รีวิว : iPad Pro

รีวิว : iPad Pro

iPad Pro ใหญ่แต่เครื่องรึเปล่า แพงก็แพงแบบโหดสัส โห..สไตลัสบ้าไรด้ามละสี่พัน ห่าแอปเปิ้ลแม่งขายไรแพงฉิบหาย ใครจะไปซื้อกันหนักหนาเชียวใหญ่เทอะทะ มาไล่ดูกันว่าคุณได้คำตอบอะไรจากรีวิว iPad Pro นี้บ้างครับ

แรกพบ

หลังจากที่เราเห็น Tim Cook ถือ iPad Pro ออกมาตอนเปิดตัว ผมว่าหลายคนคงคิดในใจ iPad บ้าอะไรเครื่องใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งพอได้เห็นได้จับตัวเครื่องจริงก็ต้องบอกว่ามันมหึมามากครับ ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ถือ iPad ขนาดเท่านี้มาก่อน ตัวเครื่องมีให้เลือก 3 สีคือสีเงิน สีทอง (ด้านหน้าสีขาว) และเทาสเปซเกรย์ (ด้านหน้าสีดำ) หน้าจอขนาด 12.9 นิ้ว มาพร้อมกับซีพียู A9X ความเร็ว 2.2GHz แรม 4GB จัดว่าเป็นอุปกรณ์พกพาที่มีสเป็คเครื่องแรงมาก ๆ ในปัจจุบันนี้ สิ่งที่มาพร้อมกับตัวเครื่องคือสายชาร์จแบบ Lightning แบบความยาว 2 เมตร และอะแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบ 12 วัตต์ ที่สำคัญคือเครื่องที่ขายในไทยแอปเปิ้ลเปลี่ยนหัวปลั๊กจากเดิม 2 ขากลมพับไม่ได้มาเป็น 2 ขาแบนแบบพับได้แล้ว เรื่องสายยาว 2 เมตรตอนแรกที่ได้มาก็แปลกใจและงง ๆ อยู่เหมือนกันว่าทำไมแอปเปิ้ลให้สายความยาวขนาดนี้ (เดี๋ยวเรามีคำตอบในเครื่องให้ครับ)

ขนาดของ iPad Pro ถามว่าใหญ่แค่ไหนกันเชียว เทียบขนาดให้เห็นกันไปเลยคือผมว่าบนฝาเครื่อง MacBook Pro 13″ ขนาดพอ ๆ กันชนิดว่าตัดฝาจอ MacBook Pro 13″ หรือ MacBook Air 13″ มาแล้วทำให้หนาขึ้นนิดหน่อยใส่ไส้ข้างในเข้าไป…บูม…ออกมาเป็น iPad Pro แล้ว

“สมดุลย์เครื่องดีมาก ตัวเครื่องกระจายน้ำหนักออกไปได้ดีไม่หนักไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง”

ใหญ่แบบนี้น้ำหนักเครื่อง 713 กรัม ซึ่งเป็นตัวเลขน้ำหนักที่พอ ๆ กับ iPad รุ่นแรกเมื่อปี 2010 แต่พอเป็น iPad Pro ที่มีเครื่องขนาดใหญ่กลับไม่รู้สึกว่าหนักอย่างที่เห็นตัวเลข โดยถ้าเทียบเป็นสมัยปัจจุบันกับเครื่อง MacBook 12″ ที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เบาที่สุดของแอปเปิ้ลในตอนนี้ iPad Pro เบากว่าอยู่ราว ๆ 200 กรัม แต่ถ้าเป็นคอมโบ้ iPad Pro กับ Apple Magic Keyboard น้ำหนักจะอยู่ที่ 944 กรัม หนักกว่า MacBook 12″ นิดหน่อย สิ่งที่ผมสังเกตตอนหยิบ iPad Pro ขึ้นมาบนมือแบบถือไว้ทั้งมือเดียวและสองมือคือสมดุลย์เครื่องดีมาก ตัวเครื่องกระจายน้ำหนักออกไปได้ดีไม่หนักไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง จุดนี้ไม่คิดว่าแอปเปิ้ลจะทำได้ขนาดนี้เหมือนกันคือใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ยังสมกับเป็นแอปเปิ้ลเช่นเดิม

แล้วเครื่องใหญ่แบบนี้ทำอะไรได้บ้าง?

สุดยอดคำถามเลยทีเดียวครับ เพราะว่ากันตามตรง iPad Pro ก็คือ iPad ที่ใช้ iOS 9 ที่มีขนาดจอใหญ่ขึ้น ส่วนหลัก ๆ ของการใช้งานร่วมกับ iOS 9 ไม่ต่างอะไรกับการใช้ iPad Air 2 การใช้แอปทั้งหมดบน iPad ที่เคยทำได้ก็ไม่มีอะไรพิเศษขึ้นไปจากเดิม เท่าที่ได้ใช้ iPad Pro ผมยังมองเห็นว่าแอพไหนจะรีดพลังจากสเป็คเครื่องสุดแรงได้มากมายนัก ยังไม่เห็นความต่างด้านความแรงแบบมากมายระหว่าง iPad Pro กับ iPad Air 2 ตอนใช้แอพที่น่าจะกินเครื่อง แม้กระทั่งการทำตัดต่อไฟล์วิดีโอ 4K แล้ว Export ออกมาก็ไม่ยังไม่เห็นว่าต่างกันมากแบบครึ่งต่อครึ่งแต่อย่างใด สิ่งที่ทำให้เห็นว่าต่างจริง ๆ คงเป็นแอพ Geekbench 3 ที่วัดผลออกมาแล้วตัวเลขต่างกันมากจริง ๆ

สิ่งที่ทำได้มากขึ้นเมื่อจอใหญ่ขึ้น (และผมก็ชอบมากด้วย) คือการแบ่งครึ่งหน้าจอใช้ 2 แอพพร้อมกัน เรื่องนี้จอใหญ่ขึ้นได้เปรียบอยู่แล้ว การใช้ 2 แอพตอนแบ่งครึ่งหน้าจอ แต่ละหน้าจอมีขนาดพื้นที่พอ ๆ กับ iPad mini สองหน้าจอต่อกันในแนวตั้ง ทำให้การใช้งานแอพที่รองรับในจุดนี้สะดวกมากขึ้น เช่นใช้ Pages พิมพ์งานประกอบกับดูข้อมูลจากเว็บไปด้วยได้เลยในขณะที่แต่ละหน้าจอก็ไม่เล็กจนเกินไปนัก

จุดที่สังเกตเห็นได้อีกอย่างตอนใช้ Safari บน iPad Pro เวลาเข้าเว็บต่าง ๆ หน้าเว็บจะออกมาเป็นเวอร์ชั่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ไม่ใช่หน้าเว็บเวอร์ชั่นแท็บเล็ตหรือโมบายล์เหมือนเวลาที่ใช้ iPad Air จุดนี้ทำให้การใช้งานและทำงานบนเว็บไซท์สะดวกขึ้น ที่เห็นชัดสำหรับผมเลยคือตัวเว็บ siampod ใช้ WordPress จากที่ใช้ iPad Air 2 เข้าไปเพื่อเขียนข่าวเว็บในส่วนนี้จะขึ้นมาเป็นเวอร์ชั่นแท็บเล็ต แต่พอมาเป็น iPad Pro เว็บส่วนนี้จะขึ้นมาเป็นเวอร์ชั่นเดียวกับเวลาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้ทำงานได้สะดวกมากขึ้น

เท่าที่สังเกตจะมีแค่กลุ่มเว็บของ Google ที่เวลาเปิดดูด้วย iPad Pro ยังเป็นเวอร์ชั่นสำหรับแท็บเล็ตจุดนี้เข้าใจได้ว่าหลายเว็บในเครือ Google ถ้าถูกเปิดออกมาเป็นเว็บเวอร์ชั่นเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้บนแท็บเล็ต รวมถึง YouTube ที่ตอนแรกเปิดแล้วจะถูกโยนไปหน้าเว็บ YouTube สำหรับโมบายล์ ซึ่งเข้าไปแล้วไม่เหมาะกับขนาดพื้นที่ ๆ มีเหลือเฟือของ iPad Pro เลย ซึ่งพอเปลี่ยนเป็น YouTube สำหรับหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ค่อยดูเข้ากันหน่อย

เรื่องเข้าเว็บแล้วจาก iPad Pro ถ้าเข้าไปเจอเวอร์ชั่นโมบายล์ก็ลองสังเกตดูว่าแต่ละเว็บมีให้เปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่น Desktop เหมือนของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไม่ ส่วนเว็บสมัยใหม่ที่เป็นแบบ Responsive เท่าที่ลองจะเปิดขึ้นมาเป็นเวอร์ชั่นของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด

“เท่าที่สังเกตจะมีแค่กลุ่มเว็บของ Google ที่เวลาเปิดดูด้วย iPad Pro ยังเป็นเวอร์ชั่นสำหรับแท็บเล็ต”

บันเทิงบน iPad Pro

จอใหญ่ 12.9 นิ้วมาพร้อมกับลำโพง 4 ตัวรอบเครื่อง ซึ่งลำโพงของ iPad Pro มีการคำนวณด้วยว่าตอนใช้แนวตั้งหรือแนวนอนลำโพงที่อยู่คู่ล่างจะเป็นลำโพงที่เน้นปล่อยเสียงต่ำเสมอ ไม่ว่าจะเราจะพลิกหงายเครื่องยังไงเสียงที่ได้จากลำโพงก็จะมีการคำนวณให้เสียงออกมาไว้แล้วว่าลำโพงที่อยู่คู่ล่างเน้นขับเสียงต่ำออกมา

