รีวิว : iPhone 6s

รีวิว : iPhone 6s

ปีนี้แอปเปิ้ลออก iPhone 6s และ iPhone 6s Plus ตามความคาดหมาย ในไทยกำลังจะเริ่มขายแล้ว ลองมาดูกันว่า iPhone 6s ปีนี้มีอะไรดีไม่ดีกันบ้าง

สำหรับ iPhone 6s ที่ออกมาในปี้นี้รูปร่างหน้าตายังคงยึดกับดีไซน์ของ iPhone 6 เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยปีนี้เป็นปีแรกที่แอปเปิ้ลทำโทรศัพท์สีชมพูดให้กับรุ่นท็อป (ก่อนหน้านี้เคยมีสีชมพูกับ iPhone 5c ไปแล้ว) โดยสีชมพูที่ว่าแอปเปิ้ลเรียกว่าเป็น Rose Gold ซึ่งเอาจริง ๆ ตัว Rose Gold พอแกะกล่องออกมาสีมันไม่กระเดียดไปทางสีทองหรือทองแดงเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นเฉดสีชมพูเสียมากกว่า ซึ่งนอกจากสี Rose Gold ก็ยังมีสีเดิมอีก 3 สีเช่นเดิมได้แก่สีเงิน, สีทอง และสีเทาสเปซเกรย์

เครื่องสีชมพูกับเครื่องสีทองเวลาดูรูปถ่ายจากเว็บต่าง ๆ จะเห็นว่าเดี๋ยวทำไมสีดูจืดเดี๋ยวอีกเว็บถ่ายมาสีดูเข้ม อันนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแสงด้วยครับ ผมลองถ่ายมาหลาย ๆ มุมเพื่อให้เห็นว่าเครื่องสีชมพู (iPhone 6s) กับเครื่องสีทอง (iPhone 6) เวลาแสงที่กระทบต่างกันสีที่เราเห็นก็จะต่างไปด้วย

สำหรับสเป็คเครื่อง iPhone 6s ถือว่าปรับปรุงพอควร อย่างซีพียูมาใช้ชิป A9 ที่แรงขึ้นกว่า A8 มากพอควรและแรมในเครื่องแอปเปิ้ลใส่มาให้ 2GB จุดนี้หลายคนปลื้มกันมากเพราะการมีแรมเยอะช่วยลดอาการรีโหลดหน้าเว็บที่เปิดค้างไว้ได้มากพอสมควร ส่วนอื่น ๆ ที่มีปรับปรุงก็จะเป็นเรื่องกล้องด้านหลังปรับจากเดิม 8 ล้านพิกเซลเป็น 12 ล้านพิกเซล และกล้องด้านหน้าจาก 1.3 ล้านพิกเซลเป็น 5 ล้านพิกเซลและมีไฟแฟลชด้านหน้าด้วย ส่วนวิดีโอมีการปรับให้ถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้ด้วย ฟีเจอร์ใหม่จริง ๆ ของ iPhone 6s น่าจะเป็น 3D Touch ที่เป็นการปรับมาจาก Force Touch ใน Apple Watch ให้มีความสามารถที่ดีขึ้น เรามาไล่ดูกันไปทีละอย่างว่าเป็นยังไงกันบ้าง

ตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียมที่แข็งขึ้น แอปเปิ้ลเปลี่ยนอลูมิเนียมจากซีรีย์ 6000 ใน iPhone 6 ที่โดนต่อว่าเรื่องว่าพอทำเครื่องบางมาก ๆ ก็กลายเป็นว่าเครื่องงอง่ายไปซะอีก พอมาเป็น iPhone 6s แอปเปิ้ลเปลี่ยนเกรดวัสดุมาเป็นอลูมิเนียมซีรีย์ 7000 แบบเดียวกับที่ใช้ใน Apple Watch Sport ที่มาความแข็งแกร่งมากขึ้น เรื่องนี้มีคลิปวิดีโอของต่างประเทศทดสอบให้เห็นกันเยอะมาก ผลออกมาคือตัวบอดี้อลูนิเนียมของ iPhone 6s แกร่งขึ้นจริง

