เปรียบเทียบ iCloud Photos vs. Flickr vs. Amazon Cloud Photos สำหรับเก็บรูปภาพไว้ตลอดกาล

เปรียบเทียบ iCloud Photos vs. Flickr vs. Amazon Cloud Photos สำหรับเก็บรูปภาพไว้ตลอดกาล

ยุคที่โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปเก็บไว้ได้นับพันนับหมื่นรูป ปัญหาใหญ่คือในโทรศัพท์เก็บรูปไม่พอจะหาที่เก็บที่ไหนดี จะเก็บในฮาร์ดดิกส์ก็กลัววันนึงอยู่ดี ๆ ฮาร์ดดิกส์จะลาโลก หรือจะเก็บไว้บน Cloud จะเก็บไว้ที่ไหนดีเลือกไม่ถูก ครั้งนี้เราขอมาเปรียบเทียบ 3 บริการเก็บรูปบน Cloud ที่น่าสนใจมาให้ดูกันว่ายี่ห้อไหนเป็นยังไงกันบ้าง

สำหรับบทความนี้เกิดขึ้นมาจากที่ตัวผมเองเริ่มหาทางออกสำหรับเก็บรูปภาพหลายหมื่นรูปไว้สักที่หนึ่งนอกเหนือจากฮาร์ดดิกส์ที่เป็นอุปกรณ์ที่เราเคยไว้ใจว่าจะเก็บรูปและข้อมูลของเราไว้ได้ตลอดกาล ซึ่งในความเป็นจริงแล้วฮาร์ดดิกส์เป็นอีกอุปกรณ์ที่เราไม่สามารถเดาใจได้ว่าจะยังใช้งานได้ปกติหรืออยู่ดี ๆ ก็ดับดิ้นไปเสียอย่างงั้น ตัวผมผ่านยุคที่เราเบิร์นแผ่น CD ต่อมาถึงยุค DVD แบ็คอัพทีนึง 2 แผ่นแล้วก็เก็บไฟล์เดียวกันในฮาร์ดดิกส์อีก 1 ชุดตั้งแต่ฮาร์ดดิกส์ 300GB ไล่มาถึง 1TB ซื้อฮาร์ดดิกส์มาหลายลูกแม้ยังไม่เยอะเท่าเพื่อน ๆ รอบตัวก็ตาม เท่าที่ใช้เองเจอฮาร์ดดิกส์เสียไป 2 ครั้ง แผ่น DVD ที่เราแบ็คอัพไว้บางแผ่นเสื่อมสภาพไปเอง ซึ่งทั้งหมดไม่เคยรู้ตัวล่วงหน้ามาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ นี่ยังไม่นับว่ากรณีโทรศัพท์หายหรือพังแล้วเราต้องเสียรูปภาพทั้งหมดไปแบบไม่มีทางได้คืนมาอีกด้วย

และในช่วงกำลังจะเขียนบทความนี้ก็มีเพื่อน ๆ รอบตัวที่รูปภาพสำคัญในชีวิตหายไปแบบไม่มีทางกู้ได้จากสาเหตุฮาร์ดดิกส์เสียแบบที่อยู่ดี ๆ ก็หมดลมหายใจไปเอง กู้ไฟล์ยังไงก็ไม่ได้ เจอแบบนี้เข้าไปตัวผมและเพื่อน ๆ ก็มองไปทางเดียวกันคือหาที่เก็บรูปไว้ Cloud Service สักที่หนึ่งน่าจะดีกว่าไม่ต้องมาพะวงว่าวันข้างหน้าฮาร์ดดิกส์จะเสียอีกหรือไม่ แล้วก็ไม่ต้องมาคอยซื้อฮาร์ดดิกส์ใหม่เรื่อย ๆ เพื่อเก็บรูปภาพ

 

icloud-photo_02

 

 

โดยบทความนี้เน้นการเก็บรูปภาพและวิดีโอไว้กับ Cloud Service ส่วนการเก็บไฟล์อื่น ๆ นอกเหนือจากนี้อาจจะไม่ได้อธิบายเยอะ แต่จะมีสอดแทรกให้ทราบว่าเจ้าไหนสามารถเก็บไฟล์อะไรยังไงได้บ้าง

