สัมภาษณ์ @yoware นักข่าวที่ใช้ iPhone คู่กับคีย์บอร์ดรายงานข่าวนอกสถานที่

สัมภาษณ์ @yoware นักข่าวที่ใช้ iPhone คู่กับคีย์บอร์ดรายงานข่าวนอกสถานที่

สำหรับ @yoware หรือ โย หรือพีรพล อนุตรโสตถิ์ ปัจจุบันเป็นนักข่าวของสำนักข่าวไทย หรือช่อง 9 ที่เราเรียก ๆ กัน ผมรู้จักโยมาเกิน 5 ปีแล้ว พักหลังเริ่มเห็นเขาใช้ iPhone 4 กับ Apple Wireless Keyboard ทำข่าวนอกสถานที่เลยขอสัมภาษณ์เจ้าตัวสักหน่อยว่าเป็นไงมาไงถึงได้มาลงที่ 2 สิ่งนี้

ผมรู้จักโยหลังจากเริ่มทำเว็บ siampod.com ได้สักพัก เจอกันแรก ๆ ตามงานแถลงข่าวแอปเปิ้ลในเมืองไทย สมัยก่อนเวลาแอปเปิ้ลออกอะไรใหม่หรือ Steve Jobs เปิดตัวสินค้าอะไร สักพักก็จะมีคนจากแอปเปิ้ลจากฮ่องกงบ้างสิงคโปร์บ้างมาจัดแถลงข่าวในไทย ซึ่งวิธีนำเสนอก็เหมือนเราดู Steve Jobs แบบฉบับเอเชีย ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้ปัจจุบันไม่มีแล้ว

จากนั้นเรื่อยมาก็เจอโยตามงานแถลงข่าวแอปเปิ้ลบ่อย ๆ ได้โอกาสคุยกัน แล้วก็กลายเป็นรู้จักกันเป็นเพื่อนกันไป จนมาถึงยุค iPhone ผมเริ่มใช้ iPhone ก่อน โยมาใช้ตอน iPhone 3GS แล้วสักพักแอปเปิ้ลเปิดให้ iPhone เชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดผ่าน Bluetooth ได้ ผมก็ได้เห็นโยใช้ iPhone  คู่กับ Apple Wireless Keyboard เรื่อยมาถึงปัจจุบันโยก็ยังใช้คอมโบ้นี้อยู่

ความสงสัยที่เห็นเพื่อนใช้คอมโบ้คู่นี้มีหลายอย่างเริ่มจากทำไมไม่เป็น iPad เพราะหน้าจอใหญ่กว่าสะดวกกว่าเวลาพิมพ์ เป็นต้น คำถามที่เกิดขึ้นทั้งหมดผมลยขอนัดสัมภาษณ์หรือจะเรียกว่านั่งคุยกันไปเรื่อยกับโย หรือ @yoware ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเขาจากทวิตเตอร์ นักข่าวที่ทวีตข่าว สาระ และมักจะมีมุขตลกแทรกมาบ้างตามที่เขานึกหรือคิดขึ้นมาได้ เพื่อพูดคุยว่าเป็นยังไงมายังไงถึงมาลงตัวที่ iPhone คู่กับ Apple Wireless Keyboard ซึ่งกลายเป็นภาพที่ชินตาที่ผมเห็นรวมถึงพี่น้องนักข่าวที่เห็นโยออกไปทำข่าวนอกสถานที่

 

 

yoware_02

 

ถาม : คุณโยเป็นนักข่าวมากี่ปีแล้วครับ

โย : หลังจากเรียนจบเริ่มทำบริษัทเกี่ยวกับนิตยสารคอมพิวเตอร์ก่อน เขียนหนังสือคอมพิวเตอร์ แปลหนังสือคอมพิวเตอร์ ทำทั้งประจำและฟรีแลนซ์ ทำอยู่ 4 ปี จากนั้นก็มาเป็นนักข่าวที่ช่อง 9 อสมท. จนถึงเวลานี้ 8 ปีแล้ว เริ่มเข้าทำงานข่าวแน่นอนว่าไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ ผมมีแต่ประสบการณ์ด้านสิ่งพิมพ์ เขียนบทความแค่นั้น

 

ถาม : แล้วตอนเริ่มต้นเป็นนักข่าวในตอนนั้น เป็นยุคที่ยังไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย วิธีออกไปทำข่าวปกติเขาทำกันยังไงบ้างครับ ช่วยอธิบายให้ฟังสักนิด

