ผู้ไม่สันทัดกรณี (18 ส.ค. 2555) : ภาษาที่สาม

ผู้ไม่สันทัดกรณี (18 ส.ค. 2555) : ภาษาที่สาม

ภาษาที่หนึ่งของผมคือภาษาไทย ภาษาที่สองคือภาษาอังกฤษ หากไม่มีโอกาสเดินทางไปพักอาศัยที่เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักคงไม่ทำให้ได้เรียนภาษาที่สาม มาดูกันว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไรและเกร็ดที่ได้พบ

เมืองที่ไปอยู่เป็นเมืองมหาวิทยาลัย สิ่งที่ได้พบคือคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่คนทั่ว ๆ ไปมักจะพูดไม่ได้ โทรศัพท์, วิทยุที่ได้พบเห็นทุกอย่างถูกทำให้เป็นภาษาเยอรมันทั้งหมด สิ่งที่เป็นภาษาอังกฤษ มีไม่กี่อย่าง เช่น ป้ายประกาศในระบบของสถานีรถไฟ และคลื่นวิทยุจากเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีการสัมภาษณ์ศิลปินต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษให้ฟังบ้าง

ช่วงก่อนเดินทาง สิ่งแรกที่ทำคือไปเรียนภาษาเยอรมัน เนื่องจากมีระยะเวลาในการเตรียมตัวไม่นานมากจึงเรียนไปได้แค่ 2 คอร์สเบื้องต้น ทำให้พอจะทักทายผู้คน, นับเลข, บอกเวลา, และสั่งอาหารได้ ทราบคำศัพท์จำนวนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการอ่านออกเสียงและหลักการเดาต่าง ๆ ที่ยังไม่เห็นความสำคัญจนกระทั่งไปอยู่จริงจึงทำให้คิดถึงสองเรื่องนี้

เมื่อเดินทางไปถึง ความตื่นกลัวก็เริ่มต้นขึ้น เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ภาษาเยอรมัน ใช้เวลาอยู่หลายวันกว่าจะเริ่มเอาความรู้ที่ได้เรียนออกมาใช้บ้าง การสั่งอาหารรับประทานเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทำให้ต้องหัดพูดภาษาเยอรมัน แต่ถ้าวันใดเหนื่อย ๆ ก็ชี้ ๆ สั่งเอาเช่นเดิม

ความรู้สึกของภาษาที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่ามันก็เป็นเพียงแค่เสียง เราก็แค่พูดตามสิ่งที่เราเห็นเขาพูดกันแล้วได้ผลลัพธ์อะไรบางอย่างกลับมา ก็น่าจะถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว หลังจากนั้นพอเริ่มพูดโดยใช้ศัพท์มากขึ้น จึงทราบในภายหลังว่าผมมีปัญหาการออกเสียงคำ เพราะคิดไปเองว่ามันไม่น่ามีคำที่ออกเสียงคล้าย ๆ กัน ทำให้ต้องทบทวนการออกเสียงใหม่ แล้วก็เริ่มกลับมาจับกับหลักการเดาที่ได้เรียนมา ทำให้มั่นใจในการพูด/อ่านมากขึ้น

หากต้องเดินทางไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ การเรียนพื้นฐานของภาษาเป็นเรื่องจำเป็น เพราะถ้าไม่รู้อะไรเลยการชี้สั่งอย่างเดียวเป็นเรื่องที่ทำให้ชีวิตไม่สะดวกสบายเท่าไร อย่างน้อยจำแบบนกแก้วนกขุนทองก็ยังดี เมื่อมีเวลาจับเอาความรู้ที่เรียนมาผสมกับเสียงนกแก้วนกขุนทอง พอได้แนวทางได้องค์ความรู้ที่แน่นขึ้นก็จะนำมาสู่ความกล้าและมั่นใจที่จะสื่อสาร ถึงจุดนี้แล้วชีวิตประจำวันก็แทบจะเหมือนเป็นปกติแบบที่เราพูดภาษาที่หนึ่งที่สองที่เราคุ้นเคย

ในปี พ.ศ. 2558 เมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราอาจจะได้ไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน การเรียนรู้ภาษาที่สามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่อาจคาดหวังว่าเราจะพบแต่ภาษาอังกฤษตลอดเวลา อย่ากลัวว่ามันจะยาก หากเรามองว่ามันจะทำให้เราใช้ชีวิตประจำวันได้สนุกขึ้น ศัพท์, ประโยคพื้นฐานน่าจะเพียงพอกับการใช้ชีวิต ที่เหลือคงเป็นสุนทรีย์ภาพส่วนบุคคลว่าจะเกิดหลงรักในภาษานั้นหรือไม่

