ทดสอบประสิทธิภาพสายชาร์จ Lightning 12 ยี่ห้อ 18 เส้น

ทดสอบประสิทธิภาพสายชาร์จ Lightning 12 ยี่ห้อ 18 เส้น

โอกาสที่เราจะได้ทดสอบสายชาร์จหลายยี่ห้อร่วมกันมีไม่บ่อย เราพยายามรวบรวมสายชาร์จหัว Lightning สำหรับ iPhone ทั้งของแอปเปิ้ลเอง, ยี่ห้อที่ได้รับ MFi, ยี่ห้อที่ไม่ได้รับ MFi และสายที่หายี่ห้อไม่เจอ ลองมาดูกันว่าประสิทธิภาพของแต่ละสายต่างกันหรือไม่

เราทดสอบสายด้านประสิทธิภาพไม่ใช่ความทนทานของตัวสาย เราเห็นกระทู้ ‘สาย Lightning ดีๆ ไม่มีในท้องตลาดเลยหรือ? ทดสอบ’ ของคุณข่าววงนอกในเว็บ pantip.com ก็คิดว่าเราน่าจะรวบรวมเพื่อนำมาทดสอบได้มากกว่าในกระทู้ต้นเรื่องของคุณข่าววงนอก คิดได้แบบนั้นก็จัดการดำเนินการหาสาย Lightning มาให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยการทดสอบเราจะเน้นเรื่องประสิทธิภาพคือการจ่ายไฟของสายแต่ละเส้นได้เต็มวัตต์หรือไม่ โดยสายที่เราใช้เป็นค่ามาตรฐานคือสาย Apple Lightning Cable ส่วนความทนทานของสายว่าสายยี่ห้อไหนไม่หักไม่งอง่ายจุดนี้เราไม่สามารถทดสอบได้จริง ๆ ได้แค่จับดูและอธิบายให้ฟังว่าสายแต่ละเส้นเป็นอย่างไรแบบคร่าว ๆ

 

lightning-cables-performance-test_01

สาย Lightning บางส่วนที่เราทำการทดสอบประสิทธิภาพ

 

 

 

โดยสาย Lighting ทั้งหมดที่เรานำมาทดสอบประสิทธิภาพได้แก่ (เรียงตามในวิดีโอ)

  • Apple Lightning Cable (สายสมบูรณ์)
  • Apple Lightning Cable (สายที่ใกล้พังแล้ว)
  • Apple Lightning Adaptor 30-pin
  • Ye!!
  • สายไม่มียี่ห้อ
  • Gosh – Lynk Cable
  • Miraitec
  • Just Mobile – Alu Cable LED
  • Belkin – mixit
  • Just Mobile – Alu Cable Flat Mini (10 cm.)
  • Innergie (3m)
  • Energea – AluBlaze
  • Moshi – Lightning Cable
  • ReMax – Lightning Cable
  • ReMax – Lightning + Micro USB Cable
  • Native Union – Belt Cable XL (3m)
  • Pantone – Lightning Cable (2m)
  • Micro USB + Micro USB to Lightning Adaptor

 

ถ้าเราจับแยกกลุ่มออกมาก็จะได้เป็นสายยี่ห้อแอปเปิ้ล

  • Apple Lightning Cable (สายสมบูรณ์)
  • Apple Lightning Cable (สายที่ใกล้พังแล้ว)
  • Apple Lightning Adaptor 30-pin
  • Micro USB + Micro USB to Lightning Adaptor

ถัดมาเป็นกลุ่มยี่ห้อสาย Lightning ที่ได้รับ MFi จากแอปเปิ้ล (Made for iDevices) โดยยี่ห้อที่ได้รับ MFi เราจะสังเกตที่หน้ากล่องหรือหน้าแพ็กเกจจะมีโลโก้ Made for iPod/iPhone/iPad อยู่ด้วย ได้แก่

 

made-for-idevices-mfi-logo

 

  • Ye!!
  • Gosh – Lynk Cable
  • Miraitec
  • Just Mobile – Alu Cable LED
  • Belkin – mixit
  • Just Mobile – Alu Cable Flat Mini (10 cm.)
  • innergie (3m)
  • Energea – AluBlaze
  • Moshi – Lightning Cable
  • Native Union – Belt Cable XL (3m)
  • Pantone – Lightning Cable (2m)

