รีวิว : iOS 7

รีวิว : iOS 7

สำหรับ iOS 7 ที่เพิ่งเปิดให้อัพเดทสด ๆ ร้อน ๆ ตอนนี้เรามาดูกันว่า iOS 7 มีอะไรเปลี่ยนแปลงกันบ้าง

 

iOS 7 เป็นความเปลี่ยนแปลงเรื่องดีไซน์ของ iOS ในรอบ 6 ปีนับตั้งแต่ iPhone ออกมาครั้งแรก โดยความเปลี่ยนแปลงของ iOS 7 เค้าลางเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2012 ที่แอปเปิ้ลมีการอันเชิญ Scott Fostal ออกจากตำแหน่งผู้กุมชะตา iOS ในขณะนั้น และเป็น Jonathan Ive ที่ขึ้นมารับหน้าที่ออกแบบ iOS ในขณะนั้นส่วนตัวผมไม่ได้คาดคิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะมาถึงเร็ว นึกว่าจะเป็นแบบค่อย ๆ เปลี่ยนใน iOS 7 และเปลี่ยนใหญ่ใน iOS 8

กลับมาต่อกันที่ iOS 7 เราลองมาดูว่าแอปเปิ้ลปรับรูปแบบหน้าตา ฟีเจอร์ต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นเลยเรามาดูกันก่อนว่าเครื่องไหนกดอัพเดทเป็น iOS 7 ได้บ้าง

  • iPhone 4, iPhone 4S, iPhone 5
  • iPod touch (5th Generation)
  • iPad 2, iPad 3, iPad 4 และ iPad mini

 

ข้อควรระวังก่อนอัพเดท

  • อย่าชะล่าใจอัพเดทสด โดยไม่แบ็คอัพใดๆ เปิด iTunes มาทำการแบ็คอัพเสียก่อน
  • รูปภาพต่าง ๆ ควรซิงค์ลงเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เรียบร้อย เผื่อเกิดเหตุสุดวิสัยเดี๋ยวจะวุ่นวาย

 

 

ส่วนหน้าตาโฉมใหม่และความสามารถใหม่ ๆ ใน iOS 7 ลองอ่านกันดูนะครับก่อนได้อัพเดทพร้อมเพรียงกันในคืนนี้

โดยตัว iOS 7 ที่เราอ้าองอิงถึงเป็น iOS 7 (GM) บน iPhone 5 และ iPod touch (5th Generation)

 

Lock Screen

 

ภาพรวมของ iOS 7 แตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างมากตั้งแต่หน้าจอ Lock Screen ที่ปรับใหม่ ตัวเลขนาฬิกาใหญ่ขึ้นไม่มีขอบแบ่งหน้าหน้าจอ ปุ่ม Slide to Unlock เปลี่ยนมาเป็นตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว โดยการกดเลื่อนเราไม่ต้องปาดที่หน้าจอคำว่า Slide to Unlock เพียงอย่างเดียวก็ได้ แต่สามารถปาดหน้าจอตรงไหนก็ได้เพื่อเข้าไปสู่หน้า Home Screen

 

ios-7_01

 

สิ่งที่สังเกตได้ตั้งแต่หน้าจอ Lock Screen คือบริเวณด้านบนที่เป็นรูปสัญญาณโทรศัพท์จากเดิมที่เป็นแท่ง ๆ 5 แท่งตอนนี้กลายเป็น 5 จุดแทน ส่วนด้านขวาที่เป็นรูประดับแบตเตอรี่ก็ดูเส้นจะบาง ๆ ถ้าอยู่บนพื้นหลังสีขาวแล้วก็อาจทำให้มองเห็นไม่ชัด

 

Home Screen

 

