รีวิว : iPad Air

รีวิว : iPad Air

นอกจากบางกับเบาแล้วลองมาดูกันว่า iPad Air มีอะไรดีขึ้นและปรับปรุงจากเดิมบ้าง ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน แบตเตอรี่ปริมาณไฟลดลงใช้ได้สิบชั่วโมงจริงหรือไม่ ทุกอย่างในรีวิวมีคำตอบ

 

iPad Air รูปร่างหน้าตาอย่างที่เราเห็นกันไปแล้วว่าคือ iPad mini ที่ขยายขึ้นมาเป็น iPad หน้าจอ 9.7 นิ้ว ตัวเครื่องด้านหลังมีให้เลือก 2 สีได้แก่สีเทาสเปซเกรย์ และสีเงิน ตัวเครื่อง iPad Air เทียบมิติเรือนร่างกับ iPad (4th Generation) เห็นได้ชัดว่าเล็กลงกว่าเดิมพอสมควร คือขอบที่เหลือจากหน้าจอด้านข้างซ้ายขวาหดเข้าไปเยอะมาก ส่วนขอบบนล่างจากหน้าจอไปถึงขอบตัวเครื่องวัดแบบคร่าว ๆ แอปเปิ้ลเหลือพื้นที่ไว้เท่าเดิม

 

ipad-air_01

ipad-air_02

ซ้าย : iPad Air / ขวา :iPad (4th Generation)

ipad-air_08

ซ้ายไปขวา : iPad mini / iPad Air / iPad (4th Generation)

 

ด้านหลังเครื่องของ iPad Air เป็นแบบเรียบ ๆ ตลอดทั้งแผ่นไม่มีการทำส่วนโค้งเหมือนรุ่นที่ผ่าน ๆ มา สังเกตบริเวณด้านบนตรงกลางจะเห็นมีช่องเล็ก ๆ ให้เห็นแบบรู้สึกขัดตาว่าคือช่องอะไร นั้นคือช่องไมโครโฟนที่แอปเปิ้ลใส่เข้ามาให้ iPad Air จำนวน 2 ช่องด้วยกันโดยอีกช่องจะอยู่ขอบด้านบนเครื่องบริเวณใกล้ ๆ กันถือเป็น iPad รุ่นแรกที่แอปเปิ้ลใช่ไมโครโฟนเข้ามา 2 ช่อง โดยการมีไมโครโฟน 2 ช่องเพื่อช่วยตัดเสียงรบกวนเวลาเราต้องใช้งานเช่นตอนใช้ FaceTime , ขณะบันทึกวิดีโอ เป็นต้น

 

ipad-air_07

 

พื้นที่ใช้งานในเครื่อง

 

ipad-air_10

 

iPad Air มีให้เลือกด้วยกัน 4 ความจุคือ 16, 32, 64 และ 128GB โดยเครื่องที่เราได้มาเป็น iPad Air (Wi-Fi) 16GB ซึ่งเหลือพื้นที่ใช้งานจริงแบบยังไม่ได้ลงแอปใด ๆ เลยเพียง 12.4GB เท่านั้น จุดนี้น่าจะต้องคิดกันให้ดีสำหรับคนที่จะซื้อ iPad Air ความจุ 16GB เพราะพื้นที่ใช้งานจริงเหลือไม่มากนัก ถ้าคุณต้องการใช้งาน iPad Air เป็นหลักแล้วอยากลงแอปลงเพลงพร้อมกับเก็บรูปชนิดที่ว่าไม่ซิงค์ข้อมูลกับคอมพิวเตอร์เลยการซื้อเครื่องรุ่นทีมีความจุต่ำสุดอาจไม่ใช่คำตอบของคุณ

 

การจับถือ

ผมเปรียบเทียบให้ดู 3 รุ่นด้วยกันคือ iPad mini, iPad Air และ iPad (4th Genertion) ด้วยความที่ตัวผมเองสามารถถือเครื่องมือเดียว iPad (4th Generation) ได้ก็เลยอาจจะเห็นไม่ชัดนัก แต่จากรูปจะเห็นว่าขนาดเครื่อง iPad Air ใหญ่กว่า iPad mini ไม่มากเท่าไหร่ (สังเกตขอบเครื่องบริเวณข้อมือ) ซึ่งถ้าเทียบขนาดกับ iPad (4th Generation) จะเห็นได้ว่าหดเล็กลงมาเยอะ

