รีวิว : iPhone 5s

กล้องดีขึ้น ถ่ายวิดีโอสโลว์โมชั่นได้ มีสแกนลายนิ้วมือ สเป็คแรงขึ้น ลองมาดูกันว่า iPhone 5s ดีขึ้นจริงอย่างที่แอปเปิ้ลโม้ไว้รึเปล่า

 

iPhone 5s รูปร่างหน้าตาถ้าไม่ได้สังเกตจุดที่ปรับปรุงก็จะคือ ๆ กับ iPhone 5 โดยตัวเครื่องมีให้เลือก 3 สีด้วยกันได้แก่

 

hands-on-iphone-5s_02

 

  • Silver/White – เป็นเครื่องสีขาวด้านหลังสีเงินเหมือนกับ iPhone 5
  • Space Grey – เป็นสีที่ใหม่ใน iPhone 5s ถูกปรับปรุงมาจากสีดำทั้งเครื่องใน iPhone 5 มาเป็นสีเทาดำ
  • Gold – เป็นสีที่เพิ่มขึ้นมาใหม่จริง ๆ โดยเป็นส่วนผสมระหว่างตัวเครื่องสีขาว ส่วนตามขอบเครื่อง ด้านหลังจะเป็นสีทองอ่อน ๆ

 

ภายนอกที่เปลี่ยนไปและสังเกตเห็นได้ใน iPhone 5s ถ้าเป็นด้านหน้าเครื่องคือปุ่ม Home ที่มีที่สแกนลายนิ้วมือซ่อนอยู่ข้างใต้ ส่วนด้านหลังถ้าไม่นับเรื่องสีตัวเครื่องจุดสังเกตคงเป็นไฟแฟลชของกล้องถ่ายรูปที่ทำมา 2 ดวงเป็นแนวยาว นอกนั้นแยกไม่ออก

สำหรับเครื่องที่เราได้มารีวิวเป็น iPhone 5s เครื่องสีเทา Space Grey ซึ่งพอนำมาเทียบแบบวางข้าง ๆ กันกับ iPhone 5 เครื่องสีดำ Black Slate จะเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัด ตอนแรกที่เห็นรูปเครื่อง Space Grey ในเว็บแอปเปิ้ลไม่ได้นึกว่าจะแตกต่างจากสีดำเดิมสักเท่าไหร่ แต่พอเห็นตัวจริงของ Space Grey ต้องบอกว่าสีเครื่องทำให้นึกไปถึง iPhone รุ่นแรกที่เป็นอลูมิเนียมเลยทีเดียว โดยสี Space Grey ก็ตามชื่อครับคือไม่เป็นสีอลูมิเนียมเงิน ๆ ซะทีเดียว เพราะสีเงินเทาเข้ม ๆ ขึ้นมาหน่อย การจับถือเครื่องไม่มีอะไรแตกต่างกับ iPhone 5 เพราะมิติเรือนร่างน้ำหนักเท่ากันแบบเป๊ะ ๆ

 

iphone-5s_05

ซ้าย : iPhone 5 สีดำ / ขวา : iPhone 5s สีเทา

iphone-5s_01

ซ้าย : iPhone รุ่นแรก / ขวา : iPhone 5s สีเทา

iphone-5s_33

 

 

 

ความแรง

 

ตามสเป็คที่แอปเปิ้ลบอกคือ iPhone 5s ใช้ชิป A7 ให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่า iPhone 5 ที่ใช้ชิป A6 ราว ๆ 2 เท่า ซึ่งในการใช้งานทั่วไปเทียบกันระหว่าง 2 เครื่องนี้ไม่ได้รู้สึกมากขนาดนั้นคือความปรู๊ดปร๊าดอันนี้สังเกตเห็นได้ โดยสเป็คที่ดีขึ้นเอาจริง ๆ ก็ดีขึ้นทุกปีไม่อย่างนั้นคงขายไม่ออก

 

iphone-5s_07

iphone-5s_32

 

