แอปเปิ้ลเผยโฉม iOS 8 ฟีเจอร์ใหม่แน่นทุกพิกเซล ออกจริงช่วง ก.ย.-ต.ค.

แอปเปิ้ลเผยโฉม iOS 8 ฟีเจอร์ใหม่แน่นทุกพิกเซล ออกจริงช่วง ก.ย.-ต.ค.

ผ่านกันไปแล้วสำหรับงาน WWDC 2014 ที่แอปเปิ้ลจัดเต็มด้านซอฟท์แวร์ให้เหล่านักพัฒนาได้ปลื้มกัน โดยงานนี้เน้น 2 ส่วนคือ OS X และ iOS 8

ปีนี้แอปเปิ้ลจัดเต็มจัดหนักโดยเฉพาะ iOS ที่นอกจากพรีวิว iOS 8 แล้วยังเปิดตัวภาษาเขียนโปรแกรมใหม่ Swift อีกด้วย เราค่อย ๆ มาไล่เรียงไปพร้อม ๆ กันว่า iOS 8 มีอะไรยังไงบ้าง แล้วน่าใช้มากแค่ไหน

สำหรับ iOS 8 รูปแบบของดีไซน์โดยรวมยังเหมือนกับ iOS 7 สิ่งที่แอปเปิ้ลปรับปรุงเป็นเรื่องฟีเจอร์การใช้งานมากกว่าเรื่องดีไซน์ โดยฟีเจอร์ใหม่ที่แอปเปิ้ลเผยออกมาถือว่าน่าสนใจหลายอย่างมาก ๆ

 

Photos

ปรับปรุงแอป Photos ใหม่ เริ่มจากแอปเปิ้ลทำระบบ iCloud Photo Library ไว้เก็บรูปและวิดีโอทั้งหมดของเราขึ้น Cloud ต่อจากนี้รูปของเราจะไม่หาย ไม่ต้องกังวลเวลาเครื่องเสียแล้วเอารูปออกมาไม่ได้ ไม่ต้องกังวลว่าฮาร์ดดิกส์ในเครื่องคอมพิวเตอร์จะเจ๊งอีกต่อไป เพราะทุกอย่างที่อยู่ใน Photo Library จะถูกอัพโหลดขึ้นระบบ iCloud Photo Library เท่าที่อ่านรูปแบบที่เป็น RAW File เราก็สามารถอัพโหลดขึ้นไปได้ด้วย

 

ios-8-beta_01

 

ช้าก่อน…เราอัพโหลดได้ทุกอย่างก็จริง แต่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ใช้งาน เพราะแอปเปิ้ลให้พื้นที่ใช้งานฟรี 5GB หลังจากนั้นเสียเงินเป็นรายเดือนเริ่มที่ $0.99 ดังนี้

  • 20GB ราคา $0.99/เดือน
  • 200GB ราคา $3.99/ เดือน
  • และมีพื้นที่ให้เลือกสูงสุด 1TB แต่บนเวทีไม่ได้บอกราคาไว้ว่าค่าใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่

 

ios-8-beta_04

 

สำหรับเรื่องพื้นที่เก็บรูปถ้าต้องเสียเงินเพิ่มเดือนละ $0.99 สำหรับพื้นที่ 20GB ไว้เก็บรูปเก็บไฟล์วิดีโอ เท่ากับว่า 1 ปีเราจะเสียเงิน $11.88 หรือประมาณ 390 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับ Flickr ที่ให้พื้นที่เก็บรูปภาพฟรี 1TB มองมุมไหน Flickr ก็คุ้มกว่า แค่ไม่ใช่ระบบของแอปเปิ้ลก็เท่านั้น