ถัดมาคือหน้า Home Screen ที่กดเข้ามาแล้วเห็นแน่นอนถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งไอคอนของแอพฯจะออกกลม ๆ กว่าเดิม และที่สำคัญคือไอคอนแอพฯที่มากับ iOS 7 เปลี่ยนรูปแบบไปหมด สิบปากกว่าไม่เท่ากดอัพเดทมาดูเองว่าเป็นอย่างไร จุดนี้เป็นที่พูดถึงกันมากว่าสวยหรือไม่สวย เข้ากันหรือไม่เข้ากัน และ Jonathan Ive ออกแบบจริง ๆ เหรอ

 

ios-7_02

 

ในส่วนของ Home Screen ที่เปลี่ยนไปเลยนอกจากเรื่องดีไซน์ของแต่ละไอคอน คงเป็นเรื่องระบบโฟลเดอร์ที่เราสามารถรวมหลาย ๆ แอพฯไว้ในที่เดียวกัน จากเดิมที่สามารถใส่ได้ 20 แอพฯใน 1 โฟลเดอร์ ตอนนี้ใน iOS 7 สามารถใส่ได้มากขึ้นไปอีก ผมลอง ๆ ดูไม่ทราบจริง ๆ ว่าได้สูงสุดเท่าไหร่แต่เกิน 20 แอพฯแน่ ๆ ส่วนมุมมองในโฟลเดอร์จากเดิมจะเป็นแถวละ 4 แอพฯ ใน iOS 7 จะเป็นแถวละ 3 แอพฯแทน และเมื่อมองจาก Home Screen ทะลุไปในแอพฯก็จะเป็นแถวละ 3 แอพฯเช่นกัน

 

ถัดมาคือช่องค้นหาที่เราสามารถดึงหน้าจอลงแล้วจะมีช่องค้นหาปรากฏขึ้นมาเลย ไม่ต้องเลื่อนมาที่หน้าจอซ้ายสุดอีกต่อ ภาพรวมของ Home Screen ดีไซน์เปลี่ยนไปแต่การใช้งานในจุดนี้ยังเหมือนเดิม

 

ios-7_05

 

Notification Bar และ Control Center

 

สำหรับ Notification Bar อันนี้เราคงคุ้นเคยกันอยู่บ้างเพราะมีมาตั้งแต่ใน iOS 5 พอมาถึง iOS 7 Notification Bar มีการเปลี่ยนแปลงมากพอควร โดยจะมีแบ่งแถบเป็น Today, All และ Missed โดยใน Notification Bar ไม่มีปุ่มสำหรับทวีตของ Twitter และโพสของ Facebook อีกต่อไป

ios-7_03-1

 

ส่วน Control Center ของใหม่ที่เพิ่งมีใน iOS 7 ใช้วิธีการลากจากด้านล่างหน้าจอขึ้นมา โดย Control Center เป็นศูนย์การตั้งค่าย่อยที่แอปเปิ้ลคิดว่าเราใช้บ่อย ๆ มารวมไว้ด้วยกันทั้ง AirPlane Mode, Wi-Fi, Bluetooth, Do Not Disturb, ตั้งล็อคหน้าจอ, ปรับแสงสว่างหน้าจอ, ปรับเสียง, แผงควบคุมการเล่นเพลง, ฟีเจอร์ AirDrop , ฟีเจอร์ AirPlay รวมถึงแอพฯที่แอปเปิ้ลคิดว่าเราน่าจะใช้งานบ่อยคือไฟฉาย, เกี่ยวกับนาฬิกา, เครื่องคิดเลข และสุดท้ายกล้องถ่ายรูป

 

ios-7_04

แผงควบคุม Control Center ใน iOS 7

 

ซึ่ง Control Center สามารถตั้งค่าให้เราสามารถลากหน้าจอขึ้นมาจากแอพฯไหน ๆ ก็ได้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะหน้าจอ Lock Screen หรือ Home Screen แต่ทั้งนี้เราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ว่าจะให้ Control Center สามารถลากขึ้นมาใช้งานเฉพาะอยู่ในหน้า Home Screen อย่างเดียวก็ได้ เพราะจากลากแผงควบคุม Control Center จากด้านล่างขึ้นมาอาจจะรบกวนหรือทับซ้อนกับฟีเจอร์ในบางแอพฯ เช่น Paper by 53 ใน iPad หรืออย่างการเล่นเกมที่มีการลากนิ้วถูนิ้วบนหน้าจอ เหล่านี้ก็ต้องเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Control Center แล้วเลือกเปิดปิดจากเมนูที่ปรากฏ