แต่ถ้าใช้งานหนัก ๆ อันนี้จะเห็นภาพชัดว่าต่างกัน และเพื่อให้เห็นภาพชัดมากขึ้นว่า iPhone 5s แรงขึ้นจาก iPhone 5 มากน้อยแค่ไหน ผมใช้แอปฯ iMovie เป็นตัวทดสอบเพื่อให้เห็นความแตกต่างขณะ Export ไฟล์วิดีโอเดียวกันว่า iPhone 5s ทำได้รวดเร็วแค่ไหน จากการทดสอบ Export ไฟล์วิดีโอออกมาเป็นแบบ 1080p ความเร็วในการเรนเดอร์และ Export ไฟล์จาก iPhone 5s เสร็จภายในเวลา 1.40 นาที ส่วน iPhone 5 ทำเสร็จเรียบร้อยในเวลา 3.02 นาที

 

iphone-5s_08

(ซ้าย : iPhone 5s / ขวา : iPhone 5) ขณะ Export วิดีโอความยาว 3 นาทีด้วยแอปฯ iMovie

 

.

.

ที่สแกนลายนิ้วมือ (Touch ID)

 

ฟีเจอร์ใหม่ใน iPhone 5s ที่เห็นกันชัดเจนอย่างหนึ่งคือที่สแกนลายนิ้วมือบนปุ่ม Home โดยเราจะใช้งานได้ต่อเมื่อเราตั้งค่า Passcode หรือรหัสล็อกเครื่องที่หน้า Lock Screen ถ้าผู้อ่านไม่ได้เป็นคนชอบตั้งรหัส Passcode ที่สแกนลายนิ้วมือก็ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลยในปัจจุบัน

 

iphone-5s_09

 

 

การตั้งค่าลายนิ้วมือเครื่องจะทำการตรวจจับลายนิ้วมือที่เราวางลงไปและค่อย ๆ อ่านค่าจบครบถ้วน จากนั้นจะให้เราวางนิ้วในท่าทางสบาย ๆ บนปุ่ม Home เพื่อให้ทราบว่าตำแหน่งนิ้วที่เราวางอยู่ประมาณไหน ความแจ๋วของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือของแอปเปิ้ลคือเราสามารถวางนิ้วตรง ๆ หรือตะแคงหรือเอียงเครื่องก็สามารถอ่านค่าได้

 

iphone-5s_10

iphone-5s_11

 

จากที่ได้ลองใช้ที่สแกนลายนิ้วมือ ผมพบว่านิ้วที่ใช้งานบ่อยอย่างนิ้วโป้งทั้งมือซ้ายและมือขวาผมมีการวางนิ้วหลายแบบ เช่น ใช้บริเวณปลายนิ้วในบริเวณที่เครื่องจำตำแหน่งนิ้วได้บ้าง หรือวางนิ้วพาดลงไป ซึ่งเลยมาจากบริเวณที่เราสแกนนิ้วไว้แล้วบ้าง หรือบางทีใช้นิ้วชี้แตะบ้าง ทั้งหมดทำให้ผมคิดออกได้ว่านิ้วไหนที่เราใช้บ่อยก็สแกนทั้งบริเวณปลายนิ้วและบริเวณที่ถัดมาด้วยเสียเลยให้เหมาะกับลักษณะการวางนิ้วของเรา นอกจากนั้นก็เป็นนิ้วชี้ทั้งสองข้าง พอทำแบบนั้นเสร็จพบสบายขึ้นเยอะ เพราะไม่ต้องมาแปะแค่บริเวณปลายนิ้วเพียงอย่างเดียว โดย iPhone 5s ปัจจุบันสามารถสแกนนิ้วมือเก็บไว้ได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือด้วยกัน

 

iphone-5s_36

 

 

นอกจากการใช้ปลดล็อก Passcode ที่สแกนลายนิ้วมือยังสามารถใช้แทนการกดพาสเวิร์ดใน App Store และ iTunes Store ได้ด้วย โดยในส่วนนี้เราสามารถตั้งค่าเพื่อจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้

