รีวิว : ลำโพง JBL – Charge 2+ และ Flip 3

รีวิว : ลำโพง JBL – Charge 2+ และ Flip 3

ได้รับลำโพงไร้สายของ JBL มาสองรุ่นได้แก่รุ่น Charge 2+ และ Flip 3 ทั้งสองรุ่นมีจุดที่เราชอบและไม่ชอบคนละแบบ มาติดตามอ่านและดูวิดีโอไปพร้อม ๆ กันครับ

ในกลุ่มของลำโพงไร้สายปัจจุบันคงไม่ตื่นเต้นกันแล้วเพราะทำเป็น Bluetooth กันหมด แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือหลายยี่ห้อเน้นมาทำลำโพงให้ขนาดเล็กลงพอที่จะหยิบจับใส่ไปวางตรงไหนก็ได้โดยไม่รู้สึกว่าหนักรวมถึงเอาไปใส่ในกระเป๋าพาไปไหนต่อไหนได้ด้วยบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ซึ่ง JBL ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ผมคิดว่าเขาทำออกมาแนวทางนี้ เพราะลำโพงทั้งรุ่น Charge 2+ และรุ่น Flip 3 ทำออกมาขนาดไม่ใหญ่ให้รู้สึกว่าสามารถพกออกไปกับเราได้ด้วย

โดย JBL – Charge 2+ เป็นการต่อยอดของรุ่น Charge ที่ค่อย ๆ ทำดีขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งนี้ก็เช่นกันตัวเครื่องเป็นส่วนผสมระหว่างพลาสติกและยางและมีแผงด้านหน้าที่เป็นช่องลำโพงที่ลองเคา ะ ๆ ดูแล้วน่าจะเป็นโลหะ สำหรับเสียงดีขึ้นเสียงดูกระชับมากขึ้น ขนาดลำโพงและหน้าตาไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนหน้า แบตเตอรี่ในตัวเครื่องที่สามารถใช้ชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ด้วยังคงมีมา 6,000 มิลลิแอมป์เช่นเดิมสามารถใช้ชาร์จ iPhone 6/6s ได้ 2 ครั้งเต็ม ๆ แล้วก็เหลือแบตเตอรี่อีกนิดหน่อยในตัวลำโพง

ด้านเสียงของ JBL – Charge 2+ เทียบจากขนาดตัวก็ต้องบอกว่าให้เสียงต่ำเสียงเบสที่แน่นดีทีเดียว ความกังวาลของเสียงเมื่อเปิดดังมากหน่อยถือว่าทำได้ดีซาวด์สเตจกว้างพอควร รายละเอียดเสียงทำได้ดี ผมเอามาต่อกับ iPad ดูหนังด้วย พวกเสียงเล็กเสียงน้อยในหนังมาให้ได้ยินชัดเจนดี ส่วนเวลาฟังเพลงผมชอบแน่น ๆ ประมาณนี้นะ แต่เอาไปให้เพื่อนฟังกลายเป็นรู้สึกว่าเสียงต่ำเยอะมากไปหน่อยไม่พลิ้วเท่าไหร่ จุดนี้อยู่ที่สไตล์แล้วครับว่าเราชอบแบบไหน

ถัดมา JBL – Flip 3 แค่เห็นสีลำโพงที่ได้มาก็แบบว่าวัยรุ่นมาก (^_^) โดยสีลำโพงที่ได้มาเป็นสีชมพู ซึ่ง Flip 3 ก็มีสีอื่นให้เลือกอีกเหมือนกัน ตัวเครื่อง JBL – Flip 3 วัสดุที่เห็นเป็นตาข่าย ๆ เหมือนจะเป็นไนล่อนถักล้อมเอาไว้เกือบทั้งเครื่อง ส่วนที่เหลือจะเป็นยาง บริเวณที่ช่องชาร์จไฟทำมาเป็นฝาปิดแน่นหนาดีทีเดียวโดยบริเวนขอบ ๆ ช่องดังกล่าวก็จะมีซีลยางกันน้ำไว้ด้วย ปุ่มกดต่าง ๆ ของ BL- Flip 3 จะเป็นปุ่มนูนขึ้นมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย แต่ประเด็นคือปุ่มเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องเวลาจะมองปุ่มก็เลยมองยากไปหน่อยสำหรับ JBL – Flip 3 มีแบตเตอรี่ในตัวก็จริง แต่ไม่ได้มีช่องให้เสียบสาย USB เพื่อไปชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์อื่นนะครับ จุดนี้ก็เลยทำให้น้ำหนักของ JBL – Flip 3 เบากว่า Charge 2+ พอสมควร

ขนาดของ JBL – Flip 3 เอามาวางเทียบกับ Charge 2+ ก็จะเห็นว่าขนาดเล็กกว่านิดหน่อย เรื่องเสียงของ JBL – Flip 3 พอฟัง Charge 2+ มาก่อน แล้วมาฟังตัวนี้มันคนละแบบเลยทีเดียว โดยเสียงของ JBL – Flip 3 เสียงเบสจะบางกว่า Charge 2+ พอสมควร แนวเสียงก็เลยออกมาโปร่งโล่งกว่า ซึ่งตัวผมชอบเจ้า Charge 2+ กว่า แต่เพื่อนที่นั่งฟังอยู่ด้วยกันก็กลับมาชอบ JBL – Flip 3 กว่านิดหน่อยต้องที่เสียงเบสไม่แน่นเกินไป คือเสียงเบสเสียงต่ำมีอยู่นะครับ แต่จะไม่แน่นไม่ลึกมากเท่าไหร่ บุคลิกเสียงของ JBL – Flip 3 เสียงจะแหลมกว่าแข็งกว่า Charge 2+ แบบชัดเจน ซึ่งถ้าเอามาฟังเดี่ยว ๆ ไม่มีตัวเปรียบเทียบก็จะไม่ได้รู้สึกอะไรมากก็จะเป็นประมาณว่า

