รีวิว : Jawbone – Big Jambox

รีวิว : Jawbone – Big Jambox

ชื่อ Jawbone หลายคนน่าจะคุ้นจากหูฟังไร้สายสำหรับคุยโทรศัพท์แบบ Bluetooth ที่ได้รับการยอมรับว่าไม่เป็นรองใครเรื่องประสิทธิภาพการใช้งาน โดยปีก่อน Jawbone ออกลำโพงไร้สาย Jambox ซึ่งก็ได้รับคำชมพอควร มาปีนี้ออก Big Jambox ซึ่งเราได้มารีวิวด้วย

สำหรับ Jawbone – Big Jambox เป็นลำโพงไร้สายแบบ Bluetooth รุ่นใหญ่กว่า Jambox โดยเมื่อเทียบขนาดกับ iPhone แล้วจะเห็นว่าไม่ได้เหมาะกับการพกพาไปไหนต่อไหนด้วยบ่อย ๆ โดยตัวเครื่องมีน้ำหนัก 1.2 กิโลกรัม หน้าตาเป็นแท่งสี่เหลี่ยมด้านบนมีปุ่มควบควบการเล่นเพลงเปลี่ยนเพลง ปรับระดับเสียง รวมถึงปุ่มที่ไว้บอกระดับแบตเตอรี่ ด้านข้างตัวเครื่องทางด้านขวาจะมีปุ่มเปิดปิดตัวเครื่อง ปุ่มจับคู่กับอุปกรณ์ (Pair)  ช่องเสียบสายแจ็ก 3.5 มม. ช่อง Micro USB สำหรับชาร์จไฟกับคอมพิวเตอร์ และช่องเสียบอแดปเตอร์ชาร์จไฟ ด้วยความที่เราได้เครื่องสีดำออกแนวขรึมเลยดูไม่สดใสเท่าไหร่นัก ซึ่งถ้าเป็นเครื่องสีแดงจะดูจี๊ดจ๊าดมากกว่า หรือถ้าเป็นสีขาวก็จะดูดีไปอีกแบบ

 

 

ด้านการใช้งาน Big Jambox ในการจับคู่กับ iPhone, iPad รวมถึงคอมพิวเตอร์ผ่าน Bluetooth ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร จับคู่กับเสร็จก็พร้อมใชังานทันที ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงจาก Big Jambox ต้องบอกว่าตัวไม่ได้ใหญ่นักแต่ทำเสียงได้กระหึ่มมาก ๆ เสียงดูทรงพลังและดุดันมาก โดยเนื้อเสียงจากลำโพงของ Big Jambox จะเป็นโทนที่เน้นเสียงเบสเสียงต่ำแบบชัดเจน เรียกว่าถ้าเป็นเพลงแนวฮิปฮอป แดนซ์ หรือเพลงสนุก ๆ จังหวะมัน ๆ Big Jambox ทำได้ดี ความกระหึ่มของเสียงผมเองก็ไม่กล้าเปิดให้เสียงดังสุดเพราะเกรงว่าจะดังทะลุห้องไปไกลเดี๋ยวจะโดนเพื่อนข้างห้องเอ็ดเอาได้ เท่าที่ลองผมคิด ๆ ดู ถ้าเป็นห้องหรืองานปาร์ตี้ย่อม ๆ พื้นที่สัก 50-100 ตร.ม. เจ้า Big Jambox รองรับไหวได้สบาย ๆ

 

 

ส่วนรายละเอียดเสียงอื่น ๆ ของ Big Jambox เสียงสูงไม่พริ้วนัก เรียกว่าในระดับราคาเดียวกันหาลำโพงแบบมีสายที่ต่อผ่าน Dock Connector เสียงพริ้ว ๆ กว่านี้ก็หาได้ ตรงจุดนี้ถ้าคุณผู้อ่านที่ชอบเสียงเนี้ยบ ๆ อาจจะไม่ชอบเสียงของ Big Jambox สักเท่าไหร่

ด้านการใช้งานอื่น ๆ ที่เป็นลูกเล่นของ Big Jambox คือจะสามารถให้เรากดปุ่มปรับระดับเสียงพร้อมกันทั้งปุ่ม + และ – เพื่อปรับเสียงเป็นแบบ Live Audio ซึ่งตรงนี้ผมลองแล้วคิดว่าเสียงแห้งไปหน่อย สู้การเปิดเสียงแบบธรรมดา ๆ ที่ดูมีเนื้อมีหนังกว่าไม่ได้