ปัญหาของการเลือกบริการเก็บรูปภาพ Cloud Service จากที่ผมมองคือเลือกแล้วเลือกเลย เราคงไม่ได้เปลี่ยนไปมากันง่าย ๆ ยิ่งใช้งานเราก็ไม่อยากเปลี่ยนมีแต่จะเสียเงินให้บริการนั้น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ มากกว่า ซึ่งเราก็ควรจะต้องเลือกบริการให้ตรงใจเราที่สุดตั้งแต่คิดเริ่มเก็บรูปภาพไว้กับบริการใด ๆ ก็ตาม และต้องคิดไปถึงอนาคตด้วยว่าบริการที่เราเลือกตอบโจทย์ที่เรามองไว้ในอนาคตหรือไม่

ตัวผมปัจจุบันใช้บริการเก็บรูปภาพของทั้ง iCloud, Flickr และ Amazon Cloud Photos ก็พอจะเห็นข้อดีข้อเสียอยู่บ้างจากที่ได้ใช้มาระยะหนึ่ง เลยขอมาเล่าแค่ 3 ยี่ห้อนี้

 

icloud-photo_01

 

เร่ิมที่ iCloud

สำหรับ iCloud ดูจะเป็นบริการที่อยู่ใกล้ตัวกับผู้ใช้งาน iOS มากที่สุด แต่ก็เป็นบริการที่คนใช้น้อยมากเหมือนกัน

ปัจจุบัน iCloud แบ่งบริการเก็บรูปภาพเป็น 2 แบบได้แก่

 

icloud-photo_08

 

iCloud Photo Streaming – เมื่อเปิดใช้งานส่วนนี้ระบบจะอัพโหลด 1,000 รูปล่าสุดที่เราถ่ายขึ้นไปเก็บไว้ให้ฟรี ถ้ามีรูปที่ 1,001 หมายความว่ารูปที่ 1 ก็จะหายไปแทน ข้อเสียของ iCloud Photo Streaming คือบางรูปที่เราอุตส่าห์บรรจงเก็บไว้อยู่ใน 1,000 รูปล่าสุด ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามีรูปที่อัพโหลดเยอะแล้วรูปที่เราต้องการเก็บถูกดันตกขอบก็จะหายไปดื้อ ๆ โดยไม่มีการเตือน สรุปโดยคอนเซ็ปท์ของ iCloud Photo Streaming เป็นพื้นที่เก็บรูปภาพ 1000 รูปล่าสุดไว้ชั่วคราว ประโยชน์คือสามารถเปิดดูรูปจากอุปกรณ์ไหนของเราก็ได้ที่เปิด iCloud Photo Streaming ทั้งบน iPhone, iPod touch, iPad และบน OS X (แอป iPhoto, Aperture และ Photos) ซึ่ง 1,000 รูปคงไม่เพียงพอกับการเก็บรูปของเราทั้งชีวิตแน่ ๆ

บริการ iCloud แบบที่สองคือ iCloud Photo Library เบื้องต้นแอปเปิ้ลให้พื้นที่ฟรี 5GB สำหรับเก็บไฟล์ทุกอย่างไม่ว่าจะรูปภาพทุกนามสกุล วิดีโอ อีเมล (กรณีใช้อีเมล @iCloud ด้วย) และไฟล์ต่าง ๆ โดยทุกเครื่องที่เปิดใช้บริการ iCloud Photo Library สามารถเห็นรูปเดียวกันได้หมดไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPod touch, iPad ที่ใช้ iOS 8 บนเครื่อง Mac ที่ใช้ OS X 10.10.3 กับแอป Photos ข้อดีคือหน้าตาแอป Photos บน iOS กับ OS X มีความคล้ายกันทำให้การใช้งานไม่ยากนักเมื่อย้ายการทำงานไปมาระหว่าง iOS และ OS X

สำหรับพื้นที่ 5GB นอกจากใช้เก็บรูปเก็บไฟล์ต่าง ๆ แล้ว ถ้าคุณเปิดใช้งาน iCloud Backup ด้วยก็จะใช้พื้นที่ส่วนนี้ด้วยเช่นกัน เรียกว่า 5GB แบ่งกันใช้ทั้งหมดทุกอย่าง

5GB เก็บรูปอย่างเดียวได้สักกี่รูปกัน?