 

ipad-air_12

ซ้ายไปขวา : iPad mini / iPad Air / iPad (4th Generation)

 

ถ้าเทียบแค่ 2 เครื่องคือ iPad Air และ iPad (4th Genertion) การถือ iPad Air มือเดียวดูจากรูปจะเห็นได้ว่านิ้วมือของผมอยู่เลยเครื่องขึ้นมาได้เยอะกว่า iPad (4th Genertion) หมายถึงว่าจับเครื่องได้กระชับมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนการถือเครื่องทั่วไปให้อารมณ์เหมือนกับเดินถือ iPad mini เพราะด้วยน้ำหนักเครื่องที่เบาลงมาเยอะพอควรเลยทำให้การถือติดตัวเพื่อจะอ่านหนังสืออ่านเว็บ หรือนำมาใช้งานสะดวกขึ้นกว่ารุ่นเดิมมาก

 

ipad-air_14

iPad (4th Generation)

ipad-air_13

iPad Air

ipad-air_15

ipad-air_16

 

 

ประสิทธิภาพ

 

iPad Air ใช้ชิป A7+M7 แบบเดียวกับ iPhone 5s แถมแรมในเครื่องก็ยังมี 1GB เหมือน ๆ กันอีกด้วย จุดต่างนิดหน่อยของทั้งคู่คือในส่วนของชิป A7 บน iPad Air ความเร็ว 1.4GHz ส่วนของ iPhone 5s ความเร็ว 1.3GHz จุดนี้เราลองใช้แอป Geekbench 3 มาวัดประสิทธิภาพ iPad (4th Generation), iPad Air และ iPhone 5s ผลที่ออกมาระหว่าง iPad (4th Generation) และ iPad Air ตัวเลขห่างกันเกือบเท่าตัว ส่วนเมื่อเทียบผลที่ออกมากับ iPhone 5s ตัวเลขที่ออกมาไม่ต่างกันเท่าไหร่ จากจุดนี้น่าจะพอมองเห็นประสิทธิภาพของ iPad mini with Retina Display ที่กำลังจะขายในเร็ว ๆ นี้ด้วยเหมือนกัน เพราะสเป็คเดียวกันกับ iPad Air และ iPhone 5s

 

 

ipad-air_19

ล่างขึ้นบน : ซ้ายไปขวา : iPad (4th Generation) / iPad Air / iPhone 5s

 

ส่วนการใช้งานจริงเทียบกันระหว่าง iPad Air และ iPad (4th Generation) ด้วยการ Export ไฟล์วิดีโอความยาว 2.15 นาทีที่มีการใส่เสียงเพลงซ้อนลงไปมีเอฟเฟ็กใส่เข้าไปด้วยนิดหน่อยจากแอปฯ iMovie ผลที่ออกมาคือ iPad Air สามารถเรนเดอร์และ Export ไฟล์ 1080p ออกมาเก็บที่ Photo Library ได้เร็วกว่าเท่าตัว

 

ipad-air_20

ซ้าย : iPad Air / ขวา : iPad (4th Generation)

กล้องถ่ายรูป

 

กล้องถ่ายรูปด้านหลังใน iPad Air ตามสเป็คคือ 5 ล้านพิกเซลซึ่งดูเหมือนแอปเปิ้ลจะไม่ได้ปรับปรุงอะไร แต่เอาเข้าจริงกล้อง 5 ล้านพิกเซลใน iPad Air ก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ipad-air_21

 

จากที่ทดสอบถ่ายในร้านอาหารพบว่าเรื่อง White Balance ของ iPad Air มีการปรับปรุงดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัดเทียบรูปที่เห็นแก้วเทียนจะเห็นได้ชัดว่าภาพจาก iPAd Air จะไม่ติดอมเหลืองเท่ากับ iPad (4th Generation) ส่วนอีกภาพที่ถ่ายกำแพงภายในร้านพอจะเห็นได้ว่าภาพที่ได้จาก iPad Air จะสว่างกว่า

 

ipad-air_22

ipad-air_23

ipad-air_24

 

ถัดมาเป็นการถ่ายกลางแจ้ง ดูจากภาพถ่ายท้องฟ้ามีก้อนเมฆลอยอยู่ สีของท้องฟ้าจาก iPad Air จะฟ้าเข้มเป็นโทนน้ำเงิน ส่วนภาพจาก iPad (4th Generation) สีท้องฟ้าจะจืดกว่า

