กระจกแซฟไฟร์ใครก็เลียนแบบแอปเปิ้ล..ยาก

กระจกแซฟไฟร์ใครก็เลียนแบบแอปเปิ้ล..ยาก

เป็นบทความในเว็บ theverge.com เกี่ยวกับกระจกแซฟไฟร์ที่แอปเปิ้ลซื้อบริษัทพัฒนาแซฟไฟร์เมื่อปลายปีก่อนและคาดว่าแอปเปิ้ลจะนำแซฟไฟร์มาใช้เป็นกระจกใน iPhone รวมถึง iWatch ที่ลือหึ่งกันด้วย

theverge.com มีบทความน่าสนใจเกี่ยวกับกระจกแซฟไฟร์ที่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าแอปเปิ้ลจะเอามาเล่นแร่แปรธาตุยังไงบ้างหลังจากที่ซื้อบริษัท GT Advanced Technologies พัฒนาเกี่ยวกับกระจกแซฟไฟร์ไปเมื่อปลายปีก่อน แม้แซฟไฟร์จะมีค่าความแข็งเป็นรองเพียงแค่เพชรทนการขีดข่วนได้ดี​ แต่ก็มีข้อเสียคือเปราะแตกหักง่าย แถมมีราคาแพงก็เลยยังเป็นข้อสงสัยว่าแอปเปิ้ลและ GT Advanced Technologies จะพัฒนากระจกแซฟไฟร์ไปได้ถึงไหนกัน และทำยังไงให้มีต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป

บทความย้อนไปถึงปลายปี 2008 ที่แอปเปิ้ลออก MacBook Pro (Unibody) ที่ตัวเครื่องออกแบบมาเป็นอลูมิเนียมแบบชิ้นเดียวไม่แยกเป็นชิ้นบนชิ้นล่างเหมือนในอดีต การทำเป็น Unibody นอกจากเรื่องดีไซน์ เรื่องความสวยงาม ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้มีความแข็งแรงทนทานกว่าเครื่อง MacBook Pro รุ่นก่อน (แอปเปิ้ลทำเครื่องแล็ปท็อปเป็นอลูมิเนียมมาตั้งแต่ปี 2003 กับ PowerBook G4) ซึ่งการใช้อลูมิเนียมเป็นบอดี้แบบ PowerBook G4 ในสมัยก่อนไม่มีคอมพิวเตอร์ยี่ห้อไหนทำเพราะต้นทุนสูง จวบจนมาถึงปี 2008 ที่แอปเปิ้ลปรับดีไซน์ของ MacBook Pro เป็น Unibody นั้นทำให้แอปเปิ้ลได้รับคำชมมากมาย ถึงขนาดที่เว็บสมาคมอลูมิเนียม aluminum.org มีหน้าเว็บขอบคุณ Steve Jobs ที่ทำให้อลูมิเนียมดูดีมากและเป็นที่นิยมอีกครั้ง (The man who made aluminum cool again)

ในบทความยังพูดถึงเรื่องอลูมิเนียมว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีโทรศัพท์มือถือที่เป็นอลูมิเนียมทั้งเครื่องแบบ Unidody ชิ้นเดียวมีอยู่ไม่กี่ยี่ห้อ เร่ิมที่ HTC Legend ออกมาต้นปี 2010 ถัดมาก็เป็น Nokia N8 ออกมาปลายปี 2010 และมาเป็น iPhone 5 ที่ออกมาในปี 2012 จากนั้นก็กลายเป็นเทรนด์ของโทรศัพท์มือถือว่าถ้าเป็นรุ่นดูดี ดูหรู ดูสมกับเงินที่จ่ายไปจะต้องเป็นอลูมิเนียม

ทั้งหมดคือการปูพื้นถึงแอปเปิ้ลว่าเป็นบริษัทที่มักจะนำวัสดุราคาแพงมาอยู่ในสินค้าของตน ซึ่งนอกจากเรื่องวัสดุแล้วก็ยังมีเรื่องเทคโนโลยีและวิธีการผลิตที่แอปเปิ้ลทำไม่เหมือนใครอีกด้วย

กลับมาที่เรื่องหลักคือแซฟไฟร์ในบทความพูดถึงว่าเป็นความท้าทายอีกครั้งของแอปเปิ้ลเกี่ยวกับเรื่องวัสดุที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน การซื้อบริษัท GT Advanced Technologies ที่พัฒนากระจกแซฟไฟร์เป็นการรวบรัดตัดตอนในการต่อยอดเรื่องนี้ ไม่ต้องไปเจรจาต่อรองกับใครให้ผลิตให้ และยังเป็นการกันคู่แข่งไปในตัว

