมาจากตัวเคสได้ โดยการยึดคีย์บอร์ดกับตัวเคสจะเป็นช่องเสียบคีย์บอร์ดเข้าล็อกเท่านั้น ซึ่งพอถอดออกมาตัวคีย์บอร์ดน้ำหนักเบาและบางมาก การถอดคีย์บอร์ดออกมาได้ก็ช่วยให้เราไม่ต้องยึดติดว่าถ้าจะใช้คีย์บอร์ดต้องใช้อยู่บนตัวเคสอย่างเดียว เพราะเราสามารถถอดออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ หรือถ้าอนาคตเราซื้อเคสใหม่ก็สามารถถอดคีย์บอร์ดจาก adonit – Writer Plus ไปใช้ได้ด้วย ด้วยความเบาของตัวคีย์บอร์ดเวลาถอดออกมาสำหรับคนที่มือหนักอาจจะไม่ชอบเพราะเวลากด ๆ บนคีย์บอร์ดบางครั้งคีย์บอร์ดจะขยับทำให้กดไม่มันมือเท่าไหร่

เทียบขนาดระหว่าง Apple Wireless Keyboard กับ adonit – Writer Plus

Apple Wireless Keyboard と本モデル「adonit – Writer Plus」のサイズ比較

จุดขัดใจของคีย์บอร์ด adonit – Writer Plus เท่าที่ได้ใช้และรู้สึกว่าบางจุดทาง adonit – Writer Plus น่าจะใส่เข้ามาอย่างเช่นบนปุ่ม Cap Lock ที่ไม่มีสถานะไฟแสดงว่าเรากดใช้งานปุ่มดังกล่าวอยู่หรือไม่ทำให้มีปัญหาเล็กน้อยเวลาเราเลือกคีย์บอร์ดเป็นภาษาไทยแล้วกดปุ่ม Cap Lock เพื่อสลับไปพิมพ์ภาษาอังกฤษ บางครั้งเราอาจจะลืมว่าเราอยู่ในโหมดคีย์บอร์ดภาษาอะไรเป็นหลักกันแน่ ซึ่งถ้ามีไฟบอกสถานะเหมือนกับคีย์บอร์ดยของแอปเปิ้ลก็จะช่วยได้เยอะ ถัดมาอีกปุ่มที่ผมคิดว่าเป็นอุปสรรคในช่วงแรกของการใช้ adonit – Writer Plus คือปุ่ม Shift ด้านขวาที่ปุ่มสั้นมากทำให้การเอื้อมนิ้วก้อยไปกดหลายครั้งจะพลาดเพราะผมคุ้นเคยกับระยะปกติของคีย์บอร์ดแอปเปิิ้ล โดยถ้ากดพลาดก็จะกลายเป็นกดปุ่มลูกศรขึึ้นแทน ซึ่งมีผลทำให้เราต้องมาเลื่อนตัวบอกว่าเราพิมพ์ถึงตรงไหนแล้วกลับมาที่เดิม ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวกับการก้าวนิ้วให้กว้างขึ้นก็จะลดความผิดพลาดในการกดน้อยลง

 

ด้านแบตเตอรี่การใช้งานการชาร์จไฟ 1 ครั้งตามสเป็คไม่ได้บอกว่าใช้งานได้นานเท่าไหร่ แต่เท่าที่ผมได้ลองเองผ่านมา 2 อาทิตย์แบตเตอรี่ของ adonit – Writer Plus ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดแต่อย่างใด โดยการใช้งานของผมคือไม่ปิดตัวคีย์บอร์ดไปที่ปุ่ม Off เรียกว่าเปิดเป็น Standby Mode ไว้ตลอด การใช้คีย์บอร์ดในช่วง 2 อาทิตย์ถือว่าใช้งานไม่เยอะมากนักคือในหนึ่งวันอาจจะมีใช้บ้าง 30 นาทีบ้าง 1 ชั่วโมงบ้างหรืออาจจะเกิน 2 ชั่วโมงบ้างแล้วแต่ว่าผมพก iPad กับ adonit – Writer Plus ออกมานอกบ้านบ่อยแค่ไหน และจำเป็นต้องใช้เขียนข่าวหรืออัพเดทเว็บบ้างหรือไม่