ชิป A9 และแรม 2GB – แรงขึ้น เร็วขึ้น 

ในส่วนของชิป A9 ที่อยู่ใน iPhone 6s (รวมถึงใน iPhone 6s Plus) แอปเปิ้ลยังคงทำชิปแบบ Dual-Core ยังไม่ขยับไปเป็น Quad-Core ความเร็ว 1.85 GHz วัดผลด้วยแอป Geekbench 3

 

ตัวเลขที่ออกมามากกว่า iPhone 6 มากพอควร โดยการมีเครื่องแรงขึ้นก็หมายถึงว่าสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้ฉับไวขึ้นนั้นเอง ส่วนแรมที่มีมาให้ 2GB อันนี้ยิ้มกันเลยเพราะการมีแรมมากขึ้นช่วยให้เวลาที่เราสลับแอปไปมาแอปจะมีการรีโหลดตัวเองน้อยลง เช่นใน Safari จังหวะแค่สลับหน้าเว็บไปมาในเครื่องรุ่นเดิมเรายังเจอว่าหน้าเว็บรีโหลดใหม่อยู่บ่อย ๆ ไม่ต้องพูดถึงว่าสลับแอปไปมาที่เวลากลับมา Safari โหลดใหม่ตลอด ๆ

iphone-6s_03

“ความแรงที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เห็นผลชัดอะไรนักถ้าเราใช้งานแอปทั่วไป”

มีแรมเยอะขึ้นแล้วจะไม่ต้องรีโหลดหน้าเว็บใหม่หรือโหลดแอปใหม่รึเปล่า ก็ต้องตอบตามจริงว่าไม่จริงไปทั้งหมด การมีแรมเยอะแค่ขยายขอบเขตการอช่วงที่จะต้องรีโหลดให้นานขึ้นกว่าเดิม เช่นว่าก่อนหน้านี้เคยเปิดหน้าเว็บในซาฟารีได้ 5-6 หน้าเว็บพอสลับไปมาก็รีโหลดหน้าเว็บแล้วเสียอารมณ์ พอมีแรม 2GB เปิด 5-6 หน้าเว็บอาการรีโหลดแทบไม่มีสลับไปสลับมาอ่านได้เลย แต่ถ้าเปิดหน้าเว็บเยอะขึ้นเช่น 15-20 เว็บ อันนี้เวลาสลับไปมาก็อาจจะมีอาการรีโหลดหน้าเว็บอยู่เช่นเดิมเพราะมีการเรียกใช้แรมมากขึ้น ส่วนการสลับแอปไปมา เช่น กำลังเขียนโพสใน Facebook หรือกำลังเขียนแคปชั่นรูปใน Instagram ต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่าแอปประเภทนี้มีการรีโหลดตัวเองแบบอัตโนมัติอยู่ตลอดเวลา เช่นว่าแอปประมวลผลแล้วว่ามีโพสใหม่มาแล้วฉันก็รีโหลดมารอให้เจ้าของเครื่องได้อ่านเลยอัตโนมัติ ฉะนั้นถ้ามีการทิ้งช่วงประมาณหนึ่งแอปจะมีการรีโหลดคอนเท้นท์ใหม่อัตโนมัติไม่ได้เกี่ยวกับว่าไหนบอกมีแรมเยอะแล้วจะไม่รีโหลดนะครับ

ภาพรวมเท่าที่ได้ใช้และทดสอบด้านประสิทธิภาพของชิป A9 ใน iPhone 6s พร้อม ๆ กับ iPhone 6 และ iPad Air 2 ต้องบอกว่าประสิทธิภาพทำได้สูสีกับ iPad Air 2 ความแรงที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เห็นผลชัดอะไรนักถ้าเราใช้งานแอปทั่วไปอย่าง Facebook, Instagram, Twitter ซึ่งแอปพวกนี้ไม่ได้ต้องการประสิทธิภาพเครื่องระดับ iPhone 6s ก็ใช้งานได้ลื่น ๆ แล้ว ที่จะเห็นผลชัดจะเป็นแบบที่ต้องการ การประมวลผลที่แรงอาทิ iMovie หรืออย่างเกมที่มีกราฟิกสวย ๆ พวกนี้ได้เครื่องที่ประสิทธิภาพดีกว่าย่อมทำงานและประมวลผลได้เร็วกว่าอยู่แล้ว

