รีวิว : Apple Watch

รีวิว : Apple Watch

 

ได้ Apple Watch มาใช้งานร่วม 2 อาทิตย์จากเฉย ๆ ค่อย ๆ ชอบเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เคยลองที่ญี่ปุ่นแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรมากเท่าไหร่ ก็งั้น ๆ กลายเป็นก็ดีนะ ก็โอเคนะ ก็แจ๋วอยู่นะ ลองมาอ่านไปพร้อม ๆ กันว่ารีวิวนี้บอกอะไรเกี่ยวกับ Apple Watch ให้คุณรู้จักนาฬิกาเรือนนี้ได้มากขึ้นมา

Apple Watch ที่ผมได้มาเป็นเรือนสแตนเลสหน้าจอเป็นแซฟไฟร์สายนาฬิกาเป็นยางสีขาวขนาด 42 มม. ก่อนซื้อลังเลมากว่าจะเอารุ่น Sport ที่ราคาถูกกว่าดีหรือเอารุ่น Watch เฉย ๆ ดี ราคาที่ฮ่องกงต่างกันราว ๆ 7 พันบาทสิ่งที่ได้เพิ่มมาคือวัสดุตัวเรือนภายนอกและกระจกหน้าจอที่วัสดุต่างกัน เรื่องสีของตัวเรือนก็เป็นประเด็นให้ลังเลเช่นกัน จากที่ได้ไปทำข่าวเปิดให้ลอง Apple Watch วันที่ 10 เม.ย. ที่ญี่ปุ่นก็ได้เห็นเรือนจริงทุกสีแล้ว ถ้าเป็นรุ่น Sport ผมชอบเรือนสีดำคู่กับสายสีดำดูสวยดี ส่วนเรือนสแตนเลสไฟท์บังคับว่ามิอาจเอื้อมไปเรือนสีดำคู่กับสายสแตนเลสที่ราคาโดดไปไกลมาก

 

 

 

apple-watch_01

ซ้าย : กล่อง Apple Watch / ขวา : กล่อง iPhone 6

 

เรื่องขนาดก็มีลังเลนิดหน่อย แต่พอได้ลองเรือนจริงแล้วจบที่เรือน 42 มม. เพราะเรือนขนาด 38 มม. ดูเล็กมากเกินไปสำหรับผม แม้ข้อมือของผมจะเล็กก็ตาม อีกส่วนตามสเป็คที่แอปเปิ้ลระบุทุกอย่างว่า Apple Watch ใช้งานได้กี่ชั่วโมง แอปเปิ้ลทดสอบจากเรือน 38 มม. และหมายเหตุว่าเรือนขนาด 42 มม. มีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานกว่าที่ทดสอบ (https://www.apple.com/th/watch/battery.html)

พอได้ของมาอย่างแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือแอปเปิ้ลไม่ได้ทำกล่องสินค้าที่ดูดีแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้ว เพราะสินค้าแอปเปิ้ลในปัจจุบันเป็นกล่องกระดาษมานานหลายปีแล้ว เจอกล่องของ Apple Watch เข้าไปมันดีเกินกว่าสินค้าอื่น ๆ ในปัจจุบัน แอปเปิ้ลทำเป็นกล่อง 2 ชั้น ชั้นนอกเป็นกล่องกระดาษสีขาวแบบที่เราคุ้นเคยกับกล่อง iPhone 6 พอเปิดขึ้นมาด้านในมีกล่องพลาสติกสีขาวอีกชั้นที่ใส่นาฬิกาอยู่ข้างใน เปิดกล่องมาข้างในบุผ้ากำมะหยี่แบบบางกันไม่ให้นาฬิกาเป็นรอยไว้ด้วย

 

apple-watch_03

apple-watch_04

 

ของในกล่องที่มากับ Apple Watch หลัก ๆ จะมีสายชาร์จที่ตัวชาร์จนาฬิกาเป็นแม่เหล็ก, หัวปลั๊กชาร์จไฟบ้าน และสายนาฬิกาอีกขนาดให้มาด้วยในกล่อง โดยเรื่องสายนาฬิกาตอนที่เริ่มให้กดสั่งซื้อกันในวันแรกก็ไม่มีใครรู้ว่าแอปเปิ้ลจะแถมสายยางสีเดียวกันมาให้อีกขนาดด้วย ตอนจะกดซื้อก็ต้องวัดขนาดกันให้ดีว่าเราน่าจะใส่กับสายนาฬิกาขนาด S/M หรือ M/L ซึ่งตัวผมเลือก M/L สุดท้ายแอปเปิ้ลให้มาทั้ง 2 ขนาด นอกนั้นในกล่องก็จะเป็นเอกสารแนะนำการใช้งานนาฬิกา

apple-watch_02

 

สำหรับ Apple Watch เรือนสแตนเลสเป็นผิวขัดมันมาอย่างดี ไม่มีรอยต่อไม่มีรอยสะดุดให้สากนิ้ว เม็ดมะยมด้านข้างตัวเครื่องใหญ่มากพอควรเมื่อเทียบกับขนาดตัวเรือน ใกล้ ๆ เม็ดมะยมเป็นปุ่มเปิด/ปิดเครื่องเวลากดค้าง และเป็มปุ่มเรียกใช้งานส่วนของ Faverite Friends ด้านตรงข้ามกันมีช่องลำโพงและไมโครโฟนอยู่ด้วย

 

apple-watch_06

apple-watch_07

apple-watch_08

apple-watch_05

apple-watch_16

 

ส่วนด้านหน้าของรุ่นนี้เป็นกระจกแซฟไฟร์ ซึ่งเป็นวัสดุโปร่งแสงที่แข็งรองจากเพชรและทนรอยขีดข่วนได้ดี แต่ไม่ทนต่อการตกกระแทกแรง ๆ หน้าจอของ Apple Watch ทุกรุ่นเป็นจอ AMOLED การแสดงผลสีดำของจอจัดว่าดำสนิทดีส่วนความสว่างจ้าของหน้าจอ จากที่ได้ใช้งานอยู่ในระดับพอดี ๆ กับการใช้งานในชีวิตประจำวันไม่จ้ามากและไม่มืดเกิดไป ซึ่งความสว่างเราสามารถปรับแสงได้จากส่วนตั้งค่า

 

apple-watch_18

 

โดยรวมสำหรับด้านหน้าเครื่องและข้างเครื่องถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่าเหมือน ๆ กับ iPhone 6 ไม่ว่าจะเป็นกระจกด้านเครื่องที่โค้งมาถึงขอบ ขอบเครื่องมน ๆ  ถ้าหลับตาวาดภาพในหัวยืดนาฬิกาออกมาก็จะพบว่ามันคือ iPhone 6 นี่เอง