 

 

ถือว่า adonit – Writer Plus รุ่นนี้ปรับปรุงมาให้ใช้งานได้ลื่นมือมากขึ้น แม้จะยังมีจุดที่ไม่ชอบอยู่บ้างก็ตาม แต่ถือว่าเป็นคีย์บอร์ดสำหรับการใช้งานคู่กับ iPad 2 และ iPad (3rd Gen) ที่โดดเด่นที่สุดในตอนนี้ ใครสนใจมองหาคีย์บอร์ดเพื่อใช้งานคู่กับ iPad น่าจะชอบ adonit – Writer Plus

จุดสังเกต

  • ใช้งานได้คล่องตัวดีมาก
  • ปุ่ม Shift ที่มีขนาดเล็กต้องปรับจังหวะการก้าวนิ้วใหม่
  • แบตเตอรี่ชาร์จไฟหนึ่งครั้งอยู่ได้นาน

ราคา : 3,990 บาท

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : Vgadz CO.,Ltd. (02-692-5216)

 

หาซื้อสินค้าได้ที่ :

 

 

——————

 

 

「adonit – Writer Plus」の新モデルは、従来のモデルと比べて多くの点が改良されている。内側や使用感の印象については、ぜひ続きをお読みいただきたい。

 

「adonit – Writer Plus」は、iPad 2と新しいiPad(3rd Gen)用にデザインされたBluetoothキーボード&ケースだ。横開きタイプで、カラーがブラックの単色である点はAppleのSmart CoverやiPad Smart Caseと同じだ。手に取るとざらざらした感触が多少ある。開くと内側にはキーボードが見える。大きくも小さくもない印象で、ケースに付属している。もう一方の側はプラスチック製のフレームになっていて、ここにiPadを入れる。本モデルのキーボードで大きく改良された点は、キーボードの厚さが従来モデルよりとても薄くなったことだ。本モデルはリチウムイオン・バッテリーを内蔵し、キーボードへの充電はMicro USBで行う。

 

キーボード上にタイ文字が表記されたことも従来モデルから改良されたポイントだ。市販されているiPad用Bluetoothキーボードには、Apple製の他にタイ文字キーボードの製品がほとんど存在しない。したがってこの点が本モデルのセールス・ポイントともなっている。各キーのサイズが従来モデルと比べて大きくなったので、タイプし易くなり、タイプミスを減らせそうだ。ただ、Apple製キーボードのキーよりはやや小さなサイズだ。

 

その中でも最も小さいのが右「Shift」キーだ。さらに3列目右端のキーは他キーの半分のサイズになっているが、この文字自体の使用頻度は低く、全く使わない場合もあるので影響はないだろう。iPadとの使用時用のファンクションキーは、既に販売されているApple製iPad用キーボードと同様に全て備わっている。例えば、スポットライト検索呼び出し、カット・コピー・ペースト、音楽操作、音量調節といったキーは、iPad操作をより便利にしてくれる。

 

本モデルのデザインは全体的に従来モデルと比べて多くの点で改良されていて、より使いたくなるモデルだと感じた。

 

本モデルにiPadを入れる際はフレームにはめ込むのだが、フレーム中央部にあるプラスチックのストッパーを押すだけでiPad本体の固定と取り出しが容易にできる。ケース自体については、このようなタイプのケースは多く見かけるので特筆すべきことは無い。手に持った印象は、iPad本体だけの時よりもやはり厚く感じ、重くなるのも認めなければならない。

 

キーボードについては、筆者がテスト使用に多くの時間をかけたポイントだ。なぜなら本モデルのレビューで肝となる点に違いないからだ。本モデルのキーボードでタイプをしてみて感じたのは、違和感が非常に少ないということだ。キー間隔がPCの普通のキーボードと変わらないためだ。Apple Wireless Keyboardと比べてもタイ語・英語タイプでの違いは無く感じる。総じてスムーズにタイプできるiPad用キーボードの一つと言えるだろう。