โย : วิธีทำข่าวทั่วไปคือนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาถ่ายทอดให้ผู้ชม ผู้ฟัง หรือผู้รับสารให้เหมาะสมตรงกับความจริงที่สุด เราจะเห็นได้ว่าคนทำงานข่าวจริง ๆ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ตลอดจากสิ่งพิมพ์แค่ตัวหนังสือ เริ่มมีภาพถ่ายประกอบจากล้องถ่ายรูป พัฒนามาเป็นภาพเคลื่อนไหวเป็นวิดีโอ โดยการรายงานข่าวที่อยู่ในพื้นที่หลัก ๆ นักข่าวจะต้องมีคือกระดาษกับปากกา, มีเครื่องอัดเสียง ซึ่งเครื่องอัดเสียงก็ผ่านมาหลายยุคตั้งแต่เทปตลับใหญ่, เทปตลับเล็ก, เครื่องอัดเสียงที่ใช้แผ่น MD (Mini-Disc) ซึ่งมีข้อดีคือไม่จำกัดความยาวเหมือนตลับเทปที่จำกัดเพียงด้านละ 20-30 นาที จนถึงยุคที่มีเครื่อง MP3 Player แบบที่บันทึกเสียงได้ ซึ่งผมเข้ามาทำข่าวในยุคนี้พอดี โดยตอนนั้นนักข่าวโดยปกติจะใช้ซาวด์อเบ้าท์ที่เป็นตลับเทปกัน เพราะเครื่อง MP3 Player ในตอนนั้นยังมีราคาแพง (ราคาประมาณ 5-6 พันบาท) ซึ่งตอนที่ผมเริ่มสนใจเครื่อง MP3 Player ที่บันทึกเสียงได้ราคามันลงมาแล้วเหลือ 2-3 พันบาท (ปี พ.ศ. 2548) มีเมโมรี่ 128MB แล้วก็เริ่มมีเครื่อง MP3 Player จากจีนเข้ามาราคาโดยรวมเลยหล่นลงมาเยอะ

 

ถาม : แล้วตอนนั้นโยซื้อมาใช้เลยทันทีรึเปล่า

โย : ใช่ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบเทคโนโลยีมานานเราก็นำมาประยุกต์ใช้กับงานของเราเลย เพราะคิดว่าเทคโนโลยีช่วยให้ทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพขึ้นได้ เครื่องแรกที่ซื้อเป็นยี่ห้อ Oker  เป็นยี่ห้อที่ราคาไม่แพง สามารถอัดเสียงได้นานนับสิบชั่วโมง ซึ่งจริง ๆ ในตอนนั้นที่ อสมท. มีซาวด์อเบ้าท์ที่เป็นเทปให้ใช้งานแต่เรามาใหม่ใช้เทปไม่ถนัดก็เลยหาทางออกของเรา

ต้องบอกว่านักข่าวที่ใช้ซาวด์อเบ้าท์ที่เป็นเทปเขาเก่งมากจริง ๆ เพราะระหว่างที่อัดเสียงถ้าอย่างเป็นนักข่าววิทยุเขาจะต้องจำไปด้วยว่าตอนไหนที่เป็นคำพูดเด็ด ๆ จะต้องจำตัวเลขมิเตอร์บนเครื่องซาวด์อเบ้าท์ที่เป็นเลข 3 หลักว่าเป็นเลขอะไร เพราะเวลานำมาฟังย้อนหลังจะได้รวดเร็วมากขึ้นว่าประโยคหรือคำพูดที่ต้องการอยู่ตรงไหนในเทป

ซึ่งผมตอนนั้นใช้เครื่อง MP3 Player ก็จะมีคำถามว่าจะปล่อยเสียงออกมายังไง คือต้องเข้าใจก่อนว่าเครื่อง MP3 Player  ทั่วไปอัดเสียงแล้วก็ฟังโดยใช้หูฟัง ส่วนซาวด์อเบ้าท์ของนักข่าวก็จะมีลำโพงเปิดให้เสียงออกมาภายนอกได้ ซึ่งเครื่อง MP3 Player มันไม่มีลำโพงฟังภายนอก เพราะตามปกตินักข่าวที่อัดเสียงได้เสร็จต้องนำเสียงส่งไปที่สำนักข่าวโดยเฉพาะวิทยุ ถ้านึกออกคือเวลาเราฟังข่าววิทยุจะมีเสียงแหล่งข่าวนิดหน่อยในข่าว สมัยก่อนคือเอาซาวด์อเบ้าท์ไปเปิดใส่โทรศัพท์ไปให้สถานีวิทยุ เป็นแบบนี้ตั้งแต่ยุคโทรศัพท์สาธารณะมาจนถึงโทรศัพท์มือถือก็ยังทำแบบนี้กันอยู่

แต่พอเป็น MP3 Player วิธีทำงานก็คล้าย ๆ กันเวลาใช้สัมภาษณ์คือเอาเครื่องไปอยู่ใกล้ ๆ คนที่เราสัมภาษณ์แล้วจะมีสมุดโน๊ตวางซ้อนบนเครื่องอีกทีเพื่อจดข้อมูลเพิ่มเติม แล้วตอนไหนที่เป็นสาระสำคัญในการสัมภาษณ์แล้วก็แง้ม ๆ ดูตัวเลขบนหน้าจอเครื่อง MP3 Player เป็นนาทีที่เท่าไหร่

ส่วนการปล่อยเสียงจาก MP3 Player ผมใช้วิธีต่อหูฟังแบบฟังส่วนตัวปกติ เอามาจ่อใส่โทรศัพท์ ซึ่งต้องเราต้องรู้ก่อนว่าโทรศัพท์เครื่องที่เราใช้ช่องรับเสียงอยู่ตรงไหน ซึ่งเสียงก็จะเข้าไปได้ โดยแรก ๆ  ที่จะต้องรายงานข่าวก็เสี่ยงเลยเราพูดรายงานข่าวก่อนพอถึงช่วงที่จะต้องใช้เสียงจากที่สัมภาษณ์ก็จัดการเอาหูฟังมาแปะกับโทรศัพท์เลย ซึ่งคนที่เห็นก็จะงง ๆ ว่าเอาหูฟังมาแปะกับก้นโทรศัพท์ทำไม ซึ่งตอนนั้นเราก็ถามปลายทางว่าเสียงใช้ได้รึเปล่า เขาบอกใช้ได้มันดังมากเลย ผมก็ทำงานด้วยวิธีนี้อยู่นานเหมือนกัน