สุดท้ายเป็นกลุ่มสาย Lightning ที่ราคาต่ำกว่า 300 บาท สายชาร์จบางเส้นที่นำมาร่วมทดสอบในกลุ่มนี้เป็นสายบางเส้นที่มียี่ห้อจัดเจนและเป็นที่นิยมเพราะราคาไม่แพง โดยกลุ่มนี้ไม่ใช่สายที่ได้รับเครื่องหมาย MFi

  • สายไม่มียี่ห้อ
  • ReMax – Lightning Cable
  • ReMax – Lightning + Micro USB Cable

ในการทดสอบเราใช้อะแดปเตอร์ 12W ของแอปเปิ้ล , อะแดปเตอร์ 5W ของแอปเปิ้ล และอะแดปเตอร์ 5W ของไม่มียี่ห้อได้รับแถมมาจากการไปร่วมงานสัมมนา พร้อมกับตัววัดระดับวัตต์ในการจ่ายไฟให้อุปกรณ์ว่าได้กี่วัตต์ ส่วนตัวเครื่องที่ใช้ทดสอบได้แก่ iPad Air 2 และ iPhone 6 โดยสาย 1 เส้นเราจะสลับการชาร์จไปมาระหว่างอะแดปเตอร์ทั้ง 3 อันที่ชาร์จให้กับอุปกรณ์ทั้ง 2 เครื่องที่เราใช้ทดสอบ

 

lightning-cables-performance-test_02

หน้าตาอุปกรณ์กำลังไฟที่จ่ายออกมาเป็นวัตต์

 

กลุ่ม Apple Lightning Cable

สายแอปเปิ้ลเป็นสายชาร์จที่ทุกคนต้องมีเพราะแถมมาในกล่อง เรื่องที่ว่าสายของแอปเปิ้ลไม่ทนทานเปื่อยง่าย งอนิดงอหน่อยสายก็เปื่อยฉนวนภายนอกก็มีอาการขาดให้เห็นจนหลาย ๆ คนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าสายแอปเปิ้ลแย่เรื่องความทนทานจริง ๆ ซึ่งในจุดนี้เราจะวัดไฟของ Apple Lightning Cable กันก่อนว่าจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ทดสอบในที่นี้คือ iPad Air 2 ว่าได้กี่วัตต์เพื่อใช้เป็นค่ากลางว่าสายชาร์จควรจ่ายไฟให้อุปกรณ์ได้เท่าไหร่

  • อะแดปเตอร์ 12W –  จ่ายไฟให้ iPhone 6 ได้ 6.3 วัตต์ / จ่ายไฟให้ iPad Air 2 ได้ 14.1 วัตต์
  • อะแดปเตอร์ 5W – จ่ายไฟให้ iPhone 6 ได้ 6.3 วัตต์ / จ่ายไฟให้ iPad Air 2 ได้ 6.3 วัตต์
  • อะแดปเตอร์ 5W(โนเนม) – จ่ายไฟให้ iPhone 6 ได้ 7.3 วัตต์ / จ่ายไฟให้ iPad Air 2 ได้ 7.0 วัตต์

 

lightning-cables-performance-test_03

โดยสาย Apple Lightning Cable ผมมีอีกเส้นที่สภาพสายคือฉนวนภานนอกเปื่อยหมดแล้วเห็นเส้นโลหะด้านใน คิดว่าถ้าจับบริเวณดังกล่าวอาจจะไฟดูดได้ ซึ่งในการใช้งานจริงหลายคนใช้สายเปื่อย ๆ แบบนี้อยู่ เอาจริง ๆ ก็ไม่อยากแนะนำให้ใช้กันนะครับ เพราะเราไม่รู้ว่าสายที่ว่าจะไฟดูดเราเมื่อไหร่ แล้วจะช็อตวันไหน ถ้าเปลี่ยนสายได้ก็อยากให้เปลี่ยนกัน ซึ่งด้านประสิทธิภาพการใช้งานผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าสายเปื่อย ๆ แบบนี้ยังจะจ่ายไฟได้ปกติหรือไม่ ผลทดสอบออกมาเหมือนกับสายปกติข้างต้นสายเน่า ๆ เปื่อย ๆ ยังจ่ายไฟให้เต็มประสิทธิภาพไม่บกพร่อง