พื้นที่ฟรี 5GB เก็บรูปที่ถ่ายจาก iPhone 5s ได้ประมาณ 2,000 รูป ส่วนพื้นที่ 20GB เก็บได้สักที่รูปกันถ้าเราอยากเสียเงินใช้งาน คร่าว ๆ คือสามารถเก็บรูปที่ถ่ายจาก iPhone 5s ประมาณ 8,000 รูป แต่ถ้าเราอัพโหลดวิดีโอขึ้นไปด้วยก็ลดหลั่นจำนวนรูปภาพที่เก็บได้ลงมาด้วย หรือถ้าเราอัพโหลดรูปภาพจากล้อง DSLR ที่ไฟล์แบบ jpg มีขนาดราว ๆ ประมาณ 5MB เท่ากับว่าพื้นที่ 5GB เก็บได้ราว ๆ 1,000 รูป เรื่องนี้ลองช่างใจกันดูว่าคุ้มหรือไม่ หรือจะหันไปใช้งาน Flickr เป็นทางเลือก

จากที่ได้ลองพอเปิดใช้ iCloud Photo Library ตัว iOS จะทำการปิดระบบที่เกี่ยวกับ Photo Stream อัตโนมัติ

 

ios-8-beta_02

นอกเหนือจากเรื่องพื้นที่เก็บรูปในแอป Photos ได้ปรับปรุงระบบการค้นหารูปที่สามารถทำได้เร็วมากขึ้น ปรับปรุงในส่วนของการตกแต่งรูปภาพให้น่าใช้งานมากขึ้นจากที่เห็นบนเวทีการตกแต่งรูปภาพทำได้ดีขึ้นมาก ๆ ละเอียดมากขึ้นหลายอย่างยืมจากแอป iPhoto ที่ไม่ค่อยมีใครใช้งานสักเท่าไหร่ จุดนี้ยังไม่รู้ว่าผู้ใช้งานทั่วไปจะชอบหรือไม่ที่สามารถปรับแต่งรูปภาพได้ละเอียดมากขึ้น

ios-8-beta_05

ios-8-beta_06

 

อีก 1 ไฮไลต์ที่แอปเปิ้ลเพิ่งมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมบนหน้าเว็บ ไม่ได้พูดถึงบนเวทีคือการถ่ายรูปต่อเนื่องเป็นจังหวะหลายร้อยภาพต่อเนื่องหรืออาจจะเป็นพันภาพต่อเนื่องแล้วนำมาทำเป็นวิดีโอ หรือที่เรียกว่า Time-Lapse คอนเซ็ปท์ของ Time-Lapse คือการถ่ายภาพวัตถุหรือบรรยากาศในช่วงเวลาหนึ่งแล้วนำมารวมกันให้เหลือเวลาในวิดีโอแค่ไม่กี่นาที โดยภาพในวิดีโอก็รวดเร็วขึ้น เช่นเมฆลอยไปมาเร็วมากขึ้น คนเดินไปมาเร็วมากขึ้น เป็นต้น ถ้านึกไม่ออกว่า Time-Lapse เป็นยังไงลองดูวิดีโอด้านล่างเป็นตัวอย่าง

Time-Lapse ใน iOS 8 เมนูดังกล่าวจะอยู่ถัดจาก Video  (หรือ Slo-Mo ใน iPhone 5s) พอจะถ่ายเป็น Time-Lapse ให้เราแตะปุ่มสีแดงเพื่อบันทึกพอเราอยากให้หยุดตอนไหนก็กดปุ่มสีแดงอีกที ตัวเครื่องก็จะเก็บไฟล์ Time-Lapse เป็นวิดีโอไว้ให้ทันที ก็ถือว่าสะดวกดีในจุดนี้ แต่ผมไม่ทราบว่าเทคนิคของ Time-Lapse ที่แอปเปิ้ลทำคือการถ่ายภาพนิ่งมาเรียงให้อัตโนมัติหรือถ่ายเป็นวิดีโอไว้ตั้งแต่ต้น

 

ios-8-beta_07

ios-8-beta_09

 

 

Messages

 