ส่วนที่ไม่ชอบใน Control Center คือด้านล่างสุดที่มีช็อตคัทไฟฉาย, เกี่ยวกับนาฬิกา, เครื่องคิดเลข และกล้องถ่ายรูป เราไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้เลย ซึ่งบางแอพฯสำหรับบางคนอาจจะไม่ได้จำเป็นก็ได้ จุดนี้อยากให้แอปเปิ้ลทำให้ยืดหยุ่นให้เราสามารถถอดและใส่แอพฯที่เราคิดว่าจำเป็นและใช้บ่อย ๆ เข้าไปมากกว่า

 

Multitasking

ระบบการสลับเปลี่ยนแอพฯโฉมใหม่ใน iOS 7 แต่มีมานานแล้วใน (Palm WebOS) จากเดิมเรากดปุ่ม Home 2 ครั้งติดกันจะมีทาส์กบาร์ปรากฏขึ้นมาด้านล่างของหน้าจอ เวลาจะปิดแอพฯก็ต้องมาแตะที่ไอคอนแอพฯค้างไว้เพื่อให้สั่น ๆ แล้วก็กดปุ่มกากบาทเพื่อปิดการทำงานแอพฯนั้น ๆ

พอมาใน iOS 7 การกดแบบเดียวกันจะเป็นการแสดงผลแต่ละแอพฯเป็นการ์ดใบหนึ่งซึ่งเรามองเห็นหน้าจอของแต่ละแอพฯอยู่ด้วย เราสามารถเลื่อนซ้ายเลื่อนขวาเพื่อไปยังแอพฯที่เราต้องการใช้งานได้ทันที หรือถ้าเราต้องการปิดแอพฯไหนก็สามารถแตะที่หน้าจอแอพฯนั้น ๆ ลากสะบัดนิ้วขึ้นข้างบนก็จะเป็นการปิดการทำงานของแอพฯดังกล่าวทันที ซึ่งสะดวกขึ้นกว่าที่ผ่าน ๆ มามาก

 

ios-7_06

 

Phone และ FaceTime

ในส่วนของโทรศัพท์มีการเพิ่มฟีเจอร์บล็อคเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ต้องการได้แล้ว (Block This Caller) การบล็อคเบอร์ที่ไม่ต้องการสามารถบล็อคได้ทั้งเบอร์ที่อยู่ในสมุดโทรศัพท์และเบอร์แปลก ๆ ที่เราไม่ได้เมมไว้ในสมุดโทรศัพท์ โดยการบล็อคเบอร์นอกจากการโทรเข้าแล้วยังรวมถึงข้อความต่าง ๆ ที่ส่งมาจากเบอร์ดังกล่าว และ FaceTime อีกด้วย

ios-7_07

 

 

ส่วน FaceTime จากเดิมที่จะเป็นแค่ Video FaceTime พอมาใน iOS 7 ได้เพิ่ม Audio FaceTime เข้ามาด้วย จากที่ลองบน Wi-Fi เสียงชัดดี ส่วนการใช้ Audio FaceTime บน 3G/4G จากที่ได้ลองใช้บ้างเล็กน้อยถ้า 3G นิ่ง ๆ ถือว่าคุยได้ราบลื่นเสียงชัดดี แต่ถ้า 3G สปีดน้อย ๆ (ต่ำกว่า 400kbps) เสียงจะไม่ค่อยสมูทเท่าไหร่

 

ios-7_08

เลือก Audio FaceTime จากในสมุดโทรศัพท์ได้แล้ว

 

