รีวิว : Jawbone – UP

รีวิว : Jawbone – UP

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับ iPhone ที่มีคนอยากใช้อยู่มากพอควร แต่ติดว่าไม่มีขายเป็นทางการในไทย ล่าสุดตอนนี้เจ้า Jawbone – UP มีขายเป็นทางการในไทยเป็นที่เรียบร้อย ส่วนการใช้งานจะเป็นยังไงติดตามอ่านกันได้

Jawbone – UP คืออุปกรณ์ที่ใช้สวมใส่กับข้อมือในชีวิตประจำวันพร้อมกับบันทึกข้อมูลว่าวันนี้เราเดินจำนวนกี่ก้าว, ออกกำลังกายอะไรบ้าง, กินอาหารในแต่ละวันไปกี่แคลลอรี่ ขณะนอนหลับ ๆ สนิทมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามา Jawbone – UP สามารถช่วยคุยได้ โดยรูปร่างของ Jawbone – UP จะเป็น wristband ใส่ข้อมือมีให้เลือก 3 ขนาดคือ S, M และ L ปัจจุบันในไทยมีให้เลือกซื้อสองสีคือสีดำและสีฟ้า

jawbone-up_15

 

 

ตัว Jawbone – UP แกะกล่องมาก็จะมีอแดปเตอร์ไว้สำหรับเสียบสายชาร์จไฟไว้ให้ 1 อัน ส่วนตัว Jawbone – UP ภายนอกที่เราสัมผัสได้จะเป็นวัสดุยางตามสเป็คที่ Jawbone แจ้งไว้บอกว่าพื้นผิวนี้เป็นเกรดเดียวกับที่ใช้ทำพวกอุปกรณ์ทางการแพทย์ ด้านปลายของ wristband ด้านหนึ่งจะมีฝาปิดเมื่อดึงออกมาก็จะเป็นหัวแจ็ก 3.5 ม.ม. ไว้สำหรับชาร์จไฟและสำหรับเสียบซิงค์ข้อมูลกับ iPhone ปลายอีกด้านจะเป็นปุ่มกดให้เครื่องทำงานให้โหมดต่าง ๆ ที่มีให้หลัก ๆ 2 โหมดด้วยกันคือโหมดสำหรับใช้ทั่วไป (Active Mode) และโหมดสำหรับตอนที่เราเข้านอน (Sleep Mode)

jawbone-up_01

jawbone-up_04

jawbone-up_03

 

 

การใช้งาน Jawbone – UP ในเบื้องต้นเราต้องใช้งานร่วมกับแอพฯ UP ปัจจุบันมีทั้งบน iPhone และ Android ในการซิงค์เก็บข้อมูลไว้ในแอคเคาท์ UP ของเรา โดยตอนเริ่มต้นใช้งานต้องทำการซิงค์ข้อมูลต่าง ๆ wristband กับตัวแอพฯ เสียก่อน โดยเราการซิงค์ก็จะทำผ่านแจ็ก 3.5 ม.ม. ทำตามขั้นตอนไปก็จะเป็นการสร้างแอคเคาท์ของเราขึ้นมาว่าเริ่มใช้ Jawbone – UP เมื่อไหร่ และในแอพฯก็จะมีให้เราตั้งค่าต่าง ๆ อาทิ ส่วนสูง น้ำหนัก วันเดือนปีเกิด ฯลฯ เบื้องต้นพอจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จเรียบร้อยก็นำ Jawbone – UP มาสวมที่แขนพร้อมใช้งานได้ทันที

 

jawbone-up_08

jawbone-up_18

 

แต่การตั้งค่าเบื้องต้นก็ยังไม่ใช่จุดหมายของการใช้ Jawbone – UP เพราะในการตั้งค่าอื่น ๆ ที่จะทำให้ผู้ใช้งานหันมาสนใจการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นเช่นตั้งค่าเพื่อดูว่าแต่ละวันที่เราเดิน ๆ (Steps) เราเดินถึงเป้าที่เรากำหนดไว้แล้วหรือยัง โดยจุดนี้ก็จะช่วยให้เราสามารถว่าแต่ละวันเราเดินไปแล้วกี่ก้าวและห่างจากเป้าที่เราตั้งไว้อีกเท่าไหร่ ถ้าผู้อ่านเป็นคนที่เริ่มสนใจออกกำลังกายพอเห็นว่าวันนี้เดินไปแล้ว 7,000 ก้าว เหลืออีก 3,000 ก้าวก็จะถึงเป้าหมาย ก็เป็นได้ว่าเราอาจจะออกไปเดินออกกำลังกายรอบ ๆ บ้านหรือรอบ ๆ ตึกอีกสักนิดเพื่อให้ถึงเป้าหมายถึงเรากำหนด