ในจุดนี้สำหรับสาย Apple Lightning Cable เปื่อย ๆ ก็มีหลายตัวแปรนะครับ เช่นสภาพสายที่ผมว่าเปื่อยแล้วข้างในน่าจะยังไม่มีอะไรทรุดโทรมหรือหลุด ถ้าเจอสายที่เปื่อยนอกเปื่อยในก็เป็นได้ว่าไฟที่จ่ายออกมาอาจจะได้ไม่เต็มประสิทธิภาพไม่เสถียรก็ได้ และไฟอาจรั่วมาดูดเราด้วย ถ้าใครใช้สายจนเปื่อยไม่รู้จะเปื่อยยังไงแล้วขอแนะนำให้ซื้อสายเส้นใหม่เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

ในกลุ่มที่สองคือสายที่ได้รับมาตรฐาน MFi 

สายทุกยี่ห้อที่เราได้ทดสอบผ่านมาตรฐานหมดจ่ายไฟได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนกับสายของแอปเปิ้ล ในกลุ่มนี้จากที่ทดสอบเราเจอสายยี่ห้อ Belkin – mixit ยี่ห้อเดียวที่มีอาการเลือกอะแดปเตอร์ โดยเมื่อนำสาย Belkin – mixit ชาร์จกับอะแดปเตอร์ที่ได้แถมมาจากงานสัมนาเจอว่าชาร์จไฟไม่เข้า ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเหมือนกันเพราะไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน

 

lightning-cables-performance-test_04

 

สาย MFi จากที่ได้ทดสอบหลายยี่ห้อพร้อม ๆ กันก็ทำให้เห็นเรื่องความแตกต่างภายนอกบางยี่ห้อสายไนล่อนถัก บางยี่ห้อทำขนาดสายไฟเส้นหนามาก ๆ บางยี่ห้อขนาดไม่ต่างกับของแอปเปิ้ล เท่าที่จับ ๆ ดูส่วนใหญ่สายที่ได้ MFi จะพยายามทำให้สายดูดีดูทนทานกว่าของแอปเปิ้ล บางยี่ห้อเช่น Energea – AluBlaze บริเวณหัว Lightning มีไฟ LED วิ่ง ๆ ซึ่งถ้าแบตเตอรี่ในเครื่องเราเหลือต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไฟ LED จะวิ่งเร็ว พอแบตเตอรี่มีเหนือระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปไฟ LED ก็จะค่อย ๆ วิ่งช้าลงและเมื่อชาร์จเต็มไฟ LED จะดับไปเอง จุดนี้สะดวกมากแถมตัวสายเป็นแบบไนล่อนถักดูทนทานดีทีเดียว

 

lightning-cables-performance-test_05

lightning-cables-performance-test_06

 

อีกยี่ห้อที่มีไฟ LED เหมือนกันคือ Just Mobile – AluCable LED แต่ไฟดังกล่าวเป็นจุดเดียวเล็ก ๆ อยู่บริเวณหัว USB จุดนี้ดีเหมือนกันตรงที่ทำให้รู้สถานะเวลาชาร์จไฟสีแดงคือชาร์จอยู่ไฟสีเดียวคือชาร์จเต็มแล้ว แต่มีข้อจำกัดตรงที่ถ้าเราเสียบชาร์จกับอะแดปเตอร์บนรางปลั๊กก็เหมือนเราหงายอะแดปเตอร์ขึ้นไปเวลาใช้สายอันนี้เราก็อาจจะไม่ได้เห็นสถานะของไฟตรงหัว USB ก็ได้

 

lightning-cables-performance-test_07

lightning-cables-performance-test_08

 