ถ้าดูจากไฟล์รูปภาพของ iPhone 6 มีขนาดรูปละ 2-3 MB หมายความว่าสามารถเราเก็บรูปที่ถ่ายด้วย iPhone 6 ได้ราว ๆ 1,600 รูปเท่านั้น ไม่พอแน่นอนสำหรับคนที่ถ่ายรูปเยอะ และไม่ได้มีแค่กล้อง iPhone เท่านั้น ถ้ามีกล้องถ่ายรูปแยกต่างหากอีกสักกล้องแล้วอยากเก็บรูปขึ้น iCloud Photo Library ด้วยยังไงก็ไม่พอ

 

icloud-photo_03

icloud-photo_06

 

ทางเลือกถ้าคิดว่า 5GB ที่ให้มาฟรีไม่พอและยังอยากเก็บรูปเก็บไฟล์ต่าง ๆ รวมถึงทำ iCloud Backup ไว้กับบริการของแอปเปิ้ลคือเสียเงินเพิ่มดังนี้

  • อัพเกรดเป็น 20GB ค่าบริการเดือนละ $0.99 หรือปีละ $11.88
  • อัพเกรดเป็น 200GB ค่าบริการเดือนละ $3.99 หรือปีละ $47.88
  • อัพเกรดเป็น 500GB ค่าบริการเดือนละ $9.99 หรือปีละ $119.88
  • อัพเกรดเป็น 1000GB (1TB) ค่าบริการเดือนละ $19.99 หรือปีละ $239.88

จากราคาค่าบริการข้างต้น จัดว่าราคาสูงมากเมื่อเทียบกับบริการยี่ห้ออื่น แต่ถ้าอยากได้ความสะดวกจากบริการแอปเปิ้ลก็ต้องยอมเสียเงินเพิ่ม ส่วนจะคิดเป็นเงินปีละเท่าไหร่ลองคูณกันเองในใจดูนะครับ

เท่าที่ตัวผมใช้งานและอัพเกรดพื้นที่เป็น 20GB ใช้เก็บรูปภาพบ้าง เก็บไฟล์งาน ถือว่าเหลือเฟือ แต่ถ้าผมเปิดใช้ iCloud Backup จากอุปกรณ์ iOS ‘ทุกเครื่อง’ ที่ผมใช้อยู่ไม่พอแน่นอน เอาแค่ iPhone 6 ความจุ 64GB เครื่องเดียว ถ้าแบ็คอัพขึ้น iCloud Backup พื้นที่ 20GB ก็คงไม่พอแน่นอน

ถ้าต้องการใช้บริการพื้นที่ iCloud โดยเสียเงินค่าบริการอัพพื้นที่น้อยสุดคือ 20GB แนะนำว่าให้แบ็คอัพอุปกรณ์ iOS กับ iTunes บนเครื่องคอมพิวเตอร์น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แล้วเราก็บริหารจัดการพื้นที่ 20GB ให้ดีว่าหลัก ๆ แล้วเราจะใช้เก็บอะไรบ้าง

จุดเด่นของ iCloud Photo Library อีกประการคือตัวแอป Photo ทั้งใน iOS และ OS X มีเครื่องมือสำหรับตกแต่งภาพมาด้วยทำให้รูปที่เราซิงค์ข้อมูลไว้เราสามารถแก้ไขปรับสีรูปภาพได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องไปใช้แอปอื่น เมื่อเราแต่งรูปใด ๆ แล้วรูปที่เราแต่งเสร็จก็จะซิงค์ช้อมูลขึ้น iCloud ไปด้วยอัตโนมัติ

 

icloud-photo_05

icloud-photo_07

 

การดาวน์โหลดรูปภาพมาเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ กรณี iCloud จะว่าง่ายก็ง่ายครับ เพราะทุกอย่างถูกซิงค์ข้อมูลกับอุปกรณ์ของเราไว้แล้ว ถ้าบน OS X ก็เหมือนเราดูรูปจาก Photo Library ปกติ จะจับจะลากกี่รูปก็เลือกได้เองตามต้องการ ไม่มีประเด็นเรื่องการดาวน์โหลดรูปกลับ

Flickr

สำหรับ Flickr ถือเป็นบริการเก็บรูปภาพที่หลายคนรู้จักดีและรู้จักกันมานานแล้ว โดย Flickr ปรับโฉมบริการไปเมื่อกลางปี 2013 ให้พื้นที่ผู้ใช้งานเก็บรูปได้ฟรีคนละ 1000GB หรือ 1TB …เยอะมากครับสำหรับการใช้เก็บรูป jpg ทั่วไป

 

flickr_05

flickr_06

 