นอกจากนั้นในระหว่างวันที่เราทานอาหารต่าง ๆ เข้าไปเราก็กลับมาใส่ข้อมูลต่าง ๆ เข้าไปว่าเราทานอะไรไปบ้างในแอพฯ ซึ่งในแอพฯก็จะมีรายชื่ออาหารต่าง ๆ เตรียมไว้เยอะเหมือนกัน โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารของทางตะวันตก ส่วนอาหารไทยเท่าที่ลองหาในรายชื่อที่มีเตรียมไว้ให้พวกที่ชื่อดัง ๆ อย่างต้มยำกุ้ง, ผัดไทย หรืออาหารทั่วไปที่ประเทศไหนก็มีขายอย่างข้าวผัดต่าง ๆ , ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น พวกนี้สามารถหาเจอได้ในแอพฯ เพียงแต่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการค้นหา หรือถ้าอาหารที่เราทานเข้าไปคิดว่าคงไม่อยู่ในรายการแน่ ๆ ก็อาจจะใช้วิธีมิกซ์แอนด์แมทช์อาหาร 2 หรือ 3 อย่างเข้าด้วยกันให้ออกมาประมาณวันฉันทานอาหารแนว ๆ นี้ไป

 

jawbone-up_16

 

ซึ่งในการใส่ข้อมูลอาหารเข้าไปในแต่ละครั้งนอกจากเรื่องชื่ออาหารแล้วก็ยังมีให้ใส่ปริมาณที่เราทานเข้าไปด้วย เพื่อที่ตัวแอพฯจะได้แสดงผลโภชนาการได้ใกล้เคียงที่สุด โดยตารางโภชนาการที่แสดงในแอพฯก็จะบอกทั้งปริมาณของคาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, ไขมัน, เกลือ ของอาหารที่เราทานเขาไป ซึ่งจุดนี้ถ้าคุณผู้อ่านเป็นคนที่สนใจเรื่องอาหารการกินก็จะได้ทราบคร่าว ๆ เกี่ยวกับอาหารแต่ละอย่างที่เราทานเข้าไปว่ามีอะไรบ้างและจะได้นำไปคำนวณความต้องการในแต่ละวันได้

 

นอกจากการใส่ Jawbone – UP ในชีวิตปกติเวลากลางวันแล้ว ตอนกลางคืนเราก็ยังสามารถใส่ Jawbone – UP ได้ด้วย โดย Jawbone – UP จะมีฟังก์ชั่นสำหรับตรวจสอบการนอนหลับของเราว่าเราหลับลึกหรือไม่ลึกมากน้อยแค่ไหน จังหวะก่อนจะนอนหลับเป็นอย่างไร เริ่มต้นการใช้งานในส่วนนี้เราต้องทำการซิงค์ข้อมูล Jawbone

– UP กับแอพฯเสียก่อนว่าเราจะให้ Jawbone – UP ปลุกเราตอนเวลากี่โมงและให้ปลุกเฉพาะวัน, เฉพาะตลอดวันทำงานเว้นเสาร์อาทิตย์ หรืออื่น ๆ โดยเมื่อจะเริ่มนอนเราก็จัดการกดปุ่มที่ปลาย wristband ค้างไว้สักครู่ให้ขึ้นเป็นรูปพระจันทร์สีเขียว ๆ ซึ่งพอกดไปแล้วตัว Jawbone – UP ก็จะสั่น ๆ ด้วย จากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วเราก็ใช้ชีวิตเป็นปกติเหมือนทุก ๆ วัน จากนั้นตอนตื่นนอนเจ้า Jawbone – UP ก็จะสั่น ๆ ตามที่เราตั้งปลุกไว้ ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าที่สั่น ๆ บนข้อมือก็เบาอยู่เหมือนกันไม่น่าทำให้เราตื่นได้หรอก ปรากฏว่าพอ Jawbone – UP สั่นเพื่อปลุกในตอนเช้าก็รู้สึกตัวได้ทันทีตั้งแต่เริ่มสั่นครั้งแรก พอตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยระหว่างนั้นเราก็จัดการจับ Jawbone – UP มาซิงค์ข้อมูลกับโทรศัพท์เพื่อดูได้ว่าตอนนอนเราหลับเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งข้อมูลที่แอพฯแสดงก็จะมีอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดทั้งช่วงก่อนจะนอน ช่วงที่หลับทั้งหมด หลับลึกไม่ลึกแค่ไหน ปลุกกี่ครั้งกว่าจะตื่น (กดปิดสั่น) และเวลารวมทั้งหมดตั้งแต่เข้านอน