ด้านหลังตัวเรือนเป็นจุดที่แอปเปิ้ลก็ใส่ใจอีกจุด ตั้งแต่ที่เราได้เห็นกันตอนเปิดตัวที่มีการสลักตัวอักษรระบุถึงแต่ละรุ่นเข้าไปในเนื้อโลหะ จุดนี้แอปเปิ้ลทำเหมือนพวกนาฬิกาปกติที่หลาย ๆ ยี่ห้อที่ทำแบบเดียวกันนี้ บริเวณตรงกลางที่เห็นเป็นสีดำแอปเปิ้ลบอกว่าเป็นฝาเซรามิกที่ช่วยให้ปิดและไม่มีแสงรอดเข้าไปเพราะจะมีผลกับเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่เราเห็นอยู่ในบริเวณนั้นโดยเซ็นเซอร์ที่เห็นจะเป็นเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) การทำงานของเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจปัจจุบันสามารถเรียกใช้งานได้จาก 3 ฟังก์ชั่นที่แอปเปิ้ลกำหนดมาให้คือ

apple-watch_33

apple-watch_32

 

  • เรียกจากช็อตคัทเมนูที่หน้าปัดนาฬิกาในส่วน Glances อันนี้คือเรียกใช้ได้เรื่อย ๆ จากชีวิตประจำวัน อยากวัดว่าหัวใจเต้นเท่าไหร่ก็เรียกขึ้นมาใช้งานได้ทันที
  • จากแอปออกกำลังกาย โดยขณะออกกำลังกายเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจจะทำงานตลอดเวลา
  • จากการส่งข้อความผ่านนาฬิกา เราสามารถส่งว่าหัวใเราเต้นแรงมากน้อยแค่ไหนไปให้เพื่อนที่ใช้ Apple Watch เหมือนกันได้ทราบ โดยการส่งวิธีนี้จะไม่มีข้อมูลเป็นตัวเลขระบุ

โดยขณะใช้งานเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ จะสังเกตเห็นได้ว่าตัวเซ็นเซอร์จะมีแสงสีเขียวเปล่งออกมาด้วย เมื่อเราสั่งเลิกทำงานในส่วนนี้แสงสีเขียวก็จะดับไปเองโดยอัตโนมัติ

สายนาฬิกา (สาย Sport Band ยาง)

Apple Watch ที่ราคาถูกสุดในแต่ละรุ่นจะมาพร้อมสาย Sport Band ที่ทำจากยาง โดยสาย Sport Band แอปเปิ้ลทำออกมาหลายสีทั้งสีดำ, ฟ้า, เขียว, ชมพู และขาว ซึ่งสายที่ผมสั่งมาคือสีขาว ในกล่องอย่างที่ทราบไปแล้วว่าแอปเปิ้ลให้มาทั้งไซส์ S/M และ M/L ทั้งคู่ต่างกันเรื่องความยาวสาย ตัวผมเองข้อมือเล็กจากที่ลองสามารถใช้งานสาย Sport Band ได้ทั้ง 2 ขนาด ซึ่ง S/M พอใส่แล้วหมุดจะอยู่ด้านนอกสุด และถ้าใส่ M/L หมุดจะอยู่เกือบสุดท้ายหรือถ้าอยากใส่แน่นหน่อยก็รูสุดท้าย

 

apple-watch_10

apple-watch_11

apple-watch_12

apple-watch_15

 

คุณภาพสาย Sport Band ส่วนตัวผมชอบคัรบ ความรู้สึกที่ได้จากสายยางอันดับแรกเลยคือ ‘นุ่ม’ ไม่กระด้างเหมือนสายสายยาง Elastomer อื่น ๆ ซึ่งสายของแอปเปิ้ลเรียกว่า Fluoroelastomer ที่แอปเปิ้ลพยามทำให้นุ่มนิ่มกว่าสายยางอื่น ๆ แต่ยังคงได้ความหยืดหยุ่นที่ดีและทนทานแข็งแรง ถามว่าแข็งแรงทนทานแค่ไหน เรื่องนี้ต้องวัดกันยาว ๆ แต่จากที่ลองดึงดูยางก็ยังอยู่ทรงดีไม่เสียรูปทรงแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องสีขาวและสีอ่อนอื่น ๆ เลอะง่ายเปื้อนง่ายก็เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว เรื่องนี้ต้องระวังกันด้วย สายสีขาวที่ผมใช้อยู่ผ่านมา 2 อาทิตย์ผมใช้สมบุกสมบันพอควรยังขาวอยู่ ยังไม่เปื้อนอะไร แต่บริเวณปลายสายที่อยู่ในสลักล็อคกับตัวเครื่องก็เปื้อนบ้างเล็กน้อย

ข้อดีของสาย Sport Band คือไม่กลัวน้ำ คุณสามารถล้างมือแล้วสายนาฬิกาโดนน้ำได้ต้องไม่ต้องมาห่วงว่าสายจะเหม็นอับชื้นเหมือนสายหนัง หรือมีคราบเกาะเหมือนสายเหล็ก แต่ภาพลักษณ์ของสาย Sport Band ก็จะดูไม่หรูหราเท่าสายหนังและสายเหล็ก

ถ้าว่ากันด้วยเรื่องสายนาฬิกาแต่ละแบบที่แอปเปิ้ลทำออกมาแอปเปิ้ลไม่ได้คิดเองว่าจะต้องออกมาแบบนี้ อย่างสายยาง Sport Band ก็ได้มาจากสายยางของนาฬิกา Ikepod (ออกเสียงว่า ไอค์พอด) ที่ Marc Newson เป็นคนออกแบบ สายเหล็ก Milanese loop ที่เป็นเหมือนการสานเหล็กเล็ก ๆ เข้ากันมาจากเกราะของนักรบในยุโรปและต้นแบบสายนาฬิกา Milanese loop เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 และสายแบบเดียวกันนี้ Marc Newson เคยทำกับนาฬิกา Ikepod มาแล้วเช่นกัน

เรียกว่าสายนาฬิกา Apple Watch แอปเปิ้ลได้รับอิทธิพลจาก Marc Newson มากพอสมควร และในทางกลับกัน Marc Newson ก็น่าจะมีส่วนในการออกแบบ Apple Watch ที่ไม่ใช่แค่สายนาฬิกาเช่นกัน

