รีวิว : Apple Watch (เฉพาะส่วน Activity และ Workout)

รีวิว : Apple Watch (เฉพาะส่วน Activity และ Workout)

มาถึงรีวิว Apple Watch ภาค 2 เฉพาะส่วนของ Activity และ Workout กันแล้ว โดยในรีวิวนี้เราจะมาลงลึกเฉพาะ 2 ส่วนนี้กันให้รู้ไปว่าจะซื้อไปใช้ออกกำลังกายดีหรือไม่ดีกันแน่

สำหรับรีวิวภาคเต็มของ Apple Watch จะเห็นได้ว่าผมไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับ Activity และ Workout เลยมีแค่ให้พอรู้แบบผ่าน ๆ ด้านล่างนี้จะเป็นการขยายรายละเอียด 2 ส่วนนี้ให้ได้ทราบกันว่าเป็นอย่างไร เหมาะหรือไม่ที่จะนำไปออกกำลังกายด้วย แล้ว GPS บนนาฬิกาใชัยังไง แม่นรึเปล่า

 

 

Activity

สำหรับ Activity จะเป็นแอปที่คอยบันทึกกิจกรรมต่าง ๆ ของเรา เมื่อเปิดเข้าไปดูในแอปบนนาฬิกาและแอปบน iPhone จะพบกับวงกลมที่มีการแบ่งด้วยสี 3 สีด้วยกัน ซึ่งแต่ละสีจะมีความหมายต่างกันดังนี้

apple-watch-activity-and-workout_01

apple-watch-activity-and-workout_02

 

วงกลมสีแดง Move – หมายถึงว่าเรามีการขยับตัวมากน้อยแค่ไหน โดยในส่วนนี้มีหน่วยวัดเป็นแคลอรี่ การขยับตัวแต่ละครั้งแม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ก็จะถูกนำไปคำนวณว่าเราใช้พลังงานไปกี่แคลอรี่

วงกลมสีเขียว Exercise – หมายถึงว่าเรามีการออกกำลังกายหรือไม่ โดยจะจับความเคลื่อนไหวต่างกับ Move ตรงที่ต้องการเคลื่อนไหวนานระยะเวลาหนึ่งต่อเนื่อง เช่นเดินนานกว่าปกติ หรือมีการวิ่ง ซึ่งจะมีการสั่นที่นาฬิกาช่วงหนึ่งจากนั้นนาฬิกาถึงจะเริ่มคำนวณว่าขณะนั้นน่าจะเป็น Exercise หรือไม่ แล้วจึงจะเริ่มนับเวลาเป็นนาทีว่าเป็นการออกำลังกาย

วงกลมสีฟ้า Stand – เป็นส่วนที่ช่วยให้เรารู้ว่าในแต่ละชั่วโมงเราควรยืนขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างได้แล้ว โดยในนาฬิกาจะมีการตั้งค่าไว้ว่าใน 24 ชั่วโมงของวัน เราควรจะมีการยืน 12 ครั้งในแต่ละวันไม่ใช่นั่งทำงานอย่างเดียว โดยเมื่อเรามีการขยับร่างกายบ้างในช่วงชั่วโมงจะถูกนับว่ามีการยืนแล้ว ในทางกลับกันถ้าใกล้จะหมดชั่วโมงนั้นแล้วเรายังไม่มีการยืนหรือขยับตัวเลย พอถึงนาทีที่ 50 ของแต่ละชั่วโมงนาฬิกาจะมีการสั่นเบา ๆ และแจ้งบนหน้าจอให้มีการยืนบ้างได้แล้ว ในส่วนนี้จากที่ได้ใช้ Apple Watch มาพักใหญ่ พบว่ายืนเฉย ๆ ไม่ถูกนับว่าเป็นยืนของ Apple Watch ครับ ต้องยืนแล้วมีเดิน ๆ มีขยับตัวด้วยนิดหน่อยอย่างน้อย 1 นาทีถึงจะถูกนับเข้าไปในส่วนนี้