 

 

jawbone-up_05

jawbone-up_06

jawbone-up_11

 

และสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกายก็สามารถเพิ่มข้อมูลการออกกำลังกายเข้าไปในแอพฯได้ด้วยเช่นว่าตอนห้าโมงเย็นถึงหกโมงครึ่งผมวิ่งไป 10 กิโลเมตร ซึ่งขณะวิ่งก็ใส่เจ้า Jawbone – UP ไปด้วย พอวิ่งออกกำลังกายเรียบร้อยดีก็นำ Jawbone – UP มาซิงค์ข้อมูลเมื่อครู่ลงไป ซึ่งในแอพฯเราจะเห็นเป็นกราฟว่าเราเดินเยอะก้าวมากในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเราก็มาเลือกในแอพฯอีกทีว่าช่วงเวลานั้นเราออกกำลังกายประเภทไหน หนักหน่วงแค่ไหน และใช้เวลาในการออกกำลังกายไปเท่าไหร่ พอใส่ข้อมูลเสร็จในหน้าแอพฯหลัก็มีจะมีข้อมูลขึ้นว่าว่าช่วงเวลาดังกล่าวเราวิ่งออกกำลังกายเป็นระยะทางเท่าไหร่แบบคร่าว ๆ ใช้พลังงานไปเท่าไหร่ โดยประเภทกีฬาทีมีให้เลือกในแอพฯเท่าที่ผมดูก็ครอบคลุมแทบทุกอย่าง อาทิ วิ่ง, เดิน, ยกน้ำหนัก, ครอสเทรนนิ่ง, ขี่จักรยาน, โยคะ, เทนนิส, ฟุตบอล ฯลฯ ซึ่งการคำนวณการใช้พลังงานของกีฬาแต่ละประเภทตัวแอพฯคงมีฐานข้อมูลอยู่แล้วและเป็นการคำนวณค่าต่าง ๆ แบบคร่าว ๆ ให้เราดู

 

jawbone-up_12

jawbone-up_10

 

กันน้ำรึเปล่า ?

เป็นคำถามยอดฮิตเลยสำหรับ Jawbone – UP ในการใช้งานทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้าคุณผู้อ่านที่อ่านข้อมูลมาจากเว็บ Jawbone.com มาบ้าง จะเห็นว่าในเว็บก็จะมีการพูดถึงเรื่องกันน้ำไว้ด้วยเช่นกันว่าสามารถกันน้ำได้ ซึ่งก็มีหลายคนคิดไปต่อว่าแบบนี้คงใส่ลงไปว่ายน้ำได้ด้วยแน่ ๆ ซึ่งในความเป็นจริงจากที่ได้ลองใช้ร่วม ๆ 20 วัน ต้องบอกว่า Jawbone – UP สามารถกันน้ำกันเหงื่อได้แบบที่ไม่ต้องกลัว ถ้าเราปิดฝาล็อกแน่นสนิทดี ซึ่งผมก็ใส่เจ้า Jawbone – UP ในขณะอาบน้ำไปด้วยบ้างบางวันเพื่อทดสอบดูว่ากันน้ำได้จริงรึเปล่า หรืออย่างตอนวิ่งออกกำลังกายแน่นอนว่าเหงื่อเยอะมากก็ไม่เป็นปัญหากับ Jawbone – UP แต่อย่างใด ตามสเป็คที่ Jawbone อธิบายไว้บอกว่าห้ามพา Jawbone – UP ไปว่ายน้ำด้วยเพราะไม่ได้ออกแบบมาให้กันน้ำได้นาน ๆ แบบนั้น เท่าที่ใช้นอกจากเรื่องว่ายน้ำแล้วผมก็ใส่ตอนอาบน้ำ ล้างจาน ล้างมือ ซึ่งก็ไม่มีอะไรผิดปกติยังสามารถใช้งานได้กดปุ่มบนเครื่องได้ปกติ จะมีที่ถอดเลยก็คงเป็นช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาไม่ได้กลัวเรื่องน้ำแต่กลัวใส่ไปเล่นน้ำแล้วคนแน่น ๆ โดนดึงมือแล้ว Jawbone – UP จะหลุดไปด้วย