การถอดสายสายนาฬิกา Sport Band

อย่างที่ทราบกันดีว่านาฬิกาทั่วไปจะถอดเปลี่ยนสายทำได้ไม่ง่ายนัก แอปเปิ้ลเลยหาวิธีให้ผู้ใช้งานถอดเปลี่ยนสายได้ง่ายมาก ๆ ออกมา โดยมีสลักปลดล็อคสายอยู่ด้านหลังตัวเรือน ถอดออกใส่เข้าง่ายมากจริง ๆ และด้วยความที่ถอดใส่ง่ายบางคนก็อาจมีข้อสงสัยว่ามันแน่นหนาดีรึเปล่า ผมลองขยับ ๆ สาย ลองดึงแรง ๆ ก็แน่นหนาดีไม่มีทีท่าว่าสายจะหลุดแต่อย่างใด

 

apple-watch_09

apple-watch_14-1

apple-watch_13

 

จุดนี้แอปเปิ้ลทำออกมาได้ดีจริง ๆ และเมื่อทำให้ถอดง่ายแบบนี้ก็ทำให้เจ้าของ Apple Watch หลาย ๆ คนอยากได้สายนาฬิกาอีกหลายแบบตามมาด้วยอย่างแน่นอน

ภาพรวมภายนอกของ Apple Watch เป็นผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลที่เนี้ยบทุกอณูจริง ๆ การออกแบบแทบเป็นส่วนเดียวกัน เราสามารถลูบบริเวณตัวเรือนใกล้ ๆ กับที่ล็อคสายนาฬิกาลูบมาที่สายนาฬิกาแล้วรู้สึกได้ว่าไม่มีการสะดุด ทุกอย่างคือเนียบเป็นระนาบเดียวกัน

เริ่มการใช้งานนาฬิกา

ด้านการใช้งาน Apple Watch เริ่มตั้งแต่การเซ็ทอัพเครื่องที่ต้องทำคู่กับ iPhone ซึ่งในช่วงเวลาที่เราเซ็ทอัพจะมีที่ให้รอนานตรงขั้นตอนสุดท้ายที่ตัวนาฬิาจะมีการโอนข้อมูลใน iPhone บางส่วนเข้านาฬิกาและถ้าคุณเลือกให้แอปใน iPhone ที่มีส่วนเสริมสำหรับ Apple Watch จะยิ่งนานเข้าไปอีก เรียกว่าจุดนี้ครั้งแรกที่เจอผมนึกว่า Apple Watch ค้างไม่ทำงานไปแล้ว ใครรอนานมาก็ให้ทราบเลยว่าขั้นตอนนี้ใช้เวลาหลายนาที

การเลือกใส่นาฬิกาข้อมือซ้ายหรือขาวก็สามารถเลือกใช้งานได้ อยากให้เม็ดมะยมเหมาะสำหรับใช้งานมือซ้ายหรือขวาก็สามารถตั้งค่าได้เช่นกัน เรียกว่าแอปเปิ้ลทำตรงนี้ออกมาได้ดี การใช้งานหยืดหยุ่นสำหรับทุกคน

 

apple-watch_17

 

การดูเวลาบน Apple Watch แค่เรายกแขนขึ้นมาให้นาฬิกาอยู่ระดับสายตา หรือพลิกหน้าจอกลับมาเล็กน้อยหน้าจอก็จะติดขึ้นมาเองพักหนึ่ง และเมื่อเราเลิกดูนาฬิกาทิ้งแขนลงไปข้างตัวหน้าจอนาฬิกาก็จะดับไปเองก็เป็นการช่วยไม่ให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าที่ควร

หน้าปัดนาฬิกาหลายแบบ

จุดเริ่มการใช้งาน Apple Watch ของทุกคนต้องเห็นหน้าปัดนาฬิกากันก่อน ในส่วนนี้แอปเปิ้ลทำให้เจ้าของ Apple Watch เลือกหน้าปัดนาฬิกาได้หลายแบบ แต่ละแบบก็มีการแสดงผลแตกต่างกันไปในรายละเอียดที่เราสามารถปรับได้เกือบทั้งหมด เช่นหน้าจอนาฬิกาที่เป็นหน้าปัดวงกลม เราสามารถเลือกให้หน้าปัดมีการแสดงตัวเลขหรือไม่มีเลยก็ได้ เข็มวินาทีสามารถเปลี่ยนสีได้ มุมขอบจอทั้ง 4 มุมสามารถเลือกใส่วิดเจ็ทเข้าไปได้เช่นให้บอกอุณหภูมิที่มุมบนซ้าย, บอกเวลาขึ้นและลงของพระอาทิตย์ที่มุมล่างขวา, บอกข้างขึ้นข้างแรมที่มุมบนขวา เป็นต้น

 

apple-watch_22

apple-watch_19

apple-watch_20

apple-watch_49

 

หน้าปัดนาฬิกามีให้เลือกพอมากพอสมควร แต่ปัจจุบันแอปเปิ้ลยังไม่เปิดให้คนอื่นทำหน้าปัดนาฬิากา จุดนี้จะต่างกับ Android Wear ที่มีหน้าปัดนาฬิกาหลากหลายกว่า Apple Watch รวมถึงหน้าปัดนาฬิกาที่ทำออกมาเลียนแบบนาฬิกายี่ห้อดัง ๆ

ตั้งนาฬิกาให้เดินเร็วได้

ว่ากันเรื่องนาฬิกาสิ่งที่แอปเปิ้ลสื่อสารออกมาคือนาฬิกาเดินเที่ยงตรงอยู่ตลอดเวลาถึงขนาดบอกว่า Apple Watch ทุกเรือนในโลกเข็มวินาทีขยับพร้อมกัน จุดหนึ่งที่ผมเห็นแล้วยิ้มทันที คือแอปเปิ้ลเตรียมส่วนการตั้งค่านาฬิกามาสำหรับคนชอบตั้งเวลาเผื่อไว้ด้วย เช่นบางคนชอบตั้งนาฬิกาเร็วไปอีก 5 นาที บ้างก็ 10 นาที ไม่น่าเชื่อว่าแอปเปิ้ลทำส่วนนี้มาให้ด้วย โดยการตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้นกว่าปกติ (หรือช้ากว่าปกติ) สามารถทำได้จากบนเมนูการตั้งค่าบนนาฬิกา

 

apple-watch_24

apple-watch_25

 

การตั้งเวลา ‘เผื่อ’ มีผลการกับหน้าปัดนาฬิกาอย่างเดียว แต่พวกการแจ้งเตือนต่าง ๆ ยังตรงเวลาปกติ ตรงนี้ถือว่าแอปเปิ้ลคิดมาเยอะ คิดมาแล้วว่ามีคนจำนวนหนึ่งชอบตั้งนาฬิกาเร็วกว่าปกติ ขอยกนิ้วให้กับฟีเจอร์ง่าย ๆ แต่ได้ใจแบบนี้