Camera

สำหรับกล้องถ่ายรูปใน iOS 7 ปรับเปลี่ยนหน้าตาไปให้งงกันเล่นเล็กน้อย เครื่องรุ่นไหนได้ฟีเจอร์ไหนบ้างลองดูกันครับ

  • iPhone 4 – ถ่ายรูปแบบปกติ / ถ่ายรูปแบบ 1:1 / มีฟิลเตอร์ให้ปรับแต่งรูปหลังถ่ายเสร็จ
  • iPhone 4S – ถ่ายรูปแบบปกติ / ถ่ายรูปแบบพาโนรามา / ถ่ายรูปแบบ 1:1 / มีฟิลเตอร์ให้ปรับแต่งรูปหลังถ่ายเสร็จ
  • iPhone 5 / iPhone 5c / iPhone 5s – ถ่ายรูปแบบปกติ / ถ่ายรูปแบบพาโนรามา / ถ่ายรูปแบบ 1:1 / มีฟิลเตอร์ให้เลือกเปลี่ยนขณะถ่ายรูป / มีฟิลเตอร์ให้ปรับแต่งรูปหลังถ่ายเสร็จ / เพิ่มความสามารถซูมขณะถ่ายวิดีโอ
  • iPod touch (5th Generation) – ถ่ายรูปแบบปกติ / ถ่ายรูปแบบพาโนรามา / ถ่ายรูปแบบ 1:1 / มีฟิลเตอร์ให้เลือกเปลี่ยนขณะถ่ายรูป / มีฟิลเตอร์ให้ปรับแต่งรูปหลังถ่ายเสร็จ / เพิ่มความสามารถซูมขณะถ่ายวิดีโอ
  • iPad 2 / iPad 3 / iPad 4 และ iPad mini – ถ่ายรูปแบบปกติ / มีฟิลเตอร์ให้ปรับแต่งรูปหลังถ่ายเสร็จ

 

ios-7_09

iPhone 5 สามารถซูมภาพขณะถ่ายวิดีโอได้แล้ว (3x Digital oom)

ios-7_10

ฟิลเตอร์ที่มีใน iOS 7

สำหรับฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในกล้องถ่ายรูปของ iOS 7 ส่วนตัวผมชอบที่มีซูมภาพขณะถ่ายวิดีโอ รองลงมาก็คงเป็นการถ่ายภาพแบบ 1:1 เหมือนใน Instagram เรื่องฟิลเตอร์อันนี้เฉย ๆ เพราะมีแอพฯอื่นที่ทำได้ดีกว่า

 

Photos

ใน Photos ถือว่าเปลี่ยนโฉมเยอะ จนงงกันไปข้างนึงจากที่เปิดเข้าไปก็เข้า Camera Roll ดูรูปกี่ร้อยกี่พันรูปก็ดูกันอยู่ในนั้น พอมาเป็น iOS 7 จะดูแบบเดิมก็ได้ หรือจะดูตามปี , ดูตามพิกัดที่ถ่ายรูปก็ได้ด้วย โดยเรื่องนี้อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักหน่อยเพราะถ้าใช้งานฟีเจอร์ใหม่คล่อง ๆ ก็จะสะดวกมากถ้าเราเป็นคนถ่ายรูปเยอะแล้วถึงเวลาต้องมาค้นหารูปย้อนหลัง

 

ios-7_18

 

จากที่ได้ใช้ Photos ใน iOS 7 สุดท้ายผมก็เลือกดูแบบเดิมที่คุ้นเคยยังไม่ค่อยได้ใช้ความสามารถใหม่เท่าไหร่

 

