รีวิว : Mio Fuse และ Mio Alpha 2

รีวิว : Mio Fuse และ Mio Alpha 2

Mio Fuse และ Mio Alpha 2 ทั้งคู่เป็นอุปกรณ์สวมใส่ข้อมือรุ่นหนึ่งเน้นใช้ในชีวิตประจำวันอีกรุ่นเน้นไปที่เรื่องออกกำลังกายโดยเฉพาะ

สำหรับ Mio Fuse และ Mio Alpha 2 จุดต่างภายนอกของทั้งคู่อยู่ที่ Mio Fuse หน้าตาเหมือนจะเป็นกำไลข้อมือมีหน้ากว้างกว่าอุปกรณ์แนวเดียวกันการแสดงผลเป็นหลอด LED สีแดงกลืนไปกับตัวสายสีดำ ถ้าจะเรียกดูข้อมูลเช่นนาฬิกาต้องแตะที่ปุ่มก่อน ส่วน Mio Alpha 2 จะมีจอแสดงผลนาฬิกาเลยไม่ต้องกดปุ่มใด ๆ ยกเว้นการใช้งานฟังชั่นอื่น

 

mio-fuse-alpha-2_01

mio-fuse-alpha-2_02

mio-fuse-alpha-2_04

 

ด้านฟีเจอร์ของ Mio Fuse และ Mio Alpha 2 จะคล้าย ๆ กัน มีจุดต่างตรงที่ Mio Fuse อันที่หน้าตาเหมือนกำไลข้อมือจะมีฟีเจอร์นับก้าว, บอกระยะทางที่เราเดิน, ประเมินแคลอรี่ที่ใช้ในแต่ละวันมาให้ด้วย สามารถกดที่ปุ่มต่าง ๆ บนตัวเครื่องเพื่อดูแต่ละค่าได้ ส่วน Mio Alpha 2 จะไม่มีฟีเจอร์ในส่วนนี้

 

ปุ่มกดเพื่อสั่งานของรุ่น Mio Fuse จะมีอยู่ 3 ปุ่มเป็นระบบสัมผัสจะค่อนข้างกลืนไปกับสีดำ​​ ซึ่งแรก ๆ ก็จะดูยากหน่อยว่าปุ่มอยู่ตรงไหน (ตามรูปที่วง) ส่วน Mio Alpha 2 ปุ่มกดจะอยู่ด้านข้างตัวเรือนทั้งสองข้าง (ตามรูปที่วง)

mio-fuse-alpha-2_03

mio-fuse-alpha-2_06

จุดเด่นของ Mio ทุกรุ่นคือมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจติดมาให้ด้วยที่ด้านหลังเครื่องเวลาจะใช้งานจะเหมือน ๆ กันคือกดปุ่มบนตัวเครื่องค้างไว้สักครู่หน้าจอจะขึ้น Hold และตามด้วยคำว่า Fine สักครู่ตัวเซ็นเซอร์ก็จะเจออัตราการเต้นหัวใจหรือชีพจรของเรา ในจุดนี้แนะนำว่าตอนที่ใส่ Mio ไม่ว่าจะรุ่นไหนควรใส่ให้กระชับแนบกับข้อมือบริเวณที่ใส่สักนิด จากที่ลองถ้าใส่หลวมหน่อยคือตัว Mio ไม่แนบไปกับข้อมือจะใช้เวลานานมากหน่อยกว่าจะหาชีพจรของเราเจอ

 

mio-fuse-alpha-2_10

 

mio-fuse-alpha-2_11

 

สำหรับสายรัดข้อมือของ Mio Fuse และ Mio Alpha 2 จะเหมือน ๆ กันวัสดุเป็นยางจากที่ลองใช้คือนิ่มดีไม่รู้สึกกระด้างแต่อย่างใด ปัญหาของสายรัดข้อมือคือมีหน้าความมากพอควร เวลาใส่กับข้อมือเล็ก ๆ แล้วตัวเครื่องดูใหญ่มาก