การควบคุมนาฬิกา

แอปเปิ้ลคิดวิธีควบคุมนาฬิกาใหม่ขึ้นแต่ยังคงความเป็นนาฬิกาอยู่ด้วยนั้นคือ ‘เม็ดมะยมดิจิตอล’ เม็ดมะยมที่ว่าสามารถควบคุมการเลื่อนขึ้นเลื่อนลงของหน้าจอได้ บางแอปใช้สำหรับซูมหน้าจอเช่นแผนที่ นอกจากใช้หมุนขึ้นลงแล้วยังสามารถใช้กดได้อีก ซึ่งการกดเม็ดมะยมทั่วไปคือกดมาเข้าหน้า Home Screen ของนาฬิกาไม่ว่าจะอยู่ในแอปไหนหน้าจอไหนถ้าอยากกลับมา Home Screen ก็แค่กดเม็ดมะยมเท่านั้น

โดยรวมของเรื่องเม็ดมะยมส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่แอปเป้ิลคิดเกี่ยวกับเม็ดมะยมก็ไม่ได้ใหม่จริง แต่เป็นการปัดฝุ่นของที่มีอยู่แล้วนำมาใช้อีกครั้งนั้นคือ Clickwheel ใน iPod ยุคก่อน รวมกับปุ่ม Home ของ iPhone ออกมาเป็นเม็ดมะยมดิจิตอลใน Apple Watch

ซึ่งตอนใช้จริง ร้อยทั้งร้อยผมกด ๆ แตะ ๆ เลื่อน ๆ ที่หน้าจอมากกว่าใช้เม็ดมะยมหลายเท่านัก ความเคยชินจากการใช้หน้าจอสัมผัสทำให้รู้สึกคุ้นเคยกว่าในการใช้งาน ซึ่งแต่ละแอปก็ไม่ใช่ว่าใช้เม็ดมะยมได้ทุกอย่าง สุดท้ายเราก็ต้องแตะ ๆ กด ๆ หน้าจออยู่ดี

เรื่องแตะหน้าจอบน Apple Watch ก็มีประเด็นให้ต้องพูดถึงเช่นกันกันนั้นคือรองรับแรงกดหลายระดับ โดย Apple Watch ปัจจุบันรองรับ 2 ระดับ คือระดับแตะ ๆ หน้าจอเหมือนเราแตะหน้าจอ iPhone (Touch) กับอีกระดับคือกดแรงต้องออกแรงนิ้วพอควรเพื่อให้รู้ว่ากดหน้าจอแล้วนะ (Push) โดยการแตะหน้าจอแรงหรือกดหน้าจอเข้าไปจะเป็นการเรียกบางเมนูในแอปขึ้นมา เช่นแอปแผนที่ ถ้าแค่แตะหน้าจอเบา ๆ คือการปักหมุดสถานที่ แต่พอแตะหน้าจอแรงจะเป็นการเรียกใช้ฟีเจอร์ค้นหาและเรียกสถานที่จากรายชื่อในสมุดโทรศัพท์เป็นต้น

ส่วนตัวผมมองว่าเม็ดมะยมดิจิตอลน่าจะยังพัฒนาไปได้อีกพอควร เช่นเพิ่มการกดหลายขยักเหมือนนาฬิกาบางเรือนที่ขยักแรกเป็นการตั้งวันที่แล้วขยักที่สองเป็นการปรับเข็มนาฬิกา เป็นต้น ส่วนตัวผมพยายามจะใช้เม็ดมะยมเป็นหลัก แต่มักจะลืมทุกที ยอมรับว่าชินกับการแตะ ๆ เลื่อน ๆ ที่หน้าจอมากกว่า

การใช้งาน

การใช้งาน Apple Watch จำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมี iPhone ใช้คู่กันด้วย ไม่งั้น Apple Watch ก็แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย โดย Apple Watch จะมีการเรียกใช้ข้อมูลต่าง ๆ จาก iPhone หลัก ๆ จะเป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและการใช้ GPS ทุกแอปที่ใช้งานอยู่บน Apple Watch ถ้ามีส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตขอให้รู้ว่า iPhone มีการใช้ดาต้าอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากหรือน้อยต่างกันไปตามแต่ละแอป แต่ส่วนใหญ่การเรียกดูข้อมูลบนนาฬิกาจะเป็นข้อความหรือรูปเล็ก ๆ จะไม่เปลืองดาต้ามากนัก

ถ้าไม่เชื่อมต่อกับ iPhone เลยจะเหลืออะไรให้ทำงานได้บ้าง ส่วนนี้ก็จะมี ส่วนของนาฬิกาทั้งหมด, ส่วนของการจับเวลา, ส่วนของการออกกำลังบางอย่างที่ไม่ต้องใช้ GPS, ส่วนของการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การดูรูป, การฟังเพลงบางส่วนที่ซิงค์เข้ามาในนาฬิกา ซึ่งดูแล้วเหลือน้อยมาก ๆ และความน่าสนใจลดน้อยลงไปทันที

แอปที่มาพร้อมในนาฬิกา

สำหรับแอปในนาฬิกาสิ่งหนึ่งที่เราต้องเห็นก่อนเลยคือ Home Screen ของนาฬิกาที่เป็นไอคอนแอปวงกลมและเวลาเลื่อน ๆ เหมือนจะค่อย ๆ หมุนเลื่อนซ้ายขวาไปตามนิ้วของเรา ความไหลลื่นในการเลื่อนหน้าจอไปมายังทำได้ดีไม่สะดุดอะไร

 

apple-watch_26

apple-watch_29

apple-watch_30

apple-watch_27

 

และจากที่เราเลื่อน ๆ ไปมาก็จะเห็นแอปต่าง ๆ ว่ามีแอปอะไรยังไงบ้าง ซึ่งแอปใน Apple Watch ที่แอปเปิ้ลทำให้มานั้นประหนึ่งว่าเป็นแอปบน iPhone เรียกว่าไม่ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องมี Apple Watch เราก็ยังใช้ชีวิติได้ปกติกับ iPhone ที่ใช้อยู่ ในส่วนนี้ผมมองว่าหน้าจอของนาฬิกาเป็นหน้าหน้าจอเสริมของ iPhone เสียมากกว่า เช่นเวลามีข้อความต่าง ๆ แจ้งเตือนต่าง ๆ หรือตั้งค่าบางส่วนก็ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแค่นั้น

แอปที่เป็นของนาฬิกาจริง ๆ ผมมองว่าคือ Activity กับ Workout ทำออกมาได้ดีพอควร แม้บน iPhone ไม่มีแบบนี้ตั้งแต่ต้น แต่เราก็สามารถลงแอปเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพิ่มบน iPhone ได้อยู่ดี

apple-watch_34

apple-watch_35

 