การใช้คุยโทรศัพท์ของลำโพงทั้ง 2 รุ่นอยู่ในระดับกลาง ๆ ซึ่งระยะจากลำโพงกับปากเราไม่ควรห่างกันมาก ระยะหวังผลไม่เกิน 30-50 เซนติเมตรโดยประมาณ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งที่ทดสอบผมเองก็เดินไปเดินมาทำนู้นนี่อยู่ในห้องทำให้คู่สนทนายิ่งได้ยินเสียงไม่ถนัดเท่าไหร่เพราะเดี๋ยวก็เดินออกไปไกลลำโพง เดี๋ยวก็เดินเข้ามาใกล้ลำโพง

ทั้งคู่เป็นลำโพงกันน้ำได้ระดับน้ำกระเซ็นใส่ กันเหงื่อได้ด้วย แต่เราลองเยอะกว่านั้น

ทั้ง JBL – Charge 2+ และ Flip 3 ตามที่กล่องระบุมาด้วยว่ากันน้ำแบบ Splash proof เจอแบบนี้ขอลองหน่อยว่ามันกันได้แค่ไหนเชียว เราเลยหาลำโพงทั้งคู่ไปอาบน้ำกันนิดหน่อย (ไม่แนะนำให้ทำตามนะครับ) ทั้งคู่ผมนำไปอยู่ใต้ก๊อกน้ำก็เปิดน้ำใส่อยู่พักใหญ่ ซึ่งนอกเหนือจากที่เห็นในวิดิโอแล้ว ก็มีการนำลำโพงไปอาบน้ำอีก 2 รอบ แล้วก็นำมาใช้งานต่อ ทั้งคู่ยังใช้งานได้ปกติ ซึ่งระดับการกันน้ำแบบ Splash proof ที่อยู่ข้างกล่องกันน้ำได้หายห่วงไม่มีปัญหาแน่นอน

ข้อสังเกตเล็กน้อยสำหรับ JBL – Charge 2+ ด้วยความที่ช่องต่อด้านหลังไม่มีฝาปิดมาเหมือนกับ JBL – Flip 3 ในจุดนี้กรณีเกิดอุบัติเหตุทำตกน้ำจริง ๆ ก็อย่ารีบนำสายชาร์จมาเสียบชาร์จไฟให้ตัวลำโพง แล้วก็อย่าเพิ่งใช้ช่อง USB เสียบชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่น เพราะถ้าโชคไม่ดีก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดไฟฟ้าลัดวงจรทำให้อุปกรณ์ของเราเสียหายได้ ทางที่ดีถ้าเครื่องโดนน้ำเยอะ ๆ ก็ควรเช็ดให้แห้งที่สุดเคาะน้ำออกให้หมดแล้วปล่อยให้แห้งเสียก่อน

ถือเป็นลำโพง Bluetooth ขนาดเล็กที่ทำได้ดี ถ้าชอบเสียงแน่น ๆ เลือก JBL – Charge 2+ ถ้าชอบเสียงไม่หนักมากสีลำโพงสวย ๆ เลือก JBL – Flip 3

ลำโพง JBL - Charge 2+ และ Flip 3

JBL - Charge 2+ : 6,590 บาท / JBL - Flip 3 : 4,390 บาท

เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด

หาซื้อสินค้าได้ที่



You May Also Like:

แอปเปิ้ลออกลำโพง HomePod สั่งผ่าน Siri , เชื่อมต่อ Apple Music เริ่มขาย ธ.ค.

แอปเปิ้ลเปิดตัวลำโพงที่ตกเป็นข่าวลือมาสักพักว่าจะทำออกมาแข่งกับ Amazon Echo และ Google Home ซึ่งลำโพงตามข่าวลือตอนนี้แอปเปิ้ลเปิดตัวเรียบร้อยแล้วในชื่อ HomePod  ..

รีวิว : ลำโพง RIZZ – Summer BeatOut

สำหรับ RIZZ - Summer BeatOut เป็นลำโพงราคาไม่ถึง 500 บาทที่ทำได้ทั้งการเชื่อมต่อไร้สายผ่าน Bluetooth หรือจะเสียบ Micro SD Card เข้าไป หรือจะเสียบ ThumbDrive เข้าไปเพื่อฟังเพลงได้เหมือนกัน ครบขนาดนี้ลองมาดูกันว่า ลำโพง RIZZ - Summer BeatOut เป็นยังไงกันบ้าง ..

รีวิว : หูฟัง Jabra – Elite Sport

ในไทยวางขายปุ๊บหมดเกลี้ยงปั๊บสำหรับหูฟัง Jabra - Elite Sport จัดเป็นหูฟังที่มีคนรอชมรอซื้อมากรุ่นหนึ่ง เราได้รับมารีวิวลองมาดูกันว่าหูฟังรุ่นนี้เป็นยังไงกันบ้าง ..

Share

Tweet

Email