ยี่ห้อที่ดูคุ้มค่าและดูทนทานด้วยได้แก่ Gosh – Lynk Cable เป็นสายไนล่อนถัก แลดูทนทานดีราคาแพงกว่าสายของแอปเปิ้ล 100 บาทแต่ได้เรื่องความทนทานที่เพิ่มขึ้นถือเป็นยี่ห้อที่น่าสนใจ

lightning-cables-performance-test_09

 

ส่วนในกลุ่มนี้สายที่ได้รับ MFi และมีราคาถูกที่สุดคือ Miraitec ตัวสายเป็นวัสดุเดียวกับสายของแอปเปิ้ล ขนาดสายไม่หนามาก ถ้าเน้นว่าจ่ายตังค์ไม่แพงแต่ได้เป็นสาย MFi ด้วย (ราคา 390 บาท) สายนี้คุ้มราคา แต่ระยะยาวไม่ทราบจริง ๆ ว่าจะเปื่อยง่ายเหมือนสายแอปเปิ้ลหรือไม่

lightning-cables-performance-test_10

 

สำหรับสายยาว 2-3 เมตรเราได้รับมา 3 เส้นเป็นยี่ห้อ Innergie (ยาว 3 เมตร) ขอบอกว่ายี่ห้อนี้สายหนามาก ๆ เทียบกับสายปกติของแอปเปิ้ลเห็นชัดว่าขนาดสายหนากว่ากันเยอะ ด้านประสิทธิภาพเราวัดว่าจ่ายไฟได้เต็มตามมาตรฐานของสาย MFi

ส่วนสาย 3 เมตรอีกยี่ห้อคือ Native Union – Belt Cable XL (ยาว 3 เมตร) เป็นสายไนล่อนถัก ยี่ห้อนี้ทำมาสวยงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้วในตัวสายมีเข็มขัดหนังสำหรับไว้รัดเก็บสายไฟติดมาให้ด้วย แต่จุดนี้เวลาใช้งานจริงถ้าเรารวบสายไม่เป็นระเบียบพอก็ไม่สามารถรัดสายไฟทั้งมัดได้ ทางที่ดีคือรัดสายไฟแค่ส่วนหนึ่งเพื่อกันไม่ให้สายหลุดออกมาก็พอแล้ว และสายยาว 2 เมตรของ Pantone ทำออกมาสวยดี เป็นสายไนล่อนถัดที่เส้นบางกว่าสายไนล่อนถักยี่ห้ออื่น ๆ

ในกลุ่มสายยาว 2-3 เมตร มีคนให้ข้อสังเกตว่าสายยิ่งยาวยิ่งชาร์จไฟช้า จุดนี้เราไม่ทราบได้จริง ๆ ว่าสายยาว 2-3 เมตรมีผลทำให้เราชาร์จไฟให้อุปกรณ์เราช้าลงจริงหรือไม่ เพราะเราไม่สามารถวัดการเดินทางของไฟได้ เราวัดได้แค่ทุกเส้นจ่ายไฟเต็มวัตต์ตามมาตรฐาน MFi เท่านั้น

กลุ่มสายที่ไม่ได้รับ MFi และมีราคาไม่เกิน 300 บาท

ในกลุ่มนี้เรามีสาย 3 เส้นที่ใช้อยู่เอง เป็นยี่ห้อที่ฮิตมากยี่ห้อหนึ่งคือ ReMax จำนวน 2 เส้น และไม่มียี่ห้อใด ๆ เลย 1 เส้น โดยกลุ่มนี้ราคาจะไม่แน่นอน อาทิสาย ReMax สายแบบเดียวกัน 3 เดือนก่อนผมซื้อ 200 บาท สามเดือนผ่านไปถามร้านเดิมสายแบบเดิมราคากลายเป็น 299 บาท เดินไปอีกร้านขาย 250 บาท กลายเป็นว่าตาดีก็เสียตังค์น้อยตาร้ายก็โดนบวกเยอะ

