รีวิว : iPad Pro 9.7 นิ้ว

รีวิว : iPad Pro 9.7 นิ้ว

ผ่านมาราว 6 เดือนหลังจากที่แอปเปิ้ลออก iPad Pro 12.9 นิ้วที่ขนาดไม่ธรรมดาสำหรับแท็บเล็ต วันนี้แอปเปิ้ลออก iPad Pro หน้าจอขนาด 9.7 นิ้วมาแล้ว ติดตามกันได้ว่ามีอะไรต่างกันบ้างระหว่างพี่ใหญ่กับน้องเล็ก

iPad Pro 9.7 นิ้ว เป็นขนาดเดียวกับ iPad Air 2 รวมถึงรูปร่างหน้าตาเกือบทั้งหมดแอปเปิ้ลแทบไม่ได้เปลี่ยนไปจาก iPad Air 2 เลย โดยภายนอกสิ่งที่ทำให้เห็นว่าต่างไปจาก iPad Air 2 ก็คือลำโพงที่มี 4 ลำโพงรอบเครื่อง ด้านซ้ายของเครื่องมี Smart Connector ไว้สำหรับต่อกับ Smart Keyboard และกล้องด้านหลังที่จะนูนยื่นออกมา หรือถ้าให้ง่ายสุดที่แยกได้ทันทีกรณีที่ใครถือเครื่องสีชมพู Rose Gold ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็น iPad Pro 9.7 นิ้ว เพราะแอปเปิ้ลเพิ่งทำออกมาให้รุ่นนี้รุ่นเดียว

สำหรับของที่มาด้วยในกล่องมี สาย Lightning ความยาว 1 เมตร และอะแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบ 10 วัตต์

สำหรับความต่างระหว่าง iPad Pro รุ่นใหญ่และรุ่นเล็ก ตามสเป็คจะเป็นเรื่องของชิป A9x ที่รุ่นเล็กมีสปีดน้อยกว่านิดหน่อย, รุ่นเล็กมีแรมมาด้วย 2GB (รุ่นใหญ่มี 4GB) , กล้องของรุ่นเล็กดีกว่า (เทียบเท่ากับ iPhone 6s) , รุ่นเล็กมีฟีเจอร์ปรับแสงหน้าตามตามสภาพแวดแล้ว (True Tone)

บน : iPad Pro 12.9 นิ้ว / ล่าง iPad Pro 9.7 นิ้ว

ถ้าดูจากสเป็คข้างต้นภาพรวมคือ iPad Pro 9.7 นิ้ว สเป็คไม่ได้แย่กว่ารุ่น 12.9 นิ้วสักเท่าไหร่ แต่กลายเป็นว่าส่วนที่ดีกว่าคือดีกว่าเห็นได้ชัด ส่วนที่สเป็คแย่กว่าไม่ได้มีผลอะไรมากในการใช้งาน

ตัวเครื่องจริงของ iPad Pro 9.7 นิ้ว พอแกะกล่องออกมาก็ไม่ได้รู้สึกว่าต่างจากการถือ iPad Air 2 เลย เพราะตามสเป็คคือขนาดเดียวกัน น้ำหนักเดียวกัน ผมทำรูปมาเทียบให้ดูระหว่าง iPad Pro ทั้งสองรุ่นเพื่อให้เห็นว่ารอบเครื่องมีจุดต่างตรงไหนบ้าง ถ้าดูผ่าน ๆ ก็จะเห็นว่าเหมือน ๆ กันไปหมด แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการวางช่องลำโพงของรุ่น 9.7 นิ้วดูแปลก ๆ ไปนิดเมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ที่จะดูสมดุลกว่า โดยลำโพงของรุ่น 9.7 นิ้วด้านล่างจะว่างไว้ชิดกัน พอเป็นลำโพงด้านบนช่องลำโพงจะอยู่ห่างกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แค่ว่าผมสังเกตเห็นเท่านั้นไม่ได้มีผลอะไรในการใช้งานจริงหรอกครับ

ใช้งานจริง รุ่นเล็กกับรุ่นใหญ่ ต่างกันหรือไม่?