ในส่วนของ Activity เราสามารถปรับแต่งได้เฉพาะ Move ได้ว่าเป้าหมาย (Goal) ใน 1 วันเราอยากเบิร์นสักกี่แคลอรี่ อย่างตัวผมตั้งไว้ที่ 350 แคลอรี่ต่อวัน ถามว่าวัน ๆ หนึ่งทำได้ถึงเป้าหมายหรือไม่ ถ้านั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะตลอดวันแบบไม่ออกไปไหนเลยขอบอกว่าไม่ถึง 350 แคลอรี่ครับ วันที่เขียนรีวิวนี้หยิบนาฬิกามาใส่ตอนบ่ายสาม ห้าทุ่มกว่าเปิดดูพบว่าเบิร์นไปแค่ 85 แครอลี่เท่านั้น กลับกันถ้าวันนั้นมีการเดินเยอะ ขยับตัวเยอะหน่อย 350 แคลอรี่ถึงได้ไม่ยาก ในส่วนนี้แนะนำว่าให้ตั้งค่าไว้ไม่มากไม่น้อยไว้ก่อน จะได้ทราบว่าตัวเราทำได้ประมาณไหนในแต่ละวันแล้วค่อยปรับให้ค่าแคลอรี่ขึ้นมาอีกระดับเพื่อให้เราได้พยายามมากขึ้น

apple-watch-activity-and-workout_04

apple-watch-activity-and-workout_03

 

การใช้งาน Activity  (รวมถึง Workout ด้วย) แอปเปิ้ลได้เตรียมรางวัลเป็นเครื่องหมายแต่ละเป้าหมายที่ทำได้มาให้ด้วยในแอป โดยแต่ละเป้าหมายก็จะมีเงื่อนไขการได้มาต่างกันไป เช่น ต้องทำให้ถึงเป้าหมายในแต่ละวันติดต่อกันทั้งสัปดาห์เราจะได้เครื่องหมาย 7/7 เป็นต้น ซึ่งเครื่องหมายที่ได้ง่ายที่สุดจะเป็นอันที่บอกว่าออกกำลังกายครั้งแรกที่เริ่มใช้นาฬิการะยะเวลา 5 นาทีติดต่อกันก็จะได้เครื่องหมายอันนี้มาเก็บไว้ในคอลเล็คชั่นแล้ว เครื่องหมายที่แอปเปิ้ลเตรียมไว้ให้ในปัจจุบันบางเครื่องหมายต้องทำกันเกือบ ๆ 3 ปีหรือกว่านั้นถึงจะเห็นผลว่าจะได้หรือไม่ได้เครื่องหมายดังกล่าว เพราะเงื่อนไขคือต้องทำเป้าหมายในส่วน Move ให้ได้ 1,000 ครั้งถึงจะได้เครื่องหมายดังกล่าว ถ้าเรามีวินัยพอทำได้ทะลุเป้าหมายทุกวันอย่างน้อย ๆ ก็ใช้เวลาเกือบ 3 ปี ถ้าทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยืดระยะเวลาออกไปอีก

apple-watch-activity-and-workout_06

apple-watch-activity-and-workout_07

 

ในส่วนของรางวัลยังไม่รู้ว่าอนาคตแอปเปิ้ลจะมีเครื่องหมายพิเศษประจำเทศกาลด้วยหรือไม่ เพราะระบบต่าง ๆ ของส่วน Activity แอปเปิ้ลแทบจะยกมาจาก Nike+ Fuelband ทั้งดุ้น (ก็หัวหน้าทีมของทั้งคู่คือคนเดียวกันนิหน่า) เลยพาลคิดไปว่าส่วนของรางวัลแอปเปิ้ลน่าจะมีเพิ่มเติมในอนาคตแต่ละช่วงเทศกาลสำคัญด้วย เช่น เครื่องหมายที่จะได้ตอนปีใหม่ เครื่องหมายที่จะได้ตอนตรุษจีน เครื่องหมายที่จะได้ตอนวันวาเลนไทน์ เป็นต้น

จากที่ได้ใช้งาน Activity  ถ้าเป็นผู้ใช้ Nike+ Fuelband มาก่อนจะคุ้นเคยกับวิธีการของ Activity บน Apple Watch มาก หรือถ้าเคยใช้ Activity Tracker ยี่ห้ออื่นก็ไม่มีปัญหาสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะจริง ๆ แล้วไม่ว่าจะยี่ห้อไหนก็จะคล้าย ๆ กัน