 

iphone-5s_29

ที่สแกนลายนิ้วมือที่มีใน iPhone 5s เอาจริง ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าพิเศษหรือจะไม่มีก็ได้เพราะในตอนนี้ทำได้แค่ 2 อย่างจากที่กล่าวไปข้างต้น เรื่องปลดล็อก Passcode คุยกับเพื่อนที่ขับรถก็บอกว่าสะดวกดีเพราะวางนิ้วปลดล็อกเครื่องได้เลยไม่ต้องมองไม่ต้องจิ้มๆ หน้าจอ ส่วนตัวผมเองจากที่ใช้งานจะใช้ที่สแกนนิ้วมือหรือกดรหัสตัวเลข 4 ตัวไม่ต่างกัน ยกเว้นว่าตั้งรหัส Passcode ยาว ๆ ที่เป็นตัวอักษรไม่ใช่ตัวเลขอันนี้การสแกนลายนิ้วมือดูจะช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น และอย่างที่บอกถ้าเราไม่ได้เปิดการใช้งานล็อกหน้าจอที่สแกนลายนิ้วมือก็ดูไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย

 

กล้องถ่ายรูปและแฟลช

แม้ iPhone 5s แอปเปิ้ลจะยังคงยึดความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล แต่ขนาดเซ็นเซอร์รับภาพใน iPhone 5s ใหญ่ขึ้นกว่าใน iPhone 5 อีก 15 เปอร์เซ็นต์ ในทางทฤษฎีเซ็นเซอร์ใหญ่ขึ้นคือภาพที่ได้จะดูดีขึ้นสวยขึ้น ส่วนสเป็คอื่นเกี่ยวกับกล้องถ่ายรูปด้านหลังที่ปรับปรุงคือรูรับแสงกว้างขึ้นเป็น  f/2.2 จากเดิมใน iPhone 5 คือ f/2.4 รูรับแสงที่กว้างขึ้นง่าย ๆ คือภาพจะสว่างกว่าเดิม ถ่ายตอนกลางคืนหรือแสงสลัวดีขึ้น โดยครั้งนี้ผมทดสอบเปรียบเทียบระหว่าง iPhone 5s และ iPhone 5

 

iphone-5s_12

 

โดยในการทดสอบจริงกล้องของ iPhone 5s ในการถ่ายภาพกลางวันแสงเยอะ ๆ แดดจัด ๆ ภาพที่ได้จะใสและสีสดกว่า iPhone 5 ซึ่งสีที่สดขึ้นเหมือนโดนเร่งสีให้เกินจริงเช่นใบไม้สีเขียวก็จะเขียวเข้มจัด ถ้าเทียบกันแค่ 2 เครื่องกลายเป็นว่าสีสันของรูปภาพจาก iPhone 5 ดูเป็นสีธรรมชาติเป็นสีที่ใกล้เคียงกับที่ตาเราเห็นมากกว่า

 

iphone-5s_13

iphone-5s_14

 

 

ส่วนภาพถ่ายในเวลากลางคือเทียบกับช็อตต่อช็อต iPhone 5s กินนิ่ม ภาพที่ได้มองตาเปล่าแบบไม่ต้องจับผิดอะไรมากก็จะเห็นได้ว่าภาพจาก iPhone 5s สว่างกว่าและเห็นรายละเอียดดีกว่า

 

iphone-5s_15

iphone-5s_16

 

จากข้างต้นที่ iPhone 5s ให้รูปภาพที่ใสกว่าและสว่างกว่าผมเลยคิดเลยเถิดไปถึงภาพขาวดำ โดยการทดสอบนี้ผมใช้ฟีเจอร์ฟิลเตอร์ที่อยู่ใน iOS 7 ของกล้องถ่ายรูปปกติไม่ได้ใช้แอปฯอื่น พบว่าเฉดของภาพขาวดำที่ได้จาก iPhone 5s แบบไม่ได้ปรับแต่งอะไรคือเลือกเป็นโหมดขาวดำในกล้องเลยภาพจะขาวและสว่างไม่ทึม ๆ ซึ่งข้อดีคือเห็นรายละเอียดในภาพชัดเจน ส่วนภาพขาวดำที่ได้จาก iPhone 5 จะมืดและเข้มกว่า