ในโลกโทรศัพท์มือถือ Vertu ใช้แซฟไฟร์เป็นกระจกหน้าจอมานานร่วม 15 ปีแล้ว อย่าง Vertu Constellation หน้าจอ 4.3 นิ้วแบบทัชสกรีนในปัจจุบันราคาเริ่มที่หลายพันดอลล่าร์สหรัฐก็ใช้กระจกแซฟไฟร์เช่นกัน  โดยหัวหน้าออกแบบโทรศัพท์ Vertu ออกว่าแซฟไฟร์เป็นอะไรที่ทำงานด้วยยากมาก แม้จะเป็นวัสดุที่ทนทานรอยขีดข่วน แต่ในขั้นตอนการผลิตให้เป็นรูปร่างตามต้องการทำได้ยาก อย่างขั้นตอนการตัดก็ต้องใช้เครื่องมือแบบเดียวกับในอุตสาหกรรมเพชรเข้ามาตัดแต่ง แถมราคาของแร่แซฟไฟร์ก็ผันผวนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทำให้ต้นทุนไม่แน่นอน เทียบราคาชิ้นส่วนกระจกแบบเดียวกันกระจกแซฟไฟร์มีราคาแพงกว่ากระจกกอริลล่าถึง 10 เท่า ตรงนี้ในบทความพูดถึงว่าแอปเปิ้ลต่างกับ Vertu ตรงที่ Vertu ขายโทรศัพท์ราคาแพงขายไม่กี่หมื่นเครื่องต่อปี ส่วนแอปเปิ้ลขายโทรศัพท์ในตลาดสำหรับผู้คนทั่วไปปีนึงหลายสิบล้านเครื่องต้องมาดูว่าแอปเปิ้ลจะควบคุมต้นทุนได้อย่างไรถ้า iPhone ใช้กระจกหน้าจอเป็นกระจกแซฟไฟร์ และที่สำคัญคือกำลังการผลิตชิ้นส่วนกระจกแซฟไฟร์ว่าทำได้ทันหรือไม่

ปัจจุบันแอปเปิ้ลใช้แซฟไฟร์เป็นชิ้นส่วนใน iPhone 5/5c/5s ตรงกระจกเลนส์ด้านหลังเครื่อง และใช้กระจกแซฟไฟร์บริเวณปุ่มโฮมของ iPhone 5s บริเวณที่สแกนลายนิ้วมือด้วย

อ่านบทความฉบับเต็มได้จากลิงค์ที่มาด้านล่างครับ

ที่มา : theverge.com

ถ้าพูดถึงการเลียนแบบที่บริษัทอื่นหวังจะเลียนแบบแอปเปิ้ลในเรื่องการใช้กระจกแซฟไฟร์ ก็คงยากเพราะทั้งต้นทุนและเรื่องการผลิตไม่ง่ายนัก แถมในตลาดก็มีวัสดุทนรอยขีดข่วนในราคาไม่แพงอย่างกระจกกอริลล่าอยู่แล้วด้วย ใครจะมาตามรอยแอปเปิ้ลก็ต้องบ้ามุทะลุแบบแอปเปิ้ลด้วย

เผื่อไม่ทราบ…

ก่อนหน้าที่แอปเปิ้ลจะทำ PowerBook G4 เป็นอลูมิเนียมในปี 2003 แอปเปิ้ลเคยใช้ไทเทเนียมเป็นวัสดุในการผลิต PowerBook G4 (Titanium) ในปี 2001 มาก่อน และมีชื่อเล่นเรียกกันว่า TiBook แต่ในตอนนั้นเครื่องที่เป็นไทเทเนียมมีปัญหาเรื่องสีลอกกันเยอะพอควร (จำได้ว่าทุกเครื่องที่ผมเคยเจอสีลอกกันหมด มากหรือน้อยก็ต่างกันที่อายุเครื่องและการดูแล) เลยเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่มาเป็นอลูมิเนียมในปี 2003 และยังใช้เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะมีข่าวว่าแอปเปิ้ลจะเปลี่ยนวัสดุของ MacBook Pro เป็นระยะ ๆ แต่สุดท้ายแล้วแอปเปิ้ลก็ยังคงใช้อลูมิเนียมเป็นวัสดุหลักในการทำสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะ MacBook Pro, MacBook Air, iMac, Mac mini, Mac Pro, iPod touch, iPod nano, iPod shuffle, iPhone และ iPad

ส่วน Jonathan Ive ถือเป็นนักออกแบบที่คุ้นเคยกับการใช้วัสดุใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่การใช้พลาสติก, ไทเทเนียม, อลูมิเนียมทั้งหมดเราเห็นกันไปแล้วจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของแอปเปิ้ล การใช้กระจกมาทำเป็นตัวเครื่อง iPhone 4/4s ก็ทำมาแล้ว หรือย่างการนำแซฟไฟร์มาเป็นหนึ่งชิ้นส่วนเล็ก ๆ ใน iPhone 5/5c/5s ก็ทำแล้ว ต้องมาติดตามดูกันว่า Jonathan Ive จะใช้คริสตัลแซฟไฟร์อย่างไรกับ iPhone รุ่นใหม่

 



You May Also Like:

แอปเปิ้ลเลิกจัดเทศกาลดนตรี Apple Music Festival หลังจัดงานมา 10 ปี

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ฉะนั้นไม่แปลกใจที่จะมีวันที่แอปเปิ้ลยุติบทบาทการจัดเทศกาลดนตรี iTunes Music Festival โดยแอปเป้ิลให้ข้อมูลออกมาแล้วว่าไม่จัดงานดังกล่าว ..

Apple ทุ่มกว่า 3 หมื่นล้าน ส่วน Netflix ทุ่มกว่า 2 แสนล้าน เพื่อทำหนัง/ซีรีส์ในปีหน้า

มีข่าวออกมาในระยะเวลาไล่เลี่ยกันทั้ง Apple และ Netflix เรื่องการทุ่มเงินทำหนัง/ซีรีส์ในระบบสตรีมมิ่งของตัวเอง Apple บอกทุ่มเงินกว่า 3 หมื่นล้าน Netflix บอกพร้อมทุ่มเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ...คนละชั้นจริง ๆ ..

แอปเปิ้ลแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2017 รายได้ $45,400 ล้านดอลลาร์ กำไร $8,700 ล้านดอลลาร์ ยอดขาย iPad เพิ่มขึ้น 28%

แอปเปิ้ลแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2017 รายได้ $45,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไร $8,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ iPhone ยอดขายซบ สวนทาง iPad ยอดขายพุ่ง ..

Share

Tweet

Email