กล้องถ่ายรูป

 

iPhone 6s ปรับสเป็คกล้องด้านหลังมาเป็นความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ถามว่าดีขึ้นจาก 8 ล้านพิกเซลใน iPhone 6 แค่ไหน ตอบตรง ๆ ว่าไม่เห็นผลชัดเจนว่าดีขึ้นแบบสังเกตได้ครับ จาก 8 ล้านเป็น 12 ล้านพิกเซลภาพที่ถ่ายจากทั้งคู่แยกความแตกต่างแทบไม่ออก ความชัดใสของภาพก็เอามาจ้องเทียบกันก็ไม่ได้รู้สึกว่าต่างกันครับ รายละเอียดของภาพก็ไม่ได้ต่างอะไรกันแบบชัดเจน โดยรวมสำหรับกล้องถ่ายรูปด้านหลังของ iPhone 6s ถือว่าเป็นการพัฒนาแบบปรับแบบเป็นพิธี ไม่ได้มีความต่างอะไรกับรุ่นเดิม

สำหรับกล้องด้านหน้าของ iPhone 6s ปรับจาก 1.3  ล้านในรุ่นก่อนหน้ามาเป็น 5 ล้านพิกเซล อันนี้เห็นผลชัดเจอว่าภาพที่ได้ดีขึ้น โดยกล้องด้านหน้าใน iPhone 6s แอปเปิ้ลใส่ไฟแฟลชสำหรับถ่ายรูปกลางคืนมาให้ด้วย แต่ไม่ได้ใส่มาแบบเป็นดวงไฟเหมือนแฟลชด้านหลัง แต่ใช้แสงสว่างจากหน้าจอโทรศัพท์เป็นไฟแฟลช โดยแอปเปิ้ลเคลมว่าแสงสว่างที่ออกมาจากหน้าจอโทรศัพท์เวลาใช้เป็นแสงไฟแฟลชมีกำลังความสว่างมากกว่าปกติ 3 เท่า

จากที่ลองเรื่องนี้ระยะทำการแสงแฟลชอยู่ราว ๆ ไม่เกินช่วงแขนของเราครับ ยื่นไปสุดแขนแสงแฟลชก็ยังยิงเข้าหน้าได้อยู่ ส่วนความธรรมชาติจากแสงหน้าจอจะแข็ง ๆ ไม่นวลเหมือนไฟแฟลชด้านหลังที่มีเป็น Dual-Tone

 

โดยรวมเรื่องกล้องถ่ายรูปไม่ได้รู้สึกว่าความละเอียด 12 ล้านพิกเซลต่างไปจาก 8 ล้านพิกเซลของเดิม ตัวเซ็นเซอร์รับภาพที่แอปเปิ้ลบอกว่าปรับปรุงใหม่ เห็นผลน้อยมากครับ ใครที่หวังว่าเรื่องกล้องถ่ายรูปจะดีขึ้นกว่า iPhone 6 ขอบอกว่าอย่าไปคาดหวังอะไรมากนัก ส่วนกล้องด้านหน้าอันนี้ต้องชมจริงที่ทำไฟแฟลชแบบที่คาดไม่ถึงออกมา ส่วนความละเอียด 5 ล้านพิกเซลของกล้องด้านหน้าถือว่าดีขึ้นมากกว่าเดิมชัดเจน

iphone-6s_10-1

Live Photo

 

ฟีเจอร์ใหม่เกี่ยวกับรูปถ่ายใน iPhone 6s คือ Live Photo เป็นการถ่ายภาพที่เราสามารถมากดดูภายหลังให้ภาพเคลื่อนไหวได้ เหมือนที่เราเห็นในหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ภาพในหนังสือพิมพ์ขยับไปมาได้ประมาณนั้น โดยหลักการถ่ายรูป Live Photo จะทำการบันทึกเป็นวิดีโอสั้น ๆ ก่อนที่เราจะกดถ่ายรูปนิดหน่อยครับ เพื่อให้ตอนที่เรามากดดูภาพที่ได้จะมีการขยับทั้งแต่ก่อนเรากดชัตเตอร์ถ่ายรูปเล็กน้อย โดยเวลาเราดูรูปที่เป็น Live Photo ก็ให้กดที่หน้าจอแรงกว่าปกติเพื่อให้ภาพขยับไปมา ทั้งนี้แอปเปิ้ลเตรียมรูปที่เป็น Live Photo ในเครื่องมาให้เป็นเซ็ทปลากัด 6 รูปและรูปที่เหมือนเรากวนสีในน้ำอีก 3 รูปด้วยกัน