 

iPad用ファンクションキーは、操作の利便性を向上させるものだ。例えば、音量調節、音楽スタート/ストップ、画面上へのキーボード表示/非表示などがある。その他のキー、例えばカット・コピー・ペーストのキーには筆者は特段の利便性を感じなかった。というのも、キーボード上のショートカットが使えるからだ。Cmd+X、Cmd+C、Cmd+Vといったショートカットキーを使えば、それら3つのファンクションキーに指を伸ばして押す必要は無い。

 

本モデルの長所は、キーボードをケースから取り出すことができる点にある。ケースへのキーボードの収納は、収納口に挿入してロックするだけだ。取り出したキーボードは、軽くてとても薄い。キーボードの取り外しが可能ということは、常にケース上で使用しなくても良いということだ。いつでもキーボードを取り外せて、将来的に新しいケースを買っても、本モデルのキーボードだけを外して使うこともできることになる。キーボードが薄いため、取り出しての使用時にはたまにキーボードが動いてしまいタイプし難いことがある。強くタイプする人にとっては好きになれないかもしれない。

本モデルのキーボードを使用してみた限りで不満な点を挙げるとすれば、当然あるべき機能が一部備わっていないことだ。例えば「Cap Lock」キーにオン/オフ表示ランプが無いので、タイ文字キーボード選択時に英語タイプに切り替えるために「Cap Lock」キーを押した際に多少問題が生じる。時々自分は今メインではどの言語キーボードのモードにいるのか忘れてしまうからだ。Apple製キーボードのようにオン/オフ表示ランプがあれば、かなり助かる。もう一つ、本モデルを使い始めた当初に戸惑うことになると思われるキーは、右「Shift」キーだ。とても細いキーのため、Appleのキーボード間隔に慣れた筆者は小指を伸ばして何度も押し間違えてしまった。間違えて代わりに押すのは矢印キーで、その結果、スクロールさせて自分がどこまでタイプしていたかを探して元の位置に戻らなければならないことになる。指をもっと広く伸ばすことに慣れてタイプミスが減るまでには時間がかかりそうだ。

 

バッテリーについては、スペックでは1回の充電でどれぐらいの時間使用可能なのか明記されていない。しかし筆者が2週間使ってきた限りでは、本モデルのバッテリーはいまだ残量が無くなる気配が無い。筆者はキーボードを電源オフボタンで切らずに、常時「スタンバイ・モード」にしたままだ。この2週間のキーボード使用は、1日に30分や1時間使ったり、ある日には2時間以上使ったりという感じでさほど多くはなかった。どれだけiPadと一緒に外へ持ち出すかや、サイトの記事を書いたり更新したりがどれだけ必要かに左右された。

 

本モデルは従来のものより改良されて、より手に馴染むようになった。まだ不満な点があるものの、現時点で最も優れたiPad2・新しいiPad(3rd Gen)用キーボードと言える。iPad用キーボードを探している方はきっと本モデルを気に入るはずだ。

 

注目ポイント

  • とても使い易い。
  • 「Shift」キーのサイズが小さいので、指を伸ばす感覚を新たに掴む必要あり。
  • バッテリーは1回の充電で長持ちする。

 

価格:3,990バーツ

サンプル提供:Vgadz CO.,Ltd. (02-692-5216)

 

入手可能先:

 



You May Also Like:

รีวิว : ลำโพง Harman Kardon – Onyx Studio 4

ได้รับลำโพง Harman Kardon - Onyx Studio 4 มาใช้งานพักใหญ่ นำมาบอกเล่ากันเกี่ยวกับลำโพงตัวนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง  ..

ลำโพง Fender – Monterey และ Newport

Fender ในยุคใหม่นอกจากหูฟังที่ออกมาพักใหญ่ ตอนนี้มีลำโพงไร้สายออกมาด้วยเหมือนกันกับรุ่น Monterey และ Newport  ..

รีวิว : ลำโพง JBL – Pulse 3

ผมให้นิยามว่าเป็นลำโพงที่สนุกมาก เพราะไม่ใช่แค่เสียงแต่ลำโพงที่เราสามารถเลือกแสงที่อยู่บนตัวลำโพงได้ตามใจชอบอีกด้วยกับ JBL - Pulse 3  ..

Share

Tweet

Email