1TB ของ Flickr สามารถเก็บรูปจาก iPhone ได้เพียว ๆ ราว 4 แสนรูป เรียกว่าถ้าถ่ายรูปปีละสัก 20,000 รูปสามารถใชัเก็บรูปฟรี ๆ ได้ถึง 20 ปี หรือถ้าอยากเก็บรูปจากกล้องตัวอื่นด้วยบ้างพื้นที่ 1TB ก็เหลือ ๆ เช่นกัน หรือถ้าจะอัพโหลดไฟล์วิดีโอขึ้น Flickr ก็สามารถเช่นกัน แต่เท่าที่ลองอัพโหลดไฟล์วิดีโอตัวผมมักจะเจอ error อยู่เรื่อย ๆ เลยไม่ค่อยไว้ใจนักสำหรับการอัพโหลดไฟล์วิดีโอ

ข้อเสียของ Flickr หลัก ๆ คือไม่มีแอป Flickr อยู่ใน App Store ของไทย (แต่มีแอปอยู่ใน App Store ของอเมริกา) ซึ่งผมเองเคยอีเมลไปถาม Yahoo ก็ไม่ได้คำตอบว่าเพราะอะไรถึงไม่มีแอป Flickr อยู่ใน App Store (TH) ทำให้การอัพโหลดภาพจากอุปกรณ์ iOS สำหรับคนที่ใช้งาน App Store (TH) ต้องหาทางเลือกเป็นแอปอัพโหลดเข้า Flickr จากนักพัฒนาอิสระแทน หรือไม่ก็ยอมลำบากด้วยการโอนรูปภาพมาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนแล้วค่อยอัพโหลดภาพขึ้นเว็บ Flickr อีกที ข้อเสียอีกประการที่หลายคนไม่ได้สนใจคือ Flickr ไม่สามารถอัพโหลดรูปแบบ RAW ได้ จุดนี้ถ้าคุณต้องการใช้บริการเก็บรูปทั้งจากกล้องโทรศัพท์มือถือและกล้องอื่นที่คุณถ่ายรูปแบบ RAW File ก็จำเป็นต้องยอมแปลงรูปเป็น jpg เสียก่อน ซึ่งนักถ่ายภาพบางคนจะไม่ชอบในจุดนี้ทำให้ยังต้องเก็บ RAW File กันเหนียวไว้ในฮาร์ดดิกส์เช่นเดิม

แล้วตัวแอป Flickr for iOS ทำอะไรได้บ้าง ?

แอป Flickr หลัก ๆ จะมีฟีเจอร์อัพโหลดรูปภาพจากใน Camera Roll ของ iOS ขึ้น Flickr แบบอัตโนมัติ เลือกได้ว่าจะให้อัพโหลดอัตโนมัติผ่าน Wi-Fi อย่างเดียวหรือให้อัพโหลดผ่าน 3G/4G ได้ด้วย โดยถ้าเลือกอย่างหลังก็ควรระวังดาต้าการใช้งานอินเตอร์เน็ตหมดแบบไม่รู้ตัวเพราะตัวแอปจะคอยเช็คอยู่ตลอดว่ามีรูปภาพมาใหม่หรือไม่และจะคอยอัพโหลดให้อัตโนมัติ

 

flickr_01

flickr_02

นอกจากนั้นการอัพโหลดรูปภาพเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้เข้าไปที่อัลบั้มไหนจะเปิดแบบสาธารณะให้ทุกคนได้เห็นหรือจะเลือกล็อคไว้ให้เราเห็นคนเดียวแล้วค่อยมาย้ายรูปออกมาเป็นแบบสาธารณะสำหรับบางรูปภายหลังก็ได้

flickr_03

 

ส่วนการดูรูปภาพของแอป Flickr ย่อรูปแบบมาจากตัวเว็บ Flickr บอกรายละเอียดเกี่ยวกับรูปภาพละเอียดทุกเม็ดสุด สามารถดูรูปของเรา ดูรูปของคนที่เราไปติดตามไว้ ดูรูปจากกรุ๊ปที่เราเข้าร่วมได้ทั้งหมด ตัวแอปดูโอเคสุด ตอนใช้อารมณ์จะคล้าย ๆ เหมือนเราใช้ Photo Library ใน iPhone

flickr_04

 

จากที่ได้ใช้บริการเก็บรูปของ Flickr ผมชอบหน้าตาการใช้งานทั้งเว็บและแอปมากที่สุด ดูเฟรนลี่มากสุด แถมใจดีให้ใช้เก็บรูปได้ตั้ง 1TB ใครจะไม่ชอบจริงมั้ย