สำหรับหน้าจอขนาด 12.9 นิ้ว ถ้าดูจากตัวเลขก็ดูปกติเพราะเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน๊ตบุ๊คก็มีหน้าจอใหญ่ขนาดนี้มานานหลายปีแล้ว สิ่งที่ทำให้ดูต่างออกไประหว่างจอ 12.9 นิ้วของ iPad Pro กับโน๊ตบุ๊คคือระยะห่างของหน้าเรากับตัวเครื่องครับ ซึ่งถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คระยะห่างก็จะมีอยู่ราว ๆ 50-60 เซนติเมตรเวลาเครื่องวางอยู่บนโต๊ะขณะใช้งาน ส่วน iPad Pro ระยะห่างแปรผันกับว่าเราเลื่อนมือจับเครื่องไว้ห่างหน้าเราใกล้ไกลแค่ไหน จุดนี้ทำให้การใช้ iPad Pro ดูอลังฯมากกว่าในแง่ชัดเต็มตา ทำให้ตอนใช้ดูหนังเราสามารถเลื่อนจอใกล้เข้ามาได้มากกว่าใช้โน๊ตบุ๊ค แต่กระนั้นการใช้งาน iPad Pro จอใหญ่แบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าดีไปเสียทุกอย่างเพราะจอใหญ่เครื่องใหญ่ ก็มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกันกรณีที่วางชิดหน้าเรามาก ๆ จะทำให้สายตาเราเก็บภาพไม่ถึงขอบจอสุดท้ายก็ต้องเลื่อนให้ห่างออกไปเล็กน้อยอยู่ดี รวมถึงตอนที่เราจะนอนมันต้องมีการบ้างที่เอา iPad วางไว้บนยอดอก พอมาเป็น iPad Pro วางเครื่องไว้ยอดอกเหมือนกับที่เคยทำกับ iPad รุ่นอื่นมันดูใกล้มากเกินไปและที่สำคัญแสงหน้าจอจ้ามากเกินไป (แม้จะลดระดับแสงลงมาสุดแล้วก็ตาม) ตอนใช้ดูหนังแสบตามากมาย ในจุดนี้ก็ต้องเลื่อนตัวเครื่องจากแถว ๆ ยอดอกลงไปที่แถว ๆ สะดือเพื่อให้หน้าจออยู่ในระดับที่ผมมองได้พอดี การถือเครื่องใหญ่ขนาดนี้ก็ไม่ได้สะดวกเหมือนกับที่เราจับพวก iPad mini หรือ iPad Air ที่ประคองด้วยมือข้างเดียวได้แบบไม่กลัวว่าเครื่องจะหล่น แต่พอมาเป็น iPad Pro ประคองมือเดียวไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ รวมถึงว่าถ้าเราจะตอบข้อความหรือโพสข้อความใด ๆ แล้วต้องมีการกดปุ่มคีย์บอร์ดบนหน้าจอด้วยความจอใหญ่กดคีย์บอรด์ดมือเดียวไม่สะดวกเลยครับ จุดนี้ให้ไว้เป็นข้อสังเกตสำหรับคนที่ชอบใช้ iPad บนเตียงและหวังว่า iPad Pro จอใหญ่จะทำให้อลังการมากขึ้นตอนใช้งานอยู่บนเตียงนอน ปัญหาของเครื่องใหญ่มากขนาดนี้อีกประการของการใช้อยู่บนเตียงคือโมเม้นท์ครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้วมี iPad อยู่บนตัวถ้าเป็น iPad รุ่นอื่นเวลาล้มลงมาตอนที่บนตัวก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็น iPad Pro ล้มมามีสิทธิ์สูงที่จะฟาดหน้าเราเต็ม ๆ และอย่าลืมว่าเครื่องใหญ่มากด้วยเจ็บแน่นอนในจุดนี้

“iPad Pro จอใหญ่แบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าดีไปเสียทุกอย่าง”

ข้อดีของ iPad Pro เวลาดูหนังดูวิดีโอต่าง ๆ คือจอใหญ่และเมื่อใช้ประโยชน์จากจอขนาดใหญ่ด้วยฟีเจอร์ PIP (Picture in Picture) ที่สามารถย่อหน้าจอวิดีโอมาอยู่ตามมุมต่าง ๆ ได้ทำให้สามารถทำได้ทั้งหมด 4 ขนาด โดยขนาดของจอวิดีโอ PIP ใหญ่สุดวัดขนาดแล้วมีพื้นที่พอ ๆ กับหน้าจอ iPhone 6 Plus เลยทีเดียว และถ้าเปิด YouTube ไปเจอวิดีโอแบบ 4:3 ขนาดของวิดีโอ PIP มีพื้นที่แสดงผลมากกว่าหน้าจอ iPhone 6 Plus เสียอีก จุดนี้ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าเราดูวิดีโอแบบ PIP ที่ขนาดใหญ่สุดพร้อมกับใช้งานแอพอื่นไปด้วยก็ยังมองวิดีโอได้ชัดรวมถึงพวกซับไตเติ้ลต่าง ๆ ที่ไม่ได้เล็กจิ๋วมาก แต่กรณีที่หน้าจอวิดีโอ PIP แบบใหญ่สุดบังหน้าจออื่นที่เรากำลังใช้งานก็จีบนิ้วเพื่อหดหน้าจอให้เล็กลงมาก ๆ ได้ด้วยเพื่อไม่ให้ขวางขณะใช้งานหรืออ่านข้อความอยู่

“เรื่องลำโพงของ iPad Pro ต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีมากจริง ๆ”

สี่ลำโพงแล้วเสียงดีแค่ไหน (ฟังการทดสอบเสียงลำโพงจากในวิดีโอ)

เรื่องลำโพงของ iPad Pro ใครที่ได้ลองใช้เครื่องเป็นครั้งแรกแล้วเปิดหนังเปิดเพลงขึ้นมาฟัง ส่วนใหญ่ก็พยักหน้าให้กับเสียงที่ได้ว่าดีจริง แต่ดีระดับไหนละ?

4 ลำโพงทำให้การเปิดหนังที่มีการไล่เสียงซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย เราจะได้รับอรรถรสตรงนี้ชัดเจนมาก เสียงจะค่อย ๆ ไล่ขึ้นมาจากแล้วผ่านหน้าจอด้านหนึ่งไปอีกด้าน ตอนใช้ฟังเพลงเสียงมีมิติมาก ๆ เมื่อเทียบว่าเป็นลำโพงจากอุปกรณ์แนวนี้ ระหว่างที่ได้เครื่องมาก็พา iPad Pro โปรไปที่ต่าง ๆ เพื่อให้คนรอบตัวได้ร่วมวิจารณ์ในทุก ๆ เรื่องด้วย ในเรื่องลำโพงจะมีคำถามว่าลำโพง iPad Pro ให้เสียงดีกว่าลำโพง MacBook Pro 15″ หรือไม่ ตอบแบบไม่คิดเลยว่าเสียงลำโพงของ iPad Pro ดีกว่าบน MacBook Pro 15″ มาก ส่วนถ้าขึ้นเทียบกับลำโพงติดกับเครื่อง iMac 27″ อันนี้ยังไม่สามารถตอบได้เพราะยังไม่มีโอกาสไปลองแบบจัง ๆ

ถ้าใช้ iPad Pro แล้วจำเป็นต้องซื้อลำโพง Bluetooth เพิ่มรึเปล่า ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าเป็นลำโพง Bluetooth ในระดับราคา 1,000 – 4,000 บาทมองข้ามไปเลยเพราะลำโพงของ iPad Pro พอสู้ได้อยู่ครับ ถ้าจะแพ้ก็คงแพ้เรื่องความดังของเสียงที่ลำโพงบางรุ่นทำได้เสียงดังมาก ๆ แต่ถ้าเทียบเสียงกันคิดว่า iPad Pro ก็ให้เสียงได้ดีไม่แพ้ลำโพงในกลุ่มราคานี้ ถ้าจะซื้อลำโพง Bluetooth มาต่อกับ iPad Pro น่าจะต้องเลือกที่กลุ่มราคา 5,000 บาทขึ้นไปเพื่อให้รู้สึกว่าเสียงที่ได้ต่างกันเยอะจนเริ่มสังเกตได้

คีย์บอร์ดบนหน้าจอ iPad Pro ต่างไปจากรุ่นอื่น

เรื่องคีย์บอร์ดบนหน้าจอ iPad Pro เป็นอีกเรื่องที่ตัวผมยกให้ว่าแอปเปิ้ลทำการบ้านมาดีขึ้น ไม่ใช่แค่ว่าหน้าจอใหญ่แล้วก็ทำคีย์บอร์ดเหมือน ๆ กับคีย์บอร์ดบนหน้าจอ iPad รุ่นอื่น โดยคีย์บอร์ดบน iPad Pro มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องปุ่มพอควร ควรถึงขนาดที่แอปเปิ้ลพยายามทำให้ใกล้เคียงกับคีย์บอร์ดจริง ๆ ด้วย

