รีวิว : Apple TV (4th Generation)

รีวิว : Apple TV (4th Generation)

Apple TV รุ่นที่ 4 เพิ่งออกมาหมาด ๆ ไปดูกันว่า Apple TV รุ่นนี้ทำอะไรได้มากกว่าเดิมบ้าง ลงแอพเพิ่มได้แล้วแจ๋วจริงหรือไม่ รีโมทเก่งจริงหรือไม่ ติดตามอ่านไปพร้อม ๆ กัน

ตัวเครื่อง Apple TV รุ่นใหม่ถ้าไม่นับความหนาที่เพิ่มขึ้นมาถือว่าหน้าตาเหมือนเดิม รูปร่างยังคงเป็นกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัสสีดำ ด้านหน้ามีช่องรับสัญญาณอินฟราเรดเช่นเดิม ด้านหลังมีการปรับเปลี่ยนเรื่องช่องต่าง ๆ ไปบ้าง โดยแอปเปิ้ลตัดช่อง Optical Audio ออกไป จุดนี้มีบางคนที่เสียดายอยู่เหมือนกัน ส่วน HDMI เป็นเวอร์ชั่น 1.4 และมีช่องเสียบสายแลน Ethernet 10/100 มาให้ จุดนี้ผิดหวัดนิดหน่อยที่แอปเปิ้ลไม่ยอมใส่ Ethernet 10/1000 มาให้ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าเน้นให้ใช้งานผ่าน Wi-Fi ที่รองรับ 802.11 a/b/g/n/ac ในจุดนี้ถ้าเราท์เตอร์ของเรายังไม่รองรับ Wi-Fi 802.11ac ก็จะไม่เห็นผลอะไร อีกจุดที่เปลี่ยนไปคือเปลี่ยนจากช่อง Micro USB มาเป็นช่อง USB-C ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงช่องนี้ผู้ใช้งานทั่วไปแทบไม่ได้ใช้ ยกเว้นว่าเครื่องมีปัญหาจริง ๆ จำเป็นต้อง Restore ผ่าน iTunes ถึงได้ใช้งานช่องนี้ สำหรับน้ำหนักเครื่องของ Apple TV รุ่นนี้จัดว่าหนักกว่าเดิมพอควร จุดนี้แค่บอกกันเอาไว้เพราะเอาจริง ๆ เราก็คงไม่ได้พกไปไหนอยู่แล้วเน้นวางไว้ให้ฝุ่นเกาะมากกว่า

สเป็คเครื่องของ Apple TV ถือว่าดีสมกับทีเพิ่งออกมาในปีนี้ โดยตัวเครื่องใช้ชิป A8 มาพร้อมแรม 2GB มีพื้นที่เก็บข้อมูลให้เลือก 2 ขนาดได้แก่ 32GB และ 64GB ถามว่าแล้วแบบนี้เราควรเลือกรุ่นความจุเท่าไหร่ดี จากที่ได้ใช้งานรุ่น 32GB พื้นที่ยังเหลืออีกบาน เพราะแอปเปิ้ลจำกัดขนาดแอพของ Apple TV ในตอนนี้ไม่ให้เกิน 200MB (ไม่นับรวมที่บางแอพมาดาวน์โหลดไฟล์เสริมเอง) ทำให้พื้นที่ 32GB เหลืออีกเยอะพอควร จุดนี้ต้องดูกันต่อว่าในอนาคตแอปเปิ้ลจะเปิดให้ทำแอพได้มาถึงระดับหลาย GB เหมือนของ iPhone/iPad ได้เมื่อไหร่ ถ้าเปิดก็เป็นได้ว่าแอพ (โดยเฉพาะเกม น่าจะกินพื้นที่ในเครื่องมิใช่น้อย) แต่ถ้า ณ ปัจจุบัน 32GB ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน

“ตัวเครื่องใช้ชิป A8 มาพร้อมแรม 2GB มีพื้นที่เก็บข้อมูลให้เลือก 2 ขนาด”

รีโมทของ Apple TV รุ่นใหม่ที่ถกเถียงกันว่ามีกี่แบบกันแน่ จริง ๆ แล้วก็มีแบบเดียวนี่แหละครับ โดยปุ่มรูปไมโครโฟนที่เอาไว้ใช้สั่งงานด้วยเสียงแล้ว Siri จะไปหาคำตอบมาให้นั้น ในไทยยังไม่สามารถใช้งาน Siri ได้ทำให้ปุ่มดังกล่าวพอกดไปแล้วจะเข้าฟีเจอร์การค้นหาแทน โดยตัวรีโมทมาเป็นสีดำมีปุ่มเพิ่มมาจากรุ่นเดิมเล็กน้อย และมีบริเวณที่ให้ใช้นิ้วถูไถได้ด้วยประหนึ่งมีแทร็กแพดขนาดจิ๋วอยู่บนรีโมท เหนือบริเวณแทร็กแพดไปนิดหน่อยจะช่องรับเสียง ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับ iTunes Store ในไทยได้เพราะยังไม่รองรับ Siri ส่วนข้างในรีโมทก็ยังมีเซ็นเซอร์ Gyroscope ที่สามารถรับรู้ได้ว่ารีโมทกำลังเอียงอยู่ด้วยหรือไม่ ด้านท้ายของรีโมทมีช่อง Lightning สำหรับเสียบชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวรีโมท

สำหรับการใช้งาน Apple TV เริ่มตั้งแต่การเปิดเครื่องที่เวลาเรากดรีโมทเปิดเครื่องแล้วจะเป็นการเปิดทีวีของเราไปด้วยในตัว และในทางการกลับกันเมื่อเรากดปุ่มเพื่อสั่งให้เครื่องหลับ (Sleep Mode) ก็จะเป็นการสั่งปิดเครื่องทีวีของเราไปด้วย (ผ่าน IR จากรีโมทไปที่ตัวรับสัญญาณในเครื่องทีวี) จุดนี้ต้องปรบมือให้กับวิธีคิดของแอปเปิ้ลจริง ๆ ที่ทำให้เราแทบจะใช้งานรีโมทเดียวได้เลย นอกจากที่รีโมทจะใช้เปิดปิดทีวีได้แล้ว ปุ่มปรับระดับเสียงที่อยู่บนรีโมทก็ใช้ปรับระดับเสียงของทีวีได้ด้วย

การใช้งานใช้งานทั่ว ๆ ไปของ Apple TV รุ่นใหม่ แม้ตัวดีไซน์ของแต่ละไอคอนจะเปลี่ยนเป็นแบบแบน ๆ เข้ากับ iOS 9 แต่พอเปิดมาถ้าเป็นคนที่เคยใช้ Apple TV มาก่อนจะทำความคุ้นเคยกับสิ่งที่เห็นบนจอทีวีได้ไม่ยาก สิ่งที่ผมห่วงมากพิเศษตอนที่เห็น tvOS คือจะยังสามารถล็อคอินได้หลายแอคเคาท์เหมือนเดิมหรือไม่ กลัวเหลือเกินที่พอทำให้หน้าตาเหมือนกับ iPhone/iPad ระบบล็อคอินจะทำให้เหลือแค่ล็อคอินได้แค่แอคเคาท์เดียวเหมือน ๆ กัน แต่ผลปรากฏว่าบน Apple TV ก็ยังสามารถล็อคอินได้หลายแอคเคาท์เช่นเดิม เช่นผมใช้บริการทั้ง iTunes Store ของไทย, อเมริกา และอังกฤษ ก็สามารถล็อคอินทั้ง 3 แอคเคาท์ทิ้งไว้ได้ เวลาจะเข้าใช้บริการของประเทศไหนก็แค่สลับแอคเคาท์ไปมา ในจุดนี้เป็นข้อดีของ Apple TV มาแต่ไหนแต่ไร

ในส่วนของเมนูหลักที่มากับเครื่องอย่าง Movies มีการปรับปรุงหลายอย่าง เช่นการแสดงผลเวลาที่เราเลือกภาพยนตร์ว่ามีซับไทยด้วยหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้าด้วยความที่ Thai ตัว T อยู่ท้าย ๆ ถ้ามีซับไตเติ้ลหลายภาษาเราก็จะไม่รู้ว่ามีภาษาไทยด้วยหรือไม่ แต่พอมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่แอปเปิ้ลปรับปรุงในจุดนี้ทำให้เราดูรายชื่อซับไตเติ้ลได้ทั้งหมดแล้วว่ามีภาษาอะไรบ้าง ส่วนตอนดูภาพยนตร์ที่ซื้อจาก iTunes Store เองก็ทำให้สามารถเลือกเสียงและซับไตเติ้ลได้ง่ายมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ถัดมาเป็นส่วนของ Music ที่ Apple TV รุ่นใหม่ซิงค์ข้อมูล Apple Music ของเราได้แล้ว หลังจากที่แอปเปิ้ลตัดหาง Apple TV รุ่นก่อนหน้าไม่ให้ใช้บริการ Apple Music ในส่วนนี้ก็ทำให้เราสามารถเลือกฟังเพลงต่าง ๆ จาก Apple Music ที่เราใช้บริการอยู่ได้เลยทันที หรือถ้าต้องการจะซื้อเพลงจาก iTunes Store ทีละเพลงทีละอัลบั้มก็ยังสามารถทำได้เช่นเดิม

“จุดชี้เป็นชี้ตายของ Apple TV รุ่นนี้ก็คือ App Store for Apple TV ที่เป็นของใหม่จริง ๆ เลยก็ว่าได้”