 

ipad-air_27

ipad-air_28

 

อีกภาพที่ทำให้เห็นความต่างคือการถ่ายย้อนแสงที่เวลามีแสงลอดเข้ามาถ้าเป็น iPad (4th Generation) แสงที่ลอดเข้ามาจะเห็นเป็นขอบม่วงชัดเจน ส่วนบน iPad Air ขอบม่วงดังกล่าวไม่ปรากฏ

 

ipad-air_29

ipad-air_30

 

ในส่วนของการถ่ายวิดีโอสิ่งที่ iPad Air ทำได้เพิ่มขึ้นคือการซูมขณะถ่ายวิดีโอที่แอปเปิ้ลเพิ่มเข้ามาให้ ส่วนที่น่าผิดหวังคือแอปเปิ้ลไม่ยอมใส่ปุ่มถ่ายภาพนิ่งในขณะถ่ายวิดีโอมาให้เหมือนใน iPhone 5s

 

ipad-air_34

 

ลำโพง

ลำโพงใน iPad Air ปรับมาใช้แบบสเตอริโอซ้ายขวาแบบเดียวกับ iPad mini โดยในส่วนของลำโพง iPad Air จากที่ทดสอบให้เสียงได้ดังและกังวาลกว่าลำโพงของ iPad mini ส่วนถ้าเทียบกับ iPad (4th Generation) ที่เป็นลำโพงเดี่ยวเวลาฟังเพลงจะเห็นเรื่องความต่างได้ชัด ลักษณะเสียงจากลำโพง iPad Air จะให้เสียงต่ำได้ดีขึ้นกว่าเดิมเสียงเบสพอมีให้ได้ยินอยู่บ้าง คือถ้าไม่ซีเรียสเอามาฟังเพลงแบบทั่วไปก็จะรู้สึกได้ว่าเสียงดีขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเสียงยังไงเสียลำโพงจาก iPad Air คงไม่ต้องสนองในการใช้ฟังเพลง

 

ipad-air_03

บน : iPad Air / ล่าง : iPad (4th Generation)

ใช้เครื่องนาน ๆ แล้วร้อนหรือไม่

จากที่เราเคยรีวิว iPad (3rd Generation) ว่าอุณหภูมิขณะใช้งานเครื่องค่อนข้างร้อนมาก พอมาถึง iPad (4th Generation) อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในการทำสิ่งเดียวกันลดลงมาราว ๆ 2-3 องศาเซลเซียส แต่ในการใช้งานจริงตัวเครื่องก็จะอุ่น ๆ อยู่เล็กน้อย

พอมาถึงคราว iPad Air เราไม่พลาดที่จะทดสอบในจุดนี้ด้วย โดยทดสอบร่วมกับ iPad (4th Generation)  ด้วยการเปิดหนังแบบสตรีมมิ่งให้เครื่องมีการใช้ Wi-Fi และเล่นหนังไปพร้อม ๆ กันทิ้งไว้ราว 20 นาทีแล้วนำมาทดสอบด้วยแถบวัดอุณหภูมิที่เราใช้ร่วมในการทดสอบมาแต่ไหนแต่ไร จับเครื่องพลิกด้านหลังแล้ววัดอุณหภูมิในบริเวณท้ายเครื่องด้านขวาที่เป็นบริเวณเมนบอร์ดในเครื่องผลลัพธ์ที่ออกมาคือ iPad (4th Generation) มีอุณหภูมิขึ้นไปที่ระดับ 37 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยของเครื่องรุ่นนี้ ส่วน iPad Air ทำได้น้อยกว่า 36 องศาเซลเซียสเพราะแถบอุณหภูมิบอกค่าได้แค่ช่วง 36-40 องศาเซลเซียส การที่ไม่ขึ้นสีในช่วงดังกล่าวก็บ่งบอกได้ว่าอุณหภูมิน้อยกว่า จากที่ลองจับ ๆ ตัวเครื่องในบริเวณดังกล่าวจะยังเย็น ๆ อยู่ไม่มีความอุ่นเหมือนกับ iPad (4th Generation) เป็นได้ว่าอุณหภูมิเครื่องของ iPad Air น่าจะต่ำกว่า 2-3 องศาเซลเซียส

 

ipad-air_31

ipad-air_32

 