ข้อดีอีกประการของ Big Jambox คือถ้ามีโทรศัพท์มาใน iPhone หรือโทรศัพท์อื่น ๆ ที่ต่อกับ Big Jambox เราสามารถคุยโทรศัพท์ผ่านตัว Big Jambox เพราะในเครื่องมีช่องไมโครโฟนซ่อนอยู่ด้วย เท่าที่ลองเรื่องนี้ทำได้ระยะไม่ไกลนัก ผมลองที่ระยะไม่เกิน 1 เมตรถือเป็นระยะที่เราสามารถคุยได้รู้เรื่องสุดในห้องแบบเงียบ ๆ ซึ่งถ้าเราอยู่ห่างมากกว่านั้นคู่สนทนาจะได้ยินเสียงเราเบามาก จุดนี้ว่าไปเหมือนเป็นของแถมที่จริง ๆ แล้วไม่มีก็ได้เพราะยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยดูจะสะดวกกว่าและได้ยินเสียงชัดกว่า

ด้านแบตเตอรี่ในตัวเครื่อง Big Jambox ถือว่าอึดใช้ได้ ตามสเป็คบอกว่าชาร์จไฟ 1 ครั้งเล่นเพลงต่อเนื่องได้ 15 ชั่วโมง ซึ่งผมยอมรับว่าไม่สามารถเปิดเพลงต่อเนื่องได้ตลอดเวลาขนาดนั้น แต่เท่าที่ได้ลองชาร์จไฟ 1 ครั้งเปิดเพลงครั้งหนึ่ง 30 นาทีบ้าง 1 ชั่วโมงบ้างตัวแบตเตอรี่อยู่ได้ 5 วันกว่าผมจะชาร์จไฟใหม่อีกครั้ง โดยเราสามารถรู้ระดับแบตเตอรี่ในตัวเครื่องได้จากหน้าจอ iPhone ที่จะขึ้นเป็นไอคอนหูฟัง Bluetooth หรือจากการกดปุ่มวงกลมที่อยู่ด้านซ้ายสุดบนตัวเครื่อง ที่พอกดแล้วจะมีเสียงบอกระดับแบตเตอรี่ในตัวเครื่องให้เราได้ทราบ ส่วนการชาร์จไฟเข้าตัวเครื่องใช้เวลาราว ๆ 3.5 ชั่วโมงจึงจะชาร์จไฟเต็ม

 

 

ความสะดวกในการพกพา Big Jambox จะไม่คล่องตัวเท่า Jambox เพราะด้วยขนาดและน้ำหนักที่ไม่เหมาะจะพกไปไหนมาไหนในชีวิตประจำวันด้วยบ่อย ๆ ส่วนถ้าต้องไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือพกไปเปิดเพลงที่บ้านเพื่อนเป็นครั้งคราวอันนี้เวิร์คครับ นาน ๆ พกไปทีไม่คิดอะไรมากกับน้ำหนักตัวเครื่อง

 

 

ถือว่าเป็นลำโพงไร้สายที่ให้เสียงได้กระหึ่มและสามารถพกพาไปเที่ยวด้วยได้ในบางครั้ง แต่ก็ต้องแลกกับเรื่องเสียงใสที่ไม่สามารถสู้ลำโพงแบบมีสายได้ นอกนั้น Jawbone – Big Jambox สู้ได้หมด

 

ราคา : 12,900  บาท

 

หาซื้อสินค้าได้ที่

  • iStudio/iBeat by Copperwired
  • iStudio/iBeat by SPVi
  • iStudio/iBeat by Com7
  • iStudio/iBeat by Piman (หาดใหญ่)
  • .Life
  • JayMart
  • Power Mall
  • Power Buy

 

———————

ジョウボーン(Jawbone)というアメリカのブランド名を、スマートホン用Bluetoothヘッドセットで耳にしたことのある人がきっと多いことだろう。他のブランドに抜きん出た性能を有すると評され、昨年にはワイヤレス・スピーカー「Jambox」をリリースして人気を博している。そしてさらに今年、今回レビューでお伝えする「Big Jambox」がリリースされた。

「Jawbone – Big Jambox」は、Bluetoothワイヤレス・スピーカーだ。「Jambox」より大きなモデルとなっている。iPhoneと並べると携帯しての持ち運びには適さないことが分かる。重量1.2kg、直方体の外観で、上面には音楽操作、楽曲変更、音量調節、およびバッテリー残量表示のボタンがある。右側面には電源オン/オフボタン、他機器との接続ボタン、3.5mmイヤホン端子、PC接続で充電するためのMicro USB端子、充電アダプター接続端子が配置されている。手にしたのがブラックの本体であったために、シックに感じられ躍動感をあまり得られない。レッドの本体ならもっと派手で活き活きと感じるだろう。ホワイトもまた違った良さがありそうだ。