ฟีเจอร์ของ Mio ที่เด่นอีกอย่างคือตัวแอปใน iOS (มีใน Android ด้วย) เราสามารถตั้งค่า Heart Rate Zone ในแอปได้ด้วยตั้งค่าได้ 5 โซน ตั้งค่าสูงสุดของอัตราการเต้นหัวใจได้ว่าประมาณไหน ซึ่งการแสดงผลในส่วนของ Heart Rate Zone จะเห็นได้จากสัญลักษณ์รูปหัวใจในแอปที่จะเปลี่ยนสีไปตามโซนที่หัวใจเราเต้นไปถึง ในจุดนี้ถ้าเป็นคนออกกำลังกายและอยากรู้ว่าหัวใจของเราไปด้ถึงโซนไหนน่าจะชอบอยู่เหมือนกัน

 

mio-fuse-alpha-2_15

mio-fuse-alpha-2_17

 

นอกจากนั้นในแอปยังมีฟีเจอร์เกี่ยวกับการวิ่งออกกำลังกาย ซึ่งหน้าจอแสดงผลในส่วนนี้จะมีให้ดูทั้งอัตราการเต้นหัวใจ, เวลา, ระยะทาง (อิงกับ GPS ใน iPhone) และเวลาที่เราอยู่ใน Heart Rate Zone โซนนั้น ๆ ว่ากี่นาทีด้วย ซึ่งจะแสดงผลออกมาให้ด้วยเป็นแถบสีว่าหัวใจเราเต้นอยู่ในโซนนั้นช่วงนาทีที่เท่าไหร่ของการวิ่งหรือออกกำลังกาย เวลาที่หัวใจเต้นถึงโซนอันตรายจะมีการสั่นเตือนที่ข้อมือบอกเราด้วยสำหรับ  Mio Fuse และ ถ้าเป็น Mio Alpha 2 จะแจ้งเป็นเสียงปี๊บแทน จุดนี้ถือเป็นข้อดีของ Mio ที่ต่างไปจากอุปกรณ์แนวเดียวกันที่ไม่มีเรื่องพวกนี้มาให้

 

mio-fuse-alpha-2_19

ด้านแบตเตอรี่ของ Mio Fuse และ Mio Alpha 2 ผมยกให้อึดที่สุดเท่าที่เคยทดสอบอุปกรณ์พวกนี้มาเลย อย่าง Mio Fuse ชาร์จครั้งหนึ่งใช้แบบเรื่อย ๆ ในชีวิตประจำวันอยู่ได้เกิน 10 วันแน่นอน ซึ่งแบตเตอรี่ยังเหลือ 4 จาก 5 ขีด ไม่เคยเจออุปกรณ์แนวนี้ที่แบตเตอรี่ทำได้ดีเท่านี้มาก่อน ส่วน Mio Alpha 2 ก็อึดไม่แพ้กัน แต่ส่วนใหญ่ตอนที่ทดสอบผมใส่ Mio Fuse เสียมากกว่า  ตามสเป็คที่ระบุไว้ถ้าเปิดใช้งานที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอดเวลารุ่น Mio Fuse จะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 7-10 ชั่วโมงถ้าเปิดหน้าจออยู่ตลอด และถ้าปิดหน้าจอจะทำได้ถึง 20 ชั่วโมง ส่วนรุ่น Mio Alpha 2 เปิดใช้งานที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอดเวลารุ่นสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 20 ชั่วโมง

 

mio-fuse-alpha-2_05

 

การชาร์จแบตเตอรี่แต่ละรุ่นจะมีตัวแท่นชาร์จมาให้ หน้าตาไม่เหมือนกัน เวลาจะชาร์จก็แปะเข้าด้านหลังเครื่องดูตรงขั่วโลหะให้พอดีตอนวางลงไปกับแท่นชาร์จแค่นั้นเป็นอันเรียบร้อย ระยะเวลาการชาร์จไม่นานเท่าไหร่ราว ๆ 2 ชั่วโมงนิดหน่อยก็เต็มแล้ว