เรื่องภาพขาวดำไม่ใช่ประเด็นใหญ่อะไรนัก เพราะถ้าภาพสว่างเกินไปก็เอาเข้าแอปฯแต่งรูปใน iPhone หรือบนคอมพิวเตอร์ปรับความสว่างปรับความเข้มของภาพก็ได้ เพียงแต่ผมนำมาให้เห็นว่า iPhone 5s ที่รูปภาพปกติดีขึ้นสว่างขึ้น ถ้านำมาถ่ายขาวดำผ่านฟิลเตอร์ที่มากับเครื่องจะเป็นอย่างไร

 

iphone-5s_38

iphone-5s_37

 

ถัดมาคือฟีเจอร์ถ่ายรูปต่อเนื่อง (Burst Mode) อธิบายง่าย ๆ ก็คือการถ่ายภาพต่อเนื่อง ซึ่งใน iPhone 5s สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงได้ 10 รูปใน 1 วินาที จุดนี้จะต่างกับการกดปุ่มชัตเตอร์ใน iPhone 5 และรุ่นที่ต่ำกว่าค้างไว้เพราะทำความเร็วการถ่ายต่อเนื่องได้ต่ำกว่า

 

iphone-5s_23

 

 

โดยการถ่ายรูปแบบต่อเนื่องถ้าดู ๆ แล้วเราอาจจะคิดว่าเอาไปใช้อะไรในชีวิตปกติได้บ้าง ที่ผมนึกออกอย่างเช่นไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ แล้วแบบอยากถ่ายรูปตอนกระโดดพร้อม ๆ กัน ถ้าคุณผู้อ่านนึกออกน่าจะพอเห็นภาพว่าจะถ่ายรูปแนว ๆ นี้คนถ่ายต้องไวพอควร ซึ่งถ่ายรูปแบบต่อเนื่องยิ่งถ่ายได้เร็วก็จะเข้ามาช่วยได้มากพอควรโดยที่เราไม่ต้องมากะมาเล็งคือกดชัดเตอร์แช่ไว้ตั้งแต่ก่อนที่เพื่อน ๆ กระโดดแล้วค่อยปล่อยชัตเตอร์หลังกระโดดเสร็จเท่านี้เราก็ค่อยมาเลือกรูปภาพในจังหวะที่เราอยากได้แล้วค่อยนำไปโพสใน facebook ก็ได้ หรือประยุกต์ไปใช้สำหรับคนที่ปลื้มศิลปินมาก ๆ ก็กดถ่ายรัวไปก่อนเลยตอนศิลปินหันมายิ้มหันมาโบกมือ แล้วค่อยเอาภาพที่ได้ทั้งหมดไปทำเป็น GIF Animation หรือเอารูปทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดไปโพสให้เพื่อนคนอื่นดูบนเว็บ นอกจากนั้นก็จะเป็นการนำไปใช้ถ่ายรูปเกี่ยวกับความเร็วเช่นอยู่ในสนามฟุตบอลจังหวะนักเตะง้างเท้ายิงประตูเราก็จะได้เห็นจังหวะตั้งแต่ก่อนง้างเท้า กำลังง้างเท้า จังหวะลูกบอลพุ่งออกจากเท้า จังหวะที่ลูกบอลลอยเข้าประตู เป็นต้น

โดยถ่ายรูปแบบต่อเนื่องใน iPhone 5s ตามสเป็คทำได้ 10 รูปใน 1 วินาที บางคนอาจจะนึกไม่ออกว่าถ่ายแบบต่อเนื่องใน iPhone 5s กับ iPhone 5 ต่างกันแค่ผมเลยลองให้ดูคร่าว ๆ ว่า 10 วินาทีทั้งคู่ถ่ายได้กี่ภาพ ผลปรากฎกว่า iPhone 5s รัวไปถึง 94 รูป ส่วน iPhone 5 ถ่ายได้ 24 รูป เรียกว่า iPhone 5s ถ่ายได้รวดเร็วกว่า 4 เท่าโดยประมาณ