จุดห่วยของ Activity ของ Apple Watch คือไม่มีปุ่มให้แชร์ข้อมูลต่าง ๆ ออกไปโลกภายนอกไม่ว่าจะ facebook, twitter และอื่น ๆ นอกจากนั้นการใช้งาน Activity เหมือนใช้อยู่คนเดียวไม่มีเพื่อนร่วมใช้เพราะไม่มีความเป็นสังคมใน Activity ไม่มีการเพิ่มเพื่อนเข้ามาในกลุ่มคนใช้งาน Apple Watch เหมือน ๆ กัน จุดนี้จะต่างกับยี่ห้ออื่นที่เราสามารถเพิ่มเพื่อนที่ใช้ยี่ห้อเดียวกันเข้ามาได้เช่น Jawbone UP, Nike+ Fuelband, Fitbit การมีสังคมของคนที่ใช้ยี่ห้อเดียวกันก็จะช่วยให้เราได้เห็นเพื่อนว่าวันนี้ทำอะไรถึงไหนบ้างก็จะเป็นการกระตุ้นตัวเราเองไปด้วยว่าขี้เกียจไม่ได้

จุดห่วยถัดมาของ Activity คือเวลาที่เรามีการรีเซ็ต Apple Watch หรือมีการรีสโตร์ iPhone แล้วต้องมีการจับคู่การตั้งค่าของนาฬิกาใหม่ แม้คุณจะสั่งให้เรียกข้อมูลจากแบ็คอัพ แต่ทุกอย่างที่เราทำไว้ในส่วนของ Activity (Workout ก็ด้วย) จะถูกรีเซ็ตหมด หายหมดทุกอย่างที่เก็บ ๆ มา ไม่ว่าจะ Activity ในแต่ละวันที่ทำไว้ เครื่องหมายต่าง ๆ ที่ทำได้ ทุกอย่างจะหายไปหมด ถือว่าเป็นจุดห่วยร้ายแรงมาก เพราะค่าต่าง ๆ พวกนี้ควรจะเก็บใน iCloud ที่ซิงค์กับ Apple ID ที่เราใช้อยู่ ซึ่งผมโดนมาแล้ว

แล้วแบบนี้ใน WatchOS 2 จะดีขึ้นหรือไม่ ขอตอบว่าเท่าที่ได้ใช้งาน WatchOS 2 (beta) ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ทุกอย่างยังไม่มีการเก็บข้อมูลไว้ใน iCloud ถือว่าเป็นเรื่องที่แอปเปิ้ลควรปรับปรุงเป็นอย่างยิ่ง ถ้าแอปเปิ้ลปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ปรับปรุงส่วนนี้เชื่อว่าคนจะไม่อยากใช้งานส่วนนี้มากนักในอนาคตเพราะทำ ๆ ไปแล้ววันนึงเกิดมีการเปลี่ยน iPhone เป็นเครื่องใหม่ ข้อมูลส่วนนี้หายหมดต้องมาเริ่มใหม่ กำลังใจหายหมดแน่นอน

Workout

สำหรับส่วนของโหมดการออกกำลังกาย แอปเปิ้ลเตรียมมาให้ดีประมาณหนึ่ง โดยเมื่อกดเข้าไปเราจะเห็นรายชื่อเกี่ยวกับการออกกำลังกายไว้บ้างแล้ว อาทิ วิ่งกลางแจ้ง, วิ่งในร่ม, เดินกลางแจ้ง, เดินในร่ม, ขี่จักรยาน, และยังมีชื่อการออกกำลังกายในร่มเตรียมไว้ในอีกเล็กน้อย รวมทั้งหมดมี 9 ชนิดการออกกำลังกายและมี อื่น ๆ (Other) ไว้ให้อีกหนึ่งอย่างสำหรับการออกกำลังกายที่ไม่เข้าพวกกับ 9 อย่างที่เตรียมไว้ให้

apple-watch-activity-and-workout_08

 

จากที่ผมได้ใช้บ่อย ๆ จะเป็นส่วนของวิ่งและเดินออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยการเตรียมพร้อมก่อนออกกำลังกายต้องนำ iPhone พกใส่กระเป๋าเล็ก ๆ ตอนวิ่งไว้ด้วยเพื่อให้นาฬิกาใช้ GPS จาก iPhone ในการวัดระยะทางและประมาณความเร็วที่เราวิ่ง ถามว่าถ้าไม่พก iPhone ตอนวิ่งได้หรือไม่ ก็ตอบว่าได้ แต่ส่วนของการวัดระยะทางจะเปลี่ยนวิธีเป็นการประมาณจากการก้าวเท้าแทนด้วยเซ็นเซอร์ Pedometer ซึ่งจะไม่แม่นเท่ากับการมี GPS ส่วนถ้าเป็นเลือกเป็นการวิ่งในร่ม ที่เราวิ่งบนลู่วิ่งนาฬิกาก็จะวัดระยะทางและอื่น ๆ จากการก้าวเท้า โดยการประมาณการจากเซ็นเซอร์ Pedometer เช่นกัน

