รีวิว : ลำโพง Harman Kardon – Aura

รีวิว : ลำโพง Harman Kardon – Aura

ถ้าใครที่คุ้นเคยกับลำโพง Harman Kardon – Soundsticks พอเห็นรุ่น Aura น่าจะร้องอ๋อเพราะหน้าตาของ Aura มันคือตัวซับวูฟเฟอร์ของ Soundsticks เพียงแต่ครั้งนี้ Aura ทำมาแบบชิ้นเดียวพร้อมการเชื่อมต่อไร้สายที่ครบถ้วนทั้ง Bluetooth, AirPlay (Wi-Fi) และ DLNA

Harman Kardon – Aura คนที่ได้เห็นครั้งแรกบอกเหมือน ๆ กันว่ามันคือแมงกะพรุนหรือซับวูฟเฟอร์ของรุ่น Soundsticks แต่ Harman Kardon – Aura มาแบบเดี่ยว ๆ โดยตัวลำโพงมีขนาดกลางไม่ถึงกับใหญ่มากอะไร เปิดกล่องมาจัดการเสียบสายก็เกือบจะใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องต่อลำโพงแยกเพิ่มเติม

 

harman-kardon-aura_01

harman-kardon-aura_02

 

ตัว Aura จากที่เห็นในรูปเป็นโดมใสพลาสติก ด้านหน้าบริเวณที่เป็นแผงสีดำซ่อนดอกลำโพงขนาด 1.5 นิ้วรอบตัวเอาไว้ 6 ดอกและข้างใต้เมื่อพลิกขึ้นมาดูจะมีซับวูฟเฟอร์ขนาด 4.5 นิ้ว การเปล่งเสียงของลำโพงคือให้เสียงกระจายรอบทิศและซับวูฟเฟอร์อัดเสียงลงไปที่พื้นโต๊ะที่เราวางเครื่องไว้ก่อนแล้วค่อยกระจายเสียงออกมา ด้านหลังเครื่องมีช่องเชื่อมต่อคือช่อง USB, ช่องเสียบสายแจ็ก 3.5 มม., ช่องเสียบแบบออฟติคอล และช่องสำหรับเสียบไฟเข้าตัวเครื่อง

harman-kardon-aura_03

harman-kardon-aura_07

 

สำหรับปุ่มหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่แสดงว่าเครื่องทำงานอะไรยังไง จะซ่อนตัวอยู่บริเวณแถบคาดสีดำ โดยจะมีปุ่มกดเปิด/ปิดการทำงานตัวเครื่อง, ปุ่มเปลี่ยนโหมดการรับเสียงว่าจะให้มาจากทางไหน, ไฟแสดงสัญลักษณ์ Wi-Fi และแถบปรับระดับเสียง ซึ่งทั้งหมดเป็นระบบสัมผัส

 

harman-kardon-aura_04

harman-kardon-aura_05

 

โดยการเชื่อมต่อของ Harman Kardon – Aura นอกจากจะเสียบสายเข้ากับด้านหลังเครื่องตามช่องที่กล่าวไปก่อนหน้า Harman Kardon – Aura รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายทั้ง Bluetooth, AirPlay และ DLNA ส่วนที่ผมสนใจสุดใน Harman Kardon – Aura เนื่องจากใช้สารพัดอุปกรณ์ iOS คือรองรับการใช้ AirPlay ด้วย

 

ข้อดีของ AirPlay คือถ้าใช้การเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi ไม่จำเป็นต้องมาจับคู่อุปกรณ์เฉพาะเครื่องเหมือนกับ Bluetooth เครื่อง iOS ไหนที่อยู่ใน Wi-Fi เดียวกันก็สามารถปรับให้เสียงมาออกที่ลำโพง Harman Kardon – Aura ได้เลยสะดวกดีมาก ส่วน DLNA ผมไม่มีอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานเลยจึงขอไม่เอ่ยถึง

ด้านการใช้งาน Harman Kardon – Aura แบบเบสิกสุดสำหรับการใช้งานไร้สายเราสามารถใช้การเชื่อมต่อแบบ Bluetooth ได้เลยกับอุปกรณ์ที่เรามีไม่เกี่ยงว่าจะเป็น iOS, Android, Windows Phone 8 หรืออื่น ๆ ขอแค่ให้มี Bluetooth ในเครื่องเป็นพอ การเชื่อมต่อทำได้โดยการกดไปที่ปุ่มสถานะบน Harman Kardon – Aura  ให้เป็นสีฟ้าแล้วกดค้างไว้ให้เข้าโหมดการเชื่อมต่อจากนั้นจัดการต่อกับ iPhone, iPad หรืออื่น ๆ ก็สามารถใช้ฟังเพลงได้แล้ว