คือเป็นฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 8 ที่น่าสนใจอีก 1 แอป สิ่งที่ปรับปรุงจากของเดิมคือจากที่แต่ก่อนเวลามีใครส่ง SMS ผ่านระบบมือถือข้อความจะอยู่แค่บน iPhone แต่จะไม่ไปโชว์ในเครื่องอื่นที่เราเปิดใช้ iMessage เช่น iPad, เครื่อง Mac ใน iOS 8 จากดูสาธิตการใช้งานบนเวทีเหมือนว่าข้อความ SMS จะถูกส่งไปยังเครื่องอื่นที่เราเปิดใช้ iMessage ด้วย ถามว่าดีหรือไม่ ก็ดี…ออกแนวมีก็ได้ไม่มีก็ได้

ios-8-beta_08

 

 

ฟีเจอร์ถัดมาในส่วนของ Message คือเพิ่มฟีเจอร์การส่งข้อความเสียงและบันทึกวิดีโอผ่านตัวแอป Messages ได้แล้ว โดยการส่งข้อความเสียงจะเหมือนเวลาที่เราส่งข้อความเสียงใน LINE ที่ต้องกดปุ่มบันทึกเสียงค้างไว้แล้วก็พูด ๆ ใส่ พอจบข้อความที่ต้องการก็จัดการส่ง สำหรับจุดนี้ดีต่อคนที่กำลังขับรถหรือมือไม่ว่างพิมพ์ข้อความตอบกลับก็ใช้วิธีส่งเป็นข้อความเสียงแทน ส่วนการส่งเป็นวิดีโอในหน้าเว็บไม่มีบอกว่าจำกัดที่กี่วินาทีหรือกี่นาที คงต้องมาลองเองอีกที

 

ios-8-beta_10

ios-8-beta_11

 

ฟีเจอร์อื่นใน Messages เป็นการปรับปรุงเรื่องการตั้งกลุ่มแชทกันให้ดีขึ้น ซึ่งตั้งแต่มีระบบนี้ส่วนตัวผมเองไม่เคยใช้แค่ตอนใหม่ ๆ หลังจากนั้นผ่านมา 2 ปีไม่เคยใช้อีกเลย จุดนี้ถ้าทำได้ดีขึ้นก็น่ากลับไปใช้ แต่เพื่อน ๆ ที่จะคุยด้วยอยู่ใน WhatsApp และ LINE กันหมดเนี่ยซิ?

 

Keyboard

 

ผมถือว่าคีย์บอร์ดใน iOS 8 ได้รับการปรับปรุงขนาดใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะแอปเปิ้ลเพิ่มฟีเจอร์การเลือกคำศัพท์ที่เรากำลังพิมพ์ (ต่างจาก Auto-Correction แบบเดิมที่เดาคำที่เราพิมพ์ทีละคำ) ว่าเราอาจจะพิมพ์คำนี้ก็จะมีตัวเลือกขึ้นมาหลายคำแล้วเราก็กดเลือกเพื่อใช้คำนั้น ๆ เพื่อช่วยให้พิมพ์ข้อความเร็วขึ้น แอปเปิ้ลเรียกฟีเจอร์นี้ว่า QuickType แถมด้วยว่ารองรับภาษาไทยด้วย

จากที่ได้ลองคือเวลาเราพิมพ์คำเข้าไประบบจะมีคำขึ้นมาให้เลือกเผื่อว่าเรากำลังจะพิมพ์คำนั้น ถ้าใช่คำที่ต้องการเราก็กดไปที่คำนั้น แล้วระบบจะมีการเดาคำต่อ ๆ ไปว่าเราน่าจะใช้คำอะไรต่อ ถ้าไม่มีเราก็จัดการกดปุ่มคีย์บอร์ดพิมพ์แบบเดิมเข้าไป

 

ios-8-beta_12

 