ว่ากันที่เรื่องเลย์เอาท์และปุ่มก่อน กรณีแป้นพิมพ์ภาษาอังกฤษแอปเป้ิลใส่ปุ่มตัวแถวที่เป็นตัวเลขเพิ่มขึ้นมาอีกแถว โดยปุ่มในแถวตัวเลขจะเล็กกว่าปุ่มตัวอักษรครึ่งหนึ่ง รวมถึงการเพิ่มปุ่ม Delete ไว้ปลายสุดด้านขวาของแถวปุ่มตัวเลขที่เพิ่มเข้ามา ส่วนแป้นคีย์บอร์ดภาษาไทยมาแบบ 4 แถวเช่นเดิม สิ่งที่ต่างไปจากคีย์บอร์ดบน iPad รุ่นอื่นคือแอปเปิ้ลเตรียมปุ่มสลับภาษาระหว่างพิมพ์เพิ่มมาให้อีกปุ่มทางนิ้วก้อยซ้ายติดกับปุ่ม ‘ฟ’ หรืออักษร ‘A’ ในแป้นภาษาอังกฤษ แรกเห็นปุ่มนี้รู้เลยว่าแอปเปิ้ลพยายามให้การพิมพ์บนหน้าจอ iPad Pro ทำให้ได้ใกล้เคียงกับคีย์บอร์ดจริง ๆ เพราะปุ่มสลับภาษาดังกล่าวคือปุ่ม Caps Lock บน OS X ในเครื่อง Mac ที่เราจะกดปุ่มนี้เพื่อเปลี่ยนสลับภาษาระหว่างพิมพ์ไทยและอังกฤษ ซึ่งแอปเปิ้ลก็ไม่ได้ตัดปุ่มลูกโลกด้านล่างออกแต่อย่างใดสำหรับกรณีที่เราต้องการเปลี่ยนภาษามากกว่าแค่ไทยและอังกฤษก็เลือกเปลี่ยนที่ปุ่มลูกโลกได้เช่นเดิม

ส่วนขนาดแป้นของแต่ละปุ่มหน้าจอ iPad Pro มีความใกล้เคียงมากกับขนาดปุ่มบนคีย์บอร์ด Apple Magic Keyboard ความยาวของทั้งคู่ก็ใกล้เคียงกันมาก ๆ สิ่งที่ต่างกันระหว่างสองคีย์บอร์ดนี้คือความความกว้างไม่เท่ากัน โดยคีย์บอร์ดที่เป็นฮาร์ดแวร์อย่าง Apple Magic Keyboard กว้างกว่าพอควร (เทียบแค่ 5 แถวไม่นับแถวปุ่ม Function) เมื่อแถวคีย์บอร์ดกว้างแคบไม่เท่ากับทำให้ระยะก้าวนิ้วบนหน้าจอ iPad Pro ต้องมีการปรับตัวกันใหม่นิดหน่อย จากที่คุ้นเคยกับระยะก้าวนิ้วบนคีย์บอร์ดที่เป็นปุ่มจริง ๆ พอมาเป็นปุ่มคีย์บอร์ดเสมือนที่อยู่บนหน้าจอ iPad Pro จะมีระยะก้าวนิ้วออกไปไม่เท่ากับ รวมถึงว่าปุ่มบน iPad Pro เรียบเสมอเท่ากับทุกปุ่มทำให้การสืบนิ้วไปแตะ ๆ ปุ่มก่อนทำไม่ได้เหมือนปุ่มคีย์บอร์ดจริง ๆ

ในจุดนี้หลายคนอาจจะไม่ได้คิดว่าต่างกับคีย์บอร์ดบน iPad Air ที่หลายคนจิ้ม-ดีด-เคาะ เวลาพิมพ์ได้อยู่แล้ว แต่การที่คีย์บอร์ดใหญ่ขึ้นในแนวนอนมีการเตรียมปุ่มสลับภาษาระหว่างพิมพ์มาให้แบบนี้ ขอบอกว่าช่วยได้เยอะมากตอนที่ใช้งานจริง

แล้วเป็นแบบนี้เราจะสามารถวางมือเตรียมพิมพ์ในท่าทางเดียวกับการพิมพ์ดีดจริง ๆ บน iPad Pro ได้หรือไม่

วิธีการวางมือเตรียมพิมพ์เวลาอยู่บนแป้นเหย้า ฟหกด และ ่าสว จากปกติเราจะวางนิ้วไว้บนปุ่มเลย แต่พอเป็นบน iPad Pro การวางมือจะลอยอยู่เหนือปุ่มเราไม่สามารถวางนิ้วไปที่ปุ่มบนหน้าจอได้ ผมหัดพิมพ์บน iPad Pro อยู่พักใหญ่สิ่งที่ต้องปรับตัวนอกจากแป้นเหย้าที่ต้องวางมือลอย ๆ แล้วก็คือระยะการก้าวนิ้วและสัมผัสที่เปลี่ยนไป

ด้วยความที่หน้าจอเรียบเสมอกันไม่มีการเอียงองศาเล็กน้อยเหมือนคีย์บอร์ดจริง ๆ ทำให้ตอนวาง iPad Pro นอนราบไปกับโต๊ะแล้วพิมพ์จะดูแปลก ๆ ไปอยู่บ้างระยะก้าวนิ้วหดสั้นลงนิดหน่อย โดยผมพยายามลองพิมพ์ลองก้าวนิ้วด้วยจังหวะเดิมพบว่าพลาดเยอะเหมือนกัน ในจุดนี้เลยหดระยะก้าวลงเล็กน้อยนิ้วแตะถูกปุ่มมากขึ้น การเอื้อมนิ้วไปกดปุ่มบางปุ่มเช่นปุ่ม Delete ด้วยนิ้วก้อยขวาก้าวได้ระยะใกล้เคียงกับคีย์บอร์ดจริง โดยรวมผมสามารถวางมือลอย ๆ แล้วพิมพ์ข้อความพิมพ์ประโยคภาษาไทยได้แบบทำได้จริง ๆ ไม่ใช่เพราะฝืนพิมพ์แต่อย่างใด แต่การพิมพ์แบบนี้ผมยังคงพิมพ์ผิดและพิมพ์ช้ากว่าใช้คีย์บอร์ดจริง ๆ มากพอควร ผมพิมพ์รีวิว Apple TV (4th Gen) ด้วยคีย์บอร์ดบนหน้าจอ iPad Pro ไปราว ๆ 1 หน้าครึ่งเพื่อพิสูจน์กับตัวเองว่าคีย์บอร์ดนี้พึ่งพาได้อยู่บ้างเหมือนกัน เพียงแต่ต้องเป็นงานที่ไม่รีบร้อยนักเพราะถ้ารีบและต้องการความแม่นยำการต่อ Bluetooth ร่วมกับคีย์บอร์ดแยก เช่น Apple Magic Keyboard ดูจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องกว่า

สัมผัสที่เปลี่ยนไปขณะใช้คีย์บอร์ดบนหน้าจอ iPad Pro ดูแปลก ๆ ดีครับเพราะด้วยความเป็นปุ่มเสมือนบนหน้าจอไม่มีปุ่มนูนออกมาเวลากด (แตะ) ที่ปุ่มไม่ค่อยมั่นใจว่าโดนปุ่มตัวอักษรที่ต้องการหรือเปล่าในช่วงแรก ๆ พอเริ่มปรับตัวได้ก็ไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ สิ่งที่กังวลคือการวางมือแป้นเหย้าแบบลอยจังหวะที่บางทีเราคิดก่อนพิมพ์มือก็มีเลื่อนไปเองซ้ายขวาทำให้ถึงตอนพิมพ์กดผิดปุ่มก็มีเหมือนกัน

โดยรวมสำหรับเรื่องคีย์บอร์ดบนหน้าจอ iPad Pro ที่มีการปรับปรุงตามขนาดนหน้าจอทำออกมาให้มีขนาดใกล้เคียงกับคีย์บอร์ดจริง ๆ มากขึ้น เท่าที่ได้ใช้บอกได้เลยว่าสามารถใช้พิมพ์ได้จริง แบบที่ไม่ใช่การเคาะทีละปุ่ม แต่สามารถวางมือแบบลอยในท่าเตรียมพิมพ์ปกติได้ด้วย เพียงแต่ต้องปรับตัวในการพิมพ์ลักษณะนี้ ส่วนเรื่องว่าเวลาเร่งรีบแล้วจะพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดบนหน้าจอ iPad Pro แบบยาว ๆ หลายหน้ากระดาษเรื่องนี้ส่วนตัวผมคิดว่ายังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่

“ผมสามารถวางมือลอย ๆ แล้วพิมพ์ข้อความพิมพ์ประโยคภาษาไทยได้แบบทำได้จริง ๆ”

ทำงานบน iPad Pro

เรื่องการทำงานบน iPad Pro ต่อเนื่องมาจากเรื่องคีย์บอร์ด กรณีที่ไม่พกคีย์บอร์ดแยกใด ๆ เลย ไม่ซื้อ Smart Keyboard for iPad Pro ใช้ด้วย จะทำงานบน iPad Pro ได้มากน้อยแค่ไหน จุดนี้ผมยกตัวอย่างงานของผมก่อนก็แล้วกัน

งานของผมคือใช้แอพสำหรับพิมพ์ข่าวพิมพ์รีวิวถ้าบน Mac ก็จะเป็น TextEdit กับ Pages เป็นหลัก ถ้าบน iPad ก็จะเป็น Pages เป็นหลักนาน ๆ ครั้งมีบ้างที่ใช้ Notes ซึ่งถ้าแค่พิมพ์ข่าวสั้น ๆ ไม่เกิน 1 หน้า A4 ผมสามารถใช้ iPad Pro เดี่ยว ๆ ได้ไม่มีปัญหาในการพิมพ์