เมนูต่าง ๆ เมื่อเราเลือกว่าจะวิ่งหรือเลือกเป็นกีฬาประเภทอื่นก็จะมีให้เราเซ็ทอัพได้ว่าครั้งนี้เราอยากวิ่งหรือออกกำลังกายกี่นาที, หรือตั้งว่าจะวิ่งระยะทางสักเท่าไหร่ หรือไม่ต้องตั้งค่าส่วนนี้แต่เลือกเป็น Open คือวิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องมีเป้าตามที่ตั้งค่าก็ได้

จากที่ลองใช้ Apple Watch และ iPhone 6 ตอนวิ่งออกกำลังกาย ผมชอบที่แอป Workout บอกข้อมูลได้ค่อนข้างดีทั้งส่วนของความเร็วต่อกิโลเมตร (Pace), ระยะทาง, แคลอรี่ที่เบิร์น และอัตราการเต้นของหัวใจ

ในจังหวะที่เรากำลังวิ่งตอนครบกิโลเมตรนาฬิกาจะมีการสั่นเตือนเบา ๆ พร้อมแจ้งบนหน้าจอนาฬิกาว่าตอนนี้ครบกิโลเมตรแล้ว ซึ่งในการใช้งานจริงตอนที่นาฬิากาสั่นบอกว่าครบแต่ละกิโลเมตรแล้วผมไม่แทบไม่รู้สึกเลยว่านาฬิกาสั่นแจ้งเตือนเรื่องนี้อยู่

หน้าจอนาฬิกาขณะวิ่งจะบอกสถานะแต่ละส่วน เราสามารถใช้นิ้วปัดไปมาเพื่อดูแต่ละอย่างได้ หรือที่มุมบนขวาตัวเลขที่บอกเวลาอยู่เราสามารถใช้นิ้วแตะ ๆ เพื่อเปลี่ยนไปดูค่าอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้นิ้วปัดหน้าจอไปมาได้เช่นกัน ปัญหาของการใช้งานส่วนนี้คือตอนวิ่งเหงื่อออกมือเปียกนิ้วเปียกบางทีปัดหน้าจอไม่ค่อยไป แตะที่หน้าจอแล้วไม่ตอบสนองมีบ่อยเหมือนกัน

สำหรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจเป็นส่วนที่ผมชอบที่สุดของการออกกำลังกาย เพราะขณะวิ่งจะได้รู้ว่าหัวใจเราเต้นอยู่เท่าไหร่ โดยเมื่อเราเปิดใช้งานและกดออกกำลังกายจากแอป Workout เซ็นเซอร์ด้านหลังนาฬิกาแสงสีเขียวจะทำงานทันทีและทำงานตลอดเวลาเพื่อวัดอัตราการเต้นหัวใจ เท่าที่ลองส่วนนี้การวัดทั้งบริเวณหลังข้อมือจุดที่เราใส่นาฬิกาปกติและด้านในข้อมือในผลลัพธ์ไม่ต่างกัน จุดที่เราควรใส่ใจสำหรับเรื่องนี้คือใส่นาฬิกาอย่าหลวมมากเพราะยิ่งหลวมตัวเซ็นเซอร์ก็จะใช้เวลานานมากขึ้นในการวัดอัตรการเต้นหัวใจของเราหรืออาจจะวัดค่าไม่ได้เลย

apple-watch-activity-and-workout_11

 