จากนั้นผมเลยลองของเล็กน้อยว่า 1 นาทีจะได้สักกี่รูปกันเชียว ผลปรากฎว่า iPhone สามารถรัวรูปภาพใน 1 นาทีได้มากถึง 584 รูป หรือวินาทีละ 9.7 รูป ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับที่แอปเปิ้ลเคลมว่า 10 รูปต่อ 1 วินาที โดยขณะทดสอบกดปุ่มชัตเตอร์แช่ไว้มีช่วงเหมือนว่าเครื่องคำนวณไม่ทันตัวเลขที่นับมีค้างในจังหวะขึ้นรูปที่ 150 และรูปที่ 350 นอกนั้นไม่มีปัญหาอะไร

ถามว่า 10 รูปใน 1 วินาทีของ iPhone 5s เร็วหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าเร็วพอสมควรแต่ไม่ที่สุด เพราะในกล้องโทรศัพท์มือถืออย่าง Xperia Z1 ตอนนี้สามารถรัวได้ถึง 60 ภาพใน 1 วินาที แต่วิธีการคำนวณและเก็บภาพของ Z1 จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

ข้อควรระวังในการกดถ่ายแบบ Burst Mode หรือถ่ายภาพต่อเนื่องคือ iPhone 5s จะเก็บทุกรูปที่ 8 ล้านพิกเซล ขนาดไฟล์ของแต่ละภาพอยู่ราว ๆ 2.5 MB ฉะนั้นถ้ารัวไปถึง 500 รูปเท่ากับว่าในเครื่องจะต้องใช้พื้นที่เก็บรูปทั้งหมดราว ๆ 1.25GB จุดนี้ถ้าใช้ Burst Mode บ่อย ๆ ให้ระวังพื้นที่ในเครื่องเต็มโดยไม่รู้ตัว

แฟลชถ่ายรูปใน iPhone 5s แอปเปิ้ลคิดใหม่ทำใหม่จากเดิมที่เป็นไฟแฟลช LED ดวงเดียวเหมือนในกล้องทั่วไปซึ่งจะมีปัญหาแสงไฟแข็งไม่เป็นธรรมชาติ แอปเปิ้ลเลยแก้ไขด้วยการทำแฟลชให้เป็น 2 ดวงไฟ 2 สีผสมกันแทน ดวงหนึ่งเป็นสีเหลืองโทนอุ่นอีกดวงเป็นสีขาวพอไฟยิงออกมาแสงจะไม่แข็งเท่ากับที่มีไฟดวงเดียวสีเดียว

จากที่การทดสอบเปรียบเทียบแสงไฟแฟลชของ iPhone 5s ที่มี 2 ดวงหรือที่แอปเปิ้ลเรียกว่า True Tone flash เทียบกับแฟลชของ iPhone 5 ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกันชัดเจน โดยภาพที่ได้จาก iPhone 5s โดยยิงไฟแฟลชเข้าไปแสงจะนวล ๆ เป็นธรรมชาติกว่าแสงแฟลชจาก iPhone 5 ประมาณว่าถ้าถ่ายรูปสาว ๆ ที่แต่งหน้าจัดเต็มตอนกลางคืนหน้าก็จะไม่วอกเหมือนกับภาพที่ได้จาก iPhone รุ่นก่อนหน้าแล้ว แต่จะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า

 

iphone-5s_21

 

ถ่ายวิดีโอ

 

ว่ากันที่การถ่ายวิดึโอแบบธรรมดากันก่อนว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากรุ่นที่แล้วบ้าง โดยเบื้องต้นความคมชัดอยู่ที่ระดับ 1080p (Full HD) เหมือนเดิม แต่ภาพวิดีโอที่ได้จาก iPhone 5s ภาพดูกระจ่างมากขึ้น เฉดสีในวิดีโอจะเข้มกว่าบน iPhone 5 โดยรวมในเรื่องถ่ายวิดีโอแบบปกติคือดีขึ้น แต่ไม่ถึงขนาดว้าว ๆ