เป็นเรื่องโชคดีที่ในจังหวะได้ Apple Watch มีอัพเดท Watch OS 1.0.1 ให้รองรับภาษาไทยด้วยทำให้สามารถใช้งาน สิริและดิกเทชั่น (Dictation) ภาษาไทยได้ ซึ่งด้วยความที่ Apple Watch ไม่มีคีย์บอร์ดบนหน้าจอ ทำให้การพิมพ์ข้อความด้วยนิ้วบนหน้าจอเล็ก ๆ เป็นไปได้ยากมากและแอปเปิ้ลก็คงไม่ได้อยากให้เราทำแบบนั้น แอปเปิ้ลเลยใส่ Dictation มาให้ ซึ่งก็คือการพูดแล้วให้เครื่องพิมพ์ตาม พอมาอยู่ในนาฬิกามีประโยชน์มากเพราะเราไม่มีตัวเลือกอื่นในการใส่ข้อความเข้าไป แต่ทั้งนี้ Dictation ก็ยังมีพิมพ์ข้อความให้ผิดบ้างอยู่ที่เราว่าพูดชัดหรือไม่และอยู่ที่ตัวนาฬิกาว่าฟังเราออกแบบที่เราพูดหรือไม่ด้วยเช่นกัน จังหวะการแปลงเสียงของเราเป็นข้อความบน Apple Watch จะไม่เร็วเท่ากับการใช้บน iPhone มีจังหวะรอนานกว่าเล็กน้อย

อีกฟีเจอร์ที่เป็นตัวช่วยได้ดีคือสิริ (Siri) อันนี้สำหรับผมเห็นผลชัดเจนว่าใช้งานบ่อยกว่าบน iPhone คำสั่งง่าย ๆ หลายอย่างผมยกนาฬิกามากดปุ่มเม็ดมะยมค้างไว้แล้วใช้ Siri หลายอย่างมาก เช่นผมซักผ้าก็บอกให้ Siri ตั้งเวลานับถอยหลังให้ด้วย พอถึงเวลาก็จะมีการสั่นเตือนและมีเสียงเตือนที่ข้อมือ ทั้งนี้การใช้งานสิริบน Apple Watch จะไม่มีการตอบเป็นเสียงออกมา จะมีแค่ข้อความขึ้นบนนาฬิกาอย่างเดียวเท่านั้น

 

apple-watch_50

แอปอื่น ๆ ที่เป็นของแอปเปิ้ลที่อยากพูดถึงก็จะมีแอปกล้องถ่ายรูปที่จะใช้ Apple Watch เป็นรีโมทกดถ่ายรูปที่ iPhone ได้, แอปอีเมลไว้สำหรับเช็คอีเมล แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่เยอะคือไม่สามารถเปิดอ่านอีเมลที่เป็นรูปแบบสวย ๆ สร้างด้วย HTML ได้ อ่านได้แค่อีเมลที่เป็นตัวหนังสือเพียว ๆ เท่านั้น

แอปแผนที่เหมือนจะใช้งานได้โอเคในระดับหนึ่ง ตอนเราเดินหรือขับรถแล้วใช้ฟีเจอร์นำทางในแผนที่ บนนาฬิกาก็จะมีการสั่นเตือนในจังหวะต้องเลี้ยวด้วย เป็นต้น ด้วยหน้าจอขนาดเล็กเวลาเราเลื่อนไปดูแผนที่ก็เล็กตามแม้จะซูมได้ แต่ส่วนตัวคิดว่าฟีเจอร์แผนที่หยิบ iPhone ขึ้นมาดูเลยสะดวกกว่าและจบในขั้นตอนเดียวไม่ต้องยกแขนมาดูเก้ ๆ กัง ๆ ให้เมื่อยและสุดท้ายก็ต้องหยิบ iPhone มาดูอยู่ดี

ในส่วนของการส่งข้อความไปมาแบบใช้นิ้ววาดบนหน้าจอนาฬิกา ปัจจุบันสามารถใช้งานได้เฉพาะ Apple Watch ด้วยกัน โดยเราสามารถเลือกส่งอะไรสักอย่างหาเพื่อนได้ระหว่าง ส่งข้อความปกติที่เราใช้ Dictation พูดแล้วแปลงเป็นเสียงหรือส่งเป็นไฟล์ข้อความเสียง หรือส่งเป็นการวาดเส้นบนหน้าจอ/แตะ ๆ บนหน้าจอ หรือส่งเป็นอีโมติคอนที่แอปเปิ้ลเตรียมมาให้ หรือส่งเป็นการเต้นหัวใจของเราไปให้ปลายทางได้ทราบ ซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมคิดจะใช้งานน้อยที่สุด เพราะด้วยความที่หน้าจอเล็กการจะวาดอะไรแม้จะวาดเส้นไม่กี่เส้นเพื่อให้เป็นตัวอักษรหรือรูปร่างอะไรสักอย่างบอกตรง ๆ ว่าไม่ถนัดอย่างยิ่งคือใช้แบบเล่น ๆ นาน ๆ ทีสำหรับผมก็โอเคครับ ส่วนการส่งอีโมติคอนถือว่าโอเคอยู่พอได้ใช้บ้าง ส่วนจังหวะการเต้นของหัวใจไม่รู้จะส่งไปหาใคร

 

apple-watch_51

 

รวม ๆ แล้วสำหรับแอปที่แอปเปิ้ลเตรียมมาให้ ไม่ได้หวือหวามากเมื่อคิดว่ามีอยู่บน iPhone แล้ว แต่พอคิดภาพเทียบกับกลุ่ม Smartwatch ด้วยกันถือว่าเตรียมมาให้ครบครันดีใช้ได้

แอปอื่น ๆ จาก 3rd Party

นอกจากแอปที่แอปเปิ้ลเตรียมมาให้ หลาย ๆ แอปที่อยู่ใน App Store ก็มีการอัพเดทให้แอปตัวเองใช้งานร่วมกับ Apple Watch ได้ด้วย แอปไหนที่ใช้งานได้ก็จะมีการพรีวิวภาพหน้าจอการใช้บน Apple Watch ให้เห็น