ถ้าคุณผู้อ่านไม่ได้จริงจังกับการถ่ายรูปเป็นอาชีพ ไม่รู้จัก RAW File ว่าคืออะไร ดูแล้ว Flickr น่าจะเหมาะที่สุดในการเก็บรูปภาพทั้งชีวิตของเราไว้ตลอดกาล

สำหรับการดาวน์โหลดรูปกลับมาในเครื่องคอมพิวเตอร์จากเว็บ Flickr ต้องทำเองทีละรูป ไม่มีปุ่มกดทีเดียวแล้วดาวน์โหลดกลับมาทั้งหมด จุดนี้จะไม่เป็นปัญหาถ้าคุณใช้ Flickr ไปเรื่อย ๆ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเราอาจจะคิดย้ายที่เก็บรูปจาก Flickr ไปไว้ที่บริการรายอื่น ดาวน์โหลดทีละรูปสัก 1,000 รูปแค่คิดก็สยองแล้ว

ลำบากอย่างเดียวจริง ๆ สำหรับ Flickr คือต้องไปหาดาวน์โหลดแอป Flickr จาก App Store (US) หรือไม่งั้นก็หาแอปทางเลือกสำหรับใช้งานร่วมกับ Flickr ตัวอื่น ๆ

Amazon Cloud Photos

สำหรับ Amazon Cloud Photos เป็นบริการน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดบริการหมาด ๆ ในปี 2015 โดยอเมซอนอาศัยว่าตัวเองก็ทำบริการ Cloud Storage อยู่แล้ว แค่บริการเก็บรูปแค่นี้จิ๊บ ๆ ไม่เหลือบ่ากว่าแรง จึงออกมาเป็น Amazon Cloud Photos ที่เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ของ Amazon Cloud Drive

 

amazon-cloud-photos_01

amazon-cloud-photos_07

 

Amazon Cloud Photos (ค่าบริการปีละ $11.99) สามารถเก็บรูปภาพได้ไม่จำกัดทุกนามสกุลไม่ว่าจะ jpg หรือ RAW File คือดี คือค่าบริการไม่แพงปีละ 300 กว่าบาทจ่ายเงินได้ไม่ยาก แถมสมัครใช้บริการใหม่อเมซอนให้ลองใช้งานฟรี 3 เดือนอีกด้วย ถ้าระหว่าง 3 เดือนไม่พอใจไม่ปลื้มก็ยกเลิกไม่ต้องเสียเงินก็ได้ด้วย

นอกจากให้พื้นที่เก็บรูปภาพแบบไม่จำกัดแล้ว อเมซอนยังใจดีให้พื้นที่ไว้เก็บไฟล์วิดีโอและไฟล์อื่น ๆ ฟรีอีก 5GB

ถ้าอยากเก็บไฟล์วิดีโอแบบไม่จำกัดด้วยทำยังไงดี ?

ก็ต้องใช้ Amazon Cloud Drive (ค่าบริการปีละ $59.99) สามารถเก็บไฟล์ทุกรูปแบบได้ไม่จำกัดพื้นที่ ถ้าชอบถ่ายทั้งรูปและวิดีโอแล้วกลัวพื้นที่ใน iPhone เต็มดูแล้ว Amazon Cloud Drive น่าจะเป็นทางออกที่ไม่เลวเลยทีเดียว ค่าบริการตกปีละ 2,000 บาทจะว่าราคาสูงสำหรับบางคนก็ใช่ จะว่าราคาถูกสำหรับอีกหลายคนก็ใช่เพราะไม่ต้องมาพะวงกับฮาร์ดดิกส์ที่ต้องคอยซื้อเพิ่มเรื่อย ๆ แถมไม่รู้ว่านานวันไปจะเสียเมื่อไหร่อีกด้วย

 

amazon-cloud-photos_09

 

สำหรับบริการของอเมซอนมีแอป Amazon Photo ให้เราดาวน์โหลดจาก App Store ของไทยด้วย ตัวแอปก็จะมีให้ตั้งค่าอัพโหลดอัตโนมัติได้ทั้งรูปและวิดีโอ ผ่านเฉพาะแค่ W-Fi หรือเลือกให้อัพโหลดอัตโนมัติผ่าน 3G/4G ได้ด้วยเช่นกัน

 

amazon-cloud-photos_04

amazon-cloud-photos_05

 