ไม้เด็ดของแอปเปิ้ลอีกอย่างในส่วนของคีย์บอร์ดคือรองรับคีย์บอร์ดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของแอปเปิ้ลด้วย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าคีย์บอร์ดของ iOS เอาแค่ของบ้านเรายังปรับยังเปลี่ยนมาไม่รู้กี่เวอร์ชั่น เชื่อว่าไม่ใช่แค่คีย์บอร์ดไทยที่มีปัญหาแบบนี้ แอปเปิ้ลคงปวดหัวแล้ว เลยยอมเปิดให้นักพัฒนาซอฟแวร์สามารถทำคีย์บอร์ดใส่เข้าไปได้เองต่างหาก ซึ่งในอนาคตเราคงได้เห็นคีย์บอร์ดไทยหลายแบบมาให้เลือกใช้งาน

ios-8-beta_13

 

 

จุดนี้แอปเปิ้ลทำเหมือน Android ที่เปิดให้ใส่คีย์บอร์ดเพิ่มเข้าไปได้เอง ก็ต้องมาดูกันว่าจะมีคีย์บอร์ดภาษาไทยมาให้เราเลือกใช้กันกี่แบบ

 

 

Health

 

ในที่สุดก็มาตามข่าวที่หลุดมาก่อนหน้านี้ร่วม 5 เดือนสำหรับแอปด้านสุขภาพ ตัวแอปใช้เก็บข้อมูลด้านสุขภาพของเราทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่ให้เราใส่ข้อมูลตัวเองเช่นวันเดือนปีเกิด หมู่เลือด เราอยากใส่ข้อมูลหรือให้ตัวแอป Heath เชื่อมต่อข้อมูลกับแอปไหนก็เลือกได้ (ตอนนี้ยังไม่มีแอปรองรับ)

ios-8-beta_14

 

นอกจากข้อมูลส่วนตัวแล้วเรายังสามารถตั้งแค่ให้ข้อมูลบางส่วนแสดงในหน้า Lock Screen ยามฉุกเฉินได้ด้วย (Medical ID) ถ้าเครื่องเราตั้ง Passcode ไว้ให้เลื่อนมาที่หน้าจอกดรหัส แล้วกดที่ปุ่ม Emergency ด้านล่างซ้ายจะพบกับข้อมูลทางการแพทย์ที่เราใส่เข้าไป แต่ถ้าเครื่องของเราไม่ได้ใส่ Passcode ไว้ก็จะไม่ปรากฏข้อมูลเพราะเมื่อ Slide to Unlock ก็จะเข้าหน้าจอ Home Screen หลักทันที

ios-8-beta_15

 

 

สำหรับฟีเจอร์นี้จากที่ดูข้อมูลในเว็บแอปเปิ้ลน่าจะดีเลยทีเดียว แต่ก็ต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องสุขภาพร่างกายด้วย และที่สำคัญสำหรับข้อมูลการแพทย์เวลาฉุกเฉินเราจำเป็นต้องเปิดใช้ Passcode เพื่อให้ฟีเจอร์นี้ทำงาน และที่สำคัญคือถ้าเราเป็นลมเป็นแล้งคนที่มาเจอก็ต้องรู้ด้วยว่าจะเข้าไปดูข้อมูลฉุกเฉินของเราได้จากที่ไหน

เท่าที่ลองแอปนี้มีบน iPhone 5S (iPhone รุ่นอื่นยังไม่ได้ลอง) ส่วนบน iPad mini (Retina Display) ไม่ปรากฏแอปนี้ขึ้นมา เป็นได้ว่าแอป Health จะมีเฉพาะแค่บน iPhone และ iPod touch เท่านั้น

 

 

Continuity

 

ผมขอเรียกการทำงานของฟีเจอร์นี้ว่าการทำงานข้ามเครื่องระหว่าง iOS และ OS X แบบไร้รอยต่อ คอนเซ็ปท์ประมาณว่าเราทำงานอยู่บนเครื่อง Mac ที่ใช้ OS X 10.10 อยู่ที่แอปไหน (แอปต้องรองรับฟีเจอร์นี้ด้วยและมีทั้งเวอร์ชั่น OS X และ iOS) พอเปิดใช้เครื่อง iOS 8 เราก็เข้าทำงานที่แอปนั้นต่อได้ทันที เช่นกำลังเขียนอีเมลค้างไว้ถึงบรรทัดที่ 84 พอมาเปิดดูบน iPad ทีใช้ iOS 8 เราก็เขียนข้อความต่อจากบรรทัดที่ 84 นั้นได้เลย