ถัดมาที่เป็นฟีเจอร์ที่นาน ๆ จะเจอในลำโพงทีนึงคือรองรับ AirPlay ซึ่งการตั้งค่าเริ่มจากนำสาย USB ของ iPhone, iPad ที่เราใช้อยู่เสียบเข้าไปที่ช่อง USB ด้านหลังเครื่องแล้วตั้งค่า Wi-Fi ให้ Harman Kardon – Aura ผ่านแอป HK Remote ทำตามขั้นตอนการตั้งค่า ถ้าไม่ผิดพลาดอะไรตัวลำโพงจะกระพริบไฟสัญลักษณ์ Wi-Fi อยู่สักครู่แล้วจะสว่างค้างไว้เพื่อให้เราทราบว่าตัวลำโพงมีการต่อ Wi-Fi ไว้แล้ว โดยในแอป HK Remote จะมีส่วนที่ให้เราตั้งค่าเกี่ยวกับเสียง Bass อยู่ด้วย จุดนี้ปรับตามใช้ชอบว่าอยากได้เสียงหนักเบามากแค่ไหน และบริเวณใกล้ ๆ กันจะเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนสถานะของปุ่มสถานะการใช้งานอย่าลืมกดให้เป็นสีเขียวก่อนเริ่มใช้งาน AirPlay ก็แล้วกัน

 

harman-kardon-aura_09

harman-kardon-aura_10

 

การใช้ฟังเพลงผ่าน AirPlay เมื่อเราจัดการตั้งค่าได้แล้ว จากนั้นถือว่าง่ายมากแล้ว เพราะไม่ว่าอุปกรณ์ iOS เครื่องไหนที่อยู่ในวง Wi-Fi เดียวกันนี้ก็สามารถเปิดเสียงออกลำโพงได้เลยโดยไม่ต้องตั้งค่าใด ๆ โดยตอนเลือกอุปกรณ์ AirPlay บน iPhone หรือ iPad ให้เราเลือกมาที่ชื่อลำโพง Harman Kardon – Aura ที่เราตั้งค่าไว้สักครู่เสียงก็จะเปล่งออกมาจากลำโพงทันที

การปรับเสียงไม่ว่าเราจะฟังเพลงผ่าน Bluetooth หรือ AirPlay หลัก ๆ คือปรับจากบริเวณตัวลำโพง หรือถ้าไม่อยากเดินไปที่ลำโพงก็ปรับจากแอปที่เราใช้ฟังเพลงหรือเปิดแอป HK Remote ขึ้นมาปรับเสียงก็ได้

ด้านเสียงของ Harman Kardon – Aura จากที่ได้ลองผมว่าฟังได้เพลิน ๆ เรื่อย ๆ โดยเสียงที่ได้จากลำโพงอยู่ในขั้นดีเสียงกังวานรอบทิศทางจากลำโพง 6 ดอกรอบตัว 360 องศา แต่ด้วยความเป็นลำโพงรวมอยู่ในชิ้นเดียวทำให้เสียงที่ต้องการความชัดเจนแยกซ้ายขวาทำได้ไม่เท่ากับชุดลำโพงแบบ Harman Kardon – Soundsticks คือถ้าเน้นฟังเอามิติเสียงซ้ายขวาแบบแยกชัดเจน Harman Kardon – Aura ให้รายละเอียดในจุดนี้ไม่ได้เท่าลำโพงแยกชิ้น ด้านความพลิ้วของเสียงทำได้ดีประมาณหนึ่ง ส่วนเสียงเบสทำได้ดีมาก ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราปรับเสียงเบสไว้ที่ระดับเท่าไหร่ด้วย ซึ่งจุดนี้ถ้าไม่ฟังตามหน้าร้านที่ขายถ้าเสียงเบสมาแบบเต็ม ๆ จนกลบเสียงอื่นเป็นได้ว่าร้านค้าอาจปรับระดับเสียงเบสไว้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นได้

จุดสังเกตเวลาใช้ฟังเพลงเท่าที่เจอคือถ้าเป็นเพลงแบบสตรีมมิ่งจาก iTunes Match บน iPhone/iPad เวลาฟังผ่าน AirPlay จะมีสะดุด ๆ อยู่บ้างเหมือนกับว่าเพลงที่สตรีมส่งข้อมูลไม่ทันทำให้เสียงออกมาติด ๆ ขัด ๆ แต่พอทำแบบเดียวกันแต่ฟังด้วยการใช้ Bluetooth กลับไม่เจอปัญหาดังกล่าวเลย จุดนี้ถ้าผู้อ่านไม่ได้ใช้ iTunes Match ก็ไม่ต้องกังวลอะไร