ตอนปรับโหมดมาถ่ายรูปแบบ Live Photo การทำงานของกล้องจะเหมือนกับการถ่ายวิดีโอนะครับ จุดนี้ถ้าไม่ได้ยินเสียงชัตเตอร์ตอนถ่ายรูปก็ไม่ต้องแปลกใจเครื่องคุณไม่ได้เสียแต่อย่างใด

ถ่ายวิดีโอ 4K

 

หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับเรื่องการบันทึกวิดีโอแบบ 4K ที่มีความละเอียดมากกว่า 1080p ถึง 4 เท่า แนวทางของวิดีโอมาทางนี้แอปเปิ้ลก็ต้องตามมาด้วย

สำหรับ iPhone 6s มีสเป็คเกี่ยวกับการถ่ายวิดีโอดังนี้

  • 720p @ 30fps
  • 1080p @ 30fps
  • 1080p @ 60fps
  • 4K @ 30fps

และสโลโมชั่น

  • 720p @ 240fps
  • 1080p @ 120fps

ในการใช้งานจริงการถ่ายวิดีโอแบบ 4K บนโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีผลทั้งดีหลายอย่าง อย่างแรกสุดเลยคือภาพที่ได้มีความคมชัดและละเอียดสุด ๆ แม้เราไม่ได้ใช้งานตัวไฟล์ 4K แท้ ๆ แต่เวลาเอามาบีบลงเหลือ 1080p ขอบอกว่าภาพที่ได้คมชัดมาก เรียกว่าคมกว่าวิดีโอ 1080p แท้ ๆ จากกล้อง DSLR เสียอีก (เรื่องนี้เวลาไปเห็นวิดีโอเปรียบเทียบต้องแยกแยะนะครับว่าคนที่ทำเปรียบเทียบเขาต้องการสื่อความคมของภาพ ไม่ใช่ว่าจะเอามาสู้กับ DSLR  เพราะยังไงกล้องมือถือก็สู้กล้อง DLSR ไม่ได้อยู่แล้วทั้งเรื่องเซ็นเซอร์ เรื่องเลนส์ เรื่องการรับแสง ฯลฯ)

 

จากที่ได้ลองบันทึกวิดีโอแบบ 4K อยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่ได้ iPhone 6s มาใช้งานเหมือนทุกขลาภครับ คือมีคือดีใช่ครับ แต่เวลาจะนำไปใช้งานมีหลายสิ่งที่ควรพะวงสักนิด ตั้งแต่พื้นที่ในเครื่องว่ามีเท่าไหร่ เพราะตามที่แอปเปิ้ลบอกไฟล์ 4K แค่ 1 นาทีใช้พื้นที่ถึง 375MB เรียกว่าถ่ายแค่ 3-4 นาทีใช้พื้นที่ในเครื่องไปแล้ว 1GB ครับ ใครจะเน้นถ่าย 4K ควรซื้อรุ่น 64GB หรือ 128GB ครับ รุ่น 16GB ไม่แนะนำอย่างยิ่ง

ประการต่อมาถ้าคุณต้องการอัพโหลดวิดีโอ 4K ขึ้น YouTube จาก iPhone ทันทีปัจจุบันต้องทำผ่าน iMovie for iOS  โดยจุดนี้ในแอป Photo จะมีให้เลือกอัพโหลดสูงสุดแค่ 1080p เท่านั้น ว่ากันตามตรง 1080p แค่อัพโหลดจาก iPhone ถ้าไฟล์ยาวมากหน่อยก็นานมากแล้วครับไหนจะเรื่องการรับประทานแบตเตอรี่ระหว่างอัพโหลดอีก และที่สำคัญอีกอย่างคือดาต้า 3G ของเรายิ่งถ้าไฟล์ใหญ่ 3G/4G หมดเร็วขึ้นแน่นอน ลองคิดภาพว่าถ้าเป็นไฟล์ 4K ความยาว 3 นาทีขนาดไฟล์ร่วม 1GB ตอนอัพโหลดจากโทรศัพท์มือถือจะนานขนาดไหน