เท่าที่ได้ใช้บริการ Amazon Cloud Photos ปัจจุบันผมเลือกใช้บริการปีละ $11.99 หน้าตาเว็บและแอปดูธรรมดาสุดในบรรดา 3 ยี่ห้อแต่ฟีเจอร์ต่าง ๆ สำหรับเก็บข้อมูลก็ครบถ้วนดี ทั้งนี้บริการของอเมซอนจะเน้นเก็บและเราดูคนเดียว จะไม่เหมือนกับ Flickr ที่มีความเป็นเว็บสังคมคนชอบถ่ายรูปไว้ด้วย จุดนี้ถ้าชอบดูรูปคนอื่นด้วย Flickr จะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเน้นเก็บรูปไม่ว่าจะ jpg หรือ RAW File บริการของอเมซอนเหมาะมาก เรียกว่าเก็บรูปไว้ได้ตลอดชั่วกัลปาวสาร (แต่ต้องจ่ายเงินค่าบริการรายปีด้วยนะ)

สำหรับการเข้าใช้หน้าเว็บของ Amazon Cloud Photos ในส่วนของการจัดการไฟล์ต่าง ๆ เข้าไปแล้วจะเหมือนแค่เป็นที่เก็บไฟล์อย่างเดียว ไม่เน้นโชว์รูปเท่าไหร่ โดยเมื่อเข้าไปเราจะเห็นเป็นชื่อไฟล์เรียง ๆ กันอยู่

 

amazon-cloud-photos_08

 

ส่วนการดาวน์โหลดรูปกลับมาในคอมพิวเตอร์ เรียกว่า Amazon ทำการบ้านมาดีมากมีทั้งแบบเลือกดาวน์โหลดทีละรูป หรือจะทีละ 2 รูป 5 รูปก็ได้ตามแต่เราต้องการด้วยการทำเครื่องหมายถูกที่หน้าชื่อรูปชื่อไฟล์ที่เราต้องการดาวน์โหลดกลับมา หรือถ้าอยากดาวน์โหลดทั้งหมดกลับมาก็แค่ทำเครื่องหมายทุกทุกโฟลเดอร์ที่เราต้องการ เท่านี้ก็ได้ไฟล์กลับมาไว้ในเครื่องแล้ว จุดนี้เราควรแยกย่อยรูปเป็นโฟลเดอร์เผื่ออนาคตเราต้องการดาวน์โหลดกลับมาในเครื่องจะได้ไม่วุ่นวายกับการหารูปที่ต้องการ ก็จัดการแบ่งไปเลยว่าโฟลเดอร์นี้ไปเที่ยวทริปนี้มา อีกโฟลเดอร์เป็นอีกทริปหนึ่ง

ข้อแนะนำในการใช้ Cloud Storage เก็บรูปภาพ

สำหรับหัวข้อนี้ก็เหมือน ๆ กับเวลาเราจัดเก็บรูปในเครื่องคอมพิวเตอร์ครับ ไม่ต่างกัน โดยให้แยกเป็นอัลบั้ม ๆ หรือโฟลเดอร์ไว้ว่ารูปเซ็ตไหนเราไปไหนหรือทำอะไรมา ซึ่งเรื่องนี้แรก ๆ จะไม่ค่อยเป็นปัญหาเพราะรูปเรายังน้อย แต่อนาคตผ่านไป 3 ปี 5 ปีข้างหน้ามีสัก 10,000 รูป 30,000 รูปแล้วเราไม่ทำรูปให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเวลาจะหารูปทีนึงเหนื่อยอยู่นะครับ ฉะนั้นจัดการเรียงอัลบั้มเรียงโฟลเดอร์ให้ดีตั้งแต่ต้นดีที่สุด

 

———————————————————

 

ข้อควรระวังจาการใช้งาน Cloud Storage 

ไม่ว่าคุณจะใช้บริการของที่ไหนก็ตาม ข้อควรระวังหลัก ๆ เลยคือพาสเวิร์ดที่เข้าใช้งานแต่ละเว็บ ‘อย่าลืม’ ‘อย่าหาย’ และ ‘อย่าโดนแฮกค์’ ว่าไปพาสเวิร์ดก็เหมือนกุญแจไขตู้เซฟครับ หายทีหรือมีใครเก็บได้ก็เรื่องใหญ่ กรณีจำพาสเวิร์ดไม่ได้ยังไม่เท่าไหร่ เพราะเราสามารถสั่งรีเซ็ทพาสเวิร์ดได้ แต่ถ้าเกิดโดนแฮคจากผู้ไม่หวังดี ซึ่งเดี๋ยวนี้มีอีเมลหลอกให้กดแบบเนียน ๆ เพื่อขโมยพาสเวิร์ดถ้าเผลอไปกดทีนึงก็เป็นอันจบกัน