Calendar

ปฏิทินใน iOS 7 ถ้าเทียบกับตอนที่เปลี่ยนใน iOS 6 ถือว่าใน iOS 7 ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะหน้าตามาแบบเรียบ ๆ พื้นสีขาวปุ่มหรือไอคอนเป็นสีแดงต่างกับใน iOS 6 อย่างสิ้นเชิง เราค้นหาวัน เดือน ปี ถัดไปหรือย้อนหลังได้ง่ายขึ้น สามารถดูปฏิทินแบบทั้งปี แล้วก็ค่อยกดเข้ามาเป็นเดือน แล้วก็กดเข้ามาในแต่ละวัน ใครที่ใช้ปฏิทินจดนัดหมายบ่อย ๆ น่าจะชอบ

ios-7_11

 

อีกจุดที่ผมชอบมาและมีผลกับทุกแอพฯฯคือเวลาเราเขียนนัดหมายใน Messages, ในอีเมล ถ้าเป็นรูปแบบที่ iOS 7 เข้าใจจะสามารถลิงค์เข้ามาในปฏิทินได้เลย (ใน Safari ไม่อ่านค่าดังกล่าว) อาทิ

10 โมงเช้า / 16 นาฬิกา / 2 โมงเย็น / 15 นาฬิกา ในข้อความพอกดไปก็จะมีเมนู Create Event หรือ Show in Calendar ปรากฏขึ้นมาด้วย สำหรับรูปแบบอื่น ๆ ที่ใช้งานได้ด้วยอย่าง วันนี้-มะรืนนี้ / พรุ่งนี้-วันเสาร์ ใน iOS 7 ก็สามารถรู้ได้ด้วยเหมือนกัน

 

ios-7_12

 

ส่วนรูปแบบอื่น ๆ จากที่ได้ลอง ตี 5 / บ่าย 2 โมง / บ่ายสามโมง พวกนี้ใน iOS 7 ยังไม่รู้จัก ยังจำเป็นต้องขึ้นเป็นตัวเลขก่อนแล้วก็วรรคแล้วกำกับด้วยโมงพร้อมขยายเวลาที่เกิดขึ้นด้วยคำว่าเช้าหรือเย็น หรือถ้าใส่เป็น นาฬิกากำกับก็รู้เรื่องเช่นกัน ง่าย ๆ ว่าเป็นเป็นตัวเลขขึ้นก่อนเสมอไม่สามารถใส่เป็นตัวหนังสือทั้งหมดได้

 

AirDrop

 

ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 7 ที่มีมาอยู่ก่อนแล้วใน OS X เป็นฟีเจอร์ที่เอาไว้ส่งไฟล์ข้ามไปมาระหว่างเครื่องแบบไร้สายไม่จำเป็นต้องนำเครื่องมาอยู่ใกล้ ๆ กันเหมือน Bluetooth หรือ NFC โดยฟีเจอร์ AirDrop ใน iOS 7 แอปเปิ้ลเปิดให้ใช้งานบนเครื่องดังนี้

 

  • iPhone 5, iPhone 5c และ iPhone 5s
  • iPod touch (5th Generation)
  • iPad (4th Generation) และ iPad mini

 

การใช้งาน AirDrop วันที่เพิ่งออก iOS 7 หมาด ๆ ยังไม่มีแอพฯไหนอัพเดทรองรับการใช้งาน หลัก ๆ ที่ทำได้จาก iOS 7 เลยจะเป็นรายชื่อในสมุดโทรศัพท์, รูปภาพและวิดีโอ ซึ่งผมลองส่งไฟล์วิดีโอความยาว 1 นาที (ขนาดไฟล์ 83MB) จาก iPod touch (5th Generation) ไปหา iPhone 5 ผมทำทดสอบ 3 ครั้งใช้เวลาส่งไฟล์ไม่เท่ากันเลยคือ 40 วินาที, 50 วินาที และ 60 วินาที