การใช้แอปอื่น ๆ บนนาฬิกาจำเป็นที่แอปเดียวกันนี้ต้องมีอยู่ใน iPhone ก่อน และบนนาฬิกาเราสามารถเลือกได้ว่าจะลงแอปดังกล่าวหรือไม่จาก Settings ในแอป Apple Watch บน iPhone จากที่ผมใช้งานแอปที่ไม่ใช่ของแอปเปิ้ลบน Apple Watch อาทิ twitter, instagram, LINE, Nike+ Running เป็นประจำ ทั้งหมดมีการแฮงค์, ค้าง และดีดตัวออกมาจากแอปมาที่หน้า Home Screen ของนาฬิกาอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งเมื่อ 3 นาทีก่อนใช้งานได้ปกติ พอกดเข้าไปอีกครั้งหน้าจอบอกว่าไม่สามารถเชื่อมต่อได้ก็มีให้เห็นบ่อย ๆ แอปไหนไม่แฮงค์ไม่งอแงคือแปลกปัจจุบันจากที่ได้ใช้คือไม่มี แม้กระทั่งแอปอ่านข่าวอย่าง WSJ, Bloomberg, ABC News ก็มีงอแงให้เห็นเช่นกัน ในจุดนี้เท่าที่ได้คุยกับเพื่อนสายนักพัฒนาซอฟท์แวร์เป็นได้ว่าชุดพัฒนาแอปสำหรับ Apple Watch ยังไม่ดีนักเลยทำให้แอปที่ออกมาอยู่ในอารมณ์ ‘แค่พอใช้ได้’ เท่านั้น

 

apple-watch_31

 

สำหรับแอปต่าง ๆ เท่าที่ใช้ แต่ละแอปก็จะมีบางเมนูซ่อนไว้ในการกดหน้าจอแบบหนักหน่อย อย่าง twitter ที่ตอนแรกผมหาปุ่ม New Tweet ไม่เจอ หาอยู่นานจนสุดท้ายลงใช้นิ้วกดลงไปที่หน้าจอแรงหน่อยก็ไปเจอว่าซ่อนอยู่ในนี้ ซึ่งว่ากันตามตรงยากไปหน่อยที่จะหาเจอ หรืออย่างแอปเครื่องคิดเลข Calcbot เปิดมามีตัวเลขให้กด แต่ไม่มีเครื่องหมาย บวก, ลบ, คูณ, หาร มาให้บนหน้าจอ ทำยังไงละครับทีนี้ เหมือนเดิมคือต้องกดหน้าจอหนักหน่อยเพื่อเรียกเครื่องหมาย บวก, ลบ, คูณ, หาร ออกมา

โดยรวมสำหรับแอปอื่น ๆ นอกเหนือจากของแอปเปิ้ลที่ทำมาสำหรับ Aple Watch อยากให้มองว่า Apple Watch เป็นหน้าจอเสริม ไว้เรียกใช้เรียกดูตอนที่ไม่อยากหยิบ iPhone ออกมา การทำงานโดยรวมส่วนนี้ยังไม่ค่อยดีนัก แค่พอใช้ได้ขำ ๆ ยังหวังอะไรไม่ได้มาก อย่างน้อย ๆ เรื่องนี้ต้องรอดูในงาน WWDC 2015 ก่อนว่าแอปเปิ้ลจะปล่อยชุดพัฒนาแอปสำหรับ Apple Watch ที่ดีขึ้นมารึเปล่า ถ้ายังไม่ดีขึ้นยังทำได้เท่านี้บอกได้เลยว่ารอดยาก

โทรศัพท์จากข้อมือ

ฟีเจอร์หนึ่งที่ผมรู้สึกว่าโอเคบน Apple Watch คือโทรศัพท์ ที่ชอบเพราะถ้าอยู่ในห้องยกนาฬิกาขึ้นมาก็คุยโทรศัพท์ได้ รู้สึกเหมือนตัวเองกลับเข้าไปอยู่ในการ์ตูนที่ได้ดูตอนเด็ก ๆ ที่ยกนาฬิกามาคุย แต่ว่าไปก็แปลก ๆ ดีนะครับ

 

apple-watch_36

 

ทั้งนี้ในการใช้งานโทรศัพท์บน Apple Watch จำต้องต้องเชื่อมต่อการใช้งานกับ iPhone ก่อน โดยเมื่อมีสายเข้า iPhone ก็ดัง แล้วยังมี Apple Watch ดังด้วยสั่นด้วยบนข้อมือ …เลือกรับกันไม่ถูกเลยว่าจะรับโทรศัพท์ด้วยอะไร

จากที่ได้ใช้งานโทรศัพท์บน Apple Watch เหมาะกับการใช้งานในห้องในร่มมากกว่าที่จะใช้เวลาอยู่ข้างนอกอยู่บนรถไฟฟ้า เพราะเสียงคู่สนทนาที่ออกมาจากลำโพงเป็นแบบสปีกเกอร์โฟน ความดังของเสียงจากลำโพงจิ๋ว ๆ เสียงดังสู้กับสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังแข่งไม่ได้ แถมด้วยว่าการคุยโทรศัพท์จาก Apple Watch ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวอะไรนัก เพราะใช้ Apple Watch คุยโทรศัพท์ คนอื่นก็ได้ยินเสียงคู่สนทนาของเราไปด้วยเพราะเป็นการเปิดลำโพงคุยไม่เหมือนกับการแนบโทรศัพท์อยู่ที่หูของเรา

ในทางกลับกันถ้าอยู่ในห้องในที่ ๆ เป็นส่วนตัวหน่อย ห้องไม่ได้เสียงดังมาก กดรับโทรศัพท์หรือโทรจาก Apple Watch โอเคใช้ได้ เสียงของเราที่คู่สนทนาได้ยินถือว่าทำได้ดีในระดับที่ผมเองก็ไม่คิดว่าจะดีได้ถึงเท่านี้ จากที่ถามเพื่อน ๆ บอกว่าเสียงแปลกไปหน่อย ซึ่งอันนี้ปกติเพราะปากอยู่ห่างจากนาฬิกาประมาณหนึ่ง ตอนแรกก็ไม่มีใครคิดว่าคุยโทรศัพท์จาก Apple Watch เพราะไมโครโฟนตัดเสียงรอบข้างได้ดีใช้ได้เลยทีเดียว

 

apple-watch_37

 

แล้วคุย ๆ โทรศัพท์อยู่จะสามารถสลับไปคุยบน iPhone ได้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าสามารถทำได้ เราสามารถแตะบน iPhone ให้การสนทนากลับมาที่ iPhone ได้ตามต้องการ แต่ในทางกลับกันถ้าเราคุยโทรศัพท์อยู่บน iPhone แล้วจะให้ไปคุยต่อบน Apple Watch ไม่สามารถทำได้ เป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกันที่ไม่สามารถทำได้ โดยหน้าจอ Apple Watch จะมีขึ้นมาปุ่มวางสาย ไม่มีปุ่มใด ๆ ให้กดสลับมาคุยบนนาฬิกา

