รีวิว : iPad Air 2

รีวิว : iPad Air 2

เป็น iPad ที่บางที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็น iPad ที่แรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็น iPad ที่ดูเหมือนเงียบที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งหมดรวมอยู่ใน iPad Air 2

iPad Air 2 รูปร่างหน้าตาแทบไม่ต่างกับ iPad Air รุ่นแรก สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับภายนอกคือเรื่องความบางของตัวเครื่องที่บางมากจริง ๆ ประมาณว่าปีก่อนที่ได้จับ iPad Air ก็ว่าบางมากแล้วพอมาเป็น iPad Air 2 บางลงไปอีก จุดนี้ทำให้น่าสนใจว่าอนาคตแอปเปิ้ลจะทำให้บางไปถึงจุดไหนกัน แต่ถามว่ามีผลอะไรหรือไม่กับเจ้าของ iPad Air รุ่นแรก จากที่มีทั้งสองรุ่นในความคิดของผมคิดว่าจุดนี้มีผลน้อยมาก ๆ เพราะความบางที่ต่างกันของรุ่นแรกและรุ่นที่สองไม่ได้มีผลกระทบในการใช้งานขนาดที่ว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ ถัดมาในเครื่องความเปลี่ยนแปลงภายนอกคือแอปเปิ้ลตัดปุ่มสำหรับใช้ปิดเสียงหรือใช้ล็อคหน้าจอออกไปกลายเป็นว่าในบริเวณดังกล่าวจะเหลือแค่ปุ่มปรับระดับเสียงเพียงอย่างเดียว ถามว่าดีหรือไม่ในจุดนี้ส่วนตัวผมอยากให้มีปุ่มเช่นเดิมเพราะใช้งานสะดวกดี ซึ่งการตัดปุ่มออกแบบนี้ผมคิดไปถึงอนาคตว่า iPad รุ่นต่อ ๆ ไปแอปเปิ้ลอาจจะตัดปุ่มอื่นทิ้งแล้วให้ไปใช้การสั่งผ่านปุ่มเสมือนบนหน้าจออีกรึเปล่า ถัดมาคือเรื่องสีของ iPad Air 2 ที่เพิ่งสีทองเข้ามาให้เราเลือกซื้อได้ โดยสีทองของ iPad Air 2 ก็จะเป็นเฉดเดียวกับ iPhone 6 คือจะเข้ม ๆ ไม่ใช่สีทองอ่อนเหมือนกับ iPhone 5s สุดท้ายสิ่งที่ต่างกันแบบพอจะมองแล้วรู้ว่าคือรุ่นใหม่สิ่งนั้นคือปุ่ม Home มีที่สแกนลายนิ้วมือ (Touch ID) เข้ามาด้วย ประโยชน์หลักของที่สแกนลายนิ้วมือทั่ว ๆ ไปก็คือใช้แทนพาสเวิร์ดต่าง ๆ เช่นเวลาเข้าเครื่อง เวลากดซื้อของต่าง ๆ ใน App Store / iTunes Store รวมถึงใช้ร่วมกับแอปต่าง ๆ ที่ทำมารองรับในส่วนนี้ และประโยชน์แฝงที่เราคนไทยังไม่ได้ใช้คือเรื่องเกี่ยวกับ Apple Pay ที่รองรับการจ่ายเงินแบบออนไลน์ผ่าน Apple Pay ส่วนการจ่ายเงินตามร้านรวงต่าง ๆ แม้ตัวเครื่องจะรองรับ Apple Pay แต่ตัวเครื่องไม่มี NFC มาในเครื่องทำให้เราไม่สามารถยก iPad Air 2 (รวมถึง iPad mini 3) มาแตะจ่ายเงินได้

 

ipad-air-2_02

ซ้าย : iPad Air 2 / ขวา : iPad Air

.