本機をiPhoneやiPadあるいはPCとBluetoothで接続するのは、何も難しいことはない。接続を終えれば直ちに使用可能となる。最初に本機スピーカーからの音を聴いた時には、サイズがそれほど大きくないにも関わらずかなり大きな音を響かせると感じた。エネルギッシュで迫力のあるサウンドだ。音質については明瞭な重低音が特徴的だ。したがってヒップホップやダンスミュージック、楽しいリズムの曲に本機はとても合っている。響きの良さに筆者も最大ボリュームにすることをためらった。壁を突き抜けて遠くまで響いて隣人に怒られそうなほどだからだ。筆者が思うに、50~100㎡ほどの広さの部屋や小パーティーでは、本機は余裕を持って対応できるだろう。

その他の音域では、高音域もさほどか細くない。同価格帯でドックコネクター接続タイプの有線スピーカーの中には本機よりも高音域が頼りないものもある。パーフェクトな音質を求める読者には、もしかしたら本機の音は気に入るものではないかもしれない。

操作面での特徴としては、Line Audioの音も+と-のボタンで音量調節できる点が挙げられる。筆者は試してみたがやや乾いた音になり、普通に出した際の厚みのある音には及ばない。

本機の長所は、本機に接続したiPhoneや他のスマートホンに電話がかかってきた際に本機を通して通話ができる点だ。本機には外側からは見えないがマイクが内蔵されている。筆者は1m以内というあまり遠くない距離で試したのだが、静かな室内であればはっきりと会話が聴き取れるレベルだ。ただこれよりも離れると、相手に聞こえるこちらの声はかなり小さくなる。この点はオマケ機能で、無くても済むようなものだろう。スマートホンを手に取って話した方が楽な上に音も明瞭だ。

本機の内蔵バッテリーについては、まずまずといったところだ。スペックによると、1回の充電で音楽再生を15時間可能となっている。筆者が言えるのは、そんなに長時間の音楽連続再生は不可能だということだ。しかしながら1回の充電後、音楽を30分再生したり、1時間再生したりということを続けて5日間バッテリーがもった。バッテリー残量は、iPhoneのディスプレイ上に表示されるBluetoothイヤホンのアイコンか、本機上面左端にある丸いボタンの押下で知ることができる。このボタンを押すとバッテリー残量を伝える音が鳴って知らせてくれる。バッテリーのフル充電にかかる時間は約3.5時間だ。

本機はサイズと重さのために「Jambox」ほどは携帯性に優れず、日常生活における持ち運びには適していない。たまに地方旅行や友人宅へ持参して音楽リスニングを楽しむ分にはいいだろう。

たまの旅行に携帯できる音の響きが良いワイヤレス・スピーカーだと言える。ただ透明感のある音はその分望めず、有線スピーカーには敵わない。その点以外では本機性能は十分匹敵している。

価格:12,900バーツ

入手可能先:

  • iStudio/iBeat by Copperwired
  • iStudio/iBeat by SPVi
  • iStudio/iBeat by Com7
  • iStudio/iBeat by Piman (Hat Yai)
  • .Life
  • JayMart
  • Power Mall
  • Power Buy
  • kingpoweronline.com/th/jawbone


You May Also Like:

ลำโพง Fender – Monterey และ Newport

Fender ในยุคใหม่นอกจากหูฟังที่ออกมาพักใหญ่ ตอนนี้มีลำโพงไร้สายออกมาด้วยเหมือนกันกับรุ่น Monterey และ Newport  ..

รีวิว : ลำโพง JBL – Pulse 3

ผมให้นิยามว่าเป็นลำโพงที่สนุกมาก เพราะไม่ใช่แค่เสียงแต่ลำโพงที่เราสามารถเลือกแสงที่อยู่บนตัวลำโพงได้ตามใจชอบอีกด้วยกับ JBL - Pulse 3  ..

รีวิว : หูฟัง iFrogz – Impulse Wireless

ได้หูฟัง iFrogz - Impulse Wireless มาลองใช้งานพักใหญ่ พบว่าเป็นหูฟังไร้สายที่ราคาไม่แพงที่ให้เสียงได้โอเคเลยแหละ ..

Share

Tweet

Email