ในการใช้งานสิ่งที่ต่างกันเห็นชัดเจนคือเรื่องพื้นที่หน้าจอที่ต่างกันเยอะมาก ความโอ่โถ่งของรุ่น 12.9 นิ้วที่ใช้มาก่อนหน้าทำให้ติดใจมาก พอมาใช้งานรุ่น 9.7 นิ้วอันนี้รู้สึกได้ว่าอึดอัดพอควร จุดนี้คุณผู้อ่านจะไม่รู้สึกอะไร ถ้าไม่เคยได้ใช้งานรุ่นใหญ่มาก่อน

สเป็คเครื่องที่ต่างกันอยู่นิดหน่อย พอเอาเข้าจริงแทบไม่รู้สึกเลยแม้รุ่นเล็กจะมีแรมน้อยกว่าเท่าตัว แต่โดยรวมสำหรับการใช้งานทั่วไปในปัจจุบันถือว่าเหลือเฟือ ส่วนความเร็วซีพียูที่ต่างกันเล็กน้อยแทบไม่มีผลอะไรในการใช้งาน ซึ่งจุดนี้ผมลองใช้ iMovie ตัดไฟล์วิดีโอเดียวกัน ทำแบบเดียวกัน แล้วเลือก Export ออกมาให้เป็นไฟล์ 4K เหมือน ๆ กัน เครื่องใหญ่ทำงานได้เสร็จก่อนแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น

“ใช้ iMovie ตัดไฟล์วิดีโอเดียวกัน ทำแบบเดียวกัน แล้วเลือก Export ออกมาให้เป็นไฟล์ 4K เหมือน ๆ กัน เครื่องใหญ่ทำงานได้เสร็จก่อนแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น”

เรื่องปุ่ม Home ที่ยังปุ่มสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อคเครื่องไปด้วยในตัว จุดนี้ก็มีข้อสังเกตว่าแอปเปิ้ลยังใช้ Touch ID รุ่นเก่าอยู่ไม่ใช่รุ่นใหม่แบบใน iPhone 6s ซึ่งความต่างของ Touch ID รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่คือความรวดเร็วในการอ่านข้อมูลลายนิ้วมือที่รุ่นใหม่พอเราแตะนิ้วลงไปแทบจะไม่มีจังหวะหน่วงเลยต่างกับรุ่นเก่าที่จะมีจังหวะหน่วงอยู่ราว 2-3 วินาที จุดนี้ถามว่าเป็นปัญหาใหญ่หรือไม่ ก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหาในการใช้งาน เพียงแต่ไหน ๆ แล้วก็น่าจะใส่ฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่มาเลยก็น่าจะดีกว่า

“รุ่นใหญ่จะให้เสียงที่แน่นและหนักกว่า รู้สึกได้ถึงเสียงเบสเสียงต่ำมากกว่า ซึ่งพอเป็นรุ่นเล็กเสียงเบสเสียงต่ำไม่ค่อยมีเท่าไหร่”

4 ลำโพงเหมือนกัน แต่ให้เสียงต่างกัน

เรื่องลำโพงของ iPad Pro ทั้งสองรุ่น ตอนแรกก็ไม่นึกเหมือนกันว่าจะมีข้อแตกต่าง จนกระทั่งได้มารีวิวถึงพบว่าโทนเสียงของทั้งคู่ไม่เหมือนกันเลย มีความต่างชัดเจนแม้จะมี 4 ลำโพงเหมือนกันก็เถอะ โดยเสียงที่ได้จากรุ่นใหญ่จะให้เสียงที่แน่นและหนักกว่า รู้สึกได้ถึงเสียงเบสเสียงต่ำมากกว่า ซึ่งพอเป็นรุ่นเล็กเสียงเบสเสียงต่ำไม่ค่อยมีเท่าไหร่