.

ipad-air-2_03

ซ้าย : iPad Air 2 / ขวา : iPad Air

 

ด้านสเป็คเครื่องของ iPad Air 2 สิ่งที่แน่นอนคือเครื่องแรงมากขึ้นกว่าเดิม จุดนี้ก็เป็นปกติของอุปกรณ์ไฮเทคทุกยี่ห้อที่รุ่นใหม่ต้องสเป็คเครื่องดีกว่าเดิมอยู่แล้ว โดย iPad Air 2 ใช้ซีพียู A8X ดีขึ้นกว่าเดิม 40% ในส่วนของกราฟิกดีขึ้นกว่าเดิม 2.5 เท่า หมายความว่าในการใช้งานแบบเดียวกัน iPad Air 2 ทำได้ดีขึ้นเร็วขึ้นกว่าเดิมพอสมควร และส่ิงที่แอปเปิ้ลไม่ได้บอกแต่เมื่อมีการแกะเครื่องพิสูจน์คือแรมที่ iPad Air 2 มีแรมมาให้ด้วยถึง 2 GB เป็นครั้งแรกที่แอปเปิ้ลใส่แรมมาให้ 2GB สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ iOS เพราะที่ผ่านมาแอปเปิ้ลยืนระยะกับแรม 1GB มานานหลายปีแล้วการขยับมาเป็นแรม 2GB ถือเป็นก้าวแรกที่ฝันว่าน่าจะได้เห็นใน iPhone รุ่นต่อไปด้วย

การใช้งานของ iPad Air 2 ผมคิด ๆ ดูแล้วถ้าให้เขียนถึงแบบเดี่ยว ๆ คงไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเพราะสเต็ปจะมารูปแบบเปิดแอปได้เร็วขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น เล่นเกมภาพสวยขึ้น ซึ่งก็ดูปกติมาก ๆ ในการเขียนรีวิว ผมเลยคิดว่ารูปแบบการใช้งานน่าจะนำมาเปรียบเทียบกับ iPad Air รุ่นแรกที่ว่ากันตามตรงสเป็คก็ถือว่ายังดีมากทำงานได้คล่องเช่นเดิม แถมราคาในปัจจุบันก็ถูกลงมาอีกหน่อยเสียด้วย

จากที่ผมได้ใช้งานทั้ง 2 เครื่องพบว่ามีความต่างในการใช้งานทั่ว ๆ ไปน้อยมากถึงมากที่สุด ผมไม่ได้รู้สึกว่าประสิทธิภาพของ iPad Air 2 ที่เพิ่มขึ้นมีผลในการเรื่องที่ผมใช้งาน ไม่ได้รู้สึกว่าเปิด Facebook เปิด Tweetbot เปิด Instagram แล้วเร็วขึ้นแต่อย่างใด หรืออย่างใช้งานแอป Pages สำหรับใช้พิมพ์งานประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้มีผลทำให้ผมขี้เกียจน้อยลงแต่อย่างใด ทุกอย่างที่ทำได้บน iPad Air เร็วแค่ไหนบน iPad Air 2 ก็ไม่ต่างกัน ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะอ่านแล้วก็อ้าว..แบบนี้เราจะซื้อ iPad Air 2 ไปทำไมกัน

 

ipad-air-2_05

ความแรงของ iPad Air 2 ที่เห็นได้ชัดเจนผมลองทำการทดสอบด้วยการ Export วิดีโอจากแอป iMovie เทียบกับ iPad Air รุ่นแรก ความยาววิดีโอ 5 นาทีเหมือนกันใส่เพลงเดียวกันกด Export พร้อมกัน iPad Air 2 ใช้เวลาประมาณ 1.30 นาทีเสร็จ ส่วน iPad Air รุ่นแรกใช้เวลา 2.16 นาที นั้นคือจุดแตกต่างที่ทำให้เห็นเรื่องความแรงในการประมวลผลที่ชัดเจน