ถัดมาเป็นฟีเจอร์ที่แอปเปิ้ลเพิ่มมาเฉพาะใน iPhone 5s เท่านั้นคือการถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชั่นที่แอปเปิ้ลเรียกย่อ ๆ ว่า Slo-Mo โดยวิดีโอแบบสโลว์โมชั่นจะถ่ายที่ 120fps ที่ความละเอียด 720p การใช้งาน ‘จำเป็น’ ต้องเลื่อนหน้าจอไปทางซ้ายไปที่ Slo-Mo ถัดจากโหมดวิดีโอปกติ ตอนถ่ายวิดีโอในโหมด Slo-Mo ก็เหมือนถ่ายวิดีโอธรรมดา แต่ความพิเศษอยู่ที่หลังถ่ายเสร็จแล้วเรามาเลือกดูคลิปวิดีโอดังกล่าวจะพบเส้น ๆ ให้เราเลื่อน ๆ ซ้ายขวาได้ว่าอยากให้ช่วงไหนในวิดีโอเป็นภาพแบบสโลว์โมชั่น ซึ่งพอเลือกช่วงที่ต้องการได้แล้วเราสามารถกดดูวิดีโอได้เลย

ในกรณีที่เราถ่ายวิดีโอแบบธรรมดาไม่ได้เข้าโหมด Slo-Mo จะไม่สามารถมาทำเอฟเฟกสโลโมชั่นทีหลังได้ การสังเกตวิดีโอที่่ถ่ายไว้แล้วว่าอันไหนจะเป็นการถ่ายแบบสโลว์โมชั่นคือจะมีมีไอคอนกลม ๆ เล็ก ๆ อยู่ที่มุมล่างซ้ายของแต่ละวิดีโอเวลาเราเปิดดูจากใน Photos

 

iphone-5s_24

iphone-5s_25

iphone-5s_26

 

ส่วนตัวแล้วผมชอบฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชั่น เพราะตัวผมเองคิดว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องทั่วไปในชีวิต โดยภาพที่ได้จากการถ่ายแบบสโลว์โมชั่นที่ 120fps ต้องยอมรับว่าภาพเนียนดีไม่มีจังหวะสะดุด จุดนี้จะต่างกับการถ่ายสโลว์โมชั่นที่ 60fps จากแอปฯอื่น ๆ ที่นำมาลงใน iPhone 5 (ด้วยข้อจำกัดของสเป็คแอปฯต่าง ๆ ที่ใช้ถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชั่นบน iPhone 5 จะทำได้สูงสุดที่ 60fps)

 

 

โดยในส่วนของสโลว์โมชั่นบน iPhone 5s คือจัดการเรื่องการเลื่อนช่วงที่อยากให้เป็นภาพช้า ๆ ได้ไม่ยุ่งยากอะไร จุดนี้จะต่างกับแอปฯถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชั่นที่อยู่ใน App Store เพราะแต่ละแอปฯทำออกมาแล้วตอนใช้งานจะงง ๆ ดี พอเป็นฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอสโลว์โมชั่นใน iPhone 5s ของแอปเปิ้ลถือว่าทำออกมาใช้งานง่ายดี โดยการทำสโลว์โมชั่นให้กับไฟล์วิดีโอสามารถทำได้ช่วงเดียวในหนึ่งไฟล์ ไม่สามารถทำแบบหลาย ๆ สโลว์โมชั่นในไฟล์วิดีโอเดียวได้

 

iphone-5s_27

 