ความแม่นยำของเซ็นเซอร์วัดการเต้นหัวใจของ Apple Watch เทียบกับตัววัดอัตราการเต้นหัวใจแบบคาดหน้าอกที่นักกีฬามักจะใช้กัน อันไหนแม่นยำกว่าอันไหนเชื่อได้กว่า จุดนี้ผมยังไม่มีโอกาสเปรียบเทียบทั้งคู่ว่าวัดอัตราการเต้นของหัวใจจากข้อมือและแบบคาดหน้าออกตัวเลขออกมาต่างกันหรือไม่ รวมถึงที่หลาย ๆ คนอยากรู้ว่าพวก Activity Tracker ที่มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจเทียบกับเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนอันนี้ก็ยังไม่มีโอกาส แต่จากที่เคยสอบถามแพทย์ ได้คำตอบว่าการวัดด้วยวิธีของ Activity Tracker รวมถึงการใช้แอปบนโทรศัพท์มือถือใช้ดูคร่าว ๆ ได้แต่อย่าใช้อ้างอิงทางการแพทย์มากนักเพราะไม่ใช่เครื่องมือแพทย์

ถัดมาอีกหนึ่งความแม่นยำคือ GPS ตอนแรกที่ได้ใช้ Apple Watch ผมเองก็ไม่ค่อยเชื่อว่าจะแม่นยำเท่าไหร่ แม้จะรู้ว่าใช้ GPS จาก iPhone ก็เถอะ พอมีโอกาสได้ลองนั่งอยู่บนรถแล้วเปิดแอป Workout เลือกว่าขี่จักรยาน แล้วดูความเร็วที่ขึ้นบนหน้าจอนาฬิกาเทียบกับเข็มกิโลเมตรของรถยนต์ ตรงกันครับ ตรงกันชนิดที่บนหน้าจอนาฬิกาจะบอกละเอียดกว่าเข็มในหลักหน่วยด้วย เช่นเข็มกิโลเมตรตีขึ้นไปที่เกือบ 55 กิโลเมตร/ชั่วโมง บนหน้าจอนาฬิกาตัวเลขบอกว่า 53 กิโลเมตร/ชั่วโมง เรื่องความแม่นยำของ GPS ถือว่าสอบผ่านครับ

แล้วเปลืองแบตเตอรี่มากรึเปล่าเวลาใช้ Apple Watch ไปออกกำลังกายเพราะต้องเชื่อมต่อกับ iPhone เพื่อดึงข้อมูล GPS แล้วยังมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจที่ทำงานตลอดเวลาอีกต่างหาก จากที่ทดสอบผมชารจแบตเตอรี่ให้ Apple Watch เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ พาไปวิ่ง 10 กิโลเมตร ผมใช้เวลาไป 86 นาที แบตเตอรี่ลดเหลือ 70 เปอร์เซ็นต์ถือว่าเปลืองแบตเตอรี่อยู่เหมือนกัน จุดนี้ให้อ่านเป็นข้อมูลกันไว้แล้วนำไปบวกลบคูณหารกับเวลาที่เราใช้ออกกำลังกายกันอีกที เช่นว่าคุณวิ่ง 10 กิโลเมตรเร็วกว่าผมก็แน่นอนว่าเปลืองแบตเตอรี่น้อยกว่า

apple-watch-activity-and-workout_10

 

ตัวแอป Workout ถือว่าตอบโจทย์เบื้องต้นในการใช้งานเท่านั้น เพราะเมื่อคุณออกกกำลังกายครบแล้ว อย่างผมวิ่งเสร็จกดบนหน้าจอนาฬิกาเพื่อให้หยุดนับเวลา ก็จะมีแค่ผลรวมว่าเราวิ่งไปกี่นาที ระยะทางเท่าไหร่  ใช้พลังงานไปกี่แคลอรี่ หัวใจเต้นเฉลี่ยเท่าไหร่ ไม่ได้มีการแยกข้อมูลออกมาว่าแต่ละกิโลเมตรเราใช้เวลากี่นาทีเหมือนในแอป Nike+ Running ที่ผมใช้ รวมถึงไม่มีการแทร็คข้อมูลแผนที่เก็บพิกัดที่เราวิ่งไว้ด้วย จุดนี้ถ้าเป็นนักวิ่งที่ซีเรียสมากหน่อยรับรองได้ว่าไม่ชอบแอป Workout แน่นอนเพราะข้อมูลที่บอกไม่ละเอียดเลย รวมถึงโซนการเต้นหัวใจก็ไม่ได้บอกไว้ด้วยเช่นกัน นักขี่จักรยานก็คงไม่ใช่เช่นกันเพราะสรุปที่ออกมาก็จะบอกแค่ค่าเฉลี่ยความเร็วไม่ได้บอกความเร็วที่เราปั่นได้สูงสุด ไม่มีการบันทึกแผนที่หรือพิกัดว่าเราไปปั่นที่ไหนอะไรยังไง ทั้งนี้ใน WatchOS 1.0.1 แอปเปิ้ลยังไม่ปล่อยให้แอปออกกำลังกายอื่นเข้าถึงพวกเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เช่น Nike+ Running จะยังใช้เซ็นเซอร์วัดการเต้นหัวใจไม่ได้ เลยทำให้แอปต่าง ๆ ที่มีบน Apple Watch ก็ยังไม่สมบูรณ์มากนักเป็นแค่เหมือนปุ่ม Start/Stop เสียมากกว่า ต้องรอ watchOS 2 ที่แอปเปิ้ลบอกไว้แล้วว่าจะเปิดให้แอปต่าง ๆ เข้าถึงเซ็นเซอร์บนนาฬิกามากขึ้น ถึงตอนนั้นกลุ่มแอปออกกำลังกายอื่นคงน่าใช้กว่าในในปัจจุบัน