วิธีเปิดใช้งาน AirDrop จำเป็นต้องเปิดทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth ซึ่งถ้าปิดอย่างใดอย่างหนึ่งบนหน้าจอก็จะบอกว่าให้ไปที่ Control Center เพื่อเปิดทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth การแชร์ไฟล์และรับไฟล์จาก AirDrop เราสามารถกำหนดได้ว่าจะรับจากใครก็ได้ (Everyone) หรือรับจากเฉพาะคนที่มีรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ (Contacts Only) ก็ได้เช่นกัน แต่จากที่ลอง ๆ พอจะใช้ทีนึงก็มาปรับให้เป็น Everyone สะดวกสุด ส่วนถ้าเปิด AirDrop แล้วเลือกเป็น Everyone ค้างไว้แล้วกลัวว่าเดี๋ยวใครจะส่งไฟล์แแปลก ๆ เข้ามาในเครื่องเราจุดนี้ก็อาจไม่ต้องกังวลมากนักเพราะก่อนที่เราจะรับไฟล์ใด ๆ ผ่าน AirDrop จะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาให้ทราบก่อนว่าจะกดรับหรือไม่ คล้าย ๆ กับเวลาส่งไฟล์ผ่าน Bluetooth หรือ NFC

 

 

ส่วนการส่งรูปภาพจากในเครื่องผมเลือก 50 รูปก็ยังสามารถกดส่งได้ปกติ จุดนี้น่าจะสะดวกสำหรับกลุ่มเพื่อนที่เวลาไปเที่ยวแล้วอยากได้รูปก็ส่งผ่าน AirDrop รวดเดียวหลาย ๆ สิบรูปเลยก็ได้

ios-7_17

 

การที่แอปเปิ้ลทำ AirDrop อาจจะเป็นอีกเหตุผลว่ายังไม่ต้องรีบร้อนทำ NFC เข้ามาใน iPhone ก็เป็นได้ เพราะ AirDrop ก็สามารถรับส่งไฟล์ต่าง ๆ ได้เหมือนกัน แถมไม่ต้องเอาเครื่องมาอยู่ใกล้ ๆ กันอีกด้วย ส่วนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมทั่วไปเช่นลำโพงไร้สาย, บูลทูธเฮดเซ็ทก็ใช้ Bluetooth ตามปกติ

 

Safari

สำหรับ Safari ใน iOS 7 มีหน้าตาเปลี่ยนไปพอควร หลัก ๆ เลยคือการรวมช่องใส่ชื่อเว็บและช่องค้นหาเป็นช่องเดียวกัน และบน iPhone /iPod touch เวลาเปิดดูเว็บต่าง ๆ ถ้าเราเลื่อนหน้าจอขึ้นแถบเมนูบนจะหดเล็กลงและด้านแถบเมนูข้างล่างจะหายไปประหนึ่งว่าหน้าจอมีพื้นที่แสดงผลมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่แอปเปิ้ลหลอกเราว่าจอเล็ก ๆ อย่าง iPhone / iPod touch ก็มีพื้นที่แสดงผลเยอะเหมือนกัน การทำให้แถบเมนูด้านล่างปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ให้เราสะบัดนิ้วเลื่อนหน้าจอลงมาเร็ว ๆ แถบเมนูด้านล่างก็จะปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

 

ios-7_14

 

การเปลี่ยนหน้าเว็บไปมาจากเดิมที่จะเห็นเป็นการ์ดแบบเต็ม ๆ พอมาใน iOS 7 มุมมองการสลับหน้าเว็บเปลี่ยนเป็นมุมมองด้านบนและเวลาเราต้องการปิดหน้าเว็บไหนก็เพียงเลื่อนออกมาทางด้านซ้ายมือก็จะเป็นการปิดหน้าเว็บ ส่วนการเปิดหน้าเว็บจากเดิมที่ iOS ที่ผ่าน ๆ มา (เฉพาะบน iPhone /iPod touch) จะเปิดได้สูงสุด 9 หน้า พอมาเป็น iOS 7 สามารถเปิดได้ 24 หน้าเว็บพร้อม ๆ กันเหมือนใน iPad

 

ios-7_13

 