จุดที่ไม่สมบูรณ์ในการถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชั่นคือตอนที่โอนถ่ายวิดีโอที่เราเห็นว่าเป็นภาพช้า ๆ ใน iPhone 5s พอนำมาต่อกับ iPhoto (9.4.3) เพื่อดึงวิดีโอลงเครื่อง Mac (OS X 10.8.5) กลายเป็นว่าวิดีโอที่เป็นสโลว์โมชั่นพอมาอยู่ในคอมพิวเตอร์กลายเป็นวิดีโอธรรมดา ๆ ไม่มีช่วงภาพช้า ๆ แต่อย่างใด จุดนี้คงต้องรอแอปเปิ้ลแก้ไขในลำดับต่อไป โดยการโอนไฟล์ที่เป็นไฟล์วิดีโอสโมชั่นหรืออยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นตอนนี้คือ อัพวิดีโอขึ้น YouTube หรือ Vimeo จากตัว iPhone 5s เลย หรือใช้วิดีโอส่งไฟล์ผ่าน AirDrop ไปเครื่องอื่นไฟล์ที่เปิดขึ้นมาก็เป็นแบบสโลว์โมชั่นปกติ ต่างกับการโอนไฟล์ผ่าน iPhoto ส่วนบน Windows ผมไม่มีเครื่องลองจริง ๆ ว่าออกมาปกติหรือเป็นแบบเดียวกับเครื่อง Mac

 

 

ชิป M7 เขาว่าใช้กับแอปฯออกกำลังกายแล้วจะปรหยัดแบตเตอรี่ ?

สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือเรื่องชิป M7 coprocessor ที่อยู่ใน iPhone 5s โดยแอปเปิ้ลบอกว่าเจ้าชิป M7 จะมาทำหน้าที่แทนชิปหลัก A7 ในส่วนของการประมวลผลการเคลื่อนไหวของตัวเครื่อง, ทิศทาง ๆ ในเข็มทิศ ซึ่งทั้งหมดจะต้องเป็นแบบที่รองรับการใช้งานกับชิป M7 ด้วย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีแอปฯด้านสุขภาพออกมารองรับบ้างแล้ว

 

iphone-5s_28

 

จุดนี้ผมลองใช้แอปฯชื่อ Argus ที่อัพเดทรองรับชิป M7 ที่อยู่ใน iPhone 5s เทียบกับการใช้แอปฯเดียวกันบน iPhone 5 พบว่าชิป M7 ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้จริง โดยใน iPhone 5 ระยะเวลาการใช้แอปฯ Argus ที่ต้องเปิดเป็นแบ็คกราวด์ทิ้งไว้ตลอดราว ๆ 5-6 ชั่วโมงแบตเตอรี่ลดไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใน iPhone 5s แบตเตอรี่ลดลงไปไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ จุดนี้ถ้าใครที่ชอบใช้แอปฯเกี่ยวกับสุขภาพเกี่ยวกับการออกกำลังกายเช่นพวกแอปนับจำนวนก้าวเดินของเราที่มีอยู่ใน App Store แล้วเจอปัญหาว่าเปิดใช้งานแอปฯแล้วแบตเตอรี่ลดฮวบ ๆ น่าจะชอบ iPhone 5s ในจุดนี้ด้วยเหมือนกัน แต่กระนั้นแม้จะไม่เปลืองแบตเตอรี่เท่าเก่าแต่อย่าลืมว่าแบตเตอรี่ก็ยังลดลงอยู่ดี

ส่วนแอปฯไหนที่ยังไม่รองรับชิป M7 แอปฯนั้น ๆ ก็ยังคงซดแบตเตอรี่มากเป็นปกติเช่นเดิม

 

แบตเตอรี่

สั้น ๆ กระชับได้ใจความว่าแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นมาจาก iPhone 5 อีกราว ๆ 10 เปอร์เซ็นต์ไม่มีผลอะไรให้เห็นชัดว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น คือถ้าคุณใช้งานหนักเหมือนเดิมแบตเตอรี่ก็หมดปกติ ส่วนถ้าคุณเทียบจาก iPhone 4 หรือ iPhone 4s ที่ใช้อยู่จะรู้สึกว่าแบตเตอรี่ของ iPhone 5s อยู่ได้นานขึ้นนั้นเป็นเทคโนโลยีดีขึ้นแน่นอนว่าอุปกรณ์ใหม่ ๆ ก็ต้องประหยัดแบตเตอรี่มากกว่ากินไฟน้อยกว่า อีกส่วนคือ iPhone 4 หรือ iPhone 4s ที่คุณใช้อยู่อายุหลายปีแน่นอนว่าแบตเตอรี่ต้องมีการเสื่อมสภาพ พอมาใช้เครื่องที่เพิ่งซื้อใหม่ก็จะรู้สึกว่าแบตเตอรี่อึดกว่าไปโดยปริยาย