ส่วนที่เป็นไฮไลต์สำคัญ เป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของ Apple TV รุ่นนี้ก็คือ App Store for Apple TV ที่เป็นของใหม่จริง ๆ เลยก็ว่าได้ โดยเมื่อกดเข้าไปใน App Store แล้วหน้าตาก็เหมือน ๆ เวลาเรากดเข้า App Store บน iPad เลยทีเดียว จุดที่ต่างออกมาจากเวอร์ชั่น iPhone และ iPad คือจำนวนแอพของ Apple TV ยังมีน้อยมาก (ก็แหงละ มันเพิ่งมีได้แค่เดือนเดียวเอง) แอพสำหรับ Apple TV จากที่ได้ใช้สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือแอพที่เป็นวิดีโอสตรีมมิ่ง และเกม ใช่ครับ…ปัจจุบันผมแบ่งแอพได้ 2 กลุ่มนี้จริง ๆ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าบนจอทีวีเราต้องการ ‘ดู’ เป็นหลักก็เลยทำให้มีแอพดูวิดีโอออกมาพรึบ ไม่ว่าจะเป็นแอพของสำนักข่าวต่าง ๆ แอพสอนทำอาหาร แอพ YouTube อีกกลุ่มที่บอกคือเกมที่พอกดเข้า App Store ก็จะเห็นเกมต่าง ๆ เต็มไปหมด ซึ่งทั้งแอพและเกมมีจุดร่วมกันตรงที่บางแอพเป็น Universal ที่เราเคยกดซื้อไว้แล้วบน iPhone/iPad ซึ่งนักพัฒนาเขาก็ใจดีอัพเดทให้รองรับ Apple TV ได้ด้วย แบบนี้ทำให้เราไม่เสียเงินกดซื้อแอพเพิ่ม แต่บางแอพบางเกมก็จะเป็นเวอร์ชั่น for Apple TV แยกต่างหาก ถ้าอยากได้ก็ต้องกดซื้อเอง (กรณีแอพที่เสียเงินซื้อนะครับ)

สำหรับเกมบน Apple TV จะมีบอกเลยว่าเป็นเกมที่ใช้เล่นร่วมกับรีโมทได้อย่างเดียว หรือสามารถใช้จอยเกมที่ต้องซื้อเพิ่มต่างหากมาใช้เล่นได้ด้วย เท่าที่ได้ลองเล่นเกมพบว่าเกือบทุกเกมสามารถใช้จอยเกมร่วมเล่นได้ด้วย จุดนี้จะต่างกับเกมบน iPhone/iPad ที่ไม่มีบอกไว้ใน App Store และเหมือนว่าแอปเปิ้ลจะบังคับให้เกมต้องสามารถใช้รีโมทควบคุมภายในเกมได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องพะวงว่าจะไม่สามารถเล่นเกมได้ จะมีแค่เกม Guitar Hero ที่พิเศษเหนือเกมอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องซื้อจอยเกมที่เป็นกีต้าร์มาใช้เล่นเพียงอย่างเดียว

เท่าที่ดาวน์โหลดสารพัดเกมมาเล่น แม้จะเป็นเกมที่เคยเล่นบน iPhone หรือบน iPad มาก่อน แต่พอเป็นการเล่นบน Apple TV ให้อารมณ์ความรู้สึกต่างกัน จากที่ใช้การแตะ ๆ หน้าจอใช้การเอียงตัวเครื่องเป็นเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา มาเป็นการควบคุมด้วยรีโมทให้อารมณ์ที่ต่างไปจากเดิม เช่นเกมเครื่องบินกระดาษที่เราต้องใช้รีโมทควบคุม โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้รีโมทในแนวตั้งหรือแนวนอนตามแต่ถนัด การควบคุมซ้ายขวาขึ้นบนลงล่างก็ใช้วิธีเอียงรีโมทไปตามทิศที่เราต้องการ ในจุดนี้เชื่อว่าหลายคนนึกถึงเครื่องเล่นเกม Nintendo Wii แน่นอน หลาย ๆ เกมเวลาเข้าเกมครั้งแรกจะมีบอกไว้ว่าเกมนี้ใช้รีโมทควบคุมในแนวตั้งหรือแนวนอน แล้วปุ่มไหนบนรีโมทใช้ทำอะไรบ้าง ซึ่งเกมที่มีอยู่ใน Apple TV ยังถือว่าเป็นระดับเด็กน้อยเมื่อเทียบกับเกมบนเครื่องเล่นเกมอย่าง Playstation 4 ในจุดนี้ถ้าผู้อ่านต้องการเกมที่ภาพสวย มีระดับการเล่นยาก ๆ มีความหลากหลายของเกมมากกว่าก็เลือก Playstation 4 ไปเลยไม่ผิดหวัง ในทางกลับกันถ้าไม่ได้ต้องการเกมแบบซีเรียสเท่ากับเกมของ Playstation 4 แต่อยากเล่มเกมบ้าง เกมราคาไม่แพงเท่าเกม Playstation 4 อยากใช้แอพอื่นบ้าง อนาคตมีแอพออกมาอีกเรื่อย ๆ จุดนี้ Apple TV จะตอบโจทย์กว่า

การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นผ่าน Bluetooth

เป็นข่าวดีที่แอปเปิ้ลทำให้ Apple TV เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นผ่าน Bluetooth ได้ด้วย โดยปัจจุบันเปิดให้ต่อกับลำโพง, หูฟังและจอยเกมรวมทั้งหมด 3 อย่าง ซึ่งทั้ง 3 อย่างส่งผลให้การใช้ Apple TV มีสีสันมากขึ้น