ถัดมาพอพิมพ์เสร็จแล้วถ้าบางข่าวมีรูปก็ต้องมีแต่งรูปนิดหน่อย เช่นครอปรูป ปรับสี หรือใส่ลายน้ำ ก็จะใช้ Pixelmator เป็นหลัก ในส่วนนี้ผมยังไม่ปลื้มเท่าไหร่เพราะการทำงานไม่สะดวกปกติเหมือนใช้บน iPad รุ่นอื่น เพราะผมไม่สามารถแต่งรูปและใส่ลายน้ำในคราวเดียวกันได้ต้องทำทีละรูป ถ้าเป็นข่าวที่มีแค่ 1-2 รูปไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นการทำรูปคราวละ 10-20-30 รูปปัญหาเริ่มเกิดเพราะจะเสียเวลามากกว่าทำบนเครื่องคอมพิวเตอร์หลายมากพอควร

หลังทำรูปเสร็จเว็บ siampod.com ใช้ WordPress ก็จะมีการเข้าไปเขียนเนื้อหา การวางรูป วางตัวหนังสือในรูปแบบต่าง ๆ ถ้าเป็นรูปแบบปกติที่วางตัวหนังสือสลับวางรูปที่เรียงกันลงมา จุดนี้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะการใช้งานบน iPad Pro ข้อดีอย่างหนึ่งคือพรีวิวหลังบ้านของ WordPress เป็นแบบ Desktop ไม่ใช่รูปแบบ Tablet เหมือนบน iPad รุ่นอื่น แต่ถ้าต้องการวางตัวหนังสือแบบ 2 คอลัมม์ และมีการใส่รูปแบบแปลก ๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ขอบซ้ายขอบขวาบ้าง ซึ่งมีจะมีการใช้ปลั๊กอินบางอันเป็นตัวช่วยในการทำงาน จุดนี้จะมีเริ่มมีปัญหากับการทำงานบน iPad Pro ที่บางครั้งไม่สะดวกในการงานซับซ้อนมากขึ้น เช่นว่าส่วนของการใส่ตัวหนังสือไม่เหมาะกับการใช้งานบนหน้าจอสัมผัส เป็นต้น

สำหรับสายงานอื่น ๆ ที่ใกล้ตัวสุดและให้เพื่อนได้ลองคือโปรแกรมเมอร์ แต่ก็เป็นการลองแบบคร่าว ๆ เพื่อขอความเห็นว่าถ้าใช้งานบน iPad Pro ด้วยคีย์บอร์ดแนวนอนที่ใหญ่ขนาดนี้ทำงานได้สะดวกหรือไม่ ก็ลองแบบคร่าว ๆ ด้วยการเขียนโค้ด HTML แบบง่ายมาก ๆ บนแอพ Notes พบว่าติดปัญหาการใช้คีย์บอร์ดที่ไม่สะดวกในการกดปุ่ม Shift และการไม่มีปุ่มลูกศร ขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา ทำให้ไม่สะดวกเท่าไหร่ จุดนี้ถ้าได้ลองในแอพเขียนโปรแกรมเขียนโค้ดโดยตรงอาจจะดีกว่านี้ก็เป็นได้

เรื่องการทำงานบน iPad Pro ในส่วนอื่น ๆ ที่ผมชอบก็จะเป็นการใช้สองแอพพร้อมกัน กรณีของผมคือดูข้อมูลจากเว็บไปพร้อมเขียนข่าวไปด้วยก็สะดวกดี  แต่โดยรวมสิ่งที่ iPad Pro ทำได้ยังต้องพิสูจน์อีกเยอะ เพราะ iPad  ออกมา 4 ปีแล้วก็พิสูจน์ตัวเองได้ประมาณหนึ่งแล้วว่ายังไม่สามารถทำงานแทนที่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดแบบใกล้เคียงชนิด 80-90 เปอร์เซ็นต์ ในงานที่ผมทำงาอยู่ ส่วนตัวผมถ้าให้เป็นคะแนนเรื่องการทำงานบน iPad Pro ผมใช้อยู่ราว ๆ 70 เปอร์เซ็นต์ไม่เกินนี้ อย่างที่บอกไปครับว่าในส่วนของการแต่งรูปทำรูปบน iPad Pro ยังมีข้อจำกัดอยู่พอควรเวลาต้องการทำหลาย ๆ รูปพร้อมกัน นี่ยังไม่นับว่าไม่สามารถตั้งชื่อไฟล์รูปได้อีกด้วย

“iPad Pro พร้อมคีย์บอร์ดแยก (Apple Magic Keyboard) กินพื้นที่บนโต๊ะเยอะมาก”

จุดสังเกตหนึ่งที่เพิ่งเห็นหลังจากทำตัวชิค ๆ ด้วยการพา iPad Pro ไปนั่งทำงานในร้านกาแฟ Starbucks ไปนั่งโต๊ะกลมเล็ก ๆ เจอปัญหาว่า iPad Pro พร้อมคีย์บอร์ดแยก (Apple Magic Keyboard) กินพื้นที่บนโต๊ะเยอะมาก ด้วยความที่ปัจจุบันยังไม่มีเคสมาให้ตั้งแบบชัน ๆ ก็กลายเป็นเหมือนว่าต้องวางนอนทั้งสองอุปกรณ์ ซึ่งพอวางทั้งคู่แล้วกินพื้นที่บนโต๊ะเยอะมากจริง ๆ กรณีนี้ถ้าเหลือแค่ iPad Pro เครื่องเดียวไม่มีคีย์บอร์ดแยกก็โอเคไม่มีปัญหาอะไรครับใช้พื้นที่บนโต๊ะกาแฟไม่ต่างจาก MacBook Pro 13”

กล้องถ่ายรูป

เรื่องกล้องถ่ายรูปของ iPad ทุกรุ่นที่ผ่านมาไม่ค่อยเป็นประเด็นนัก ด้วยเพราะสเป็คของกล้องถ่ายรูปมักจะไล่ตาม iPhone ที่ออกมาในปีเดียวกันอยู่เสมอ ๆ ซึ่ง iPad Pro ก็เช่นกัน กล้องด้านหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซล ทำได้ในระดับชัดปกติในสภาพแสงกลางวัน ส่วนกลางคืนมีนอยซ์เยอะพอควร ส่วนวิดีโอสามารถบันทึกได้ที่ระดับ 1080p @ 30fps และสโลโมชั่นที่ 120 fps

โดยการถือ iPad Pro ยกขึ้นมาถ่ายรูปดูเก้งก้างมากครับ ตัวเครื่องใหญ่หน้าจอใหญ่ขนาดนี้ ยกขึ้นมาถ่ายคนที่อยู่ด้านหลังเราเห็นหมดว่าเรากำลังถ่ายรูปอะไร

Apple Pencil

ด้านบนที่พร่ำกันไปเราไม่ยังได้เอ่ยถึง Apple Pencil กันเลย มาถึงหัวข้อนี้เรามาว่ากันที่ Apple Pencil นี่แหละว่าคืออะไรทำอะไรได้บ้าง และดียังไงบ้าง

สำหรับ Apple Pencil บอกก่อนเลยว่าปัจจุบันใช้งานได้แค่กับ iPad Pro เท่านั้น เพราะมีหลายคนนึกว่าจะเอาไปใช้กับ iPad รุ่นอื่นได้ด้วยก็ต้องรีบบอกไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าใช้งานกับ iPad รุ่นอื่นไม่ได้นะครับ

Apple Pencil แอปเปิ้ลออกมาแบบให้ลักษณะเหมือนดินสอไม้จริง ๆ แม้กระทั่งความยาวด้ามก็พอ ๆ กับดินสอไม้ที่ขายเท่าไป ด้วยความที่ด้ามยาวพอ ๆ กับดินสอไม้เลยสนใจว่าน้ำหนักของ Apple Pencil เป็นยังไงด้วย ก็พบว่าหนักกว่าดินสอไม้ทั่วไปพอควร โดยน้ำหนักของ Apple Pencil จะหนักไปทางท้ายด้าม ตอนหยิบจับจะรู้สึกได้ถึงน้ำหนักว่าเทไปอยู่ด้านท้าย

สำหรับหัว Apple Pencil ที่เห็นเป็นสีเทานั้นทำให้มีรูปลักษณ์แบบหัวดิอสอ โดยในกล่องมีหัวให้เปลี่ยนมาด้วยอีกอัน จุดนี้ยังไม่มีใครทราบว่าใช้งานนานมากเท่าไหร่ถึงจะพังจนถึงขนาดเปลี่ยนหัวนะครับ

ความใส่ใจของแอปเปิ้ลอีกอย่างสำหรับ Apple Pencil คือแอปเปิ้ลมีการถ่วงน้ำหนักที่ท้ายด้ามไว้ด้วย เพื่อให้เวลาที่เจ้า Apple Pencil กลิ้งอยู่บนโต๊ะแบบไม่แรงมากจะสามารถหยุดได้เอง โดยการหยุดทุกครั้งบริเวณที่เป็นโลโก้ Apple Pencil จะหงายขึ้นมาทุกครั้ง เรื่องนี้เราลองกลิ้งแบบแรงมากหน่อยเจ้า Apple Pencil ก็กลิ้งไปเรื่อยไม่หยุดนะครับ จุดนี้ก็ไม่ใช่ว่ากลิ้งแรงแล้วจะหยุดแบบติดเบรค ABS แต่อย่างใด