ถัดมาเรื่องการรับชมไฟล์ 4K ที่ผมขออ้างอิงจาก YouTube นะครับ ปัจจุบันแอป YouTube บน iOS ยังไม่มีตัวเลือกความละเอียด 4K ครับ ตัวเลือกสูงสุดในปัจจุบันคือ 1080p (บน iPhone 6/6s ตัวเลือกสูงสุดคือ 720p) ทำให้การรับชมวิดีโอ 4K บน YouTube แบบคมกริบบาดตาบน iPhone/iPad ในปัจจุบันเป็นไปไม่ได้เลย การรับชมไฟล์ 4K ผ่าน YouTube หลัก ๆ จะต้องดูบนคอมพิวเตอร์ที่จะมีตัวเลือกถึงระดับ 8K ให้เลือก ซึ่งก็ต้องมาดูด้วยว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเล่นไฟล์ระดับ 4K 8K ไหวหรือไม่

การรับชมผ่านเครื่องโทรทัศน์จึงเป็นทางออกสำหรับการรับชม 4K ซึ่งโทรทัศน์ที่ใช้ก็ต้องเป็นความละเอียด 4K ด้วยจึงจะเห็นความคมที่ว่า เพราะถ้าสตรีมผ่าน Apple TV ก็จะถูกบีบลงเป็น 1080p

 

4K แม้ปัจจุบันจะค่อย ๆ เป็นที่รับรู้กันแล้วว่าคือวิดีโอคมชัดมาก ๆ แต่ก็ยังไม่ได้แพร่หลายนัก จะเรียกว่าตอนนี้ 4K เป็นอนาคตก็พอได้ เพราะทุกอย่างรอบตัวส่วนใหญ่ยังรองรับแค่ 1080p กันอยู่เลย ไม่ต้องนับการดูวิดีโอ YouTube บนโทรศัพท์มือถือที่พอกดดูแล้วความละเอียดอัตโนมัติมายังไงก็ดูแบบนั้น น้อยคนที่จะปรับความละเอียดเป็นแบบเป๊ะ ๆ 720p หรือ 1080p ตั้งแต่เริ่มดู

 

โดยรวมสำหรับการถ่ายวิดีโอ 4K คุณต้อง Geek จริง ๆ ถึงจะรู้ว่าไฟล์ 4K ดีและมีประโยชน์ยังไง ซึ่งคนทั่วไปในตอนนี้ยังงง ๆ กันอยู่เลยว่า 4K คืออะไร รู้แค่ว่าทีวีรุ่นใหม่ ๆ แปะสติ๊กเกอร์ว่า 4K คนขายก็บอกว่าภาพมันจะชัดขึ้น แต่จริง ๆ แล้วมีหลายปัจจัยมากในการรับชมภาพคมบาดตา 4K สิ่งสำคัญในการถ่ายวิดีโอ 4K คือจำเป็นต้องเลือก iPhone 6s รุ่นที่มีพื้นที่ 64 หรือ 128GB ไม่อย่างนั้นถ้าคุณเลือกรุ่น 16GB แล้วมาเน้นใช้ถ่ายวิดีโอ 4K พื้นที่ในเครื่องไม่พอบันทึกวิดีโอแน่นอน

 

แล้วแบบนี้เรื่องบันทึกวิดีโอจะไปในทางไหนต่อ ? ถ้าให้เดาทางของความสามารถการถ่ายวิดีโอของ iPhone รุ่นต่อ ๆ ไปก็น่าจะปรับปรุงเรื่องวิดีโอ 4K ขึ้นไปเป็น 4K @ 60fps ในอนาคต ซึ่งก็จะต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากกว่าตอนนี้อีกเท่าตัว

3D Touch

แอปเปิ้ลเพิ่มความสามารถ Force Touch แบบเดียวกับที่มีใน Apple Watch มาให้ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus แต่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นและเรียกเป็นชื่อใหม่ว่า 3D Touch หลักการใช้งานเจ้า 3D Touch คือกดหน้าจอลงไปแรงหน่อย ไม่ใช่แค่แตะ ๆ นะครับ ถ้าเรากดเหมือนแตะปกติจะกลายเป็นโหมดดุ๊กดิ๊กที่ไอคอนจะสั่น ๆ ไปแทน โดยการกดใช้ฟีเจอร์ 3D Touch ของแต่ละแอปก็ต่างกันไป