 

ถาม : แบบนี้แสดงว่าโยเป็นคนแรก ๆ ที่ไปทำข่าวใช้เครื่อง MP3 Player และวิธีการแบบนี้

โย : น่าจะเรียกว่าเป็นกลุ่มแรก ๆ มากกว่า เพราะจริง ๆ มีพี่นักข่าวที่อยู่ GG News ใช้อยู่เหมือนกัน (เป็นสำนักข่าวที่ทำข่าววิทยุอย่างเดียว ปัจจุบันไม่มีแล้ว)

 

ถาม : ยุคนั้นโทรศัพท์มือถือเป็นยุคของเครื่องอะไร

โย : น่าจะเป็นช่วง Palm แต่ผมไม่ได้ใช้นะ ผมใช้โทรศัพท์ Nokia จอขาวดำธรรมดา ยุคนั้นเป็นยุค Palm เป็นยุคก่อนที่เครื่อง O2 กำลังจะมาหรือเพิ่งมาต้น ๆ

 

ถาม : แล้วตอนนั้นคิดว่าเครื่อง Palm หรืออย่าง Pocket PC จะมาแทนหรือมาช่วยการทำข่าวได้รึเปล่า

โย : ตอนนั้นเราก็ติดตามข่าวนะ คือรู้ว่าเครื่องพวกนี้กำลังจะมา แต่เราไม่ได้ลงทุนกับเครื่องพวกนี้ หลังจากที่ใช้ MP3 Player อยู่พักใหญ่ก็พอเห็นแล้วว่าเครื่องพวกนี้น่าจะมาแทนที่ ซึ่งเป็นจังหวะที่ อสมท. มีการอัพเกรดอุปกรณ์ให้นักข่าวจัดซื้อ Nokia N95 ซึ่งถือว่าเป็นตัวท็อปมากในตอนนั้น กล้อง 2 ล้านพิกเซล, ถ่ายวิดีโอได้, เล่นวิทยุได้ เรียกว่าทำได้เยอะมาก

 

ถาม : แสดงว่า อสมท. มองเห็นเรื่องพวกนี้ว่าสำคัญมากอยู่แล้ว

โย : ใช่ ผมมองว่าวันนึงอุปกรณ์พวกนี้ราคามันจะถูกลง แล้วการที่นักข่าวสามารถจะถ่ายทอดสิ่งที่เห็นได้รวดเร็วที่สุด อุดช่องว่างต่าง ๆ ที่เคยมีจากเดิมข่าวทางโทรทัศน์ที่ต้องรอช่างภาพไปถ่าย การมีโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปถ่ายวิดีโอถือว่าช่วยได้เยอะมาก การที่เราสามารถถ่ายภาพได้ทันที ถ่ายวิดีโอได้เลยในบางครั้งช่วยให้ข่าวไปถึงคนดู คนฟัง หรือผู้รับข่าวได้เร็วขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้งานสิ่งของพวกนี้เป็น

 

ถาม : จำได้ว่ายุคหนึ่งข่าวทางโทรทัศน์ใช้การายงานข่าวภาพวิดีโอจาก MMS คุณโยทำแบบนั้นด้วยรึเปล่า

โย : ทาง อสมท. มีช่องทางนี้ แต่ผมไม่ได้ทำข่าวอะไรที่ด่วนขนาดนั้น แต่นักข่าวทุกคนจะรู้ว่าถ้ามีข่าวด่วนสามารถส่ง MMS ที่หมายเลขเฉพาะสำหรับส่งข้อมูลกลับไปที่ อสมท. ได้

 

ถาม : แล้วยุคนั้น MMS ถือว่าช่วยเรื่องทำข่าวได้เยอะรึเปล่า

โย : ณ เวลานั้นถือว่าช่วยได้เยอะนะ เพราะการที่จะนำภาพมาออกสถานีได้ถ้าไม่ส่งรถโมบายคันใหญ่ ๆ ออกไปทำข่าวก็ต้องส่งมอเตอร์ไซค์ไปรับวิดีโอกลับมาที่สถานี

 

ถาม : แสดงว่ายุคนั้นนักข่าวยังไม่พกคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คกัน

โย : มีแล้ว แต่ยุคนั้นการต่ออินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องยากนะ คือยุคนั้นมีคอมพิวเตอร์ก็จริงแต่ก็ต่ออินเตอร์เน็ตไม่ได้เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ยังไม่มีโมเด็มในตัว อย่างผมเองยังพกโมเด็มตัวเล็ก ๆ ติดกระเป๋าด้วยเลย สมัยก่อนเวลาไปทำข่าวที่กระทรวงเกษตรในห้องนักข่าวจะมีเบอร์โทรศัพท์ที่ต่ออินเตอร์เน็ตได้ คอมพิวเตอร์ก็จะเป็นสายแลนลากมาต่อ เราก็ไปขอต่อสายโทรศัพท์จากเครื่องแฟกซ์ต่อกับเครื่องโน๊ตบุ๊คของเรา ที่คุยกันเนี่ยคือสัก 8-9 ปีที่แล้วเองนะ ( iPhone มีมา 6 ปี)