เวลาอัพโหลดรูปขึ้นไปใน Cloud Storage แล้ว เราควรทำการเช็คไฟล์สักนิดว่ามีครบถ้วนเท่ากับไฟล์ที่เราอัพโหลดขึ้นไปหรือไม่ เพราะถ้าไม่เช็คไม่ตรวจสอบให้ดีแล้วเราลบรูปต้นฉบับจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปแล้วก็ไม่ทำอะไรได้ ลองกด ๆ ดูว่ารูปที่อยู่ใน Cloud Storage เปิดดูได้ปกติไม่มีปัญหา เพราะถ้าเกิดปัญหาว่ากดดูรูปสัก 2-3 รูปแล้วไม่ปรากฏภาพขึ้นมาเราจะได้แก้ไขได้ทันที ​ซึ่งเรื่องเหล่านี้เท่าที่ผมเคยเกิดปัญหาจะเป็นเรื่องไฟล์ที่เราอัพโหลดขึ้น Flickr มีจำนวนไม่ครบตามที่เรามีในคอมพิวเตอร์ เช่นอัพโหลด 200 รูป ไฟล์บน Flickr ขาดไป 2-3 รูป ซึ่งก็ต้องมานั่งไล่ดูว่าเป็นไฟล์ชื่อะไร แล้วค่อยอัพโหลดใหม่อีกที เป็นต้น

 

ข้อจำกัดของการใช้งาน Cloud Storage

ในกรณีนี้เราพูดถึงเรื่องรูปภาพที่ต้องอัพโหลดกันหลายร้อยเมก (MB) หลายกิ๊ก (GB) หรืออาจจะเลยไปถึงหลายเท (TB) สิ่งสำคัญที่สุดคือความเร็วอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะขาอัพโหลดที่ต้องแรงมาก ๆ หน่อย ซึ่งเป็นปัญหาหลักของอินเตอร์เน็ตตามบ้านในไทยเลยก็ว่าได้ที่ความเร็วอินเตอร์เน็ตขาอัพโหลดอยู่ในระดับแค่ 512Kbps-1Mbps เท่านั้น ถ้าบ้านไหนติดเคเบิ้ลหรือไฟเบอร์อินเตอร์เน็ตก็ดีหน่อยที่ความเร็วอัพโหลดจะอยู่ราว ๆ 3-20 Mbps แล้วแต่แพ็กเกจ การอัพโหลดจะราบรื่นกว่า

นอกจากที่ผมอัพโหลดรูปขึ้น Flickr และ Amazon Cloud Photos เป็นประจำเวลาอยู่บ้านด้วยความเร็วอินเตอร์เน็ต 13/1Mbps ผมลองจัดรูปภาพเป็นโฟลเดอร์ไว้เตรียมอัพโหลดแล้วออกไปตามห้างหา Wi-Fi ของค่ายมือถือที่เราใช้งาน กรณีของผมคือ AIS ที่ตอนนี้ AIS Wi-Fi และ AIS Super Wi-Fi ทำความเร็วแบบที่เร็วจริง ๆ ได้ระดับ 50/50 – 100/100 Mbps คือเร็วมากอัพโหลดไฟล์ 2-3GB แป๊บเดียว จนอยากให้อินเตอร์เน็ตที่บ้านเร็วแบบนี้บ้าง แต่ถ้าไปเจอห้างที่สถานที่ ๆ คนเยอะความเร็ว Wi-Fi ของค่ายมือถือก็ไม่ค่อยต่างจากอินเตอร์เน็ตที่บ้านเท่าไหร่ ซึ่งเรื่องนี้เราอาจจะต้องอาศัยความเคยชินในการไปสถานที่นั้น ๆ แล้วลองใช้แอปกดทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ตดูว่าเร็วแค่ไหนด้วยก่อนจะไปใช้งานจริง

