ผู้ไม่สันทัดกรณี (25 ส.ค. 2555) : สิทธิบัตรกับต้นทุนสินค้า

ผู้ไม่สันทัดกรณี (25 ส.ค. 2555) : สิทธิบัตรกับต้นทุนสินค้า

ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คิดว่าท่านผู้อ่านน่าจะได้ทราบข่าวการฟ้องร้องระหว่าง Apple กับ Samsung รายละเอียดปลีกย่อยในการฟ้องร้องนั้นจุดประเด็นให้ผมอยากเขียนถึงสิ่งที่อาจจะมองข้ามไป นั่นคือต้นทุนสินค้าว่ากว่าจะเป็นสินค้าให้เราซื้อมาแกะกล่องโชว์กัน มันมีค่าใช้จ่ายใดที่เราอาจจะไม่ทราบอยู่บ้าง

สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มองกันเผิน ๆ สามารถแยกต้นทุนออกได้เป็น 2 กองหลัก คือ ค่าผลิตและค่าบริหารจัดการ ส่วนของค่าผลิตสามารถแยกออกเป็นค่าตัวอุปกรณ์และค่าซอฟท์แวร์ระบบตัวอุปกรณ์ ส่วนของค่าบริหารจัดการนั้นอาจจะรวมไปถึงค่าวิจัย, ค่าทำการตลาด, ค่าแรงพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต, ค่ารับประกันสินค้า ซึ่งสามารถมองได้ว่าน่าจะคำนวณเป็นตัวเลขคงที่ที่สามารถเฉลี่ยลงไปในราคาของสินค้าแต่ละชิ้นได้ไม่ยาก

แล้วสิทธิบัตรอยู่ที่ส่วนใดของโครงสร้างนี้? เป็นปกติที่สินค้ามีรูปแบบการทำงานบางประการซึ่งเป็นผลจากการศึกษาวิจัย เนื่องจากเจ้าของสินค้าไม่สามารถวิจัยในทุกเรื่องได้เองเพราะทรัพยากรจำกัด จึงทำให้เกิดการขอใช้งานสิทธิบัตรขึ้น ราคาค่าใช้งานสิทธิบัตรนั้นจะแฝงมากับค่าผลิตไม่ว่าจะเป็นตัวอุปกรณ์และซอฟท์แวร์ที่ใช้งาน ตัวอย่างเช่น ในระบบปฏิบัติการ Android มีการทำงานบางอย่างที่ตรงตามสิทธิบัตรของ Microsoft ทำให้ Microsoft เรียกเก็บค่าใช้งานสิทธิบัตรจากผู้ผลิตโทรศัพท์ Android บางยี่ห้อ

ความผิดพลาดในการขอใช้สิทธิบัตรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และนั่นเป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้อง ซึ่งโดยปกติค่าเสียหายที่เกิดขึ้นสามารถชดเชยด้วยกำไรจากการจำหน่ายอยู่แล้ว แต่นั่นทำให้เราเห็นว่าจริง ๆ แล้วเจ้าของสินค้ารวมค่าความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องมาในราคาจำหน่ายแล้ว

เคยสงสัยไหมว่าทำไม iPad และ iPad Cellular จึงมีราคาต่างกันมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการเพิ่มชิพประมวลผลสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งอาจจะมีการพ่วงค่าสิทธิบัตรเข้ามาด้วย อีกส่วนก็คือค่าผลิตซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับชิพดังกล่าว ซึ่งเราอาจจะมองไม่เห็นราคามัน เพราะเราคิดว่า iOS ฟรี แต่จริง ๆ แล้ว มูลค่าของ iOS ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของราคา iPad เช่นกัน

เมื่อเข้าใจโครงสร้างต้นทุน ผสมกับการติดตามข่าวสารการฟ้องร้องเจ้าของสินค้าที่เราใช้กัน น่าจะทำให้เห็นว่าที่สินค้าราคามันแพงก็เพราะการฟ้องร้อง และยิ่งตั้งราคาสินค้าให้สูงมันก็ยิ่งยั่วยวนให้เกิดการฟ้องร้องเพราะต้องการส่วนแบ่งรายได้จากการใช้งานสิทธิบัตร ตามความเห็นส่วนตัวคิดว่าเป็นสิทธิ์ของเจ้าของสิทธิบัตรที่ทำได้ แต่หากรอยอดขายเยอะแล้วค่อยไปฟ้องร้องคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะดูเป็นการกระทำที่หากินกับสิทธิบัตรมากกว่าปกป้องสิทธิบัตร