 

สำหรับแอปที่รองรับฟีเจอร์ 3D Touch เบื้องต้นคือกลุ่มแอปของแอปเปิ้ลเกือบทุกแอป โดยเมื่อใช้นิ้วกดแบบแรงมากหน่อยที่ไอคอนแอปอย่าง Safari, Camera, Photos, Phone ฯลฯ จะมีเมนูช็อตคัทของแต่ละแอปขึ้นมาให้เราเลือก กดที่ไอคอนกล้องถ่ายรูปก็จะมีช็อตคัท ถ่ายรูปเซลฟี่, ถ่ายวิดีโอ, ถ่ายสโลโมชั่น และถ่ายรูปนิ่ง มาให้เลือก หรือกดที่ไอคอน Safari จะมีช็อตคัท Show Reading List, Show Bookmark, New Private Tab และ New Tab มาให้เลือก

“เราต้องการคลิกขวาบนโทรศัพท์มือถือด้วยเหรอ? “

โดยรวมสำหรับการกดที่ไอคอนแรงหน่อยเพื่อเรียกเมนูช็อตคัทขึ้นมา เหมือนเราคลิกขวาที่แทรคแพดหรือที่เมาส์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งในจุดนี้ยังมีคำถามอยู่ในหัวว่าเราต้องการคลิกขวาบนโทรศัพท์มือถือด้วยเหรอ?  บางอย่างที่เรากดช็อทคัตเพื่อเลือกแทบไม่ต่างกับกดเข้าตัวแอปแล้วเลือกเลย อย่างกรณีกล้องถ่ายรูป ถ้าต้องการถ่ายรูป กดเพื่อให้มีช็อตคัท (กดครั้งที่ 1) กดเลือกถ่ายรูปนิ่ง (กดครั้งที่ 2) ต่างกันตรงไหนกับการกดที่ไอคอนกล้องถ่ายรูป (กดครั้งที่ 1) แล้วก็เข้าสู่หน้าจอเตรียมพร้อมถ่ายรูปเลย เป็นต้น

สำหรับแอปอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของแอปเปิ้ลก็เริ่มทำรองรับ 3D Touch บาง เช่น Facebook , Tweetbot ที่เวลากดแรงที่ไอคอนจะมีเมนูช็อตคัทโผล่มาเหมือนกัน

ในส่วนที่ 3D Touch ทำได้ดีกว่าแค่ทำหน้าที่คลิกขวาเรียกเมนูช็อตคัทน่าจะเป็นข้างในแต่ละแอปที่รองรับการใช้ Peek & Pop หลักการคือเวลาเจอลิงค์หรือดูอีเมลเรากดหน้าจอแรงมากหน่อยค้างไว้แบบนั้นเพื่อ ‘แอบดู’ เว็บจากลิงค์ดังกล่าวหรือข้อความหรืออีเมลก่อนที่จะดูจริง โดยการแอบดูก็แอบดูจริง ๆ ครับ คุณไม่สามารถที่จะเลื่อน ๆ หน้าจอได้ถ้าข้อความยาวหรือหน้าเว็บยาว แล้วถ้าเกิดอยากดูอยากอ่านจริงก็ใช้นิ้วโป้งที่เรากดค้างไว้ย้ำหน้าจอลงไปอีกทีก็จะเป็นการเปิดหน้าเว็บ เปิดอ่านข้อความ เปิดอ่านอีเมล จริง ๆ …ดูวุ่นวายดีนะครับ

แถมด้วยว่าขณะแอบดูแล้วเราปล่อยนิ้วที่กดค้างไว้ไอ้ที่เรากำลังแอบดูก็หายไปอีกด้วย กลายเป็นต้องมากดแอบดูใหม่อีกครั้ง…เพื่อ?