 

—————

 

僕の第一言語はタイ語で、第二言語は英語だ。もし国語が英語ではないドイツで生活する機会が無かったら、第三言語を学ぶことは無かったに違いない。僕がどのように学んで、どんなコツを発見したのかを紹介したいと思う。

 

住んだ町は学園都市だった。そこで感じたのは若者の多くは英語を話せるけれども、一般の住民は話せず、電話もラジオも聞こえてくるのは全部ドイツ語だということだ。英語が使われているものは数えるほどしかなくて、鉄道の表記やオランダからのラジオ放送で流れてくる海外アーティストのインタビューとかいった程度だった。

 

渡航前にドイツ語学習をしたものの、準備期間があまり無かったので習えたのは初級の2コースだけ。挨拶、数字、時間、料理の注文といった表現とある程度のボキャブラリーが身に着いた程度だった。でも一番大事なのは、読んで正しく発音できることと意味を想像できるスキルだ。出発前には気付かなかったが、実際に住み始めてからこの2つの重要性をひしひしと感じることになった。

 

ドイツに到着した途端、どちらを向いてもドイツ語だらけで緊張と不安にかられてしまった。習った知識をアウトプットできるようになるには数日を要した。食事の注文は避けて通れないのでドイツ語のいい練習になったが、疲れた日には指差し注文で済ませたりもしたものだ。

 

当時言語について感じ始めていたのは、それは単なる音声に過ぎず、彼らが話すとおりに話せばそれなりの答えが返ってきて目的達成と相成る、ということだ。以来、単語を多く使って会話ができるようになっていった。そうすると今度は単語の発音に問題があることに気付くことに。てっきり発音の似た単語なんて無いとそれまで思い込んでいたからだ。それでまた発音の復習をし直して、さらに意味を想像するスキルを習ったことも思い出して使い始めた。ようやく話すことと読むことに自信が持てるようになっていくことができた。

 

もし外国で生活を送らなければならなくなったら、その地の言語の基礎を学んでおくことは必須だと思う。何も知らないで指差し注文だけに頼ることになれば、相当不便な生活を強いられる。少なくとも日常会話フレーズを丸暗記するだけでもまだいいと思う。丸暗記の知識と実際に接することで徐々に覚えていく知識を合わせれば、しっかりとしたスキルが育ち、コミュニケーションを取る自信と勇気が生まれることになる。そこまで到達すれば、第一言語や第二言語で送る通常の日常生活とほとんど変わらないものになる。

 

2015年にASEAN共同体が誕生したら、もしかしたら共同体内の他国で仕事をすることになるかもしれない。第三言語の習得は避けて通れない道だ。英語だけでいつも通用するなんて期待は望めない。第三言語習得が私達の日常生活をより幸福にするものなのだと捉えて、習得は難しいのではないかといった心配はやめよう。単語や文法の知識は基礎だけでも生活には十分だ。基礎以上の知識は、その言語を好きになれるか否かという各人のモチベーション次第だろう。

 



You May Also Like:

ผู้ไม่สันทัดกรณี (19 ม.ค. 2556) : เมืองจักรยาน

เมื่อวันพุธที่ 16 มกราคม ผมได้ดูรายการพื้นที่ชีวิตทาง ThaiPBS นำเสนอเรื่องเมืองจักรยานในเนเธอร์แลนด์ เป็นอีกครั้งที่ทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนไปเช่าจักรยานขี่ที่นั่น แล้วก็มีความรู้สึกว่ามันสะท้อนวิธีคิดหลายอย่างที่แตกต่างระหว่างชาวดัตช์และคนไทย ..

ผู้ไม่สันทัดกรณี (12 ม.ค. 2556) : เติมเต็ม Mac ด้วย NAS #2

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้แนะนำขั้นตอนการเตรียม NAS ไปแล้ว สัปดาห์นี้มาต่อถึงการตั้งค่าให้ได้ตามโจทย์คือ ย้าย iTunes Library ออกไปอยู่บน NAS และตั้งพื้นที่สำหรับ Time Machine ..

ผู้ไม่สันทัดกรณี (5 ม.ค. 2556) : เติมเต็ม Mac ด้วย NAS #1

ปีใหม่แล้ว เป็นเวลาที่ดีในการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ดิสก์ใน MacBook Pro ก็ใกล้เต็มแถมเสียว ๆ ว่าอาจจะพังเมื่อใดก็ได้ หา NAS ซักตัวมาย้ายไฟล์ไปเก็บบนนั้น แล้วทำ Time Machine ไปในตัวดูเข้าท่าดีเหมือนกันนะ ..

Share

Tweet

Email