กระบวนการทำข่าวในตอนนั้นคือเครื่อง MP3 Player ใช้โทรศัพท์ถ่ายรูป ใช้รวมกันไม่ได้เพราะถ้าใช้โทรศัพท์อัดเสียงก็จะถ่ายรูปไม่ได้ หัวเราก็จำ ถ้ามือว่างก็จด พอทำพวกนี้เสร็จก็อยู่ที่นักข่าวแต่ละคนแล้วว่าต้องรายการกลับไปเป็นอะไร อย่างผมอยู่สำนักข่าวไทยก็ทั้งเสียงส่งให้วิทยุ ส่งข่าวเป็นตัวอักษรขึ้นเว็บ ส่งข่าวให้โทรทัศน์ด้วย ทั้งหมดเราต้องจัดการเรียงลำดับว่าอันไหนด่วนมากด่วนน้อย ถ้าเป็นการออกข่าวทางโทรทัศน์ก็ต้องนัดกับมอเตอร์ไซค์ที่คอยรับส่งเทปจากวิดีโอนัดให้เขามารับเพื่อให้ทันไปออกข่าวโทรทัศน์ หรือถ้าต้องพิมพ์ข่าวในโน๊ตบุ๊คถ้าต่ออินเตอร์เน็ตไม่ได้ก็ส่งเสียงเราไปทางโทรศัพท์ดีกว่าเพราะมันเข้าไปในระบบเลย

 

ถาม : การพิมพ์ข่าวของนักข่าวมีโปรแกรมที่ใช้เฉพาะรึเปล่า

โย : แต่ละที่ไม่เหมือนกัน อย่างผมชอบใช้ Notepad (Windows XP) เพราะไม่ต้องมีฟอร์แมทอะไร เปิดขึ้นมาก็พิมพ์ได้เลย ในเครื่องโน๊ตบุ๊คผมก็จะมีโปรแกรมที่ใช้ประจำ ๆ อย่าง NotePad, MS Word, มีโปรแกรมตัดต่อเสียงสำหรับเอามาตัดต่อเสียงจากเครื่องเล่น MP3 Player

การที่เรารู้เรื่องไอทีทำให้เราสามารถดึงประสิทธิภาพจากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น อย่างที่บอกคือในเครื่องมีเครื่องตัดต่อเสียง การพยายามที่จะให้เครื่องโน๊ตบุ๊คต่ออินเตอร์เน็ตได้ช่วยให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่แค่เอามาพิมพ์ข่าวอย่างเดียว

ก่อนที่จะได้ Nokia N95 จาก อสมท. ผมก็ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนหลายรุ่นเหมือนกัน ซึ่งก็พยายามหาทางออกในการช่วยทำงาน อย่าง Dopod 818 Pro ใช้อยู่นานเหมือนกัน ใช้จนมาเปลี่ยนเป็น iPhone นี่แหล่ะ ตอนนั้นพยายามหาคีย์บอร์ดมาต่อก็แต่ไม่มีคีย์บอร์ดไหนซับพอร์ท แล้วก็มี Palm Zire ที่เคยใช้ตั้งแต่ทำอยู่กับบริษัทหนังสือเอามาต่อกับคีย์บอร์ด พิมพ์เสร็จมันส่งออกไปไหนต่อไม่ได้ ต้องเอามาต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อซิงค์ข้อมูลก่อนถึงจะเอาไปใช้งานต่อได้ ส่วน Nokia N95 เป็นมือถือเครื่องแรกที่ต่ออินเตอร์เน็ตได้ ตอนที่ได้มาก็พยายามใช้ให้คุ้มใช้เแทนคอมพิวเตอร์ แต่ก็ไม่สามารถแทนคอมพิวเตอร์ได้ เพราะจอเล็ก พิมพ์งานอะไรไม่ได้ แต่ชอบที่เครื่องนี้เก็บเบอร์โทรศัพท์ได้เยอะซิงค์กับ Outlook ได้ หลังจากนั้นตัวผมก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สักเท่าไหร่ เปิดคอมพิวเตอร์มาแค่พิมพ์งานส่งงาน ตอนนั้นพกทั้งเครื่องโน๊ตบุ๊ค, อแดปเตอร์, สายแลน กล้องเว็บแคม, ถ้าไปไกลมากเวลาไปกับรถข่าวของ อสมท ก็จะพกตัวแปลงไฟรถเป็นไฟบ้านเพื่อชาร์ตแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คด้วย

 

yoware_01ถาม : แล้วในขณะที่โยเริ่มพกของเยอะ แล้วพี่ ๆ นักข่าวคนอื่นเขาใช้อะไรกันบ้าง

โย : เครื่อง MP3 Player จากตอนแรกที่คนมองว่าที่เราใช้ได้เพราะเราชอบไอที แต่ตอนนั้นก็เริ่มมีพี่ ๆ บางคนที่ไม่ได้รู้เรื่องไอทีมากเท่าไหร่หันมาใช้ คนอื่น ๆ ก็เลยเริ่มสนใจมากขึ้นด้วย การที่ผมใช้ MP3 Player มาตั้งแต่ต้นทำให้ตอนนี้ผมสามารถเสียงที่ออกไปทำข่าวทั้งหมดที่ผมออกไปทำข่าวได้ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่มีแค่เสียง แต่มีรูปกับวิดีโอที่ผมเก็บไว้ด้วย