ฟังเพลง

การฟังเพลงบน Apple Watch สามารถทำได้ด้วย แบ่งเป็น 2 แบบคือใช้ Apple Watch เป็นหน้าจอที่สองสำหรับการเล่นเพลงจาก iPhone ซึ่งถ้าเรากดเล่นเพลงจาก iPhone ก็เหมือนกับว่า Apple Watch เป็นรีโมทในการเลือกเล่นเพลง เสียงเพลงที่เลือกฟังก็จะออกมาจากลำโพงบน iPhone อีกวิธีคือเลือกเล่นเพลงจาก Apple Watch ซึ่งเราสามารถลงเพลงใน Apple Watch ได้ 2GB (Apple Watch มีความจุ 8GB ใช้สำหรับใส่เพลงได้ 2GB, ใส่รูปได้ 75MB และเป็นพื้นที่สำหรับลงแอปอีกราว ๆ 5GB)

apple-watch_47

แต่การฟังเพลงที่มีอยู่ใน Apple Watch แอปเปิ้ลให้แค่ทางเลือกเดียวในการฟังคือต้องเชื่อมต่อกับหูฟัง Bluetooth ถ้าไม่ใช้หูฟัง Bluettoh ก็ไม่สามารถฟังเพลงที่อยู่ใน Apple Watch ได้ จุดนี้ก็ขอให้คิดกันสักนิดว่า Apple Watch ตอบโจทย์เราหรือไม่

กันน้ำ

การกันน้ำของ Apple Watc สเป็คการกันน้ำอยู่ในระดับ IPX7 คือสามารถกันน้ำทั่ว ๆ ไปเช่นล้างมือ, โดนน้ำเล็ก ๆ น้อย ๆ, โดนฝนนิดหน่อย พอไหว แต่ไม่ถึงขนาดว่าพาไปว่ายน้ำดำน้ำ ทั้งนี้ตั้งแต่ Apple Watch ออกมาก็มีข่าวออกมาให้เห็นกันเรื่อย ๆ ว่ามีคนทดสอบนำไปแช่น้ำเป็นเวลานาน, พาไปว่ายน้ำด้วยในระยะเวลานานเกือบชั่วโมง Apple Watch ก็ยังสามารถใช้งานได้ปกติ แต่ทางที่ดีเราก็ควรใช้อยู่ในขอบเขตที่ไม่เสี่ยงจะดีกว่า

เท่าที่ใช้งานไม่น่าห่วงอะไรในเรื่องนี้สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

แบตเตอรี่

เรื่องแบตเตอรี่ของ Apple Watch เป็นเรื่องที่ถูกต่อว่ามากที่สุดเพราะใช้งานได้แค่วันเดียว โดยแอปเปิ้ลบอกชาร์จกลางคืนตื่นเช้ามาใช้งานได้ตลอดวันระยะเวลาเฉลี่ยตามที่แอปเป้ิลทดสอบคือ 18 ชั่วโมง (ทดสอบกับเรือน 38 มม)

เท่าที่ผมได้ใช้เรือน 42 มม และทดสอบเกี่ยวกับแบตเตอรี่เฉลี่ย ๆ ผมใช้งานได้ 15-20 ชั่วโมงแล้วแต่ว่าวันนั้นกดเล่นนาฬิกาเยอะแค่ไหน รวมถึงว่ามีแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ เยอะแค่ไหนด้วย ยิ่งเตือนขึ้นมาเยอะไม่ว่าจะ LINE, twitter และอื่น ๆ ทำให้นาฬิกาทำงานอยู่ตลอดเวลาซึ่งก็ทำให้แบตเตอรี่หมดไวไปด้วย

apple-watch_40

 

เท่าที่ใช้งานมาผมสามารถใช้งาน Apple Watch ได้สูงสุด 22 ชั่วโมงในการเปิดใช้งานปกติและแบตเตอรี่ยังเหลืออยู่อีกราว ๆ 20 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าถ้าผมใช้ต่อจนเครื่องดับก็สามารถทำได้ถึง 24 ชั่วโมง แต่ถึงตอนนั้นคือไม่ไหวแล้วเพราะ 10 โมงเช้าจะต้องออกจากบ้านจะให้ลากไปให้ครบ 24 ชั่วโมงก็เท่ากับว่าวันนั้นผมคงไม่ได้ใช้งานนาฬิกาตลอดวันแน่ ๆ

ตอนที่เขียนรีวิวนี้ผมใช้ Apple Watch มา 14 ชั่วโมงแบตเตอรี่เหลือ 65 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าถ้าผมใช้ต่อไปจนครบ 24 ชั่วโมงถึงได้แน่นอน แต่ถามว่าจะลากยาวหรือไม่ คงไม่นะครับเพราะพรุ่งนี้ก็ต้องใช้งานอีกทั้งวัน ชาร์จไฟไว้ก่อนนอนปลอดภัยสุด

การชาร์จแบตเตอรี่ให้ Apple Watch แอปเปิ้ลทำนาฬิกาเรือนนี้ไม่มีช่องเสียบชาร์จไฟ วิธีการชาร์จไฟแอปเปิ้ลทำเป็นแม่เหล็กเหนี่ยวนำไฟฟ้า โดยหัวชาร์จเป็นแม่เหล็กแปะเข้าด้านหลังตัวเครื่องก็จะเป็นการชาร์จไฟเข้านาฬิกา ตามสเป็คระบุว่าใช้เวลาชาร์จ 2.30 ชั่วโมงจึงชาร์จแบตเตอรี่เต็ม แต่ในการใช้งานจริงผมแทบไม่เคยปล่อยแบตเตอรี่เหลือต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์เลยการชาร์จเลยใช้เวลาสั้นกว่าที่แอปเปิ้ลระบุไว้เล็กน้อย

apple-watch_41

apple-watch_43

apple-watch_44

 

เรื่องแบตเตอรี่ก็ดีเรื่องกันน้ำก็ดีถือว่า Apple Watch ทำได้โอเคตามสเป็ค แต่ก็เป็นเรื่องตลกดีที่ต้องมานั่งชาร์จนาฬิกาทุกคืน จากที่ก่อนหน้าเราไม่ต้องมาพะวงว่าแบตเตอรี่นาฬิกาจะหมดในวันรุ่งขึ้นหรือไม่