 

—————–

 

この数週間というもの、読者の方はAppleとSamsungの訴訟報道に触れていることだろう。僕は、訴訟内容の中でともすれば見落としがちな点について書きたいと思う。それは、製品コストだ。製品が完成し僕達が買ってきて箱を開け製品を取り出すまでに、どれだけの費用がかかっているのか。もしかしたら僕達が知らない面もあるかもしれない。

 

エレクトロニクス製品は大まかに見ると、コストを大きく2つに分類できる。製造費と管理費だ。製造費はさらに機器製造費とシステム・ソフトウェア製作費に分けられる。管理費については、研究費、マーケティング費用、製造に関する労働賃金、製品の保険料が含まれるかもしれない。これらのコストは、各製品の価格に落し込める明確な数字として算出することは難しくない。

 

ところで特許はこの中のどこに入るのだろう? 研究の成果として世に出るタイプの製品というのは、ごく普通だ。メーカーは資源が限られ、全てについて自社で研究をできないために特許を使用する必要性が生じる。特許使用料はハードであれソフトであれ、製造費に隠れている。例えば、Android OSの一部仕様はMicrosoftの特許に基づいている。したがってMicrosoftはAndroid携帯メーカーの一部から特許使用料を徴収している。

 

特許使用にはミスが生じ易く、このことが訴訟沙汰になる原因となっている。通常、生じた損害額は販売益で賠償可能だが、そのことで僕達は、実のところメーカーが販売価格に訴訟を起こされた場合のリスク費用を織り込み済みであることに気付くことができる。

 

iPadの「Wi-Fi」モデルと「Wi-Fi + Cellular」モデルの価格差が大きいことに疑問を持ったことはあるだろうか。電話回線で通信を行うチップが増えたことも理由の一つだが(これにも特許使用料が紐付けられている可能性があるが)、もう一つには、チップに関するソフトウェア製作費も理由となっている。iOSは無料のような錯覚を持っているのでこの部分の費用に気付かないかもしれないが、本当はiOSもiPadの価格の一部なのだ。

 

コストの構造を理解したところで、僕達が使っている製品のメーカーが当事者となっている裁判のニュースに重ね合わせて考えてみると、製品価格が高いのは訴訟のためだと分かるはずだ。製品価格が高ければ高いほど訴訟を誘発する。なぜなら特許を武器に収入の分け前を得たいと考えるからだ。個人的には特許権者の当然の権利だと思うが、売り上げが伸びるのを待って訴訟を起こすのは不適切だと感じる。特許権を守るよりも特許権で儲けようという振る舞いに映るからだ。

 



You May Also Like:

ผู้ไม่สันทัดกรณี (19 ม.ค. 2556) : เมืองจักรยาน

เมื่อวันพุธที่ 16 มกราคม ผมได้ดูรายการพื้นที่ชีวิตทาง ThaiPBS นำเสนอเรื่องเมืองจักรยานในเนเธอร์แลนด์ เป็นอีกครั้งที่ทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนไปเช่าจักรยานขี่ที่นั่น แล้วก็มีความรู้สึกว่ามันสะท้อนวิธีคิดหลายอย่างที่แตกต่างระหว่างชาวดัตช์และคนไทย ..

ผู้ไม่สันทัดกรณี (12 ม.ค. 2556) : เติมเต็ม Mac ด้วย NAS #2

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้แนะนำขั้นตอนการเตรียม NAS ไปแล้ว สัปดาห์นี้มาต่อถึงการตั้งค่าให้ได้ตามโจทย์คือ ย้าย iTunes Library ออกไปอยู่บน NAS และตั้งพื้นที่สำหรับ Time Machine ..

ผู้ไม่สันทัดกรณี (5 ม.ค. 2556) : เติมเต็ม Mac ด้วย NAS #1

ปีใหม่แล้ว เป็นเวลาที่ดีในการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ดิสก์ใน MacBook Pro ก็ใกล้เต็มแถมเสียว ๆ ว่าอาจจะพังเมื่อใดก็ได้ หา NAS ซักตัวมาย้ายไฟล์ไปเก็บบนนั้น แล้วทำ Time Machine ไปในตัวดูเข้าท่าดีเหมือนกันนะ ..

Share

Tweet

Email