 

jawbone-up_07

 

ส่วนแบตเตอรี่อันนี้ขอยกนิ้วให้เลยเพราะตามที่ Jawbone แจ้งไว้คือชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้งใช้งานได้ 10 วัน สามารถทำได้ตามที่บอกไว้จริง เท่าที่ได้ใช้ผมร่วม 20 วันผมเพ่ิงชาร์จแบตเตอรี่ไป 2 ครั้งเอง ซึ่งตอนที่ใช้แรก ๆ ก็แบบว่าซิงค์บ่อยมากเพราะอยากรู้ข้อมูลและอยากรู้ว่าในแต่ละวันใช้พลังงานเยอะเท่าไหร่ พบว่าแต่ละวันแบตเตอรี่จะถูกใช้ไปราว ๆ 8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากหรือน้อยกว่านี้ในบางวันขึ้นอยู่ว่าวันนั้นผมเดินเยอะ วิ่งเยอะด้วยรึเปล่า เพราะถ้าเราทำกิจกรรมเยอะตัว Jawbone – UP ก็จะมีการคำนวณค่าต่าง ๆ เยอะขึ้นไปด้วย ส่วนถ้าลืมวางทิ้งไว้ไม่ได้ใส่แบตเตอรี่ก็จะลดน้อยลงมาก ๆ เช่นกัน การชาร์จแบตเตอรี่ให้ Jawbone – UP เราสามารถใช้สายต่อเสียบเข้ากับอแดปเตอร์ของ iPhone/iPad เลยก็ได้ โดยผมเองตอนชาร์จก็ใช้อแดปเตอร์ iPad 10w ในการชาร์จไฟให้ Jawbone – UP

 

jawbone-up_09

jawbone-up_14

 

จุดด้อยจากการใช้ Jawbone – UP คงเป็นเรื่องที่ว่าเวลาเราซิงค์ข้อมูลอะไรลงไปในแอพฯและเข้าไปในระบบของ Jawbone แล้วจะไม่สามารถลบข้อมูลออกได้ เช่นตอนแรก ๆ ที่ได้มาลองผมก็ลองใส่ข้อมูลอาหารมั่ว ๆ ลงไปก็กลายเป็นว่าข้อมูลนั้นก็จะอยู่ติดกับแอคเคาท์ของเราไปเลย อีกอย่างจากที่ได้รับ Jawbone – UP มาทดสอบต่อจากบริษัท ซึ่งทางบริษัทก็มีการทดลองใช้งานมาก่อนทำให้ทราบว่าถ้ารับ Jawbone – UP ต่อมาจากคนอื่นอีกที แม้เราจะสร้างแอคเคาท์ใหม่ของเราแล้วตอนที่ซิงค์ข้อมูลครั้งแรก ตัว Jawbone – UP ก็จะโอนข้อมูลเก่าในตัว wristband เข้าไปในแอคเคาท์ของเราด้วย เรื่องนี้ต้องระวังกันเล็กน้อยในกรณีซื้อมือสองต่อจากคนอื่น โดยวิธีรีเซ็ตเพื่อลบข้อมูลข้อมูลออกตามที่เว็บ Jawbone บอกไว้คือกดปุ่มบน wristband 10 ครั้ง โดยครั้งที่ 10 ให้กดค้างไว้ 10 วินาทีจนมีไฟสีแดงปรากฏขึ้นมาก็จะเป็นการลบข้อมูลทั้งหมดใน wristband

 

jawbone-up_02

 