 

mio-fuse-alpha-2_12

mio-fuse-alpha-2_13

mio-fuse-alpha-2_14

 

มาถึงตรงนี้บางคนที่อ่านอาจจะงง ๆ ว่า Mio Fuse และ Mio Alpha 2 ทำได้เหมือน ๆ กันทุกอย่างต่างกันแค่รุ่นหนึ่งต้องแตะเพื่อดูนาฬิกาอีกรุ่นมีหน้าจอแบบนาฬิกามาให้ ซึ่งรุ่น Alpha 2 ราคาสูงกว่าด้วยแต่ทำไมทำได้เท่า ๆ กัน ตัวผมก็งง ๆ เหมือนกัน จุดต่างที่ Mio Alpha 2 มีมากกว่าคือสามารถจับเวลาแบบ Countdown และ Repeat ได้ ซึ่งจุดนี้ก็คงไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน

เรื่องการกันน้ำจากที่ลองใช้งานทั่วไปของ Mio Fuse ถือว่ากันน้ำได้โอเคไม่ต้องพะวงเรื่องน้ำจะไปโดนเซนเซอร์จับอัตราการเต้นหัวใจด้านหลังเครื่องเพราะยังไงซะเวลาเราวิ่งหรือออกกำลังกายก็มีเหงื่ออยู่แล้ว เท่าที่ลองไม่มีปัญหาอะไรในส่วนนี้ ตามสเป็คทั้งสองรุ่นสามารถกันน้ำในระดับความลึก 30 เมตร จึงใส่ไปว่ายน้ำได้ด้วย

เรื่องอุปกรณ์ที่รองรับในส่วนของ iPhone ต้องเป็น iPhone 4s ที่รองรับ Bluetooth 4.0 ขึ้นไป ส่วนในฟากของ Android ต้องเข้าไปดูรายละเอียดในเว็บเพิ่มเติมอีกทีว่าตัว Mio รองรับรุ่นไหนอะไรยังไงบ้าง

โดยรวมจากที่ลอง Mio Fuse และ Mio Alpha 2 ผมสับสนนิดหน่อยว่าต่างอะไรกันยังไง และกลายเป็นว่ารุ่นที่มีราคาถูกกว่าดันทำได้เยอะกว่า ส่วนรุ่นแพงกว่าฟีเจอร์ที่มีมาให้ผมไม่ได้ใช้เลยรู้สึกแปลก ๆ ไปที่ทั้งสองรุ่นพอได้ใช้ก็ไม่ต่างอะไรกันเลยในส่วนของฟีเจอร์ ตัวผมชอบ Mio Fuse ที่เป็น Activity Tracker ที่มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจติดมาให้ด้วย ส่วนฟีเจอร์พื้นฐานอย่างนับก้าวอันนี้คุ้นเคยดีออยู่แล้วจากหลาย ๆ ยี่ห้อที่เคยผ่านมือมา

จุดสังเกต

Mio Fuse

  • การแสดงผลเป็นไฟ LED ต้องแตะที่ปุ่มบนตัวเครื่องเพื่อให้แสดงผล
  • มีฟีเจอร์นับก้าวเดิน, ระยะทาง และแคลอรี่มาให้
  • มีการสั่นเตือนเวลาหัวใจเต้นเร็วอยู่ในโซนอัตราย (ต้องกดให้วัดการเต้นของหัวใจก่อน)

Mio Alpha 2

  • มีหน้าปัดนาฬิกา
  • ไม่มีฟีเจอร์นับก้าวเดิน, ระยะทาง และแครอลี่
  • ไม่มีสั่นแต่มีเสียงเตือนแทน

ราคา :

  • Mio Fuse – 5,990 บาท
  • Mio Alpha 2 – 6,990 บาท

 

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : KOAN CO.,Ltd. (02-665-7311-4)

 

หาซื้อสินค้าได้ที่

  • iStudio by Copperwired
  • .Life

 



You May Also Like:

Share

Tweet

Email