 

apple-watch-activity-and-workout_09

 

สรุปในส่วนของ Activity และ Workout บน Apple Watch ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ส่วนของ Activity ถือว่าทำได้โอเคไม่น้อยหน้าพวก Tracker อื่น จะขาดก็ตรงเรื่องความเป็นกลุ่มก้อนของผู้ใช้งานที่ไม่มีให้เหมือนยี่ห้ออื่นและไม่มีปุ่มแชร์ข้อมูลออกมา Social Network อื่น ส่วน Workout รองรับการใช้ออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปได้พอเพียง และเพื่อให้ใช้งานได้ครบถ้วนสำหรับออกกำลังกายกลางแจ้งยังต้องพก iPhone ไปด้วย และถ้าเราเริ่มอยากได้ข้อมูลมากกว่านี้ต้องพึ่งพาแอปอื่นในการแทร็กข้อมูล

ถือว่าครึ่ง ๆ กลาง ๆ มากสำหรับส่วนของการออกกำลังกายบน Apple Watch คือฟีเจอร์ดี แต่แอปไม่ดี เหมือนแอปเปิ้ลตั้งใจทำมาแค่นี้ แล้วให้แอปอื่นที่เก่งกว่าดีกว่าทำออกมารองรับการใช้บน Apple Watch

ถึงตรงนี้น่าจะพอเป็นข้อมูลให้คนที่อยากใช้ Apple Watch ไปออกกำลังกายอยู่บ้างนะครับ

 



You May Also Like:

แอปเปิ้ลออกสายนาฬิกาไนล่อนสีรุ้ง Pride Edition มาขาย และสาย Nike Sport Band สีใหม่เริ่มมีขายใน apple.com/th แล้ว

ถ้าใครยังจำกันได้ปีที่แล้วที่ Tim Cook ไปร่วมเดินในงาน LGBT Pride Parade และทำสายนาฬิกาไนล่อนสีรุ้งออกมาเป็นที่ระลึก ตอนนี้สายนาฬิกาดังกล่าวแอปเปิ้ลนำมาจำหน่ายแล้ว พร้อมกันนี้สายนาฬิกา Nike Sport Band ก็เริ่มจำหน่ายในเว็บ apple.com/th ด้วยเช่นกัน ..

Nike เตรียมออกสายนาฬิกา Apple Watch สีใหม่ให้เข้ากับสีรองเท้า Nike Air VaporMax Flyknit

Nike เตรียมออกสายนาฬิกา Apple Watch ให้เข้ากับสีรองเท้า Nike Air VaporMax Flyknit โดยสายนาฬิกาสีใหม่นี้จะเริ่มวางจำหน่ายช่วงต้นเดือน มิ.ย. ..

Tim Cook เป็นผู้ร่วมทดสอบอุปกรณ์วัดระดับน้ำตาลในเลือดที่ใช้คู่กับ Apple Watch เองด้วย

จากที่เคยมีข่าวว่าแอปเปิ้ลกำลังวิจัยเซนเซอร์วัดระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในตอนนี้ ทาง Tim Cook ได้ออกมาบอกเองเลยว่าตัวเขาเป็นผู้ที่ร่วมทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยเหมือนกัน ..

Share

Tweet

Email