ถัดมาที่บริเวณท้ายด้ามทำเป็นฝาปิดแบบแม่เหล็กปิดไว้เปิดมาเป็นหัวชาร์จ Lightning ไว้สำหรับเสียบชาร์จไฟให้ Apple Pencil เอง ตามที่แอปเปิ้ลแนะนำคือเสียบเจ้า Apple Pencil เข้ากับ iPad Pro ได้เลยก็สะดวกดีตอนใช้งาน แต่ก็มีข้อควรระวังถ้าวาง iPad Pro ราบกับพื้นโต๊ะเวลาเสียบชาร์จ Apple Pencil จะเอียง ๆ อยู่ให้ระวังจุดนี้กันด้วย ทริคเล็กน้อยจากที่ได้ใช้ ขณะที่เราเปิดฝาเพื่อชาร์จไฟให้กับ Apple Pencil คิดว่าเจ้าฝาปิดต้องมีวางลืมกันบ้าง แนะนำให้นำฝาปิดมาแปะที่ด้านข้างตัวเครื่องที่เป็นแม่เหล็กแปะไว้ไม่ให้ฝาปิดกลิ้งหายไปไหน

ipad-pro_40

แล้ว Apple Pencil ใช้ยังไงและทำอะไรได้บ้าง

การใช้งาน Apple Pencil เริ่มจากที่เราต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์ให้รู้จัก แต่ด้วยความที่ Apple Pencil ไม่มีปุ่มกดใด ๆ ถ้าไม่ได้อ่านคู่มือหรือดูวิธีเชื่อมต่อมาก่อนรับรองได้ว่างงมากแน่นอน เพราะวิธีการเชื่อมต่อของ Apple Pencil กับ iPad Pro คือนำ Apple Pencil มาเสียบที่ช่อง Lightning ของ iPad Pro ก็จะเป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์อัตโนมัติ ไม่ต้องเข้าไปที่ Settings > Bluetooth เพื่อจับคู่อุปกรณ์แต่อย่างใด จับเสียบกันแป๊บเดียวมีข้อความแจ้งบนหน้าจอกดคำสั่ง Pair เป็นอันใช้ได้เลยทันที หลังจากนี้ก็ใช้งานได้ตลอดหยิบ Apple Pencil ขึ้นมาก็ใช้งานได้ตลอดเวลาไม่ต้องมีปุ่มกดเปิดปิดแต่อย่างใด เท่าที่สังเกตดูเรื่องนี้เหมือนว่า Apple Pencil จะเป็นแบบเปิดอยู่ตลอดเวลา (Always On) เพราะไม่ว่าผมจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ใช้ได้ทันที จนแปลกใจว่าวางไว้ไม่ได้ใช้ Apple Pencil นาน ๆ จะมีแบบ Sleep หรือ Turn Off ไปบ้างหรือไม่ ผลปรากฏว่าหลังวาง Apple Pencil โดยไม่สัมผัสไม่ยกขึ้นมาเลยราว ๆ 15-20 นาทีเจ้า Apple Pencil ก็ยังคงเชื่อมต่อกับ iPad Pro อยู่ แต่พอวางไว้นานกว่านั้นการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ก็จะหลุดไปเอง และเมื่อมีการสัมผัสกับ Apple Pencil นิดหน่อยการเชื่อมต่อก็จะกลับมาทันที

สำหรับการใช้งานพื้นฐานทุกอย่างที่นิ้วทำได้บนหน้าจอ Apple Pencil ก็ทำได้เช่นกัน ในจุดนี้คงไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจจนกระทั่งเราได้ลองใช้ Apple Pencil วาดรูป…

สิ่งที่แอปเปิ้ลทำกับ Apple Pencil คือการแสดงความเก่งกาจของสไตลัสที่ต่างออกไปจากยี่ห้ออื่น ตั้งแต่เรื่องรองรับการทำงานร่วมกับตัวเครื่องร่วมกับแอพที่แอพวาดรูปชื่อดังต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ProCreate 3, Paper by 53, แอพจดตัวหนังสืออย่าง GoodNotes, กลุ่มแอพของ Adobe และแอพที่มากับเครื่องอย่าง Notes รองรับการใช้งานร่วมกับ Apple Pencil ได้เป็นอย่างดี

ความเก่งของ Apple Pencil ขณะใช้วาดรูปคือเราเลือกเป็นหัวดินสอไม้สามารถเอียง Apple Pencil เพื่อแรเงาได้ด้วย ถือเป็นสไตลัสยี่ห้อแรกที่ทำแบบนี้ได้ การแรเงาสามารถแรเงาได้ทั้งหนักเบาเหมือนเวลาเขียนที่เรากดน้ำหนักต่างกันไป ส่วนปื้นแรเงาที่ออกมามีขนาดกว้างเหมือนใช้ดินสอ 2B มาแรเงาในจุดนี้อยู่ที่แอพด้วยว่าสามารถเลือกขนาดความกว้างของหัวดินสอได้หรือไม่ เช่น ProCreate 3 สามารถเลือกประเภทของหัวดินสอได้ละเอียดและเลือกความใหญ่ของเส้นได้ละเอียดกว่าแอพอื่นก็ทำให้เวลาแรเงาปื้นแรเงาก็จะใหญ่ตามไปด้วย

ความเร็วในการตอบสนองเวลาใช้ Apple Pencil อยู่ในระดับที่ดีมาก ๆ การที่เราจรดหัว Apple Pencil

ลงไปบนหน้าจอแล้วเริ่มลากเส้นในรูปแบบต่าง ๆ ดูด้วยตาเปล่าแทบไม่มีการสะดุดหยุดคิดคำนวณใด ๆ เลย ถือว่าเป็นสไตลัสที่ตอบสนองเรื่องการวาดเขียนได้ดีมาก เท่าที่ทดสอบเจอ Apple Pencil คิดไม่ทันแค่อย่างเดียวคือตอนที่ทดสอบตวัดเส้นไปมาแบบเร็วมาก ๆ แบบมากจริง ๆ จะเริ่มสังเกตได้ในเสี้ยววินาทีว่ามือเราสบัดไปแล้วหน่อยหนึ่งเส้นถึงจะตามมา นั้นเป็นจุดเดียวที่ Apple Pencil ตอบสนองไม่ได้

สำหรับน้ำหนักของ Apple Pencil จากที่ผมนำให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ หลายคนลองใช้ประโยคแรกที่พูดถึงน้ำหนักจะบอกว่าหนักไปนิด ยิ่งพอแอปเปิ้ลใช้คำว่า Pencil ด้วยก็อดเทียบน้ำหนักกับดินสอไม้จริง ๆ ที่เบากว่ามากไม่ได้ โดยน้ำหนักของ Apple Pencil จะค่อนไปอยู่ทางด้านท้ายด้ามที่อัดรวมด้วยแบตเตอรี่และแผงวงจร

ผลงานจากการใช้ iPad Pro ร่วมกับ Apple Pencil ผมมีมาให้ดู 4 รูป เป็นคนละสไตล์ต่างกันไป

รูปปลาคาร์ฟ บนแอพ Notes  : พี่เล็ก (ร้าน Saklai Tattoo Studio @ Lido ชั้น 2)

รูปสเก็ตลายไทย บนแอพ ProCreate 3 : นิรนาม

รูปสเก็ตม้าหมุน บนแอพ ProCreate 3 : พี่เจส (ร้าน ChibiChibi @ ศรีอยุธา ซ.2)

รูปสเก็ตตัวพี่วี บนแอพ Notes : พี่วี แห่ง Conscious

ทั้ง 4 คนที่ผมนำ iPad Pro ไปรบกวนให้ช่วยวาดรูปให้ ทั้งหมดบอกว่าเจ้า Apple Pencil ทำได้ดีกว่าที่คิดไว้มาก โดยพี่เล็กที่วาดรูปปลาคาร์ฟอายุ 50 นิด ๆ เป็นคนที่วาดรูปกับดินสอและกระดาษแบบ 100% ผมนำให้พี่เล็กลองใช้งานสักพักพร้อมอธิบายการทำงานว่าทำอะไรได้บ้าง พี่เล็กก็เริ่มวาดปลาคาร์ฟรูปนี้มาให้ โดยถ้านักเป็นระยะเวลาพี่เล็กใช้เวลากับรูปนี้ราว ๆ 4 ชั่วโมง

สำหรับพี่วีที่ผมเลือกรูปสเก็ตคาราเตอร์ตัวแกเองมาให้ดู บอกว่าอยากลองมากเพราะในโฆษณา Apple Pencil ถึงขนาดใช้วาดรูปนก Flourish Bird ได้ต้องบอกว่าแอปเปิ้ลไม่ธรรมดา ซึ่งผมก็เพิ่งมาทราบความหมายของการวาด Flourish Bird แบบพอสังเขปจากพี่วีว่าเป็นการอวดของของนักวาดเส้นว่านอกจากมีฝีมือกันมาก ๆ แล้ว อุปกรณ์ที่ใช้วาดก็ต้องดีมากด้วยปากกาหัวตัดก็ต้องดีเยี่ยม เพราะการวาดเส้นลากไปมาที่แทบจะไม่ยกปากกาออกเลยต้องมือนิ่งมากและตัวคนวาดเองก็ต้องกำหนดลมหายใจดีมากด้วยไม่งั้นเส้นที่ออกมาอาจจะสั่น ๆ ได้ จากความรู้เรื่องการวาด Flourish Bird ที่พี่วีอธิบายพอสังเขป ผมว่าแอปเปิ้ลก็เกรียนดีนะครับ ในแง่การโฆษณาคือเหมือนประกาศศักดาเลยว่า Apple Pencil ด้ามนี้มันแจ๋วจริงไม่เหมือนกับสไตลัสยี่ห้ออื่น