การต่อลำโพง Bluetooth กับ Apple TV เป็นจังหวะดีที่เราเพิ่งรีวิวลำโพง JBL – Charge 2+ เสร็จไปหมาด ๆ จัดแจงนำลำโพงมาต่อกับ Apple TV ซึ่งการจับคู่ก็เหมือนกับการจับคู่กับ iPhone พอ Apple TV เจออุปกรณ์เราก็กดรีโมทมาที่ชื่อลำโพงเป็นเสร็จเรียบร้อย ซึ่งการมีลำโพงที่ดีขึ้นช่วยให้การดูหนัง ฟังเพลง บน Apple TV ดีขึ้นมากจริง ๆ ในเรื่องนี้หลายคนอาจจะลากสาย HDMI ต่อเข้ากับชุดเครื่องเสียง 5.1 ที่บ้านแน่นอนว่าเสียงเวลาดูหนังก็รอบทิศกว่าอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่อยู่ห้องเล็กหน่อยการจะตั้งลำโพง 5.1 ก็คงไม่เหมาะ หรือเป็นคนที่ไม่อยากลากสายอะไรเยอะแยะทางเลือกในการใช้ลำโพง Bluetooth ถือว่าตอบโจทย์ดีทีเดียว

ตอนดูหนังหรือเปิด YouTube ดูมิวสิควิดีโอเสียงออกมาที่ลำโพง JBL – Charge 2+ แหมะ…มันดีจริง ๆ เสียงระเบิดในหนัง เสียงรถวิ่งซ้ายไปขวา ได้ยินชัดและได้อารมณ์กว่าเสียงจากลำโพงทีวีเยอะ หรืออย่างดู Adele ร้องเพลงเสียงนางเราก็ได้ยินดีขึ้นกว่าเสียงจากลำโพงทีวี และสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวก็สามารถต่อหูฟัง Bluetooth กับ Apple TV ได้ด้วยเช่นกัน จุดนี้ก็จะตัดปัญหาพ่อบ้านอยากดูหนังเสียงแจ่ม ๆ จะเปิดลำโพงเสียงดัง ๆ ก็ไม่ได้เพราะแม่บ้านอยากนอนแล้วก็ใช้วิธีนี้เป็นทางออกได้อยู่ครับ

ถัดมาที่เราได้ลองการเชื่อมต่ออุปกรณ์ก็คือจอยเกม โชคดีที่เราได้รับจอยเกม Tt eSPORTS – Contour มาในช่วงเวลาเดียวกัน โดยจอยเกมดังกล่าวเป็นจอยเกมสำหรับใช้กับ iPhone/iPad ซึ่งผมเองพอได้มาก็ไม่ได้สนเลยว่าจะเอาไปใช้เล่นเกมกับ iPhone เพราะอยากลองเล่นบน Apple TV มากกว่า ผลคือจอยเกม Bluetooth ที่มีโลโก้ Made for iPhone / iPod / iPad อยู่บนหน้ากล่องสามารถนำมาเชื่อมต่อกับ Apple TV ได้ด้วยเหมือนกัน

การเล่นเกมด้วยจอยเกมก็ให้อารมณ์ต่างกับการใช้รีโมทเยอะ แต่จากที่ลองบางเกมใช้รีโมทควบคุมก็สนุกกว่านะครับ จุดนี้แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน จากที่ได้ลองทุกเกมสามารถใช้จอยเกมควบคุมได้ เกมล่าสุดที่ได้ลองคือ Disney Infinity 3.0 ใช้จอยเกมควบคุมสนุกจริงครับ รวมถึงพวกเกมแข่งรถอย่าง Asphalt 8 ที่ใช้จอยเกมควบคุมรถดีกว่าใช้รีโมทเยอะ

แล้วแบบนี้สามารถต่อจอยเกมได้พร้อมกันกี่อัน ?

เท่าที่ดูเอกสารของแอปเปิ้ล ข่าวที่ออกมา การเชื่อมต่อจอยเกมทำได้แค่อันเดียวครับ หมายความว่าเล่นเกม 2 คนพร้อมกันคนนึงจะต้องใช้รีโมท อีกคนใช้จอยเกมควบคุม แต่กระนั้นบางเกมหาทางออกสำหรับจอยที่ 3 4 5 ด้วยการใช้ iPhone มาเป็นจอยเกมลำดับดังกล่าวแทน แต่เอาจริง ๆ ใช้ iPhone มาเป็นจอยเกมก็ไม่เหมือนกับที่เรากดปุ่มต่าง ๆ บนจอยเกมแท้ ๆ ได้หรอก ความมันต่างกัน…เยอะ จุดนี้ต้องดูการอัพเดทในอนาคตว่าแอปเปิ้ลจะอนุญาตให้เพิ่มจอมเกมเข้าไปได้มากกว่านี้หรือไม่

 

ยังไม่สามารถต่อกับคีย์บอร์ดแบบ Bluetooth ได้

จุดนี้น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ถ้าแอปเปิ้ลเปิดให้ Apple TV ต่อคีย์บอร์ดได้ด้วยน่าจะดีไม่น้อย เราอาจจะได้เห็นแอพประเภทใช้งานบน Apple TV ก็เป็นได้ เอาแค่ถ้ามีแอพ Pages ของแอปเปิ้ลเองมาอยู่ใน Apple TV ผมก็ยินดีที่จะใช้ เป็นต้น