แล้วแบตเตอรี่ iPhone ที่ใช้คู่กับ Apple Watch ลดลงเร็วกว่าเดิมหรือไม่

การใช้ Apple Watch คู่กับ iPhone จะเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 4.0 ที่มีการประหยัดพลังงานมากพอควร ในการใช้งานจริงรู้สึกได้บ้างว่าแบตเตอรี่ของ iPhone 6 ที่ผมใช้ลดลงเร็วกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้เยอะมากนัก คือที่แบตเตอรี่ iPhone 6 หมดเร็วตัวผมไม่ได้คิดว่าเป็นผลจากการเชื่อมต่อกับ Apple Watch สักเท่าไหร่ เพราะพฤติกรรมการใช้งาน iPhone 6 ก็ยังเหมือนเดิม ยังใช้หยิบขึ้นมาเปิด twitter, เปิด facebook, เปิด Instagram, เปิด Safari เยอะเช่นเดิม แบตเตอรี่ก็ลดลงมากเป็นปกติเช่นเดิม ไม่คิดว่าเป็นผลมาจากนาฬิกาสักเท่าไหร่

Apple Watch ทำให้เสียบุคลิก

เรื่องนี้จั่วหัวขึ้นมาอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าแค่ใส่ Apple Watch ก็เสียบุคลิกแล้วหรืออย่างไร อยากให้อ่านกันก่อนว่าทำไมใส่ Apple Watch แล้วทำให้เสียบุคลิก

ที่บอกว่าเสียบุคลิกรวมถึงเสียสมาธิก็เพราะว่าถ้ามีการแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ แล้วเราต้องยกแขนมาดูหน้าจอนาฬิกาเรื่อย ๆ ยิ่งถ้ามีการแจ้งเตือนเข้ามาเยอะยกขึ้นมาแขนขึ้นมาดูบ่อย ๆ ก็เหมือนคนบ้าดี ๆ นี่เองครับ ถ้ายกแขนมาตอนที่อยู่คนเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราอยู่ที่ทำงานและกำลังคุยงานอยู่หรือประชุมอยู่แล้วเรายกนาฬิกาขึ้นมาดูเรื่อย ๆ ระหว่างคุยงานคงดูไม่ดีแน่ รวมถึงสมาธิที่เรากำลังจดจ่ออยู่บางทีมีการแจ้งเตือนเข้ามาในนาฬิกานาฬิกาสั่นมีเสียงเตือนขึ้นมาด้วย สิ่งที่เรากำลังจดจ่ออยู่หายไปทันทีได้ง่าย ๆ

 

apple-watch_48

 

เรื่องนี้เราควรต้องตั้งค่าบน Apple Watch ให้เหมาะสม ลองหาส่วนผสมให้ดีว่าจะให้แอปไหนมีแจ้งเตือนบนนาฬิกา แล้วบนนาฬิกาจำเป็นต้องเปิดสั่นเปิดเสียงพร้อมกันหรือไม่ ไม่อย่างงั้นถ้าต้องคุยงานก็จัดการเปิด Airplane Mode ไว้ก็น่าจะดีจะได้ไม่เสียสมาธิ ยังไงเรื่องนี้ขอให้ระวังให้ดีกันด้วยและไม่ใช่แค่ Apple Watch แต่รวมถึง Smartwatch อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ข้อควรระวังอีกประการคือตอนเข้าโรงภาพยนตร์ เพราะ Apple Watch ไม่มีฟีเจอร์ปิดหน้าจอ ซึ่งเวลาเรายกแขนขึ้นมาเล็กน้อยหน้าจอติดขึ้นมา หน้าจอติดเท่ากับมีแสงสว่างก็อาจจะสร้างความน่ารำคาญให้กับคนอื่นได้ด้วย เรื่องนี้ต้องระวังเช่นกันแม้แสงจากหน้าจอนาฬิกาจะไม่จ้าเท่าแสบนจอโทรศัพท์ก็ตาม และอีกประการที่ต้องไม่ลืมคือต้องจากปิดเสียงในโทรศัพท์แล้ว ก็อย่าลืมเปิดเสียงให้นาฬิกาด้วยตอนดูหนังด้วย

 

สรุป

apple-watch_46

 

ในแต่ละหัวข้อที่เขียนผมแจงส่วนดีไม่ดีไปแล้ว คนที่อ่านมาถึงตรงนี้น่าจะมองเห็นภาพ Apple Watch ได้แล้วว่ามันคือนาฬิกาหรืออุปกรณ์อะไร แล้วจะมีส่วนช่วยอะไรเราได้บ้าง ส่วนตัวผมระดับความชอบ Apple Watch ไม่พีคมากนัก คือมีส่วนที่ชอบค่อย ๆ เพิ่มทีละนิดแต่ยังไม่สุด หวังว่าหลังแอปเปิ้ลปรับปรุงเรื่องชุดพัฒนาแอปแล้ว แอปต่าง ๆ ในอนาคตสำหรับ Apple Watch จะดีกว่านี้

ส่วนถ้าเข้ามาไทยจะซื้อเลยทันทีหรือรอก่อน มองได้ทั้ง 2 แบบ ถ้าคุณเงินเหลือไม่ได้ลำบากอะไรซื้อเลยก็ได้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าคิดว่าซื้อแล้วนาฬิกาเรือนนี้ต้องทำอะไรคืนให้เราได้คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป ก็อาจรอดูไปก่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องแอปที่แอปเปิ้ลน่าจะมีแผนปรับปรุงชุดพัฒนาแอปให้ดีขึ้น หรือจะรอยาวไปที่ Apple Watch รุ่นที่ 2 เลยก็ได้

 

 

 

 



kangg

You May Also Like:

Nike เตรียมออกสายนาฬิกา Apple Watch สีใหม่ให้เข้ากับสีรองเท้า Nike Air VaporMax Flyknit

Nike เตรียมออกสายนาฬิกา Apple Watch ให้เข้ากับสีรองเท้า Nike Air VaporMax Flyknit โดยสายนาฬิกาสีใหม่นี้จะเริ่มวางจำหน่ายช่วงต้นเดือน มิ.ย. ..

Tim Cook เป็นผู้ร่วมทดสอบอุปกรณ์วัดระดับน้ำตาลในเลือดที่ใช้คู่กับ Apple Watch เองด้วย

จากที่เคยมีข่าวว่าแอปเปิ้ลกำลังวิจัยเซนเซอร์วัดระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในตอนนี้ ทาง Tim Cook ได้ออกมาบอกเองเลยว่าตัวเขาเป็นผู้ที่ร่วมทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยเหมือนกัน ..

แอปเปิ้ลออกเหรียญที่ระลึกวัน Earth Day ให้เก็บบน Apple Watch

แอปเปิ้ลได้ใส่ข้อมูลเหรียญที่ระลึกเนื่องในวัน Earth Day ในแอพ Activity โดยวันที่ 22 เม.ย. จะต้องใส่ Apple Watch ออกกำลังกายต่อเนื่อง 30 นาทีถึงจะได้เหรียญพิเศษดังกล่าว ..

Share

Tweet

Email