การใช้งานระหว่างดูเว็บมีลูกเล่นเพิ่มเติมนิดหน่อยเช่นเราอยู่ที่หน้าเว็บ A พอคลิกไป B แล้วคลิกไปที่หน้า C เราสามารถใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอแทนคำสั่งถอยหลังไปสู่หน้าเว็บที่แล้วได้ด้วย

 

App Store

สำหรับ App Store ใน iOS 7 (รวมถึง iTunes Store) ด้วยมีหน้าตาเปลี่ยนไปนิดหน่อยตามธีมของ iOS 7 จุดเด่นหลักของ App Store ใน iOS 7 คือการอัพเดทแอพฯจะเป็นแบบอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องกดเข้ามาดูเอง ถามว่ามีหรือไม่ ดีครับ แต่ข้อเสียคือถ้าแอพฯไหนที่ออกอัพเดทแล้วมีปัญหาเราก็จะโดนไปด้วยโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าใครไม่อยากให้เครื่องของเราที่ใช้ iOS 7 อัพเดทอัตโนมัติสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > iTunes & App Store > Automatic Downloads > เลือกปิดที่หัวข้อ Updates

 

ios-7_15

หรือถ้าจะเปิดอัพเดทอัตโนมัติทิ้งไว้แต่ไม่อยากให้ใช้ 3G/4G ของเราที่แต่ละเดือนมีอยู่จำกัดก็ให้ปิด Use Cellular Data ไว้ก็ได้ เวลามีอัพเดทมาใหม่ถ้าเราไม่ได้ใช้ Wi-Fi เครื่องก็จะยังไม่อัพเดทแอพฯต่าง ๆ ให้อัตโนมัติจนกว่าเราจะใช้ Wi-Fi

 

Weather

หน้าตาแอพฯบอกสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงไปพอควร การแสดงผลละเอียดมากขึ้น โดยเมื่อเราแตะที่ตัวเลขอุณหภูมิตัวใหญ่สุดจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ความชื้น (Humidity), โอกาสเกิดฝนตก (Change of rain) , ทิศทางลม (Wind) และอุณหภูมิที่เรารู้สึกในขณะนี้ (Feels like)

 

ios-7_16

 

ส่วนภาพประกอบพื้นหลังก็จะเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศที่แอพฯรายงาน เช่น ถ้ามีฝนตกหนัก ภาพประกอบก็จะเป็นฝนตกฟ้าคะนอง หรือถ้าเป็นวันที่มีเมฆเยอะแบ็คกราวด์จะมีเมฆเยอะไม่มีแดดตามไปด้วย เป็นต้น

 

Maps

แผนที่ใน iOS 7 แม้จะเปลี่ยนดีไซน์ไปบ้าง แต่การใช้งานหลัก ๆ ยังคงเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปในแผนที่บน iOS 7 น่าจะเป็นตอนใช้การนำทางในเวลากลางคืนภาพที่แสดงผลในแผนที่จะเป็นสีดำ ๆ เทา ๆ

 

ios-7_19

หน้าตาแผนที่ใน iOS 7

 

 

ตัวอักษรไทยและคีย์บอร์ดภาษาไทย

ความเปลี่ยนแปลงใน iOS 7 นับตั้งแต่ออก iOS 7 (beta 1) ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยโดยตรงคงหนีไม่พ้นเรื่องฟอนต์ภาษาไทยที่ iOS 7 เปลี่ยนมาใช้ฟอนต์ Sukhumvit Set ที่เป็นฟอนต์แบบไม่มีหัวกลม ๆ ในการแสดงผลทั้งชื่อเมนูต่าง ๆ , ข้อความใน Messages, ข้อความใน Notes , เนื้อความในอีเมล ฯลฯ เหล่านี้ทำให้เกิดประเด็นว่าแอปเปิ้ลพลาดหรือไม่ที่ใช้ฟอนต์แบบไม่มีหัวมาใช้แสดงผลเนื้อความต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าอ่านยากเพราะตัวหนังสือแบบไม่มีหัวแม้จะสวยงามแต่เมื่อแสดงผลเป็นเนื้อความจะดูติด ๆ กันไปหมด