จุดน่ากังวล

สำหรับคนจะใช้ iPhone 5s คือเรื่องพื้นผิวของอลูมิเนียมที่ควรจะระวังการถลอกสีหลุดกันด้วยในกรณีที่ใช้งานสมบุกสมบัน เพราะจากที่เจอกับตัวคือ iPhone 5 สีดำผมใช้ฟังเพลงตอนวิ่งออกกำลังกายด้วยมีการดึงเข้าออกของหูฟังบ่อยมากสีบริเวณดังกล่าวจะถลอกเป็นวงกลม ๆ ในจุดดังกล่าว ซึ่งใน iPhone 5s ก็ยังเป็นตัวเครื่องอลูมิเนียมฉะนั้นก็ควรระวังด้วยเช่นกัน

 

iphone-5s_31

 

นอกจากนั้นที่เจอกับตัวสดอีกอย่างคือเครื่องงอ สาเหตุแท้จริงไม่ทราบแต่ตัวผมเองคิดว่าเราก็ใช้งานปกติไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอนึกย้อนดูเกี่ยวกับเรื่องเครื่องงออาจจะมาจากการที่ผมใส่ iPhone 5 ไว้กระเป๋ากางเกงด้านหลังบ่อย ๆ มีบ้างที่นั่งเก้าอี้เลยโดยที่เครื่องก็ยังอยู่ที่กระเป๋าหลัง จุดนี้อาจจะเป็นสาเหตุของอาการเครื่องงอ ซึ่ง iPhone 5s ที่เป็นวัสดุแบบเดียวกันไม่น่ารอดถ้ายังทำพฤติกรรมแบบเดิม

 

iphone-5s_30

 

 

 

ภาพรวมของ iPhone 5s คล้าย ๆ กับตอน iPhone 4s ที่อัพสเป็คอัพนู้นอัพนี่อย่างละนิดอย่างละหน่อย พอรวม ๆ กันแล้วดูน่าใช้งานไม่น้อย แต่ทั้งนี้ถ้าผู้อ่านถือ iPhone 5 อยู่แล้วคงไม่มีความจำเป็นในการซื้อ iPhone 5s เพราะสิ่งที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Touch ID ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น กล้องดีขึ้นจริง แต่ใน iPhone 5 ก็ดีอยู่เพียงพอในการใช้งานแล้ว ถ้าอยากลองถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชั่นสามารถหาแอปฯจาก App Store มาลองใช้งานก็ได้แม้จะไม่เนียนเท่าใน iPhone 5s ก็เถอะ ทั้งหมดทั้งมวลยกเว้นเรื่องเดียวว่าคุณอยากได้เครื่องรุ่นใหม่ทุกปีอันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนคนที่ใช้ iPhone 4 หรือ iPhone 4s แล้วอยากเปลี่ยนเป็น iPhone 5s ถือเป็นจังหวะดีที่ตัวนี้สเป็คจัดเต็มมีลูกเล่นเยอะ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเลยจากเครื่องเก่ามาเครื่องใหม่คือเรื่องความคล่องแคล่วในการเปิดแอปฯนู้นปิดแอปฯนี้ที่ทำได้รวดเร็วกว่า กล้องที่ดีขึ้นช่วยให้คุณสนุกกับการถ่ายภาพมากขึ้นจริง ถ่ายวิดีโอมีลูกเล่นเยอะขึ้น

 

 

จุดสังเกต

  • ที่สแกนลายนิ้วมือยังใช้ประโยชน์ได้น้อย
  • กล้องถ่ายรูปดีขึ้นจริง ภาพสีสด
  • ถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชั่นใช้งานง่าย ถ่ายสนุก

 

ราคา :

  • 16GB – 23,900 บาท
  • 32GB – 27,900 บาท
  • 64GB -31,900 บาท

 

 

 

 

About