จุดต่างอีกจุดที่ผมสงสัยว่าการมีแรมเยอะจะช่วยให้เปิดใช้งานแอป Safari แล้วไม่ต้องรีโหลดหน้าเว็บใหม่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเวลาเราเปิดเว็บต่าง ๆ แล้วเราออกมาจาก Safari มาแอปอื่น ๆ เปลี่ยนแอปไปมาแล้วกลับมาเข้า Safari จะเห็นว่าหน้าเว็บที่เราเปิดค้างไว้มีการรีโหลดหน้าเว็บใหม่ พบว่ามีแรมเยอะขึ้นเป็น 2GB ของ iPad AIr 2 ดีขึ้นจริง เทียบกับตัว ๆ กับ iPad Air รุ่นแรกด้วย Safari แอปเดียวแอปอื่นปิดทิ้งหมด เปิดหน้าเว็บเดียวกันพอถึงหน้าเว็บที่ 5 แล้วลองกดสลับหน้าเว็บใน iPad Air รุ่นแรกเริ่มเจออาการรีโหลดหน้าเว็บบ้าง พอถึงหน้าเว็บที่ 7 เริ่มชัดเจนมากขึ้นว่า iPad Air รุ่นแรกออกอาการชัดเจนผมจึงหยุดแค่นั้น ส่วน iPad Air 2 เปิดเว็บไปถึงหน้าเว็บที่ 10 แล้วลองคลิกแท็บหน้าเว็บอื่นกลับไปกลับมาโดยเฉพาะ Facebook ที่จะมีการโหลดข้อมูลเป็นแบ็คกราวน์อยู่ด้วยก็ไม่พบว่า iPad Air 2 เจออาการรีโหลดหน้าเว็บใหม่ ผมเปิดไป 15 หน้าเว็บเริ่มมีอาการบ้างนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ใช่ทุกแท็บ จนมาถึงเปิดหน้าเว็บที่ 20 แล้วจังหวะวางเครื่องไว้หน้าจอปิดไปเอง พอแตะนิ้วเปิดมาใหม่หน้าเว็บต่าง ๆ ที่เปิดไว้มีการรีโหลดใหม่ทุกหน้าเว็บ จุดนี้พอจะสรุปได้ว่าแรมเยอะช่วยให้อึดขึ้น ทำให้เรารำคาญน้อยลงเวลาใช้ Safari แต่ก็ยังอยู่ในข้อจำกัดที่ว่าถ้าเปิดหน้าเว็บมากเกินไปหรือมีการใช้แอปอื่นร่วมด้วยก็ยังคงเจอปัญหานี้ ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่แอปเปิ้ลด้วยว่าจะแก้ให้ Safari ใน iOS เป็นแบบที่เราอยากได้ (แต่กินทรัพยากรเครื่อง) หรือจะปล่อยให้เป็นแบบนี้

ipad-air-2_08

 

สำหรับที่สแกนลายนิ้วมือของ iPad Air 2 ในมุมผม ณ ปัจจุบันคือการช่วยลดขั้นตอนการกดปุ่มต่าง ๆ เล็กน้อย ตั้งแต่การไม่ต้องกดรหัส 4 ตัวเข้าเครื่อง ซึ่งถ้ากดเองอาจจะเสียเวลา 2 วินาที หรือใข้สแกนลายนิ้วมือตอนกดซื้อแอปซื้อเพลงไม่ต้องกดรหัส ซึ่งถ้ารหัสยาวสัก 8-10 ตัวกดเองอาจจะใช้เวลา 5-7 วินาที จุดนี้ก็แล้วแต่มุมมองว่าเรื่องแบบนี้คิดว่าประหยัดเวลาไปได้มากน้อยแค่ไหนหรือสะดวกกับชีวิตมากน้อยแค่ไหน

ipad-air-2_09

 

ส่วนที่สแกนลายนิ้วมือได้แสดงประสิทธิภาพเต็มที่ในปัจจุบันคือกับกลุ่มแอปที่รองรับการใช้งานในส่วนนี้เช่น 1Password แอปเก็บพาสเวิร์ด ซึ่งรองรับการนำไปใช้งานร่วมกับการเข้าเว็บบน Safari ได้ด้วย และอีกหลาย ๆ แอปที่มีการนำที่สแกนลายนิ้วมือไปประยุกต์ใช้เป็นตัวช่วยแทนการกดรหัสผ่านเข้าแอปต่าง ๆ จุดนี้ถือว่าดีและช่วยได้มากเพราะหลาย ๆ บริการเราอาจจะไม่ได้ตั้งรหัสผ่านซ้ำ ๆ กันบางทีก็อาจจะมีลืมบ้าง การใช้ที่สแกนลายนิ้วมือแทนการกดรหัสถือเป็นเรื่องราวดี ๆ สำหรับคนที่มีรหัสผ่านที่หลากหลาย