ตัวพี่วีจากที่ได้ลอง Apple Pencil ถือว่าชอบมาก ๆ ในแง่การตอบสนองและฟีลลิ่งการวาด

ส่วนพี่นิรนามที่ไม่ยอมเผยตัว ลองวาดลายไทยและรูปสเก็ตต่าง ๆ บอกว่า Apple Pencil ตอบสนองดีมาก ๆ ทั้งการวาดเส้นเล็กใหญ่ (ในส่วนนี้ตัวผมคิดว่าแอพ ProCreate 3 เองก็มีส่วนชูความเก่งของ Apple Pencil ด้วย) เท่าที่พี่นิรนามลองวาดพวกเส้นลายไทยต่าง ๆ พร้อมกับพูดคุยกันไปด้วยจบลงที่ชอบ Apple Pencil ซึ่งพี่นิรนามคนนี้เป็นคนที่เจอว่าถ้าสบัดมือแบบเร็วมาก ๆ Apple Pencil ตามที่กล่าวไปข้างต้นจะเห็นอาการว่าเส้นมาไม่ทันความเร็วของมือที่สะบัดในเสี้ยววินาที

ส่วนพี่เจส (หรือ @malimali) ได้ลองใช้วาด ก็บอกว่าให้ความรู้สึกดีทีเดียวกับสิ่งที่ Apple Pencil ทำได้ สิ่งที่พี่เจสบอกมาคือการวาดแบบดิจิตอลแบบนี้คือดีเวลาแรเงาแล้วมือไม่เปื้อน

แต่ทั้ง 4 คนก็มีจุดร่วมที่บอกว่าการวาดบนพื้นผิวที่เป็นกระจก ‘ลื่น’ ไปหน่อย รวมถึงเสียงแต๊ก ๆ เวลาที่ Apple Pencil โดนกับหน้าจอ iPad Pro จึงเป็นที่มาของการโมดิฟายหัว Apple Pencil

โมดิฟายหัว Apple Pencil

เป็นเรื่องที่พบโดยบังเอิญหลังจากที่พี่เจสสเก็ตภาพแล้วรู้สึกว่าลื่นเกินไปไม่เหมือนกับเวลาวาดหรือสเก็ตบนกระดาษจริง พี่กอล์ฟแฟนพี่เจสก็เลยพูดขึ้นมาว่าถ้าเอากระดาษกาวมาพันหัวจะยังวาดได้รึเปล่า ไม่ทันสิ้นเสียงดีพี่กอล์ฟก็จัดการนำกระดาษกาว กรรไกร มาวางแล้วก็ลองพันกระดาษกาวกับหัว Apple Pencil ตัดแต่งกระดาษให้เรียบร้อยพบว่ายังใช้วาดได้ แถมด้วยว่าไม่ลื่นเหมือนการใช้ Apple Pencil ปกติด้วย เรียกว่ากระดาษกาวทำให้มีความฝืดมากขึ้น

เรื่องโมดิฟายหัว Apple Pencil ผมขอยกให้พี่เจสและพี่กอล์ฟแห่งร้าน ChibiChibi เป็น 2 คนแรกในโลกที่ทำการคิดโมดิฟายหัว Apple Pencil ครับ

จากนั้นก็ลองพันกระดาษกาวอีกหลายแบบ เช่น พัน 1 รอบครึ่ง, พัน 2 รอบ และพัน 3 รอบ พบว่าถ้าพันกระดาษกาวไม่หนามากเกินก็ยังใชัวาดได้ปกติและใช้แรเงาได้ปกติ เพียงแต่ตอนที่เราเห็นเส้นเวลาวาดจะไม่ต้องกับหัวของ Apple Pencil เพราะกระดาษกาวที่พันจะทำให้หัว Apple Pencil ทู่ลง เรื่องที่ได้จากการพันกระดาษกาวนอกจากความฟืดที่ทำให้ความรู้สึกดีขึ้นตอนวาดว่าไม่ลื่นมากแล้ว ก็ยังมีว่าเวลาที่ Apple Pencil แตะไปที่หน้าจอ iPad Pro จะไม่มีเสียงแต๊ก ๆ เหมือนของแข็งกระทบกันอีกด้วย

ข้อถกเถียงจากวงสนทนาหลังจากที่โมดิฟายหัว Apple Pencil กันแล้วก็มาดูกันที่กระดาษกาวว่าแต่ละยี่ห้อพื้นผิวกระดาษกาวขุรขระไม่เท่ากันอีกก็น่าจะให้ความฝืดต่างกันไปบ้างเล็กน้อย เรื่องนี้คงต้องทดสอบกันเองว่าแต่ละคนใช้กระดาษกาวยี่ห้ออะไรและมีเทคนิคการพันกระดาษกาวยังไงด้วย

ถึงตรงนี้น่าจะมองเห็นกันแล้วนะครับว่า iPad Pro และ Apple Pencil ทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เท่านั้นครับ การใช้งานเจ้า iPad Pro ก็ยังมีแง่มุมอื่นอีกด้วยครับ โดยสิ่งที่ผมสังเกตได้คือการใช้ iPad Pro ตอนนอน หรือบนที่นอนที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ เพราะเครื่องใหญ่มากเกินไป ใครที่มี iPad Air หรือ iPad mini คงมีบ้างที่ใช้ iPad ตอนจะนอนแล้วเอา iPad วางไว้บนตัวแถว ๆ ช่วงหน้าอกหรือยอดหน้าอก ซึ่งการใช้งานก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเป็น iPad Pro ทำแบบเดียวกันแล้วใช้งานไม่ถนัดเลยไม่ว่าจะแนวตั้งหรือแนวนอน เพราะขนาดใหญ่มากเกินไป

กรณีที่เราวางเครื่องแนวตั้งไว้บนหน้าอกจะพบว่าเครื่องสูงเกินไป มองไม่ถนัดนัก ส่วนถ้าวางแนวนอนบนหน้าจอระยะห่างจากสายตาถึงหน้าจอก็ใกล้เกินไปมองหน้าจอได้ไม่คลุมซ้ายขวา รวมถึงเวลาจะใช้คีย์บอร์ดพิมพ์นิด ๆ หน่อย ๆ แบบที่มือซ้ายประคองเครื่องแล้วใช้นิ้วมือขวาจิ้ม ๆ คีย์บอร์ดบนหน้าจอก็รู้สึกว่าคีย์บอร์ดกว้างมากไม่กดจิ้มตัวอักษรไม่ถนัด และมีเรื่องแสงหน้าจอที่จ้ามากเกินไปแม้ว่าจะลดระดับแสงหน้าจอลงมาจนสุดแล้วก็ตาม ระยะเหมาะสมเวลาใช้ iPad Pro อยู่บนตัวเราตอนนอนคือต้องเลื่อนตัวเครื่องไปอยู่แถว ๆ หน้าท้องครับ ถึงจะมองเห็นหน้าจอได้ครบซ้ายขวาไม่ต้องเอียงสายตาไปมา

การใช้ iPad Pro บนเตียงผมมองว่าจะเหมาะกว่าถ้าวางไว้ข้างตัว ในกรณีใส่เคสที่สามารถวางเครื่องขึ้นมาในแนวนอนได้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องว่าจอใหญ่เกินอย่างเดียว แต่ถ้าอยู่ในจังหวะครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้วมือที่ประคองเครื่องอ่อนลงมาจนเครื่องล้มมาฟาดหน้ารับรองได้ว่าเจ็บมากแน่นอนจากน้ำหนักเครื่อง iPad Pro

เรื่องการใช้งานบนที่นอนจุดนี้ผมให้ไว้เป็นข้อสังเกตและข้อควรระวังครับ เพราะไม่ว่าจะ iPad รุ่นไหนหรือแท็บเล็ตยี่ห้อไหน เจ้าของเครื่องก็ต้องมีโมเม้นต์ประมาณนี้กันอยู่บ้าง

แบตเตอรี่ iPad Pro และ Apple Pencil

ตามที่แอปเปิ้ลระบุถึงแบตเตอรี่ของ iPad Pro บอกว่าสามารถใช้งานได้ 10 ชั่วโมงต่อเนื่อง จากที่ได้ใช้งานจริง ๆ พบว่าทำได้ตามที่ระบุ ที่ผมสังเกตได้ตอนที่ใช้วาดรูปต่อเนื่องแบบไม่มีปิดไม่มีพักหน้าจอเลยแบตเตอรี่ลดลงชั่วโมงละ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ให้ iPad Pro ถือว่าใช้เวลานานมากแม้จะใช้อะแดปเตอร์ 12 วัตต์ที่มากับเครื่องก็ใช้เวลาจากแบตเตอรี่ระดับ 5 เปอร์เซ็นต์รอชาร์จเต็มถึง 100 เปอร์เซ็นต์ทั้งหมดราว ๆ 5 ชั่วโมง

สำหรับสายชาร์จที่แอปเปิ้ลใช้มาในกล่องเป็นรุ่นความยาว 2 เมตร ผมว่าแอปเปิ้ลไม่ได้คิดว่า iPad Pro จะเป็นเครื่องที่พกพาซะทีเดียว เพราะการใช้งานจริงของผมเครื่องนี้เหมือนมาแทนการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ไปด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้บางทีอาจจะมีการเสียบชาร์จกับปลั๊กใต้โต๊ะที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 1 เมตร ซึ่งก็จะพบเห็นได้บ้างเวลาที่เราไปตามร้านกาแฟแล้วปลั๊กไฟอยู่ห่างออกไปจากโต๊ะที่เรานั่งสายชาร์จยาว 1 เมตรไปไม่ถึง กรณีของสาย 2 เมตรผมมองว่าเหมือนความยาวสายของอะแดปเตอร์ชาร์จไฟเครื่องโน๊ตบุ๊คที่ทุกยี่ห้อจะทำมายาวมากหน่อยเผื่อไว้ให้ก่อน