จากที่ได้อัพโหลดรูปทั้ง jpg และ RAW หลายร้อยรูปขนาดไฟล์ราว ๆ 5GB ผ่าน AIS Super Wi-Fi ที่ความเร็วขาอัพโหลดระดับ 70-80 Mbps ขึ้น Amazon Cloud Photos ขณะที่ใช้งานผมมองว่า Cloud Storage เหมือนเราเสียบฮาร์ดดิกส์ล่องหนกับพอร์ต USB อยู่ข้าง ๆ เครื่องเลยเพราะความเร็วในการอัพโหลดผมรู้สึกว่าเหมือน ๆ กับโอนรูปเก็บเข้าฮาร์ดดิกส์ที่ใช้ USB 2.0 ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว ผมไม่ได้รู้สึกว่าเรากำลังอัพโหลดไฟล์ขึ้น Cloud Storage แต่อย่างใด แต่พอกลับบ้านมาเท่านั้นแหละครับคุณผู้อ่านต้องมาพบกับความจริงกับอินเตอร์เน็ต 13/1Mbps เลยกลายเป็นว่าผมไม่ค่อยอัพโหลดจากที่บ้านแล้ว แต่จะเตรียมไฟล์ไว้เป็นอัพโหลดนอกบ้านเป็นครั้งคราวเสียมากกว่า

 

ข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวังของการใช้ iCloud, Flickr และ Amazon Cloud Photos มีแตกต่างกันออกมาไป คุณผู้อ่านลองเลือกกันอีกทีว่าเราเหมาะกับบริการไหน ซึ่งนอกเหนือจากที่ผมเขียนถึงยังมี Dropbox, Microsoft OneDrive, Box และอื่น ๆ อีกมากที่ให้เราเลือกใช้งานสำหรับเก็บไฟล์ไว้บน Cloud Storage ซึ่งกรณีเลือกที่เก็บรูปภาพผมมองว่าเราควรเลือกให้ดีตั้งแต่ต้นเพราะถ้าอัพโหลดไปเยอะแล้วการจะย้ายไปใช้บริการอื่นดูจะเป็นเรื่องลำบากอยู่เหมือนกันที่เราต้องมานั่งดาวน์โหลดไฟล์ออกมาจากที่หนึ่งแล้วมาอัพโหลดใหม่เข้าอีกที่ อย่าง Amazon Cloud Photos ผมมองว่าเบื้องต้นเสียเงิน $11.99 ต่อปีก็จริง แต่ระยะยาวมีแววสูงมากที่จะเสียเงินเป็นปีละ $59.99 สำหรับเก็บไฟล์วิดีโอและอื่น ๆ แบบไม่จำกัดด้วย เราควรมองให้ออกว่าเราจะใช้บริการอันไหนเก็บไฟล์อะไรแบบไหนบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นที่เราต้องใช้บริการของยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งก็ได้ เช่นไฟล์งานเก็บ Dropbox ส่วนรูปเก็บ Flickr ก็ได้ฟรีทั้งคู่ เป็นต้น

หวังว่ารูปภาพที่ทุกคนถ่ายมาตลอดหลายปี จะไม่มีวันหายไปไหนอีกต่อไปนะครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม :

 

 



You May Also Like:

Flickr โดน SmugMug ซื้อกิจการเรียบร้อย

ไม่ใช่เรื่องแปลกใจมากนักหลังจากที่ Yahoo โดย Verizon ซื้อกิจการไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดทาง SmugMug เข้าซื้อ Flickr เว็บ (เคยเป็น) ขวัญใจช่างภาพเรียบร้อย ..

LINE เพิ่มฟีเจอร์ให้แบ็คอัพข้อมูล Chat History เข้า iCloud ได้แล้ว

เมื่อเช้า LINE มีอัพเดทเวอร์ชั่น ที่มีความสามารถเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแบ็คอัพข้อมูลการแชททั้งหมดเข้า iCloud ได้แล้ว ทำให้เวลาที่เราเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ไม่ต้องกังวลว่าข้อความเก่า ๆ จะหายหรือไม่ ..

แอปเปิ้ลเปลี่ยนมาใช้ค่าเงินบาทสำหรับ App Store, iTunes Store และ Apple Music ในไทยแล้ว ราคาเฉลี่ยถูกลงกว่าเดิม

จากที่แอปเปิ้ลส่งอีเมลแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนมาใช้ค่าเงินบาทแทนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐใน App Store, iTunes Store และ Apple Music ของไทย ล่าสุดได้ทำการปรับแล้ว โดยราคาเพลงและภาพยนตร์ถูกลงกว่าเดิม ..

Share

Tweet

Email