ใช้ Apple TV เล่นไฟล์ MKV จากฮาร์ดดิกส์ได้ด้วย

จริง ๆ เรื่องเล่นไฟล์ MKV บน Apple TV ก็มีวิธีตั้งแต่รุ่นก่อนแล้วเพียงแต่ต้องเจลเบรคเครื่อง แล้วก็สเป็คเครื่องค่อนข้างเก่าเลยเล่นไม่ค่อยสมูทเท่าไหร่ แต่พอมาเป็นรุ่นใหม่มีแอพลงเพิ่มได้ทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นเยอะ เพราะไม่ต้องวุ่ยวายมาเจลเบรคเครื่อง แถมทำได้ง่ายมาก ๆ เพียงแต่ความสะดวกไม่เท่ากับพวกเครื่องที่สามารถต่อฮาร์ดดิกส์ภายนอกผ่าน USB ได้โดยตรง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ติดนิดเดียวที่ไม่สะดวกเท่า ลองอ่านกันดูก่อนนะครับ

โดยการเล่นไฟล์วิดีโอนอกเหนือจากที่เราซื้อใน iTunes Store สามารถทำได้ด้วยการลงแอพ Plex หรือ Air Video HD ซึ่งทั้งคู่สามารถกดซื้อได้จาก App Store บน Apple TV หลักการทำงานของ 2 แอพนี้คือจะทำให้เราเข้าไปเลือกไฟล์วิดีโอต่าง ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือในฮาร์ดดิกส์ภายนอกที่เราต่อพ่วงเอาไว้ได้ทั้งหมดทำแบบไร้สายครับ

แล้ว 2 แอพที่ยกตัวอย่างต่างกับการเล่นวิดีโอในเครื่อง Mac แล้วจับ AirPlay ขึ้นหน้าจอทีวีอย่างไร ?

สำหรับการเล่นวิดีโอแบบ AirPlay บนเครื่อง Mac หมายถึงเราให้เครื่อง Mac ประมวลผลแล้วใช้จอทีวีเป็นที่แสดงผล แต่ Plex และ Air Video HD (รวมถึงแอพอื่น ๆ ที่ทำได้แบบเดียวกัน) ทำงานต่างออกไปตรงที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเพียงแค่ตัวกลางในการเข้าถึงไฟล์วิดีโอต่าง ๆ แค่นั้น เช่น Plex ต้องลงแอพ Plex Server ในเครื่อคอมพิวเตอร์ หรืออย่าง Air Video HD ก็แบบเดียวกันต้องลงแอพในเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนเพื่อให้แอพบน Apple TV รู้จักกับไฟล์วิดีโอในเครื่องคอมพิวเตอร์

โดยการเชื่อมต่อของผมเป็นแบบ Apple TV (ที่ลงแอพทั้งสองไว้แล้ว) + เครื่อง MacBook Pro (ที่ลงแอพตัวกลางของทั้งคู่ไว้แล้ว) + AirPort Extreme (ที่มีการต่อฮาร์ดดิกส์ที่มีไฟล์วิดีโออยู่) เวลาจะเล่นไฟล์ที่อยู่ในฮาร์ดดิกส์ที่ต่อไว้กับ AirPort Extreme ก็ต้องเปิดเครื่อง MacBook ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางทิ้งไว้ด้วย ทีนี้เวลาจะเล่นไฟล์วิดีโอก็เปิดแอพ Plex หรือ Air Video HD ขึ้นมาแล้วก็เลือกไฟล์วิดีโอที่ต้องการเล่นได้เลย โดยไฟล์ดังกล่าวจะถูกส่งไปที่ Apple TV แบบไร้สายและการประมวลผลวิดีโอต่าง ๆ จะทำบน Apple TV ไม่ใช่การประมวลผลจากเครื่องคอมพิวเตอร์

เรื่องนี้ผมว่าหลายคนน่าจะเริ่มสนใจ Apple TV ขึ้นมาบ้าง จากที่ลองกับสารพัดไฟล์ MKV, MOV, MP4 ที่เป็น 1080p บิตเรทสูงต่ำแค่ไหนก็สามารถดูได้ลื่นหัวแตกครับ โดยเฉพาะไฟล์ MKV ที่มีภาษาพูดหลายภาษาและมีซับไตเติ้ลหลายภาษาสามารถเลือกกดสะดวกมากจากเมนูขณะที่เราดูวิดีโอ การแสดงผลตัวอักษรไทยของซับไตเติ้ลจัดว่าสวยงามคมรกริบทั้งสองแอพ จะติเล็กน้อยก็คงเป็นเรื่องว่าฟอร์แมทการแสดงผลตัวหนังสืออยู่ต่ำไปนิด

สำหรับทั้งสองแอพที่ยกตัวอย่างไป ถ้าไม่เน้นสวยงาม เน้นเข้าถึงไฟล์เข้าถึงโฟลเดอร์ต่าง ๆ ได้รวดเร็ว กดเลือกซับไตเติ้ลได้สะดวกกว่า ผมแนะนำ Air Video HD มากกว่าครับใช้ง่ายกว่า Plex พอควร แต่ Plex คือแสดงผลสวยงามกว่า ก็เลือกเอาว่าเราอยากได้แบบไหน

Apple TV เล่นไฟล์วิดีโอ 4K ได้ด้วยนะ

 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า Apple TV แสดงผลได้ที่ 1080p (Full HD) เท่านั้น การเล่นวิดีโอ 4K สุดท้ายก็จะเอาท์พุทออกมาที่จอทีวีเป็น 1080p อยู่นะครับ