สำหรับสาย ReMax ซื้อมาเพราะเป็นสายแบบ 2in1 (Micro USB + Lightning) มีข้อดีคือบริเวณหัว USB ของสายรุ่นนี้เสียบด้านไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องพลิกหัว USB ให้ถูกด้าน การใช้งานตั้งแต่ซื้อมา 3 เดือนก็ใช้งานได้เป็นส่วนใหญ่มีบ้างเล็กน้อยที่ใช้ไม่ได้ในลักษณะชาร์จไฟไม่เข้า ต้องถอดหัว USB ที่อะแดปเตอร์แล้วเสียบเข้าไปใหม่ก็ใช้งานได้ปกติ

ส่วนอีกเส้นของ ReMax เป็นหัว Lightning อย่างเดียวซื้อมาพร้อม ๆ กับเส้นด้านบน ก็เหมือนจะใช้งานได้ปกติอยู่พักใหญ่ ใช้งานมาสักพักกลายเป็นว่าชาร์จได้บ้างไม่ได้บ้าง บางครั้งชาร์จแล้วกลายเป็นว่าตัวเครื่องร้อนผิดปกติและไฟเข้าตัวเครื่องช้ากว่าปกติด้วยเช่กัน (นาน ๆ เจอสักครั้ง)

ถามว่าซื้อ ReMax มาถ้าไม่เอามาทดสอบก็ไม่รู้เลยว่าสายกลุ่มราคาไม่เกิน 300 บาทแบบ ReMax ที่ผมมีจ่ายไฟไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อเอามาชาร์จ iPad Air 2 ทำให้รู้เลยจ่ายไฟไม่ถึง 14 วัตต์ โดยสาย ReMax ทั้ง 2 รุ่นใช้ร่วมกับอะแดปเตอร์ 12W ชาร์จ iPad Air 2 จ่ายไฟออกมาแค่ 9 วัตต์เท่านั้น ซึ่งก่อนจะทดสอบผมก็ใช้ปกติคือใช้ชาร์จทั้ง iPhone และ iPad ที่ผมมีแต่ก็ไม่เคยสังเกตว่าชาร์จ iPad Air 2 ได้ช้ากว่าสายของแอปเปิ้ล หลังทดสอบพอรู้แบบนี้ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงขายราคาถูกได้

ส่วนสายไม่มียี่ห้ออีกเส้นที่มีคือแบบว่าดูปลอมมาก ๆ น้ำหนักสายคือเบาหวิว เสียบกับสายอื่น ๆ คือสายเส้นนี้ไม่มีน้ำหนักเลยก็ว่าได้ บริเวณหัว Lightning ก็ดูบาง ๆ ทองเหลืองที่หัว Lightning เวลาเอาเล็บขูด ๆ มีลอกนิดหน่อยอยู่เหมือนกัน ฟังก์ชั่นดีคือเป็น 2 in 1 (Micro USB + Lightning) จ่ายเงินไป 150 บาท ใช้งานได้ดีอยู่เดือนเดียว หลัง ๆ ชาร์จเข้าข้างไม่เข้าบ้าง จนมาถึงวันทดสอบคือสายพังชาร์จไม่เข้าไปแล้ว จุดนี้ทำให้นึกถึงประโยคที่ว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ถ้ายอมซื้อสายดี ๆ ก็ไม่ต้องมาจ่ายเงินหลายรอบแล้ว

 

lightning-cables-performance-test_11

ซ้าย : หัว Lightning ของสายไม่มียี่ห้อ / ขวา : หัว Lightning ของสายแอปเปิ้ล

 

เราได้อะไรจากการทดสอบในครั้งนี้

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการทดสอบคือกลุ่มสาย Lighting ที่ไม่ได้รับ MFi จะจ่ายไฟไม่เต็มประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าเอาไปใช้กับ iPad เห็นตัวเลขวัตต์การจ่ายไฟชัดเจนว่าออกมาแค่ 7 วัตต์น้อยกว่าสายของแอปเปิ้ลและสายที่ได้รับ MFi ซึ่งในการใช้งานเราก็สามารถใช้งานได้ปกติเพียงแต่ถ้าเอามาใช้ชาร์จไฟให้ iPad ก็จะต้องรอนานเกือบ 2 เท่า แม้เราจะใช้งานร่วมกับอะแดปเตอร์ 12W ก็ตาม