 

ios-8-beta_16

 

นอกจากนั้นการเชื่อมต่อระหว่าง OS X 10.10 และ iPhone ที่ใช้ iOS 8 จะทำให้เราสามารถรับโทรศัพท์บนเครื่อง Mac ได้เลยด้วย และไม่ใช่แค่กดรับโทรศัพท์ แต่เรายังสามารถโทรศัพท์จากเครื่อง Mac ได้ด้วย โดยการเชื่อมต่อระหว่าง OS X 10.10 กับ iPhone ที่ใช้ iOS 8 จากที่อ่านวิธีการแอปเปิ้ลบอกว่าขอแค่ทั้ง 2 เครื่องอยู่ใน Wi-Fi เดียวกันเป็นอันใช้ได้ ก็คือว่าสะดวกดี คอนเซ็ปท์การใช้งานคือเราอาจจะทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานแต่วาง iPhone ไว้ที่โซฟาอีกห้องได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นถ้าเป็นแต่ก่อนเราก็ต้องเดินไปหยิบ iPhone แต่ถ้าใช้ฟีเจอร์นี้จะมีการแจ้งเตือนว่ามีโทรศัพท์เข้ามาบนหน้าจอเครื่อง Mac และสามารถกดรับโทรศัพท์คุยได้จากเครื่อง Mac ทันที

 

ios-8-beta_17

 

การเชื่อมต่อ Personal Hotspot ก็จะไม่ใช่เรื่องที่ต้องกดหลายครั้งอีกต่อไปถ้าใช้ OS X 10.10 และใช้ iOS 8 วิธีการทำงานคือถ้าเครื่อง Mac เราพกไปนอกบ้านแล้วจำเป็นต้องต่ออินเตอร์เน็ต ถ้าเครื่อง Mac เจอว่ามี iPhone หรือ iPad ที่ใช้ iOS 8 อยู่ใกล้ ๆ และเปิดใช้ความสามารถ Instant Hotspot ก็จะสามารถเลือกเชื่อมต่อกับ iPhone หรือ iPad ที่ใช้ iOS 8 เครื่องนั้นได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมาเข้าเมนู Settings > Personal Hotspot เลือกเปิดใน iOS เหมือนแต่ก่อน

 

ios-8-beta_18

 

สำหรับฟีเจอร์อื่นของ iOS 8 ที่มีให้ดูในเว็บแอปเปิ้ลตอนนี้อย่าง Family Sharing ก็ถือว่าเป็นวิธีที่น่าจะทำมานานแล้ว หลายคนที่อ่านเกี่ยวกับฟีเจอร์นี้อาจจะบอกว่ามีทำไมให้ทุกเครื่องใช้แอคเคาท์ Apple ID เดียวกันก็หมดเรื่องสามารแชร์เพลง ซื้อแอปก็คงได้เหมือน ๆ กันทุกเครื่อง แต่ในความเป็นจริง Family Sharing ออกมาแบบเพื่อให้เราสามารถใช้งานได้หลายแอคเคาท์ของคนในครอบครัวเดียวกันอย่าง พ่อแม่ลูกโดยพ่อแม่ลูกทั้งหมดใช้บัญชีบัตรเครดิตของคุณพ่อ ตั้งให้พ่อเป็นคนที่ใหญ่สุดในกลุ่ม เวลาคุณลูกจะกดซื้อแอปจะมีข้อความขึ้นมาให้ส่งไปถามคุณพ่อก่อนว่าจะอนุญาตให้ซื้อแอปนี้ได้หรือไม่ ถ้าคุณพ่ออนุญาตถึงจะกดซื้อแอปนี้ได้ เป็นต้น

ios-8-beta_19

 