 

เท่าที่ได้ใช้ Peek & Pop เหมือนจะมีประโยชน์แต่ก็ไม่ครับ เพราะจำนวนการกดเข้าไปแอบดูข้อความหรืออีเมลก่อนก็ไม่ต่างอะไรกับขั้นตอนปกติที่เราแตะเข้าไปอ่านข้อความหรืออีเมลตามปกติ หนำซ้ำกดแอบดูเสร็จ (กดครั้งที่ 1) อยากอ่านเต็มต้องย้ำนิ้วอีก (กดครั้งที่ 2) อ่านเสร็จกดที่ปุ่มมุมบนซ้ายเพื่อกลับหน้าจอก่อนหน้า (กดครั้งที่ 3) ดูเหมือนซ้ำซ้อนนะครับ เพราะการกดดูปกติคือ เข้าอีเมล เห็นอีเมลที่ต้องการอ่าน กดอ่านอีเมล (กดครั้งที่ 1) อ่านเสร็จกดที่ปุ่มมุมบนซ้ายเพื่อกลับหน้าจอก่อนหน้า (กดครั้งที่ 2) กลายเป็นดูข้อความดูอีเมลแบบปกติเร็วกว่า ไม่ต้องมีขั้นตอนเพิ่ม

 

สิ่งที่ผมโอเคไม่ถึงกับชอบหรือปลื้มมากของ Peek & Pop คงเป็นกดเพื่อดูลิงค์เว็บนิดหน่อยขี้เกียจเสียเวลากดเข้าไปดูทั้งหมดในตอนแรก ซึ่งตอนนี้ถ้าไม่นับแอปของแอปเปิ้ลเอง ที่ผมใช้งานอยู่แล้วรองรับฟีเจอร์นี้ก็มีแค่ Tweetbot , Instagram ส่วน Facebook ยังไม่รองรับการใช้ Peek & Pop ในแอป

แบตเตอรี่

สำหรับแบตเตอรี่ของ iPhone 6s คงได้เห็นจากข่าวกันไปบ้างแล้วว่ามีปริมาณน้อยกว่าใน iPhone 6 นิดหน่อย ในส่วนนี้ผมชอบที่แอปเปิ้ลพยายามรีดพลังงานจากแบตเตอรี่ก้อนบาง ๆ และตอนนี้ก็บางลงไปอีกใช้สามารถใช้งานได้นานเท่าเดิม ส่วนที่ไม่ชอบคือเอ็งจะลดปริมาณมิลลิแอมป์ของแบตเตอรี่ไปทำไม จริง ๆ ถ้าเพิ่มปริมาณไฟมาอีกสักหน่อยน่าจะแฮปปี้กับเจ้าของเครื่องกว่าอีก

 

ในส่วนนี้ที่ได้ใช้งานไม่มีอะไรต่างไปจากตอนที่ใช้ iPhone 6 พฤติกรรมการใช้งานแบบเดิมแบตเตอรี่ก็ยังหมดในระยะเวลาเท่า ๆ เดิมไม่ต่างกัน ถ้าเป็นคนที่เพิ่งเปลี่ยนเครื่องมาจาก iPhone 4/4s, iPhone 5/5s อาจจะเห็นความแตกต่างจากเครื่องเก่ากับเครื่องใหม่ว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น แต่ถ้ามาจาก iPhone 6 ไม่เห็นความแตกต่างอะไร

ข้อควรระวังในการใช้ที่สแกนลายนิ้วมือ (Touch ID) บน iPhone 6s

 

ด้านบนไล่มาตั้งแต่ต้นผมยังไม่ได้เอ่ยถึง Touch ID หรือการสแกนลายนิ้วมือที่แอปเปิ้ลปรับปรุงใหม่ให้อ่านลายนิ้วมือได้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม ได้ใช้งานจริงเร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะมากจากเดิมที่จังหวะวางนิ้วบนปุ่ม Home เพื่อสแกนลายนิ้วมือจะมีจังหวะ 1..2 แล้วก็เข้าโทรศัพท์หรือเข้าแอป พอมาเป็น iPhone 6s ยังไม่ทันนับ 1 หมดดีก็เข้าโทรศัพท์เข้าแอปได้แล้ว ซึ่งความรวดเร็วที่ปรับปรุงขึ้นคือดี แต่บางทีเร็วมากไปก็ออกแนวรำคาญเหมือนกันเช่นว่าหยิบ iPhone 6s ขึ้นมาแล้วแค่กดปุ่ม Home เพื่อจะดูเวลาบนหน้าจอกลายเป็นกดปั๊บกลายเป็นปลดล็อคเข้าหน้า Home Screen ไปเรียบร้อย หรืออย่างกรณีจะจับภาพหน้าจอ Lock Screen ต้องหาจังหวะการกดใหม่ไม่งั้นวางนิ้วปั๊บเข้าหน้า Home Screen  ทันที