ตอนนั้นเริ่มมี Social Network จำได้ว่าทวีตแรกที่ผมทวีตใช้โทรศัพท์ Windows Mobile นี่แหล่ะ ก็ใช้เครื่อง Windows Mobile มาพักใหญ่พยายามหาแอพฯมาใส่หาแอพฯทวิตเตอร์มาใส่ หลังจากนั้นเป็นช่วงที่โน๊ตบุ๊คเครื่องเดิม (Dell) เริ่มอาการแย่แล้วจอหักก็เลยมาสนใจเครื่อง Mac

จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่อง MacBook Pro แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นยังไง รู้แต่ว่าแพง แต่ตอนนั้นเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกันใช้เครื่อง Mac อยู่นั้นก็เป็นแรงสนับสนุนหนึ่งที่ทำให้เราอยากใช้ เพราะคิดว่าถ้าเราใช้เครื่อง Mac ก็คงคุยหรือทำงานดนตรีกับเพื่อนได้ด้วย ประกอบกับเราเป็นนักข่าวไอทีเราใช้ Windows มาตลอด เราไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ Mac เลย แล้วพี่ ๆ นักข่าวที่ทำรายการไอที FM 100.5 ก็ใช้เครื่อง Windows หมดเลย ตอนนั้นก็เริ่มคิดว่าเราน่าจะมีคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับ Mac บ้างนะ แต่ก็ยังไม่ซื้อ

ตอนนั้นก็เข้าไปดูใน macrumors.com ดู Buyer Guide เห็นว่ากำลังจะมีเครื่องรุ่นใหม่ออกก็เลยรอ   ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็น Unibody รออยู่ราว ๆ 1 ปีถึงตัดสินใจซื้อก็ได้มาเป็น MacBook Pro 15” (Unibody) รุ่นแรก (Late 2008) แต่ระหว่างปีที่รอเครื่อง Mac ก็ต้องไปหาเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ระหว่างนั้นก็ได้เป็น EEEPC ตัวเล็ก ๆ จอ 7 นิ้วเอามาใช้งาน นอกจากเอามาใช้งานทั่วไปก็เริ่มมีโมฯเครื่อง เราก็เข้าไปดูในเว็บว่าทำอะไรได้บ้าง เช่นเพิ่ม Bluetooth ก็สั่งของมาต่อเองบัดกรีเอง สั่งชิ้นส่วนที่เป็นทัชสกรีนมาด้วย แต่ต่อไม่สำเร็จเพราะไม่มีเวลาทำตอนนี้ของที่สั่งมาก็ยังเก็บไว้อยู่ แล้วเป็นจังหวะที่ไปซื้อเครื่อง Mac ด้วยก็เลยไม่ได้เอาออกมาต่อสักที สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจซื้อ MacBook Pro 15” ส่วนหนึ่งเพราะรุ่นนี้มีไฟคีย์บอร์ดเพราะมันเอามาใช้งานได้จริง แล้วเราเป็นคนที่จำเป็นแป้นคีย์บอร์ดไม่ได้ต้องมอง ๆ ด้วย เวลากลางคืนก็เปิดไฟคีย์บอร์ดเรื่องนี้ช่วยได้เยอะ ทั้งที่ตอนแรกจะซื้อ MacBook 13”

ก่อนหน้านั้นตอนปี 2007 เป็นช่วงที่ติดตามข่าวเพื่อจะซื้อเครื่อง Mac ก็เป็นปีที่เปิดตัว iPhone ทำให้เราเห็นวิธี Live Blogging ของเมืองนอกแล้วอยากทำบ้าง ซึ่งก็ได้ทำในเว็บนะ ตอนนั้นยังไม่มีทวิตเตอร์เข้ามาในชีวิต พอ Social Network เริ่มเข้ามาในชีวิตก็ย้ายมา Live Blogging บนทวิตเตอร์

ตอนนั้น iPhone รุ่นแรกราคาในไทยแพงมากเลยไม่ซื้อ จนมาถึงตอนที่ได้ iPhone 3GS แต่ความรู้สึกก็ไม่ได้ต่างกับที่ใช้ Windows Mobile เพราะเอามาช่วยทำงานอะไรไม่ได้ พิมพ์อะไรก็ยากเหมือนเดิมเพราะต้องจิ้ม ๆ หน้าจอ แต่ตอนนั้นก็เริ่มคิดแล้วว่าอีกหน่อยน่าจะต่อคีย์บอร์ดได้ก็เริ่มหาข้อมูล จนถึงช่วงที่เปิดตัว iOS 4 (2010) ก็เห็นว่ามี API นึงที่เปิดให้เชื่อมต่อคีย์บอร์ด บูลทูธได้ก็รอเลยว่าเมื่อไหร่ iOS 4 จะออกตัวจริง พอออกมาก็รีบจัดการลงใน iPhone 3GS รีบเอาเครื่องไปลองกับ Apple Wireless Keyboard กับเครื่อง iMac ใน iStudio ก็เลยตัดสินใจซื้อ Apple Wireless Keyboard มาใช้งาน เพราะตอนนั้นคิดแล้วว่าการมีคีย์บอร์ดสามารถแทนการทำงานบนคอมพิวเตอร์ได้ และสามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา การมีคีย์บอร์ดไว้พิมพ์งานก็ครบตามที่เราต้องการ