ด้วยความสงสัยว่าสเป็คเครื่องที่ใช้ชิป A8 มีแรม 2GB จะสามารถเล่นวิดีโอ 4K ได้ราบรื่นหรือไม่ เพราะ MKV 1080p ถือว่าจิ๊บ ๆ สุดท้ายได้ไฟล์สั้น ๆ ที่เป็นความละเอียด 4K บิตเรต 50Mbps มาทดสอบ และมีไฟล์ 4K ที่เป็น MKV มาลองด้วย ตอนแรกก็หวั่น ๆ อยู่เหมือนกัน แต่ผลที่ออกมาถือว่าดูได้ลื่นหัวแตกเช่นกัน ภาพของวิดีโอ 4K พอมาอยู่บนจอทีวี 1080p ก็จะเห็นว่าคมดีครับ

เทียบกับเครื่อง MacBook Pro 13″ (2012) i7 2.9GHz แรม 8GB ที่ผมใช้อยู่ซึ่งก็สามารถเล่นไฟล์ 4K ทั้งคู่ได้เหมือนกัน พยายามดูเทียบแบบจับผิด ผมยกให้การเล่นวิดีโอ 4K บน Apple TV สมูทกว่าเล็กน้อยครับ ตอนที่มีฉากที่วิ่งไปมาแบบรวดเร็วตอนดูบนเครื่อง MacBook Pro มีสะดุดนิด ๆ แบบที่ว่าถ้าสังเกตก็จะเห็น ซึ่งตัวไฟล์ผมอยู่ในฮาร์ดดิกส์ที่ต่ออยู่กับเราเตอร์ AirPort Extreme นะครับ ในจุดนี้ถ้าใครจะทำแบบนี้ต้องขอเราเตอร์ที่น่าจะต้องรองรับ 802.11 n (300Mbps ขึ้นไป) เป็นอย่างน้อย เพราะการส่งไฟล์ขนาดใหญ่ถ้าเทียบเป็นถนนก็ต้องการถนนนขนาดกว้างมาก ๆ หน่อยครับ ไม่งั้นถ้าคุณใช้เราเตอร์แบบ 802.11 b/g ที่รับส่งข้อมูลได้แถว ๆ 54Mbps เป็นได้ว่าการดูไฟล์วิดีโอไม่ว่าจะ 1080p และ 4K อาจจะมีสะดุดค้าง ๆ หน่วง ๆ ให้เสียอารมณ์ได้อยู่บ้างเหมือนกัน จุดนี้ผมไม่มีเราเตอร์ 802.11 b/g ลองนะครับเลยไม่รู้ว่าจะสมูทแค่ไหน

เรามาถึงจุดที่สเป็คเครื่องของโทรศัพท์มือถือสเป็คเครื่อง Set Top Box แรงพอ ๆ กับซีพียู Intel i7 รุ่นเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ๆ ครับ

โดยรวมสำหรับเรื่องการดูไฟล์วิดีโอภายนอก ทำได้ดีมากครับ ติดแค่ว่าต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางด้วยแค่นั้น ถ้าไม่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ไว้ด้วยแบบว่าจะเยี่ยมมาก ๆ

Siri บน Apple TV ทำอะไรได้บ้าง

จะไม่ลองก็กระไรอยู่สำหรับ Siri บน Apple TV ที่แม้จะยังใช้งานร่วมกับ iTunes Store (TH) ไม่ได้ แต่ถ้าเราใช้แอคเคาท์ของ iTunes Store (US) และอีกของ 7-8 ประเทศที่รองรับก็สามารถเปิดใช้งาน Siri บน Apple TV ได้ทันที

โดยเมื่อเราเปลี่ยนมาใช้ iTunes Store (US) ตัวเครื่องจะมีการถามขึ้นมาเลยว่าจะใช้ Siri ด้วยหรือไม่ ซึ่ง Siri บน Apple TV แอปเปิ้ลไม่ได้ทำให้เก่งเท่ากับใน iPhone/iPad นะครับ แค่ทำให้หาหนังหาซีรีส์ที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่เราพูดออกไปเท่านั้น คำสั่งอื่น ๆ ที่ Siri พอจะตอบได้ก็จะพื้น ๆ เช่นตอนนี้กี่โมง อากาศเป็นยังไง (เช็คจาก Location ทำให้ขึ้นสภาพอากาศในจังหวัดที่เราอาศัยอยู่ ไม่ใช่สภาพอากาศในอเมริกา) ตลาดหุ้นเป็นยังไง (ข้อมูลตลาดหุ้นงงเหมือนกันว่าขึ้นข้อมูลของ SET และ MAI ของไทยมาได้ด้วย)

โดยการใช้งาน Siri จำเป็นต้องใช้ภาษาการแสดงผลใน Apple TV เป็นภาษาอังกฤษก่อนนะครับ แม้จะเลือกเป็น iTunes Store (US) แล้วแต่ถ้าภาษาที่ใช้แสดงผลเป็นภาษาไทยก็ใช้ Siri ไม่ได้อยู่ดี