ไม่ได้บอกว่าด้านประสิทธิภาพของสายชาร์จราคาต่ำกว่า 300 บาทไม่ดี เพราะถ้าคุณคิดว่าซื้อมาเพื่อชาร์จให้กับ iPhone อย่างเดียวโดยไม่เอาไปใช้ชาร์จ iPad อันนี้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะการจ่ายไฟของสายชาร์จกลุ่มนี้ทำได้อยู่ในระดับแค่ 6-7 วัตต์เท่านั้น

อีกสิ่งที่ได้จากการทดสอบคือสายชาร์จบางยี่ห้อที่แม้จะได้รับ MFi ก็มีอาการเลือกอะแดปเตอร์ด้วยเหมือนกัน อย่างที่เราทดสอบเจอคือสายของยี่ห้อ Belkin ที่ใช้กับอะแดปเตอร์โนเนมที่เรามีไม่ได้ แต่ไม่ได้ความว่า Belkin จะเอาไปใช้กับอะแดปเตอร์โนเนมอันอื่นไม่ได้ ซึ่งเราทดสอบกับอะแดปเตอร์โนเนมแค่อันเดียว ถ้าคุณมีอะแดปเตอร์อื่นก็อาจจะใช้งานร่วมกันได้ปกติก็เป็นได้

และเราได้รู้ว่าอะแดปเตอร์โนเนมที่เราได้มาเป็นแบบ 5W เหมือนของแอปเปิ้ลแต่จ่ายไฟแรงกว่าอะแดปเตอร์ของแอปเปิ้ลเล็กน้อย แต่ก็มีข้อสังเกตว่าขณะใช้งานตัวอะแดปเตอร์ร้อนมากกว่าอะแดปเตอร์ของแอปเปิ้ลพอควร

แล้วแบบนี้ข้างในสายชาร์จแต่ละอันเป็นอย่างไรกันบ้าง เหมือนหรือแตกต่างกัน

เรื่องนี้เราเองก็สงสัยไม่น้อยไปกว่าคุณผู้อ่าน เพราะเวลาเราซื้อสายเราก็เลือกจากภายนอก ไม่รู้ว่าข้างในหัวชาร์จเป็นอย่างไร เราเลยเลือกสายมา 3 เส้นได้แก่สายของแอปเปิ้ล, สายที่ได้รับ MFi เราเลือกของ Ye!! และสายที่ไม่ได้รับ MFi เราเลือกของ ReMax มาแกะบริเวณหัว Lighting ให้ดูว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรในแงการผลิต

สำหรับสาย Lightning ของแอปเปิ้ลเมื่อแกะออกมาแล้ว เราจะพบชั้นที่เป็นแผ่นโลหะหุ้มเป็นฉนวนกันคลื่นไฟฟ้ารบกวนอยู่เมื่อพยายามแกะชั้นนี้ออกจะมีซิลิโคนหุ้มไว้อีกชั้นสำหรับกันไฟฟ้าลัดวงจรแต่ไม่หนามากแล้วข้างใต้ซิลิโคนเป็นแผงวงจร ถือได้ว่ามีการป้องกันที่ดี

สาย Lightning ที่ได้รับ MFi ผมเลือกสายยี่ห้อ Ye!! มาแกะให้ดูข้างในพบว่าการหุ้มชนวนต่าง ๆ เป็นชั้น ๆ แบบของแอปเปิ้ลคือเมื่อเราแกะพลาสติกชั้นนอกออกจะพบแผ่นโลหะหุ้มอยู่และมีซิลิโคนเป็นชั้นที่สองแล้วจึงเป็นแผงวงจร ซึ่งพอแกะสายของ Ye!! ออกมาดูพบว่าข้างในทำดีและดูเรียบร้อยกว่าสายของแอปเปิ้ลเองเสียอีก เช่นแผ่นโลหะที่หุ้มไว้ก็จะดูเป็นระเบียบและแน่นหนากว่า ชั้นซิลิโคนดูเรียบร้อยกว่าของแอปเปิ้ล

 

lightning-cables-performance-test_13

 