ทั้งหมดที่เป็นฟอนต์ Sukhumvit Set จะเกิดขึ้นเมื่อเราพิมพ์ข้อความต่าง ๆ เองใน iOS 7 แต่ถ้าเป็นการพิมพ์ข้อความมาจากที่อื่นแล้วนำมาแปะใน iOS 7 อีกอย่างกรณีที่ผมทำใน Notes ตัวหนังสือจะเป็นแบบมีหัวปกติ ซึ่งในอีเมลก็เช่นกัน เรื่องนี้ผมยังไม่ทราบจริง ๆ ว่าเกิดจากอะไร

ส่วนคีย์บอร์ดไทยมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องปุ่มให้เป็นธีมเดียวกับ iOS 7 การแสดงผลภาษาไทยเวลาเราพิมพ์สระเปล่า ๆ เวลาแสดงผลจะมีจุดไข่ปลากลม ๆ แสดงผลกำกับอยู่ด้วยเพื่อนให้ทราบว่าตัวที่เราพิมพ์คือสระ

ความเปลี่ยนแปลงในส่วนของคีย์บอร์ดจากที่ได้ลองใช้เหมือนว่าคีย์บอร์ดใน iOS 7 จะมีการปรับปรุงให้เรากดผิดพลาดน้อยลง จากที่เทียบ ๆ กับตอนที่ใช้ iOS 6 พอมาเป็น iOS 7 จะพิมพ์ผิดน้อยลง แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยขนาดหน้าจอที่จำกัดปุ่มก็ยังเล็ก ๆ ก็ยังมีพิมพ์ตัวหนังสือผิด ๆ ถูก ๆ อยู่บ้างเหมือนกัน

ฟีเจอร์ทั้งหมดใน iOS 7 ผมคงสาธยายได้ไม่หมดเพราะมีเยอะมากจริง ๆ เอาเท่าที่เป็นไฮไลต์สำคัญ ๆ ก่อน ส่วนตัวถามว่าชอบ iOS 7 หรือไม่ถ้าไม่นับเรื่องหน้าตาไอคอนที่มากับ iOS 7 ที่เปลี่ยนไปมากใช้งานใหม่ ๆ ก็รำคาญว่าหาแอพฯไม่เจอ นอกนั้นถือว่าดีขึ้น ส่วนเรื่องการแสดงผลภาษาไทยที่ใช้ฟอนต์ Sukhumvit Set หวังว่าแอปเปิ้ลจะมีเปลี่ยนแปลงบ้างในบางจุดเช่นในอีเมล ใน Notes เป็นต้น

…ใครชอบหรือไม่ชอบตรงไหนใน iOS 7 มาเล่าให้ฟังมาเขียนให้อ่านกันบ้างนะครับ

 

 

 

 

 

 



kangg

You May Also Like:

แอปเปิ้ลแถลงผลประกอบการ ต.ค.-ธ.ค. 2017 ทำรายได้ 2.8 ล้านล้านบาท

แอปเปิ้ลแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ของปีบัญชี 2018 (ต.ค.-ธ.ค. 2017) มีรายได้มากเป็นประวัติการณ์ถึง $88,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไร 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ iPhone ขายได้ 77.3 ล้านเครื่อง ..

แอปเป้ิลไม่มีนโยบายเก็บเงินมัดจำจองคิวเปลี่ยนแบตเตอรี่ 500 บาท

จากกระทู้ใน pantip ที่มีการพูดถึงว่าศูนย์บริการแอปเปิ้ลมีการเก็บเงินค่าจองสิทธิ์เปลี่ยนแบตเตอรี่เพิ่มอีก 500 บาท (ได้คืนภายหลัง) ไม่ได้เป็นนโยบายของแอปเปิ้ล ..

Share

Tweet

Email