ส่วนที่เรายังไม่เห็นผลกับที่สแกนลายนิ้วมือในปัจจุบันการผู้ใช้งานในไทยคงเป็นเรื่อง Apple Pay ที่ตัวเครื่องรองรับการใช้งานสำหรับการซื้อของออนไลน์ผ่านเว็บต่าง ๆ ที่รองรับบริการ Apple Pay เพราะปัจจุบันในไทยยังไม่รองรับ Apple Pay และยังไม่มีเว็บไหนรองรับบริการดังกล่าว (นอกประเทศอเมริกา) ส่วนในการใช้งาน Apple Pay แบบออฟไลน์ตามร้านค้าต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้เพราะแอปเปิ้ลไม่ได้ใส่ NFC มาให้ iPad Air 2 โดยมองว่าการจ่ายเงินผ่าน Apple Pay กับร้านค้าในชีวิตประจำวันในปัจจุบันเป็นหน้าที่ของ iPhone 6 ทั้งสองรุ่น จุดนี้ก็พอเข้าใจได้เมื่อนึกภาพตามตอนที่เราจะยก iPad Air 2 (รวมถึง iPad mini 3) มาแตะจ่ายเงินที่ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายอาหาร ดูแล้วน่าจะเก้ ๆ กัง ๆ พอสมควร แต่ก็ไม่แน่ว่าอนาคตของ iPad รุ่นต่อ ๆ ไปแอปเปิ้ลอาจจะใส่ NFC มาด้วยก็ได้

ภาพรวมของเรื่องที่สแกนลายนิ้วมือของ iPad Air 2 (รวมถึง iPad mini 3) มีคือดีเพราะสะดวกขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับรหัสผ่านต่าง ๆ แต่ถ้าคุณเป็นผู้ใช้งานที่ไม่ได้ใช้งานสิ่งนี้เต็มประสิทธิภาพ เช่นไม่ได้ใช้แอปเก็บรหัสผ่านที่ใช้งานร่วมกับ Safari ไม่ได้รู้สึกว่าการกด Passcode ตัวเลข 4 ตัวเสียเวลา ไม่ได้รู้สึกว่าการใส่พาสเวิร์ดตอนกดดาวน์โหลดแอปเสียเวลา เหล่านี้ตัวสแกนลายนิ้วมือก็อาจจะไม่มีความจำเป็นอะไร แต่ทั้งนี้ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่าความเก่งของ Touch ID ขึ้นอยู่กับแอปเปิ้ลที่อยากให้ทำอะไรเพิ่มได้อีกบ้าง จากปีที่แล้วมาปีนี้ก็เหมือนแอปเปิ้ลเปิดให้แอปอื่นเข้าถึงได้บ้าง (แม้จะแค่ผิวๆก็ตาม) ปีนี้ตอน iOS เวอร์ชั่นใหม่ออกต้องมาดูกันต่อว่าแอปเปิ้ลจะให้ Touch ID ทำอะไรเพิ่มได้อีก

แบตเตอรี่ของ iPad Air 2 อย่างที่ทราบกันดีว่าปริมาณไฟในแบตเตอรี่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ iPad Air ทำให้เป็นจุดที่คนจับสังเกตกันพอควร รวมถึงเพื่อน ๆ ที่ได้ใช้และตัวผมเอง ได้กลับมาเป็นข้อคิดเห็นบางส่วนว่ารู้สึกว่าแบตเตอรี่ลดเร็วกว่าตอนใช้ iPad Air รุ่นแรกอยู่นิดหน่อย ส่วนตัวผมเองไม่ได้รู้สึกว่าต่างกันอาจจะด้วยว่า iPad Air 2 ของผมใช้งานไม่ได้ต่อเนื่องตลอดวันเลยทำให้ไม่เห็นจุดนี้มากนัก

 

ipad-air-2_07

 