ข้อดีของการใช้ iPhone ทำแบบนี้คือสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของนักข่าวที่ใช้พิมพ์ข้อความเข้าไปแล้วส่งข่าวไปที่ปลายทางได้ทันที ต่างกับการใช้โน๊ตบุ๊คตรงที่เราเปิดเครื่องขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข่าวใน MS Word หรือ Notepad และเครื่องไม่ได้ต่ออินเตอร์เน็ตไว้ตลอดเวลาต้องหาที่ต่อ Wi-Fi พอแบตเตอรี่หมดก็เสียเวลาชาร์จนานกว่า ต่างจากโทรศัพท์ที่ชาร์จแป๊บเดียวและยังสามารถยืมที่ชาร์จจากคนอื่นได้ด้วยในบางครั้ง

 

yoware_03

 

 

 

ถาม : แล้วโยไม่คิดว่า iPad ไม่เหมาะกับงานแบบนี้กว่าเหรอ เพราะจอใหญ่เห็นง่ายกว่า

โย : iPad สำหรับผมคิดว่าใหญ่เกินไป

 

ถาม : แสดงว่าเคยคิดจะซื้อ iPad 

โย : ใช่ เคยคิด ตอนนั้นกลายเป็นว่ามีหลายเหตุผลที่ทำให้ไม่ซื้อ iPad เช่นเครื่องใหญ่เกินไป, พกทั้งมือถือพกทั้ง iPad ก็ไม่สะดวก, การขนย้ายเวลาออกไปทำข่าวถ้าเป็น iPad ไม่สะดวก ถ้าเป็น iPhone เครื่องเดียวเราหยิบใส่กระเป๋าได้ หยิบคีย์บอร์ดถือไปได้เลยคล่องตัวกว่าไม่ต้องกลัวหล่น

สุดท้ายคือซื้อมาก็ไม่ได้ใช้แน่ ๆ เพราะเราไม่ค่อยมีเวลานั่งอยู่เฉย ๆ มาดูอะไรนาน ๆ พออยู่นอกสถานที่หรือระหว่างไปที่ไหน ๆ คิดว่า iPhone สะดวกกว่าเครื่องเล็กพกได้ไปไหนไปกัน ซึ่งพออยู่ที่โต๊ะทำงานหรืออยู่บ้านก็มีเครื่องคอมพิวเตอร์

 

ถาม : แล้วโยเอา iPhone คู่กับ Apple Wireless Keyboard ไปใช้รายงานข่าวเลยทันทีรึเปล่า

โย : ตอนนั้นซื้อมาก็ทดสอบก่อนว่าทำได้รึเปล่า แล้วก็เอาออกไปทำข่าวภาคสนามทันที ตอนนั้นเวลาพกคีย์บอร์ดยังใส่กล่องของมันไปด้วยเลย ไม่มีที่เก็บ แต่สุดท้ายก็เลิกพกกล่องเพราะเกะกะไม่สะดวกตอนหยิบมาใช้งาน

 

ถาม : แล้วถึงตอนนั้นพี่ ๆ นักข่าวคนอื่นเขามองเรายังไงบ้าง

โย : ตอนนั้นนักข่าวคนอื่นก็ใช้โน๊ตบุ๊คกัน คิดว่าเราเป็นคนแรก ๆ ที่ใช้แบบนี้ ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก็ไม่มีเว็บไหนพูดถึงว่ามีใครทำแบบเรา คนอื่นเห็นก็แปลกใจก็เริ่มมีพี่ ๆ เพื่อน ๆ นักข่าวสนใจว่าอะไรยังไงพวกเขาจะใช้บ้างต้องทำยังไง ก็เริ่มมีคนมาขอลองใช้เยอะทั้งคนที่ใช้ iPhone และคนที่ใช้ Android กับ Android คือใช้ได้แต่ไม่สมบูรณ์ ใช้พิมพ์ภาษาอังฤกษได้ แต่ภาษาไทยหาปุ่มสลับภาษาไม่ได้

ตอนนั้นพาเพื่อน ๆ พี่ ๆ หลายคนไปซื้อ Apple Wireless Keyboard ที่ร้าน แต่ก็ต้องมาฝึกความคุ้นเคยกันพอควรเช่นปุ่มเปลี่ยนภาษาที่ไม่ได้อยู่เหมือนกับปุ่มบนเครื่อง Windows สอนเยอะเข้าผมเลยต้องทำคู่มือเป็นเอกสาร A4 1หน้า วิธีใช้งานใส่ไว้ใน Dropbox เวลาใครซื้อมาก็ดาวน์โหลดไปได้เลย

ปัจจุบันเห็นคนใช้คีย์บอร์ดเหมือนเราเยอะขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้คู่กับ iPad น่าจะเป็นเพราะ iPhone จอเล็กเห็นไม่ถนัด แต่เรารู้สึกว่ามันโอเคพกพาสะดวก

 

yoware_04ถาม : หลังจากนั้นก็เป็นช่วงที่ อสมท. จัดซื้อ iPhone 4 ให้นักข่าว

โย : ใช่ ทาง อสมท จัดซื้อ iPhone 4 ให้นักข่าวยืมใช้

 

ถาม : แล้วในยุคนี้ที่เป็นยุคใหม่ของสมาร์ทโฟนการมีโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปชัด ถ่ายวิดีโอชัด ช่วยทำงานข่าวได้มากขึ้นอีกรึเปล่า แล้วอย่างภาพที่เราเห็นในจากข่าวในทีวีเป็นภาพจากมือถือเยอะรึเปล่า