ทั้งนี้ถ้าใช้งานหนัก  ๆ เช่นนำมาถ่ายวิดีโอต่อเนื่องนาน ๆ ตัวเครื่องก็มีร้อนอยู่เหมือนกัน แต่ลองเทียบแล้วก็ยังน้อยกว่า  iPad (4th Generation)

 

แบตเตอรี่

 

สำหรับแบตเตอรี่ใน iPad Air แอปเปิ้ลลดปริมาณไฟลงจาก 11,666 มิลลิแอมป์ใน iPad (4th Generation) ลงมาเหลือ 8827 มิลลิแอมป์ แต่ยังเคลมว่าสามารถใช้งานได้ร่วม 10 ชั่วโมงเช่นเดิม จากการทดสอบจริงโดยผมชาร์จแบตเตอรี่เข้าเครื่องจนเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ และใช้งานเรื่อย ๆ ตลอดวันในขณะที่ทดสอบเครื่องจนเหลือแบตเตอรี่ 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วดูตัวเลขการใช้งานจาก Settings > General > Usage พบว่าผมใช้งานเครื่องไป 14 ชั่วโมง 20 นาที จากจุดนี้ทำให้ไม่ต้องกังวลไปว่าแบตเตอรี่ในเครื่องน้อยลงแล้วจะใช้งานได้น้อยชั่วโมงแต่อย่างใด

 

ipad-air_33

 

อีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่คือการระยะเวลาการชาร์จไฟเข้าเครื่อง iPad Air ทดสอบด้วยอแดปเตอร์ 12W ที่มากับเครื่องใช้เวลาชาร์จจากระดับแบตเตอรี่ 5 เปอร์เซ็นต์จนถึง 100 เปอร์เซ็นต์ราว ๆ 4.30 ชั่วโมง ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นกว่า iPad (4th Generation) ประมาณ 30 นาที

 สรุป

จากที่ได้ใช้และทดสอบ iPad Air ในจุดต่าง ๆ ภาพรวมมีการปรับปรุงขึ้นทุกจุด ถือเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของ iPad ทำให้เราได้เห็นว่าถึงจุดหนึ่งแอปเปิ้ลสามารถที่จะทำตัวแท็บเล็ตไซส์ 10 นิ้วให้เบากว่า 500 กรัมโดยที่ยังใช้โลหะเหมือนเดิมได้ จุดเด่นของ iPad Air อยู่ที่ความเบาของตัวเครื่อง คล่องตัวเวลาถือ ส่วนสเป็คเครื่องจะว่าจัดเต็มหรือจะเรียกว่ากั๊กก็ได้แล้วแต่มุมมอง

จุดสังเกต

  • เครื่องเบาขึ้นมาก
  • ประสิทธิภาพตัวเครื่องดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมเกือบ 2 เท่า
  • กล้องถ่ายรูปมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น
  • ระยะเวลาการใช้งานอยู่ได้นานกว่าที่แอปเปิ้ลบอก

 

ราคา :

รุ่น Wi-Fi

  • 16GB – 16,900 บาท
  • 32GB – 20,400 บาท
  • 64GB – 23,900 บาท
  • 128GB – 27,400 บาท

รุ่น Wi-Fi + Cellular

  • 16GB – 21,400 บาท
  • 32GB – 24,900 บาท
  • 64GB – 28,400 บาท
  • 128GB – 31,900 บาท

 

 



You May Also Like:

รีวิว : ขาตั้ง Twelve South – HoverBar for iPad

เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับ iPad ที่อลังการชิ้นหนึ่งเท่าที่ผมเคยได้รับมารีวิวเลยครับสำหรับขาตั้ง Twelve South - HoverBar for iPad ..

แอปเปิ้ลถอด iPad mini รุ่นแรกออกจาก Apple Online Store แล้ว

ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เมื่อแอปเปิ้ลถอด iPad mini รุ่นแรกออกจาก Apple Online Store แล้ว ด้วยสเป็คก็ควรเลิกขายไปนานแล้ว ..

iPad Pro 12.9 นิ้วน่าจะรองรับฟีเจอร์ Bluetooth Stylus และ Force Touch

ยังตกเป็นข่าวลือเป็นระยะ ๆ สำหรับ iPad Pro หรือ iPad จอใหญ่เบิ้ม 12-13” ที่ว่ากันว่าแอปเปิ้ลกำลังทำการทดสอบกันอยู่คาดว่า iPad รุ่นนี้น่าจะรองรับฟีเจอร์ Bluetooth Stylus และ Force Touch ..

Share

Tweet

Email