ถัดมาคือสายยี่ห้อ ReMax ที่ไม่ได้รับ MFi บริเวณหัวพลาสติกที่อยู่ด้านนอกสุดทำเพื่อความสวยงามพอเราใช้คีมบีบไม่แรงมากก็แตกออกมาข้างในจะเจอตัวหัวจริง ๆ เป็นยางสีแดงค่อนข้างแข็ง พอจัดการกรึดลงไปจะพบกับแผงวงจรทันที ไม่มีการหุ้มฉนวนไม่มีซิลิโคนใด ๆ อยู่เลย

จากที่เราแกะดูด้านในหัว Lightning ของแต่ละแบบไปแล้วก็ทำให้เห็นว่าสายของแอปเปิ้ลและสายที่ได้รับ MFi มีการหุ้มฉนวนที่ดีคือมีการหุ้มโลหะกันการบกวนของคลื่นไฟฟ้าของตัวชิปด้านในมีซิลิโคนเป็นฉนวนป้องกันไฟฟ้ารัดวงจรให้กับแผงวงจรอีกชั้น ซึ่งนอกรอบที่ไม่มีภาพให้เห็นสาย MFi ยี่ห้ออื่นที่แกะออกมาก็มีการหุ้มฉนวนมีซิลิโคนป้องกันเหมือน ๆ กัน ส่วนสายที่มีราคาต่ำกว่า 300 บาทและไม่ได้รับ MFi ไม่มีการหุ้มฉนวนใด ๆ ที่หัวชาร์จไว้เลย จุดนี้จะไม่มีอันตรายใด ๆ ถ้ายังใช้งานได้ปกติ แต่ถ้าเกิดมีไฟฟ้าลัดวงจรหรือกระแสไฟรั่วก็อาจจะเพ็งเล็งไปที่สายชาร์จดังกล่าวได้ว่าทำให้ไฟดูดหรืออุปกรณ์ของเราเสียหายได้เหมือนกัน

 

lightning-cables-performance-test_12

ซ้ายไปขวา : สาย ReMax (ไม่ได้ MFi) / สาย Ye!! (ได้รับ MFi) / สาย Apple

 

ไม่มีอะไรผิดไม่มีอะไรถูกครับ ถ้าเราจะเลือกสายราคา 150, 199, 250 299 บาทในกลุ่มนี้ เพราะถ้าเราพอใจกับคุณภาพสินค้าเท่านี้และซื้อมาแล้วยังใช้งานได้ดีก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนถ้าเลือกซื้อสายที่ได้รับ MFi ราคาตั้งแต่ 500 ไปถึงพันกว่าบาทสิ่งที่เราได้รับคือมาตราฐานการผลิตแม้เรามองไม่เห็นก็ตาม ซึ่งมาถึงตรงนี้คงพอเห็นความแตกต่างข้างในแล้วนะครับว่าสายที่ขายกันถูกมาก ๆ ไม่เกิน 300 บาทดูข้างนอกก็สวยดีไม่ต่างกัน แต่ข้างในเขาลดต้นทุนการผลิตเยอะมากพอควร ไม่ใช่แค่ว่าจ่ายไฟไม่เต็มวัตต์ แต่ฉนวนกันไฟฟ้าต่าง ๆ เขาก็ไม่ใส่มาให้เราด้วย

สายที่ได้ MFi ก็มีเสียเหมือนกัน

จากที่เราทดสอบสายเกือบ ๆ 20 เส้นตามที่เห็นกันไปแล้ว เราได้ทดสอบสายอื่น ๆ นอกรอบเพิ่มเติม เราเจอสายที่ได้รับ MFi ที่เสียด้วยครับ อาการคือวัดไฟที่จ่ายออกมาได้ไม่เต็มวัตต์ เช่นเอามาชาร์จ iPad Air 2 แล้วจ่ายไฟออกมาให้แค่ 7-8 วัตต์เท่านั้นจากที่ปกติควรจะจ่ายไฟได้ 14 วัตต์ จุดนี้บอกได้แค่ว่าถ้าเราเจอคือซวยจริง ๆ