ส่วนแบตเตอรี่ของ Apple Pencil แอปเปิ้ลระบุว่าชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้งใช้งานได้ต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง ซึ่งในการใช้งานจริงไม่ได้จับเวลาส่วนนี้เลยครับ เท่าที่นึกออกคือชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้งก็ใช้งานได้นานมากอยู่เหมือนกัน ซึ่งระดับแบตเตอรี่ของ Apple Pencil แอปเปิ้ลก็ไม่ได้มีบอกไว้ในส่วนของอุปกรณ์ Bluetooth แต่อย่างใด แต่จะบอกไว้ใน Notification ของตัว iPad Pro แทน เรียกว่าถ้าไม่ได้อ่านข้อมูลมาก่อนหาให้ตายใน Settings > Bluetooth ก็หาไม่เจอ แถมบน Apple Pencil ก็ไม่มีไฟบอกสถานะใด ๆ อีกด้วย

สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ให้ Apple Pencil ทำได้ด้วยการถอดฝาที่ปลายด้ามแล้วก็จิ้มหัว Lightning เข้ากับตัวช่อง Lightning ของ iPad Pro ได้เลย โดยการชาร์จไฟของ Apple Pencil แอปเปิ้ลระบุว่าชาร์จด่วน 15 วินาทีใช้งาน 30 นาที ซึ่งผมก็สังเกตระดับแบตเตอรี่ของ Apple Pencil ขณะชาร์จไฟพบว่าขึ้นมาเร็วมาก โดยชาร์จไฟจากระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นมา 100 เปอร์เซ็นต์ใช้เวลาราว ๆ 20 นาทีเท่านั้น โดยระดับแบตเตอรี่ของ iPad Pro จะลดลงราว 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็กินไฟไม่เยอะครับ อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ต้องพะวงว่าถ้าชาร์จไฟ Apple Pencil แล้วแบตเตอรี่ iPad Pro จะลดลงมากหรือไม่

เท่าที่ใช้ Apple Pencil แล้วก็ชาร์จไฟกับ iPad Pro ไปผมว่าสะดวกดีครับ แม้ตอนชาร์จจะมีติ่งยาว ๆ ยื่นออกมามากหน่อย แต่ในการใช้งานจริงผมใช้งานเครื่องในแนวนอนเป็นส่วนใหญ่ฉะนั้นติ่งก็ยื่นยาวไปด้านข้างไม่เกะกะการใช้งาน คือถ้าเสียบชาร์จแล้วเราใช้เครื่องแนวตั้งแล้วหัน Apple Pencil ที่เสียบชาร์จอยู่เข้าหาตัวด้วยอันนี้เกะกะแน่นอนครับ ส่วนอะแดปเตอร์แปลงหัวให้ไปชาร์จกับสาย Lightning ตอนแรกก็ว่าจะแกะมาใช้งาน แต่พอได้ใช้จริงชาร์จไฟจาก iPad Pro เลยสะดวกกว่าเพราะไปคู่กันทุกที่อยู่แล้ว และการชาร์จไฟแต่ละครั้งก็ไม่ได้กินไฟจาก iPad Pro มากมายอะไร

ข้อควรระวังตอนชาร์จ Apple Pencil กับ iPad Pro ถ้าวางเครื่องราบกับโต๊ะแล้วเราเสียบ Apple Pencil ชาร์จตัวด้ามของ Apple Pencil จะกระดกนิดหน่อย และอีกข้อต้องระวังสักนิดคือด้วยความที่ตอนชาร์จ Apple Pencil จะยื่นยาวออกมาอย่าเผลอวางมือไปโดนแรง ๆ ก็แล้วกันเพราะมีสิทธิ์ที่หัว Lightning หักได้

เป็น iPad เหมาะสำหรับวางไว้ที่บ้านที่ออฟฟิสมากกว่ายกไปยกมานอกสถานที่รึเปล่า

เท่าที่ได้ใช้ผมคิดว่า iPad Pro เป็น iPad ที่วางไว้ที่บ้านที่ทำงานมากกว่าจะยกไปไหนมาไหนบ่อย ๆ ด้วยขนาดที่ใหญ่มากพอควรทำให้การใช้งานนอกสถานที่ในบางครั้งบางสถานที่ไม่เหมาะนัก การหยิบ iPad Pro ขึ้นมาผมเทียบของผมเองว่าเหมือนหยิบเครื่องตระกูล MacBook 11-13 นิ้วขึ้นมาใช้งาน เราต้องการพื้นที่ในการวางในการตั้งเครื่องพอควร กรณีอยู่บนรถไฟฟ้าที่มีคนแน่หน่อยผมลองดูแล้วครับเกะกะผู้โดยสารคนอื่นพอควรเมื่อเทียบกว่าถ้าเป็น iPad mini หรือ iPad Air ที่เราถือมือเดียวได้สบาย ๆ พอเป็น iPad Pro แม้จะจับเครื่องมือเดียวได้แต่การจะกดจะพิมพ์ต่าง ๆ ไม่สะดวกอะไรนัก

จุดนี้ก็แล้วแต่วัตถุประสงค์ที่เราใช้งานด้วยว่าเราซื้อมาใช้ทำอะไร ซึ่งหลาย ๆ คนที่ทำงานสายกราฟิกดีไซเนอร์ สายออกแบบต่าง ๆ ที่ต้องใช้การวาดบอกว่าเครื่องนี้เหมาะกับการให้ดีไซเนอร์ใช้วาดนู้นนี่อยู่ในออฟฟิสแบบไม่ต้องนั่งแกร่วอยู่แค่หน้าคอมพิวเตอร์ คือยกไปไหนมาไหนได้ทั่วบริเวณ

การพกพา

ส่วนกรณีพา iPad Pro ใส่กระเป๋าติดตัวไปไหนต่อไหนด้วย ผมไม่ติดขัดเรื่องน้ำหนักเครื่องครับ เพราะไม่ได้รู้สึกว่าหนักจนเป็นภาระแต่อย่างใด กรณีที่เราทำพรีเซนเตชั่นบนแอพ Keynote แล้วต้องการนำเครื่องไปใช้นำเสนอกับลูกค้าก็ยังพกได้สบาย ๆ อยู่ครับ แต่ที่จะเริ่มน้ำหนักเยอะขึ้นเมื่อต้องพกคีย์บอร์ดไร้สายเพิ่มไปด้วยอีกอันสำหรับใช้พิมพ์งานเป็นจริงจัง และถ้าต้องมีพกอะแดปเตอร์กับสายชาร์จไปด้วยน้ำหนักรวมก็เพิ่มขึ้นไปเท่า ๆ กับน้ำหนักเครื่อง MacBook 12″ เลยทีเดียว ซึ่งถ้าชาร์จแบตเตอรี่เต็ม ๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องพกอะแดปเตอร์ติดไปด้วยก็ได้

อุปกรณ์เสริม

ในเรื่องของอุปกรณ์เสริมสำหรับ iPad Pro ในขณะที่รีวิวไม่มีอุปกรณ์เสริมโดยตรงจำพวกซองใส่และกระเป๋าประกอบกับขนาดเครื่องที่ยังไงก็ใช้งานร่วมกับของ iPad Air ไม่ได้อยู่แล้ว โดยซองใส่เครื่องและกระเป๋าจากที่ลองและได้ใช้งานเอง ซองที่ใช้ใส่ iPad Pro จะเป็นซองเดียวกับที่ใช้ใส่เครื่อง MacBook Air 13″ หรือ MacBook Pro 13″ ครับ พอใส่ไปแล้วด้วยความที่ iPad Pro จะสั้นกว่าพวก MacBook Air 13″ และ 13″ ก็จมีพื้นซองเหลืออยู่เล็กน้อย ส่วนซองของ MacBook 12″ ที่ผมไปลองวางเครื่องทาบดูขนาด พบว่าไม่น่าใส่ได้ ส่วนกระเป๋าที่บอกว่ามีช่องใส่ iPad Air ถ้าช่องดังกล่าวทำความสูงมาพอดีกับ iPad Air เวลาใส่ iPad Pro ก็จะสูงเลยล้นออกมาครับ

สำหรับอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ได้ลองอย่างที่ตั้งเครื่อง iPad Air ของยี่ห้อ TwelthSouth ชื่อรุ่น Compass ที่เป็นขาตั้งสำหรับวาง iPad Air และ iPad mini ได้สบาย ๆ เอามาลองใช้กับ iPad Pro คือวางเครื่องสวย ๆ ได้ อย่าจับเครื่องมากเพราะขาตั้งไม่สามารถรับน้ำหนัก iPad Pro ได้ ส่วนแผ่นรองในเครื่องที่ใช้สำหรับติดกับเครื่องตระกูล MacBook 11-15″ ของ TwelthSouth ชื่อรุ่น BaseLift ที่ใช้ติดเพื่อให้เครื่องมีมุมเอียงขึ้นมาหาเราเพื่อให้พิมพ์คีย์บอร์ดได้ถนัด ๆ ผมเอามาติดกับใต้เครื่อง iPad Pro พอพับฐานให้เอียงก็อยู่ในมุมเอียงที่ใช้อ่านข้อมูลบนหน้าจอใช้พิมพ์จากคีย์บอร์ดบนหน้าจอได้ถนัดมากขึ้น โดย BaseLift เขาออกแบบสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์เวลาเอามาติดกับ iPad Pro ก็จะใช้งานได้เฉพาะแนวนอนเท่านั้น