โย : ด้วยความที่ระบบโทรทัศน์บ้านเราในปัจจุบันไม่เป็น HD ทำให้ภาพวิดีโอจากโทรศัพท์อย่าง iPhone สามารถนำมาใช้ออกอากาศได้ ใน อสมท. จะมีระบบที่ให้นักข่าวถ่ายวิดีโอด้วย iPhone แล้วส่งเข้ามาเพื่อออกอากาศด้วย ตอนที่จัดซื้อเครื่องเราไม่ได้ซื้อแค่เครื่อง แต่เรามีระบบรองรับในหลังบ้านให้นักข่าวด้วย เพื่อรองรับการส่งวิดีโอเข้ามาให้เป็นฟอร์แมทเดียวกันเป็นการต่อยอดจากสมัยก่อนที่ใช้ MMS หรือการส่งเข้ามาผ่าน FTP

อย่างผมเองช่วงที่ไปทำข่าวที่เยอรมันนีบางสกู๊ปใช้ iPod touch (5th Gen) บันทึกวิดีโอ เพราะตอนที่ไปทำข่าวบางครั้งยกกล้องใหญ่ขึ้นมาไม่สะดวกก็ใช้ iPod ถ่าย ซึ่งผมให้พี่ช่างภาพเป็นคนถ่ายนะ ไม่ได้ถ่ายเอง เพราะเขาชำนาญเรื่องมุมกล้องมากกว่า อาจจะบอกได้ว่ายุคนี้ไม่ได้จำกัดที่อุปกรณ์อีกต่อไป ใช้อะไรก็ได้

การที่ทุกอย่างไม่จำกัดและคนเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้นและรับข้อมูลกันได้ทันที ทำให้ผู้รับข่าวสารเกิดความคาดหวังว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรต้องรู้ในทันที ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถตอบโจทย์ตรงนี้ แต่ในมุมของคนทำข่าวเราไม่สามารถที่จะรายงานด่วนได้ทันทีเพราะถ้าเร็วมากเราอาจจะเกิดความผิดพลาดได้ บางข่าวเราต้องรอข้อมูลที่แน่นอนก่อนจึงจะรายงานข่าวได้เพราะถ้ารายงานออกไปแล้วตามแก้ไขลำบาก

การใช้ Social Network ในการช่วยรายงานข่าวถือว่ามีประโยชน์มาก จากที่ต้องใช้รถโมบาย เดี๋ยวนี้แค่หาอินเตอร์เน็ตก็สามารถที่จะช่วยรายงานบางข่าวได้แล้วไม่ต้องส่งรถออกไป ไม่ต้องใช้คนเยอะ

ใน อสมท. ก็มีการฝึกสอนนักข่าวให้รู้จักเทคโนโลยีด้วย อย่างบางคนพิมพ์คีย์บอร์ดปกติบนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบจิ้มดีด แต่พอเป็นไอโฟนเขาสามารถพิมพ์ได้เร็วขึ้นไม่ต้องยึดติดกับเลย์เอาท์คีย์บอร์ดปกติ มีการสร้างกรุ๊ปใน LINE ใน WhatsApp ของแต่ละโต๊ะเพื่อคุยกัน เรียกว่าเป็นการประสานงานที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น

 

ถาม : แล้วตอนนี้มีพี่ ๆ นักข่าวจากสำนักข่าวอื่นถามโยเยอะรึเปล่าเกี่ยวกับการใช้ iPhone คู่กับคีย์บอร์ดแบบนี้

โย : มีครับ โดยเฉพาะพี่ ๆ นักข่าวหนังสือพิมพ์ เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มที่ต้องพิมพ์อย่างเดียวไม่โทรไปส่งเสียงเข้าไปที่สำนักข่าว หลายคนเจ็บตัวเยอะจากการแบกโน๊ตบุ๊คที่มีน้ำหนักมากมาเป็นเวลานาน หลายคนก็หาทางเลือกของตัวเองในการซื้อโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบา ๆ ของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อได้ พี่ ๆ หลายคนก็ใช้ของที่บริษัทจัดหามาให้

ในมุมผมคือถ้าต้องพกโน๊ตบุ๊คเพื่อเอาไปพิมพ์ MS Word อย่างเดียว ผมพก iPhone คู่กับคีย์บอร์ดดีกว่า เพราะขนาดเล็กกว่าและน้ำหนักน้อยกว่า แม้จะเทียบกับ iPad ก็ยังชอบใช้ iPhone กับคีย์บอร์ดมากกว่า

 

ถาม : ถ้าอนาคต อสมท. จัดซื้อโทรศัพท์ยี่ห้ออื่นที่หน้าจอใหญ่ขึ้น

โย : คิดว่าถึงตอนนั้นคงมีให้เลือกว่าจะใช้ยี่ห้ออะไรนะ เพราะการย้ายใช้ยี่ห้ออื่นสำหรับผมคือการเปลี่ยนแพลตฟอร์มในการทำงานเลยนะ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนยี่ห้อโทรศัพท์ ตรงนี้ไม่ได้อยากมาเรียนรู้ใหม่ถ้าของที่ใช้อยู่ปัจจุบันยังช่วงทำงานได้ดี

 