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าสายที่ซื้อมาแม้จะได้รับ MFi แต่เสียเพราะจ่ายไฟได้ไม่เต็มสเป็คไม่ใช่เสียจากภายนอกหรือชาร์จไฟไม่เข้า ทั่วไปคือไม่มีทางรู้ครับ เพราะเราก็ยังสามารถใช้งานได้ปกติเพียงแต่ไฟที่ออกมาไม่เต็มประสิทธิภาพที่ควรจะได้  ถ้าจะให้ชัวร์จำเป็นต้องมีอุปกรณ์วัดระดับวัตต์การจ่ายไฟแบบที่เราใช้หรืออุปกรณ์วัดระดับไฟฟ้าที่ดีกว่านี้ใช้วัดประสิทธิภาพการจ่ายไฟ ถ้าจะสังเกตจริง ๆ แบบไม่มีเครื่องมืออะไรเลยก็ต้องดูครับว่าสายเส้นเดิมของแอปเปิ้ล (ผมติต่างว่าทุกคนมีสายแอปเปิ้ลนะครับ) ชาร์จไฟร่วมกับอะแดปเตอร์อันที่เรามีอยู่ให้กับอุปกรณ์ของเราไฟเต็มในเวลาเท่าไหร่ แล้วสายเส้นอื่นที่เรามีใช้เวลาเท่าไหร่ ถ้าระยะเวลาต่างกันมากแบบผิดสังเกตก็เป็นได้ว่าสายชาร์จเส้นดังกล่าวมีความผิดปกติ แต่พอไปถึงร้านก็ต้องอธิบายกันยาวอีกถ้าเราไม่มีตัวเลขชัดเจนไปพิสูจน์กับพนักงานในร้าน

สรุปจากการทดสอบสาย Lightning จำนวน 12 ยี่ห้อ 18 เส้นน่าจะทำให้ทุกคนเห็นภาพนะครับว่าเงินที่เราจ่ายไปเราจะได้อะไรกับมา ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า ความทนทาน ระยะเวลาที่ใช้งานได้ไม่พังง่าย ชาร์จไฟได้บ้างไม่ได้บ้าง เหล่านี้อยู่ที่คุณเลยว่าพอใจจ่ายที่ระดับราคาไหน

จากที่ทดสอบสาย Lightning ทั้งหมด เราชอบ

  • Energea – AluBlaze ชอบในเรื่องฟีเจอร์
  • Gosh – Lynk Cable ความคุ้มค่าและน่าจะทนทาน
  • Innergie – เป็นสายยาว 3m ที่ดูถึกและทนมาก
  • Ye!! – แกะออกมาแล้วข้างในปราณีตกว่าของแอปเปิ้ลเองเสียอีก
  • Miraitec – เซอร์ไพรส์เรื่องราคาว่าเป็นสายที่ได้ MFi ราคาถูกมาก

 

lightning-cables-performance-test_13-1

 



You May Also Like:

สายชาร์จ Fuse Chicken – Armour Charge แกร่งทั้งเส้น และ Lifetime Warranty อีกด้วย

สำหรับ Fuse Chicken ชื่อนี้จริง ๆ แล้วเราเคยรีวิวแสตนด์จับ iPad ไปเมื่อปีก่อน มาครั้งนี้ Fuse Chicken กลับมาพร้อมกับสายชาร์จหัว Lightning ที่แกร่งทั่วทั้งเส้น พร้อมการรับประกันแบบ Lifetime Warranty ..

Energea – NyloTough สายชาร์จที่กล้ารับประกันนาน 5 ปี

ตามปกติสายชาร์จหัว Lightning ที่เราใชักันการรับประกันมาตรฐานคือ 1 ปี แต่ Energea - NyloTough เขากล้ารับประกันนาน 5 ปีเลยทีเดียว แถมราคาไม่ได้สูงไปกว่ายี่ห้ออื่นด้วย ..

สายชาร์จ Lightning จาก Power Support

ชื่อ Power Support เราจะคุ้นกับว่าเป็นยี่ห้อเคสที่อยู่คู่กับ iPhone มาหลายปี ตอนนี้ Power Support เขาเริ่มทำสายชาร์จ Lightning ออกมาด้วย หน้าตาเป็นยังไงไปดูพร้อม ๆ กัน ..

Share

Tweet

Email