ข้อควรระวังเมื่อ Touch ID ทำงานด้วยความเร็วแสงแบบนี้ คือเวลาเข้าใช้งาน iTunes Store และ App Store อย่าเผลอกดเล่นว่าจะซื้อแอปนี้ดีมั้ยหรือไม่ซื้อดีด้วยการกดแล้วค้างหน้าต่างที่บอกให้เราสแกนลายนิ้วมือ แค่วางนิ้วไปปั๊บรับรองได้ว่าเสียเงินทันที จุดนี้ยังไงก็ระวังไว้ด้วย

โดยรวมสำหรับ iPhone 6s ถ้าไม่นับเรื่องสีชมพูฟรุ้งฟริ้ง ค่อนข้างเฉย ๆ กับการอัพเดทรุ่นนี้ครับ รุ่นห้อยท้ายตัว S ที่ผ่าน ๆ มาดูดีกว่านี้ ของ iPhone 6s สิ่งที่เป็นฟีเจอร์ใหม่อย่าง 3D Touch ดูงง ๆ ซ้ำซ้อนในเรื่องการใช้งาน ไม่ทราบได้ว่าแอปเปิ้ลจะต่อยอดความสามารถนี้ไปแบบไหนได้อีก ส่วน Live Photo ถือเป็นสีสันนิดหน่อย ส่วนสเป็คเครื่องที่ดีขึ้นมันก็ดีขึ้นทุกปีคงไม่ต้องเยินยออะไรมากนัก รวม ๆ แล้วเป็นการอัพเดท iPhone ที่เฉย ๆ มากสำหรับผม

iPhone 6s

จุดสังเกต

  • บอดี้อลูมิเนียมแข็งแรงขึ้นกว่ารุ่นเดิม
  • ปุ่ม Touch ID ทำงานเร็วมากควรระวังตอนกดใช้ใน App Store
  • กล้อง 12 ล้านพิกเซลไม่ได้มีความต่างจาก 8 ล้านพิกเซลในรุ่นก่อนหน้า
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้แต่ควรระวังเรื่องพื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่องว่ามีพอหรือไม่
  • 3D Touch เฉย ๆ ยังไม่โดน
  • Peek & Pop ดูซ้ำซ้อนในการใช้งานจริง


kangg

You May Also Like:

แอปเปิ้ลออกโปรแกรมให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ iPhone 6s ที่มีปัญหาที่มีอาการดับเองไม่ทราบสาเหตุ (ฟรี)

แอปเปิ้ลออกประกาศเกี่ยวกับ iPhone 6s ที่มีปัญหาใช้ ๆ อยู่เครื่องดับเองโดยไม่ทราบสาเหตุให้นำมาเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ฟรี โดยระบุว่าเป็นเครื่องที่ผลิตในช่วงเดือน ก.ย. - ต.ค. 2015 มีจำนวนไม่เยอะมากนัก ..

[ประชาสัมพันธ์] TrueMove H จัดเต็มออกโปรโมชั่น iPhone 6s / iPhone 6 / iPhone SE ราคาสบาย ๆ

แม้ iPhone 7 จะเปิดตัวมาแล้ว แต่ใช่ว่า iPhone รุ่นอื่นจะไม่น่าสนใจ เพราะรุ่นใหม่ออกมา ราคา iPhone 6s / iPhone 6 / iPhone SE ก็ต้องลดราคาลงด้วย ซึ่ง TrueMove H จัดโปรโมชั่น พร้อมราคาผ่อนเบา ๆ  ..

แอปเปิ้ลลดราคา iPhone 6s และ iPhone SE

จากที่ iPhone 7 เปิดตัวเป็นทางการตอนนี้ iPhone 6s และ iPhone SE ได้มีการปรับราคาลงแล้ว ..

Share

Tweet

Email