แล้วทำไม่ต้องเลือกใช้ภาษาการแสดงผลเป็นภาษาไทยด้วย มีคำตอบครับ

ด้วยความที่ระบบการทำงานของ tvOS มันก็คือ iOS นั้นแหละครับคุณผู้อ่าน ฉะนั้นไม่น่าแปลกใจที่ในเครื่องควรจะมีคีย์บอร์ดไทยมาด้วย แต่การเปิดใช้คีย์บอร์ดไทยไม่ได้ทำแบบเดียวกับบน iPhone ที่เราเข้าไปเลือกอยากใช้คีย์บอร์ดภาษาไหนก็เลือกเปิดมาใช้งาน โดยการเลือกใช้คีย์บอร์ดภาษาไทยบนหน้าจอทีวีจำเป็นที่เราต้องเลือกการแสดงผลต่าง ๆ บน Apple TV เป็นภาษาไทยแล้วจะมีคีย์บอร์ดภาษาไทยโผล่มาให้เราใช้อัตโนมัติ

โดยคีย์บอร์ดภาษาไทยบนหน้าจอทีวีจะวางเรียงแบบเดียวกับภาษาอังกฤษที่เรียงตัวอักษรไล่ไปเรื่อย ๆ จากซ้ายไปขวา แต่ของภาษาไทยเท่าที่สังเกตจะแบ่งเป็นกลุ่มตัวอักษร, สระ และวรรณยุกต์ที่ใช้งานบ่อยก็จะอยู่แถวหนึ่ง ส่วนที่ใช้ไม่บ่อยก็จะอยู่อีกแถวหนึ่งต้องมาเลือกสลับแถวคีย์บอร์ดเองถ้าต้องการใช้งาน

แล้ว Apple TV ในความคิดผมยังขาดอะไร ?

หลังจากที่ได้ใช้งานมาพักใหญ่ สังเกตได้ว่าแอพกลุ่ม Social Network ไม่ยักมีบน Apple TV แปลกใจปนสงสัยอยู่เหมือนกันว่า Facebook ไม่มาบุกหน้าจอทีวีรึไง Twitter ไม่อยากครองหน้าจอทีวีบ้างหรืออย่างไร

แอพอีกกลุ่มที่คงต้องรอดูคือกลุ่มแอพในประเทศที่ตอนนี้ยังไม่มี เช่นแอพดูช่องทีวีดิจิตอล, แอพของผู้ให้บริการเคเบิ้ลทีวี, แอพดูวิดีโอสตรีมมิ่งของ iFlix, PrimeTime, Hollywood HD เป็นต้น ถ้ามีแอพเหล่านี้เข้ามาอยู่ใน Apple TV น่าจะดีไม่น้อย โดยเฉพาะแอพผู้ให้บริการเคเบิ้ลทีวี สมมุติว่า true vision ทำแอพให้สมัครสมาชิกแบบ In-App Purcharse ได้เลยบน Apple TV น่าจะดีมาก เดือนไหนอยากสมัครแพคเกจไหนก็เลือกเอาเองได้เลย เดือนไหนไม่มีเวลาดูก็ยกเลิกสมาชิกไปก่อนได้ อะไรแบบนี้ รวมถึงกลุ่มแอพดูวิดีโอสตรีมมิ่งถ้ามีแอพ for Apple TV เลยในเร็ว ๆ นี้ก็น่าจะดีเช่นกัน รวมถึงแอพดูช่องทีวีดิจิตอลถ้ามีมาด้วยก็ครบ ไม่ต้องสลับช่องทีวีไปมา ใช้ Apple TV เป็นหลักในการดูทีวีได้เลย

มีฟีเจอร์หนึ่งอยากให้มีบน Apple TV ครับ พอได้ใช้แล้วแบบว่าถ้ามีก็น่าจะดี ซึ่งก็คือฟีเจอร์ Picture in Picture (PIP) แบบที่มีอยู่ใน iPad เวลาที่เราดูวิดีโอแล้วย่อไปหน้าจอดูวิดีโอขนาดเล็กไว้ตามมุมจอแล้วก็ไปใช้แอพอื่นได้ต่อ ถ้ามีได้ก็น่าจะดีตอนที่เราอยากดูวิดีโอไปด้วย แล้วอยากเปิดดูแอพข่าวไปด้วยพลาง ๆ เป็นต้น

สิ่งที่ขาดอย่างสุดท้ายและอยากให้มีใน Apple TV คือเบราเซอร์ Safari แบบว่ามาถึงขนาดนี้แล้ว ปล่อยให้ใช้ทีวีเข้าเว็บได้ไปเลยเถอะ ซึ่งถ้ามี Safari ได้ก็เท่ากับว่าเราสามารถเข้าไปดูเว็บต่าง ๆ ที่มีวิดีโอสตรีมมิ่งได้ง่ายมากขึ้นด้วย น่าสนใจว่าแอปเปิ้ลมอง Apple TV ยังไงควรมีเบราเซอร์สำหรับท่องอินเตอร์เน็ตหรือไม่