จุดนี้จะต่างกันการใช้แอคเคาท์เดียวกันในหลาย ๆ เครื่องตรงที่ ถ้าเราใช้แอคเคาท์คุณพ่อในเครื่องลูกแล้วลูกรู้พาสเวิร์ดกว่าจะรู้ตัวว่าลูกกดซื้อแอปไปสัก $100 ก็คือตอนที่ลูกดาวน์โหลดแอปมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกรณีแบบนี้ไม่มีการแจ้งเตือนที่เครื่องของคุณพ่อแน่ ๆ จะยกเว้นการแจ้งเตือนก็คงเป็นธนาคารที่อาจจะมี SMS มาบอกว่ามีการซื้อแอปใน App Store ไป $100 ซึ่งนั้นก็คือตอนที่ลูกกดซื้อไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ Family Sharing ยังมีประโยชน์ด้านการแชร์ข้อมูลสถานที่ของคนในครอบครัวด้วยว่าอยู่ที่ไหนในแอป Find My Friends ซึ่งจุดนี้จริง ๆ แล้วในแอปเราก็สามารถเพิ่มชื่อคนในครอบครัวได้ทีละคนอยู่แล้ว เพียงแต่ Family Sharing ทำมาให้สะดวกมากขึ้นในการเพิ่มเป็นกลุ่ม

 

iCloud Drive

 

ios-8-beta_20

 

สำหรับ iCloud Drive เป็นการต่อยอดของการเก็บไฟล์เอกสารต่าง ๆ ไว้ใน iCloud ซึ่งตอนนี้จะแยกส่วนว่าเป็นไฟล์ของแต่ละแอปไม่ปนกัน โดย iCloud Drive ของใหม่จะทำเป็นโฟลเดอร์กลางแล้วแยกเป็นโฟลเดอร์ย่อยของแต่ละแอป ทำให้ในอนาคตเช่นเราอยากจะเปิดไฟล์ PDF ที่อยู่ใน Cloud ของแอป GoodReader ผ่านแอป Pages ก็สามารถทำได้เลยทันทีไม่ต้องย้ายไฟล์เข้ามาใน Pages ก่อน เป็นต้น เรื่องนี้ถือว่าช่วยให้การทำงานมีความสะดวกเพิ่มขึ้นอีกพอควร

 

Siri

เพิ่มดิกชันนารีเข้ามาใหม่อีก 22 ภาษา เท่าที่ลองใช้ยังใน beta ยังไม่สามารถเรียกดิกชันนารีมาใช้งานได้ เลยยังไม่รู้ว่ามีดิกชันนารีอังกฤษ-ไทยจะมีมาด้วยหรือไม่

ฟีเจอร์ใหม่ของ Siri อีกอย่างคือ Voice Activation ที่ทำเหมือน Google Now คือถ้าเราเสียบปลั๊กชาร์จไฟอยู่ เราสามารถเรียกใช้ Siri ได้โดยไม่ต้องกดปุ่ม Home ค้างไว้แต่ให้พูด Hey Siri ขึ้นมาก็จะเป็นการเรียก Siri ขึ้นมาใช้งาน

ios-8-beta_21

 

 

ฟีเจอร์อื่นอย่างที่ลือกันว่าจะมีอย่างใช้งานพร้อมกัน 2 แอปในหน้าจอเดียวกันของ iPad ตอนนี้ยังไม่มีแต่อย่างใด ส่วนอื่นอย่างซอฟท์แวร์ตัวใหม่ของ Apple TV ก็ยังไม่มีโชว์แต่อย่างใด

 

App Store 

มีการปรับปรุงเรื่องหน้าตาการใช้งานใหม่ ในส่วนของการพรีวิวแอปจากเดิมที่ให้ใส่รูปนิ่งได้อย่างเดียว ใน iOS 8 จะสามารถพรีวิวไฟล์วิดีโอได้ด้วย นอกจากนั้นยังมีช่วงทดลองใช้งานแอปก่อนซื้ออีกด้วย (คุ้น ๆ จังเลย)