โดยสรุปสำหรับ iPad Air 2 เป็นการอัพเดทที่มีความต่างจากรุ่นก่อนหน้าไม่ชัดเจนมากนัก ดีไซน์เดิมบางลงเบาขึ้นจริง แต่น้ำหนักก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าต่างจนแปลกใจ สเป็คเครื่องดีขึ้นก็ใช่แต่โดยรวมในการใช้งานในปัจจุบันถ้าไม่เฉพาะทางมาก ๆ ที่ต้องรีดประสิทธิภาพรีดพลังของซีพียูและแรมที่ช่วยให้ทำได้เร็วขึ้น ก็ไม่ได้ต่างอะไรมากจาก iPad Air รุ่นแรก ที่สแกนลายนิ้วมือหรือ Touch ID สำหรับผู้ใช้งานในไทยปัจจุบันมีประโยชน์แค่ไม่ต้องกดพาสเวิร์ดเอง ซึ่งคุณก็ต้องเปิดใช้งานฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องด้วย ความต่างของรุ่นแรกกับรุ่นที่สองอยู่ที่ผู้อ่านเลือกเองว่าเราต้องใหม่สุดหรือจะใหม่น้อยหน่อยแต่ประหยัดเงินลงไปได้บ้าง ถ้าให้ผมมองคือถ้า iPad 3, iPad 4 คุณยังโอเคกับประสิทธิภาพที่ได้อยู่ไม่อึดอัดเกินไป คิดว่ารอดู iPad โฉมของปี 2015 น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่า iPad Air 2 ในงานของประสิทธิภาพที่เราได้เพิ่มขึ้น

จุดสังเกต

  • เครื่องแรงขึ้น แต่ถ้าใช้ทั่วไปก็ไม่รู้สึกอะไร ยกเว้นใช้เฉพาะทางที่ต้องรีดพลังเครื่อง
  • Touch ID ยังไม่ก่อเกิดประโยชน์เต็มที่
  • มีแรมให้ 2GB มีส่วนช่วยในการเปิดใช้ Safari แล้วไม่รีโหลดได้บ้าง
  • เบาขึ้น บางลง แต่ไม่ได้เห็นผลชัดเจนเมื่อเทียบกับ iPad Air รุ่นแรก

 

ราคา :

รุ่น Wi-Fi

  • 16GB – 16,900
  • 64GB – 20,400
  • 128GB – 23,900

รุ่น Wi-Fi + Cellular

  • 16GB – 21,400 บาท
  • 64GB – 24,900 บาท
  • 128GB – 28,400 บาท

 



You May Also Like:

แอปเปิ้ลปรับราคา iPad ทุกรุ่นลงเล็กน้อย

การปรับราคาครั้งนี้ส่งผลกับ iPad แทบทุกรุ่นโดยเฉพาะ iPad Pro ที่มีการปรับราคาลงมาทำให้ความน่าสนใจในการเลือกซื้อมีเพิ่มขึ้น ..

รีวิว : iPad Pro 9.7 นิ้ว

ผ่านมาราว 6 เดือนหลังจากที่แอปเปิ้ลออก iPad Pro 12.9 นิ้วที่ขนาดไม่ธรรมดาสำหรับแท็บเล็ต วันนี้แอปเปิ้ลออก iPad Pro หน้าจอขนาด 9.7 นิ้วมาแล้ว ติดตามกันได้ว่ามีอะไรต่างกันบ้างระหว่างพี่ใหญ่กับน้องเล็ก ..

หน้าจอ iPad mini 4 ให้สีได้ใกล้เคียงกับ iPad Air 2

อย่างที่หลายคนเคยเห็นข่าวในอดีตเกี่ยวกับ iPad mini ที่ผ่าน ๆ มาแสดงสีสันบนหน้าจอได้ไม่ดีเท่าไหร่ ตอนนี้มีการยืนยันแล้วว่าหน้าจอแสดงผลของ iPad mini 4 ให้สีสันที่สมจริงมากขึ้นและมีสีสันใกล้เคียงกับหน้าจอ iPad Air 2 ..

Share

Tweet

Email