ถาม : มอง iOS 7 ว่าจะช่วยอะไรเราได้บ้าง

โย : จากที่เห็น iOS 7 ถือว่ามาช่วยได้เยอะ อย่าง Control Center ก็ถือว่าดีนะ ตามปกติตอนนี้จะเปิดบูลทูธที่ iPhone 4 ค้างไว้ตลอดพอมือไปโดนคีย์บอร์ดนิดนึงหน้าจอก็เปิดพร้อมใช้งานเองใส่คีย์บอร์ดไว้ในกระเป๋ากระทบอะไรหน่อยก็ทำให้หน้าจอเปิดขึ้นเอง จะเข้าไปใน Settings ของเครื่อง แล้วปิดทีเปิดทีก็ไม่สะดวก มี Control Center เข้ามาก็ช่วยให้กดเปิดปิดบูลทูธง่ายขึ้น

 

ถาม : ถึงสุดท้ายแล้วกระดาษกับปากกายังสำคัญที่สุด

โย : ใช่ ยังไงสองอย่างนี้ยังถือว่าจำเป็นที่สุด เพราะมันคือของพื้นฐานในการออกไปทำข่าว บางครั้งถ้าเหตุสุดวิสัยกับอุปกรณ์ของเรา เราต้องสามารถหยิบกระดาษกับปากกามาเขียนได้ หลายครั้งที่ผมพิมพ์ใน iPhone ไม่ทันก็ต้องหยิบกระดาษขึ้นมาจด หรือใช้ iPhone 4 อัดเสียงอยู่ก็ต้องใช้กระดาษมาช่วยจด ซึ่งกลายเป็นเหตุผลที่ทำไมผมซื้อ iPod touch (5th Gen) เพราะเอามาแยกการทำงานกัน เช่นถ้ามี iPhone 4 เครื่องเดียวแล้วถ่ายวิดีโออยู่ถ้ามีโทรศัพท์มาก็จบเลยทำอะไรต่อไม่ได้ การแยกเครื่องแยกการทำงาน 2 เครื่องสะดวกกว่า เครื่องนึงพิมพ์งานอยู่ อีกเครื่องใช้ถ่ายรูปถ่ายวิดีโอไปด้วยได้

อยากแนะนำสำหรับคนที่ทำงานข่าวเพราะสะดวกมากขึ้นในการทำงาน ซึ่งถ้ามีงบพอจะเป็น iPhone สองเครื่องเลยก็ได้ เพราะสามารถเชื่อมต่อเน็ตได้ทั้งสองเครื่องในทันที เบอร์นึงเอาไว้โทรศัพท์ อีกเครื่องเอาไว้ต่ออินเตอร์เน็ตอย่างเดียว

 

yoware_05

 

ถาม : ทิ้งท้ายหน่อยครับ คุยกันนานมากแล้ว 

โย : อยากบอกถึงพี่ ๆ นักข่าว, น้องใหม่ ผู้บริหาร ผมคิดว่าเทคโนโลยีมันช่วยทำข่าวได้จริง ๆ ผมพยายามหาอะไรมาตอบโจทย์ตัวเราที่ช่วยให้เราทำงานสบายขึ้น ผมพิสูจน์แล้วว่าช่วยได้จริงช่วยให้เราทำงานสบายขึ้น อยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจรับเรื่องพวกนี้

ฝากถึงน้องใหม่ที่เข้ามาทำงานข่าว ว่าไม่ใช่แค่ฮาร์ดแวร์ แต่อยากให้เรียนรู้เรื่องซอฟท์แวร์ด้วย การใช้ Social Network ด้วย ยุคนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วก็อยากให้ติดตามให้ดี บางอย่างที่เราเรียนมาอาจจะไม่ได้ใช้เลยก็ได้ คนที่มาเป็นนักข่าวจะต้องมีความสามารถในการมองต่อเหตุการณ์ให้ทัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับแวดวงสื่อสารมวลชนในทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยมาก่อน จนต้องมีตำราใหม่ ๆ ออกมาอธิบายเรื่องใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้านับตั้งแต่เรามี iPhone มี Social Network เกิดขึ้นมายังไม่ถึง 10 ปี แต่ตำราที่เขียนกันออกมาก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เรามีทฤษฎีใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาตลอดเวลา อาจเป็นได้ว่าสิ่งที่กำลังเรียนบางอย่างอาจไม่สามารถเอามาใช้ได้เลยในการทำงาน เพราะในวันข้างหน้าทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปหมดแล้วก็ได้

สุดท้ายในช่วงที่ผมทำรายการไอทีมีประโยคหนึ่งที่อยากให้คนไทยเป็นและทำได้คือ ‘รู้เท่าทัน ใช้คุ้มค่า ซื้ออย่างพอเพียง’

 

 

yoware_08

 



You May Also Like:

Apple CarPlay ในไทยใช้งาน Maps ได้แล้ว

สำหรับเจ้าของรถที่วิทยุรองรับการใช้งาน Apple CarPlay ก็จะทราบกันดีว่าไม่สามารถใช้งานในส่วนของแผนที่ได้ แต่ตอนนี้แอปเปิ้ลเปิดให้ใช้งานได้แล้ว ..

พาชมสถานที่ตั้ง Apple Store สาขาแรกในประเทศไทย (อัพเดท)

อย่างที่เราเคยคอนเฟิร์มไปแล้วตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาว่า Apple Store จะมาเปิดสาขาแรกในกรุงเทพ วันนี้เราพาไปดูที่ตั้งร้านกันว่าอยู่ตรงไหน ..

Share

Tweet

Email