ระบบเชื่อมต่อกับบ้าน

ฟีเจอร์นี้แอปเปิ้ลยังไม่ได้อธิบายรายละเอียดมากนัก บอกแค่ว่าตอนนี้มีอุปกรณ์เสริมหลายยี่ห้อทำอุปกรณ์ออกมาแล้ว เรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่เราคำนึงถึง

ดูทรงแล้วคงต้องดูกันตอนที่เปิดใช้งาน iOS 8 จริงๆ อีกทีว่าจะไปในทิศทางไหน

 

ภาษาไทยใน iOS 8

 

วี่แววของฟอนต์สุขุมวิทหายเข้ากลีบเมฆแบบถาวร ใน iOS 8 ไม่มีร่องรอยของฟอนต์ดังกล่าว เรื่องคีย์บอร์ดภาษาไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขนาดของตัวอักษรภาษาไทยไม่รู้ว่าผมเบลอรึเปล่าแต่รู้สึกว่าตัวอักษรไทยในแต่ละแอปมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับ iOS 7 เรื่องนี้เดี๋ยวขอเช็คให้เรียบร้อยอีกที สำหรับภาษาลาว ยังไม่มีคีย์บอร์ดเพิ่มเข้ามาแต่อย่างใด

สำหรับฟีเจอร์ไฮไลท์ของ iOS 8 ว่ากันพอหอมปากหอมคอก่อน ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมานำเสนอให้ทราบครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมตอนนี้อ่านได้จาก apple.com ครับ

 

อุปกรณ์ที่รองรับการใช้ iOS 8

  • iPhone 4s / iPhone 5 / iPhone 5c / iPhone 5s
  • iPod touch (5th Gen)
  • iPad 2,3,4 / iPad Air / iPad mini / iPad mini (Retina Display)

…iPad 2 และ iPhone 4s ยังได้ไปต่อนะครับคุณผู้ชม

 

————-

คิดเห็นยังไงกันบ้างสำหรับ iOS 8 ที่แอปเปิ้ลเพิ่งเปิดตัว มองมุม iOS Users ก็คือว่าครั้งนี้แอปเปิ้ลจัดเต็ม ถ้ามองมุม Android Users งานนี้บางฟีเจอร์เรียกว่างานก็อป Mirror ก็ว่าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



kangg

You May Also Like:

แอปเปิ้ลออกมายอมรับแอบลดประสิทธิภาพการทำงาน iPhone เมื่อแบตเตอรี่เสื่อมถึงจุดหนึ่ง

สัปดาห์ก่อนมีข้อมูลยืนยันได้ว่า iPhone ที่แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมจะมีผลคะแนนเมื่อวัดด้วยแอพต่าง ๆ ออกมาไม่เท่ากับเครื่องอื่นที่แบตเตอรี่ยังดีอยู่ ซึ่งก็มีการตรวจสอบกันว่าข้อมูลนี้เป็นจริง และสุดท้ายแอปเปิ้ลออกมายอมรับว่ามีการทำจริงเพื่อไม่ให้เครื่องดับขณะใช้งานกรณีที่แบตเตอรี่เสื่อมถึงจุดหนึ่ง ..

Jony Ive กลับมาคุมทีมออกแบบผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลเต็มตัวอีกครั้ง

Jony Ive ถือเป็นหัวใจสำคัญด้านงานออกแบบของแอปเปิ้ลที่ก่อนหน้านี้ถูกย้ายมาดูแลงานออกแบบ Apple Park แต่ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้เขากลับมาคุมทีมดีไซน์ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของแอปเปิ้ลอีกครั้ง  ..

คอนเฟิร์ม…แอปเปิ้ลเข้าซื้อบริษัทแอพ Shazam

มีข้อมูลหลุดมาว่าแอปเปิ้ลกำลังเจรจาซื้อแอพ Shazam คาดว่าถ้าทุกอย่างเจรจากันได้จบ เราจะได้เห็นการประกาศภายในวันจันทร์นี้ ..

Share

Tweet

Email