โดยรวมสำหรับ Jawbone – UP พอได้ใช้ต้องบอกว่าคอนเซ็ปท์ในการใช้แม้จะคล้ายกับ Nike+ Fuelband แต่เอาจริง ๆ ก็จะต่างกันพอควร แม้หลัก ๆ จะสามารถนับก้าวเดินได้เหมือน ๆ กัน แต่ Nike+ Fuelband จะเน้นคนที่เน้นทำกิจกรรมเยอะ ๆ มากกว่า ส่วน Jawbone – UP เน้นให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ง่ายสามารถบันทึกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไปได้เองทั้งออกกำลังกาย การกิน และตรวจสอบข้อมูลตอนหลับได้ จากที่ได้ใช้ผมว่า Jawbone – UP นอกจากจุดด้อยที่เขียนถึงไปแล้ว คงขาดแค่เรื่องการซิงค์ข้อมูลแบบไร้สายเท่านั้น เพราะบางทีก็ขี้เกียจถอดจากข้อมือมาซิงค์ข้อมูลกับโทรศัพท์เหมือนกันเลยทำให้บางครั้งก็ 3 วันถอดมาซิงค์กับโทรศัพท์สักครั้ง นอกนั้นถือว่าทำได้ดีไม่ขาดตกบกพร่องอะไร ส่วนในรีวิวที่ดูเหมือนว่าอธิบายเยอะเวลาตั้งค่าตอนเริ่มใช้งานทั้งหมดไม่น่าจะเป็นเรื่องทั่วไป การตั้งค่าเรื่องปลุกจริง ๆ ใช้เวลาไม่นาน แต่ต้องเขียนอธิบายออกมาเป็นส่วน ๆ เพื่อที่จะได้ไม่ปนกัน ส่วนที่ต้องมาใส่ใจรายละเอียดจริง ๆ คงเป็นการเพิ่มข้อมูลสิ่งที่เราทานเข้าไปมากกว่าอื่น ๆ เพราะตัวเครื่องไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเราทานอะไรเข้าไปต้องมาใส่เอง ซึ่งตัวผมเองก็ลืมบ้างใส่บ้าง

ส่วนสำคัญตอนได้มาใหม่ ๆ อย่าลืมอ่านคู่มือการใช้งานก่อนเริ่มใช้งานและตอนตั้งค่าด้วยจะได้ทราบว่าเจ้าสิ่งนี้ทำอะไรได้บ้าง

 

จุดสังเกต

  • เป็นตัวช่วยให้เราทราบว่าแต่ละวันเรามีการใช้ชีวิตแบบไหน
  • แบตเตอรี่อึดมากชาร์จ 1 ครั้งอยู่ได้ 10 วัน
  • กันน้ำในชีวิตประจำวันได้ เช่นอาบน้ำ ล้างมือ ทั่วๆไป ไม่แนะนำให้พาลงไปว่ายน้ำ
  • การซิงค์ข้อมูลยังไม่มีแบบไร้สาย

 

ราคา : 4,990 บาท

 

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : W Gadget Co.,Ltd.

LOGO_Wgadget-01

 

หาซื้อสินค้าได้ที่ :

 

 

 

 



You May Also Like:

แอปเปิ้ลออกมายอมรับแอบลดประสิทธิภาพการทำงาน iPhone เมื่อแบตเตอรี่เสื่อมถึงจุดหนึ่ง

สัปดาห์ก่อนมีข้อมูลยืนยันได้ว่า iPhone ที่แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมจะมีผลคะแนนเมื่อวัดด้วยแอพต่าง ๆ ออกมาไม่เท่ากับเครื่องอื่นที่แบตเตอรี่ยังดีอยู่ ซึ่งก็มีการตรวจสอบกันว่าข้อมูลนี้เป็นจริง และสุดท้ายแอปเปิ้ลออกมายอมรับว่ามีการทำจริงเพื่อไม่ให้เครื่องดับขณะใช้งานกรณีที่แบตเตอรี่เสื่อมถึงจุดหนึ่ง ..

เครื่องเกม Nintendo Switch ขายดีทำให้ชิปหน่วยความจำขาดตลาด ส่งผลกระทบถึง iPhone ด้วย

จากที่นินเทนโดออกเครื่องเกม Nintendo Switch มาเมื่อเดือน มี.ค. และขายดีเทน้ำเทท่าทำให้ชิ้นส่วนหน่วยความจำ (NAND Flash Memory) มีความต้องการมากขึ้น ส่งผลต่อผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่าง ๆ มีชิ้นส่วนดังกล่าวไม่เพียงต่อต่อความต้องการ ส่งผลให้ผลิตเครื่องได้ไม่ตามเป้าที่วางไว้ ..

โซนี่เปิดตัวเซนเซอร์กล้องมือถือรุ่นใหม่ ถ่ายวิดีโอซุปเปอร์สโลว์โมชั่น 1000fps ได้ด้วย

ผู้ผลิตเซนเซอร์สำหรับกล้องถ่ายรูปรายใหญ่อย่งโซนี่ได้เปิดเผยข้อมูลเซนเซอร์กล้องสำหรับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่สามารถถ่ายวิดีโอซุปเปอร์สโลว์โมชั่น 1000fps ที่ความละเอียด 1080p ได้ด้วย ..

Share

Tweet

Email