นอกใช้ฟ้งเพลงแล้วการรองรับ AirPlay ก็ยังสะดวกเพิ่มขึ้นไปอีกสำหรับคนที่ใช้ Apple TV ด้วย เพราะเราสามารถแยกเสียงให้มาที่ Harman Kardon – Aura ผ่าน AirPlay ได้ด้วย แค่หามุมเหมาะ ๆ ในการวางลำโพงไว้บริเวณทีวี จากนั้นเวลาเปิดดูหนังต่าง ๆ จาก Apple TV เราก็เสียงเลือกไปที่ Speaker แล้วก็เลือกให้เสียงออกมาที่ Harman Kardon – Aura ซึ่งก็จะดีกับคนที่มี Apple TV แต่ไม่ได้ต่อลำโพงแยกชิ้นใด ๆ เลย จุดนี้ Harman Kardon – Aura จะเข้ามาช่วยเพิ่มอรรถรสในการใช้ Apple TV ให้สนุกขึ้น จากที่ลองต่อ Harman Kardon – Aura กับ Apple TV ผ่าน AirPlay ใช้ดูหนังอยู่ 2 เรื่องคือ 300 กับ Nothing Hill เสียงในฉากสู้รบของเรื่อง 300 มิติเสียงแน่นอนว่าดีกว่าที่ได้ยินจากลำโพงทีวีมากมาย เสียงเอฟเฟกต่าง ๆ แน่นใช้ได้ ส่วนเรื่อง Nothing Hill แม้ไม่ได้มีฉากสู้รบให้สังเกตเรื่องเสียง แต่เสียงเพลงหรือเสียงบรรยากาศต่าง ๆ เราก็ได้ยินชัดขึ้นดีขึ้น ซึ่งใช้เป็นลำโพงให้กับ Apple TV นอกจากจะทำผ่าน AirPlay ได้ด้วยแล้วยังสามารถต่อสายผ่านช่องออฟติคอลด้านหลังเครื่องก็ได้

 

harman-kardon-aura_11

harman-kardon-aura_12

harman-kardon-aura_13

 

จุดสังเกตเวลาใช้ร่วมกับ Apple TV คงเป็นเรื่องการปรับระดับเสียงที่เราต้องทำผ่านแอป HK Remote หรือกดหน้าเมนู Speaker บน Apple TV ซึ่งจะไม่สะดวกเท่ากับการใช้รีโมทตัวเป็น ๆ เวลาที่เราฟังผ่านทีวีเราก็ปรับระดับเสียงผ่านรีโมทได้เลย

สรุปโดยรวมหลังจากที่ได้ใช้ Harman Kardon – Aura ผมชอบในเรื่องดีไซน์ที่วางไว้ตรงไหนก็ได้ประหยัดพื้นที่ไม่รกเหมือนลำโพงแยกชิ้น แต่ต้องแลกเรื่องมิติเสียงที่ทำได้ไม่ดีเท่า ถัดมาคือความคล่องตัวในการใช้งานผ่าน AirPlay ซึ่งถ้าเราใช้อุปกรณ์ iOS เยอะหลายเครื่องสะดวกมาก และสุดท้ายชอบที่ใช้เป็นลำโพงไร้สายให้ Apple TV ได้ด้วย จุดที่ไม่ชอบคงเป็นเรื่องปุ่มระบบสัมผัสที่ทำให้ต้องเล็งก่อนกดทุกครั้ง การปรับระดับเสียงบนรีโมทที่เป็นแถบเลื่อนบางทีเลื่อนพลาดทำให้เสียงดังขึ้นมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ส่วนช่องต่อแบบออฟติคอลจุดนี้ผมเฉย ๆ เพราะช่างน้ำหนักแล้วผมใช้แบบไร้สายกับ Apple TV สะดวกกว่าและก็ประหยัดเงินค่าสายไปได้อีกหน่อยหนึ่ง

ถ้ากำลังมองหาลำโพงที่ครบถ้วนเครื่องเชื่อมต่อ ดีไซน์สวย เสียงดีประมาณหนึ่งฟังได้เพลิน ๆไม่เน้นจับผิดรายละเอียดเสียง วางโชว์ได้ ไม่เกี่ยงว่าราคาสูงหน่อย Harman Kardon – Aura ตอบโจทย์ครบ

 

จุดสังเกต

  • รองรับการใช้งานไร้สายครบครัน
  • ให้เสียงรอบทิศแบบ 360 องศา
  • ประยุกต์ใช้งานได้ทั้งใช้ดูหนังใช้ฟังเพลง
  • ไม่มีรีโมทแยกมาให้ การปรับเสียงทำผ่านแอปหรือบนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

 

ราคา : 15,900 บาท

 

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด

 

หาซื้อสินค้าได้ที่

  • iStudio
  • Mahajak – Dream Theater (ชั้น 2 Siam Paragon)

 

 



You May Also Like:

ลำโพง Fender – Monterey และ Newport

Fender ในยุคใหม่นอกจากหูฟังที่ออกมาพักใหญ่ ตอนนี้มีลำโพงไร้สายออกมาด้วยเหมือนกันกับรุ่น Monterey และ Newport  ..

รีวิว : ลำโพง JBL – Pulse 3

ผมให้นิยามว่าเป็นลำโพงที่สนุกมาก เพราะไม่ใช่แค่เสียงแต่ลำโพงที่เราสามารถเลือกแสงที่อยู่บนตัวลำโพงได้ตามใจชอบอีกด้วยกับ JBL - Pulse 3  ..

รีวิว : หูฟัง iFrogz – Impulse Wireless

ได้หูฟัง iFrogz - Impulse Wireless มาลองใช้งานพักใหญ่ พบว่าเป็นหูฟังไร้สายที่ราคาไม่แพงที่ให้เสียงได้โอเคเลยแหละ ..

Share

Tweet

Email