สิ่งที่ขาดบน iPad Pro

จากที่ได้ใช้ iPad Pro ต้องบอกว่า ‘เกือบ’ จะแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ในการทำงานได้มากขึ้นแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถแทนได้ ส่วนหนึ่งมาจากแอพบน iPad บางส่วนก็ยังแทนที่การใช้แอพประเภทเดียวกันบนคอมพิวเตอร์ไม่ได้ และกรณีทำงานกับเว็บต่าง ๆ รูปแบบเว็บแบบ Desktop ก็ไม่ได้เอื้อให้ทำงานร่วมกับการจอสัมผัสมากนัก การควบคุมการเลื่อนไปมาในกรณีเว็บรูปแบบ Desktop ใช้เมาส์หรือแทร็กแพดก็ยังลื่นไหลกว่า

สิ่งที่ขาดไปและคิดว่าแอปเปิ้ลควรจะทำคือการแปลงลายมือตอนที่เราเขียนด้วย Apple Pencil ให้เป็นตัวหนังสือ , การใช้งาน 2 แอพตอนแบ่งครึ่งหน้าจอที่ควรจะเก่งขึ้น เช่นผมใช้ Pages พิมพ์งานแล้วเห็นรูปจากเว็บน่าสนใจอยากเอามาใส่ในเอกสารด้วย ตอนนี้ยังไม่สามารถลากรูปจากหน้าเว็บมาที่ Pages ได้ทันที ปัจจุบันคือต้องกดคำสั่ง Copy Image ที่รูปจากหน้าเว็บ แล้วก็มากดคำสั่ง Paste บนแอพ Pages เรื่องพวกนี้คงต้องดูว่าแอปเปิ้ลคิดยังไงกับ iPad Pro จะทำ iOS 10 ที่ใช้กับ iPad Pro ให้เก่งใกล้เคียงกับเครื่องคอมพิวเตอร์มากแค่ไหนก็ต้องติดตามกันต่อไป

เหมาะกับใคร

iPad Pro ราคาแพงไม่ใช่น้อยการจะซื้อมาเล่น ๆ ถ้าไม่ได้เงินเหลือก็ควรคิดให้ดีก่อนว่าเราจะซื้อมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ส่วนว่าเหมาะกับใคร เหมาะกับคนทำงานอาชีพอะไร ตัวผมพบหลากหลายมากสำหรับคนที่มีความประสงค์จะซื้อ iPad Pro และคนที่ซื้อมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสายกราฟิก ดีไซเนอร์, คนที่ทำพรีเซนเทชั่นเป็นอาชีพ, นักวาดการ์ตูนวาดคาแรกเตอร์ และสุดท้ายคือพี่ที่อยู่ในแวดวงพระเครื่อง

ใช่ครับแวดวงพระเครื่องก็มีคนสนใจซื้อ iPad Pro มาใช้เพราะจอใหญ่มากเวลาดูรูปพระเครื่องจากเว็บเห็นรายละเอียดของรูปพระเครื่องได้ชัดถนัดตาเวลารูปซูมรูปขึ้นมาก็ใหญ่เต็มตาอลังการดี ซึ่งผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนจนมาเจอพี่คนนี้ทำให้ดูก็ถือว่าเป็นอีกรูปแบบนอกเหนือจากอาชีพทั่วไปที่นึกได้ครับ

ถึงตรงนี้น่าจะพอได้คำตอบนะครับว่า iPad Pro ไม่ได้เหมาะกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ตัวเราเองต้องนึกก่อนกว่าจะเอา iPad Pro มาประยุกต์ใช้งานร่วมกับตัวเราอาชีพเรายังไงได้บ้างมากกว่า

ความจุ 32GB หรือ 128GB ดีนะ

จากที่ผมเองตอนแรกสุดก็จะเลือกแค่ 32GB แต่พอไปถึงร้านลองดูเครื่องเดโมพบว่าพื้นที่ 32GB ที่เป็นเครื่องเดโมมีการลงแอพเพิ่มเล็กน้อยเลือกพื้นที่ใช้งานจริงอยู่แค่ 20GB ต้น ๆ เห็นดังนี้ก็เลยเลือกรุ่นพื้นที่ 128GB กลับบ้าน หลังจากใช้เครื่องได้สักพักพบว่าถ้าเลือกรุ่น 32GB มาไม่พอกับการใช้งานของผมเองแน่นอน เพราะตัวผมมีการโยนไฟล์วิดีโอที่ถ่ายจาก iPhone 6s เข้ามาตัดต่อใน iPad Pro ด้วย ซึ่งไฟล์วิดีโอเป็นแบบ 4K กินพื้นที่มากอยู่เหมือนกัน ส่วนการทำงานอื่น ๆ ก็จะมีเรื่องรูปภาพที่แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่าใช้ iPad Pro มาลองทำรูปภาพมากขึ้นกว่าเดิม จุดนี้ก็เลยใช้พื้นที่เยอะตามไปด้วย อื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นด้วยความที่ลำโพงกระหึ่มขนาดนี้ก็เลยมีการดาวน์โหลดหนังจาก iTunes Store มาไว้ในเครื่องด้วย แล้วก็เพลงจาก Apple Music ที่หลาย ๆ เพลงผมเลือกให้เป็นแบบ Offline เพราะ iPad Pro ของผมไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา ถ้าจะให้ฟันธงก็คงต้องบอกว่าเพิ่มเงินเลือกรุ่น 128GB ไปเลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องมาห่วงเรื่องพื้นที่ใช้งาน

สรุป

ถามใจตัวเองว่า iPad Pro ดีหรือไม่อย่างไร ผมได้คำตอบว่าจอใหญ่ขึ้นสะดวกขึ้นในการใช้งานบางประเภท เชื่อว่าบางงานสามารถใช้ iPad Pro ทดแทนคอมพิวเตอร์ได้เยอะมาก ส่วนตัวผมงานผม iPad Pro แทนที่ได้ราว ๆ 60-70 เปอร์เซ็นต์แล้วแต่งานที่ทำ ด้านบันเทิงจัดว่า iPad Pro ทำได้ดีมาก

สำหรับ Apple Pencil ถ้าให้เป็นคะแนนเต็ม 10 ผมให้ 12 ครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วหลายคนที่ผมเจอและได้ลองก็ให้คะแนน Apple Pencil สูงใช่เล่น จุดที่ผมให้คะแนนสูงเป็นพิเศษคือเรื่องฟีเจอร์ที่ Apple Pencil ทำได้ เช่น การแรเงา, การตอบสนองขณะวาด ว่าทำได้ดีมากจริง ๆ ดีจนคิดว่ายี่ห้ออื่นที่ดีอยู่แล้วดูอับแสงไปเมื่อเทียบกับ Apple Pencil แต่กระนั้นก็ใช่ว่าสไตลัสยี่ห้ออื่นไม่ดี เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้มีของดีแค่ไหน แต่ถ้าฝีมือการวาดเขียนไม่เอาอ่าวแบบผมก็คือวาดออกมาได้ไม่สวยอยู่ดี

โดยรวมสำหรับ iPad Pro ทำได้ดีมากในเรื่องการใช้วาดเขียน แต่ด้านอื่นถ้าไม่นับเรื่องจอใหญ่ขึ้นด้านบันเทิงใช้สนุก การใช้ iOS 9 ใน iPad Pro ก็ไม่มีอะไรต่างกับบน iPad รุ่นอื่น ๆ

จุดสังเกต

  • เสียงลำโพงดีมากเมื่อเทียบในแท็บเล็ตด้วยกัน
  • Apple Pencil เป็นสไตลัสที่ดีที่สุดเท่าที่เคยใช้งานในตอนนี้
  • การใช้วาดเขียนรูปทำได้ดีมาก
  • หน้าจอใหญ่ดีตอนใช้งานทั่วไปรวมถึงตอนแบ่งสองหน้าจอ
  • ราคาแพง
  • Apple Pencil ต้องซื้อแยกต่างหาก
  • ยังไม่เห็นแอพไหนที่จะรีดพลัง A9X ได้สุดฤทธิ์

ราคา

รุ่น Wi-Fi

  • 32GB – 30,900 บาท
  • 128GB – 36,900 บาท

 

รุ่น Wi-Fi + Cellular

  • 128GB – 41,900 บาท

และ

Apple Pencil – 3,900 บาท



kangg

You May Also Like:

ปีหน้า iPad Pro อาจออกรวดเดียว 3 ขนาดหน้าจอ

ดูเหมือนว่าปลายปีนี้คนที่กำลังเล็ง ๆ iPad ต้องรอไปก่อนเพราะไร้วี่แววว่าแอปเปิ้ลจะออกรุ่นใหม่ ซึ่งอาจจะต้องรอถึงช่องเดือน เม.ย. เพราะเริ่มมีข่าวออกมาว่าแอปเปิ้ลอาจจะออก iPad Pro รวดเดียว 3 ขนาดหน้าจอตั้งแต่รุ่นเล็ก ไปจนถึงรุ่นหน้าจอมหึมา ..

แอปเปิ้ลปรับราคา iPad ทุกรุ่นลงเล็กน้อย

การปรับราคาครั้งนี้ส่งผลกับ iPad แทบทุกรุ่นโดยเฉพาะ iPad Pro ที่มีการปรับราคาลงมาทำให้ความน่าสนใจในการเลือกซื้อมีเพิ่มขึ้น ..

แอปเปิ้ลเริ่มขาย Smart Keyboard สำหรับ iPad Pro ที่มีสกรีนภาษาไทยแล้ว

จากเดิมตั้งแต่แอปเปิ้ลออก Smart Keyboard สำหรับ iPad Pro ที่มีขายในไทยจะเป็นรุ่นสกรีนภาษาอังกฤษบนปุ่มอย่างเดียว แต่ตอนนี้แอปเป้ิลออก Smart Keyboard ที่มีสกรีนตัวหนังสือภาษาไทยบนคีย์บอร์ดแล้ว ..

Share

Tweet

Email