แล้วอะไรที่ชอบสุดใน Apple TV

ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่ารีโมทครับ ยอมรับเลยว่ารีโมทของ Apple TV รุ่นนี้เก่งจริง ใช้งานง่ายจริง ที่เห็นจากรูปในหน้าเว็บว่ามันดูธรรมดามาก ๆ ก็โอเคมีแทร็กแพดจิ๋ว พอมาใช้งานจริงผมว่าแอปเปิ้ลคิดเจ้ารีโมทมาดีมากจริง ๆ การควบคุมต่าง ๆ เหมือนเรากำลังใช้ iPad บนทีวี แต่เปลี่ยนจากการแตะหน้าจอมาเป็นใช้รีโมทในการควบคุม เราสามารถสลับแอพไปมาได้เหมือนเราใช้ iPhone/iPad เราสามารถเอียงซ้ายเอียงขวาที่รีโมทเหมือนเวลาเราเอียงเครื่อง iPhone/iPad ตอนเล่นเกม และอย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่าเวลาเรากดเปิด Apple TV ที่รีโมทก็จะเป็นการเปิดเครื่องทีวีไปด้วยในตัว และถ้าเรากด Sleep ก็เท่ากับสั่งปิดทีวีไปด้วยในการกดครั้งเดียวกัน คือดี….มาก แถมปุ่มปรับระดับเสียงก็เป็นการปรับระดับเสียงที่ตัวทีวีได้ด้วย ทำให้ตอนที่ใช้ Apple TV อย่างเดียวที่ผมจะกดปุ่มบนรีโมททีวีคือการเปลี่ยนช่อง HDMI มาเป็นช่องที่ใช้กับ Apple TV แค่นั้น

apple-tv-4th-gen-2015_37

“ยอมรับเลยว่ารีโมทของ Apple TV รุ่นนี้เก่งจริง ใช้งานง่ายจริง”

รออะไรซื้อเลยดีรึเปล่า ? (พ.ย. 2015)

รวม ๆ แล้วสำหรับ Apple TV ถือว่าดีมาก เพียงแต่ตอนนี้สิ่งที่ ‘ขาด’ คือคอนเท้นท์และแอพในประเทศที่ยังไม่มีเลยทำให้ความน่าใช้ไม่พีคสุดครับ ต่างกับเวลาที่เข้าไปใช้ iTunes Store (US) แล้วมีแอพดูหนังแบบสตรีมมิ่งอย่าง Netflix มาแล้ว พอในไทยยังไม่มีแบบนี้ก็ดูจืด ๆ ไปหน่อย ถ้าจะรอให้มีแอพและเกมมากกว่านี้ค่อยตัดสินใจซื้อก็ไม่เสียหาย รวมถึงรอดูท่าทีของแอพต่าง ๆ ของไทยด้วยว่าจะมีมาอยู่ใน Apple TV กันเมื่อไหร่

สรุปยังไงดีละ?

จากที่ได้ใช้ Apple TV (4th Generation) ถือว่าสินค้าแอปเปิ้ลที่ไม่พีคในความรู้สึกตอนที่ได้มาครับ แต่ความชอบความน่าใช้ค่อย ๆ มาทีละนิดมากกว่า เช่นเมื่อวานมีแอพนู้นออกมาใหม่ก็ดาวน์โหลดมาลองใช้ วันนี้มีเกมมาใหม่เปิดเข้าไปเจอพอดี ก็ลองดาวน์โหลดมาเล่นดู คือดูมีพัฒนาการความน่าใช้วันละนิดวันละหน่อย แต่อย่างที่บอกไปบ้างแล้วว่ายังขาดคอนเท้นท์ยังขาดแอพในประเทศที่น่าสนใจ ถ้าอนาคตมีแอพในประเทศมากขึ้นจะเยี่ยมกว่านี้ รวมถึงเกมต่าง ๆ ถ้าในอนาคตมีเกมที่ซับซ้อนมากกว่านี้มาอยู่บน Apple TV ได้ด้วยก็คงดีไม่น้อย

จะซื้อเลยแล้วรอแอพก็ได้ หรือจะรอแอพมาก่อนแล้วค่อยตัดสินใจซื้อก็ไม่ผิด

Apple TV (4th Generation)

ราคา : 32GB - 8,500 บาท / 64GB - 10,500 บาท

จุดสังเกต

  • รีโมทแจ๋วมาก
  • Siri ยังใช้งานร่วมกับ iTunes Store (TH) ไม่ได้
  • แอพส่วนใหญ่ในตอนนี้จะเป็นเกมและแอพดูวิดีโอ


You May Also Like:

Apple TV รองรับ 4K อาจจะเปิดตัวเร็ว ๆนี้

มีการค้นพบไฟล์หนังใน iTunes Store ว่าบางเรื่องมีการขึ้นข้อมูลว่ารองรับ 4K HDR จุดนี้เลยทำให้คาดกันว่า Apple TV รุ่นใหม่ที่รองรับภาพความละเอียด 4K น่าจะออกมาเร็ว ๆนี้ ..

Facebook for Apple TV เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว

จากที่ Facebook เกริ่นมาตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. ว่ากำลังจะออก Facebook for Apple TV ในเร็ว ๆ นี้ ตอนนี้ก็ได้ออกมาให้เราได้ดาวน์โหลดแล้วเรียบร้อย ..

Apple TV รุ่นใหม่จะรองรับ 4K HDR

เว็บข่าว Bloomberg รายงานว่าแอปเปิ้ลเตรียมอัพเด Apple TV รุ่นใหม่ภายในปี้นี้ โดยจะรองรับความละเอียดระดับ 4K และรองรับ HDR ด้วย ..

Share

Tweet

Email