ในรีวิวของ iPad Pro 12.9 นิ้วเราเคยบอกว่าเสียงที่ได้ดีมาก ใช้ดูหนังฟังเพลงได้แบบไม่ต้องซื้อลำโพงภายนอกมาต่อก็ยังให้เสียงที่ดี แต่พอเป็น iPad Pro 9.7 นิ้ว คือได้อารมณ์เรื่องเสียงดังรอบตัว แต่เสียงเบสเสียงต่ำหายไปเยอะเหมือนกัน เรื่องนี้ถ้าใครที่คาดหวังว่าเสียงลำโพงจะดีเหมือนรุ่นใหญ่ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ดีขนาดนั้น ทั้งนี้การมี 4 ลำโพงรอบตัวยังไงก็มีข้อดีตอนดูหนังที่แยกเสียงซ้ายขวาได้ชัดเจน เราจะได้ยินเสียงในหนังแบบไกล ๆ ได้อยู่ด้วย

กล้องถ่ายรูปดีขึ้นมาก ๆ พึ่งพาได้กว่า iPad รุ่นอื่น

เรื่องกล้องถ่ายรูปของ iPad Pro 9.7 นิ้วต้องบอกว่าแอปเปิ้ลใส่มาเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า iPad รุ่นอื่น ๆ ตามสเป็คคือกล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซลมีไฟลแฟลชมาให้ด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แอปเปิ้ลใส่มาให้ใน iPad  และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซลมาพร้อม Retina Flash ที่แสงหน้าจอจะสว่างวาบขึ้นมาประหนึ่งมีไฟแฟลชให้ถ่ายรูปตอนกลางคืน ซึ่งสเป็คเรื่องกล้องของ iPad Pro 9.7 นิ้วถอดมาจาก iPhone 6s มาเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก iPad Pro 9.7 นิ้ว

โดยคุณภาพของภาพที่ได้จาก iPad Pro 9.7 นิ้วถือว่าดีที่สุดในแท็บเล็ตของแอปเปิ้ลตั้งแต่มี iPad เพราะแต่ไหนแต่ไรกล้องใน iPad แอปเปิ้ลจะใส่กล้องที่คุณภาพแค่พอถ่ายรูปได้ แต่คุณภาพจะไม่ดีนัก เมื่อเทียบกับ iPhone ที่ออกมาช่วงเดียวปีเดียวกัน

ถ่ายวิดีโอ 4K

iPad Pro 9.7 นิ้วเป็น iPad รุ่นแรกที่ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ หลายคนอาจจะไม่ได้ใช้แท็บเล็ตถ่ายรูปหรือวิดีโอสักเท่าไหร่ แต่กระนั้นอีกหลาย ๆ คนที่ผมเคยเห็นตามงานต่าง ๆ ก็มีการใช้ iPad ยกขึ้นมาถ่ายรูปถ่ายวิดีโออยู่บ้าง จุดนี้สำหรับคนที่คาดหวังกับคุณภาพของวิดีโอได้มากขึ้น โดยการถ่ายวิดีโอถ้าอยู่ในสภาพแสงที่ดีรับรองได้ว่าภาพคมชัดมาก ๆ

ตัวผมเองที่ผ่านมาก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ iPad ถ่ายรูปหรือวิดีโอน้อยมาก แต่ตอนนี้ผมเริ่มสนใจอยากใช้ iPad Pro 9.7 นิ้ว ถ่ายวิดีโอมากขึ้นจากสเป็คที่ดีขึ้น เพียงแต่ตอนนี้หาอุปกรณ์ที่ใช้กับ iPad ร่วมกับขาตั้งกล้องยากไปสักหน่อยในร้านค้าทั่วไป ส่วนหนึ่งที่ผมอยากใช้ iPad ถ่ายวิดีโอในบางงานอย่าง เช่น Facebook Live ที่หน้าจอใหญ่กว่าก็ทำให้เห็นตัวหนังสือที่ผู้ชมพิมพ์ความคิดเห็นเข้ามาได้สะดวกมากกว่าบน iPhone เป็นต้น

“รายละเอียดภาพส่วนมืดก็จะมืดกว่า และส่วนที่สว่างเราก็จะเห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้น”

สีหน้าจอดีกว่ารุ่นอื่นจริงหรือ

จากที่แอปเปิ้ลบอกว่าการแสดงสีของ iPad Pro 9.7 นิ้วมีความเที่ยงตรงและมีขอบเขตสีการแสดงผลที่กว้างขึ้นและมีความอิ่มของสีกว่า iPad รุ่นที่ผ่านมาถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ในการใช้งานจริงมองภาพรูปเดียวกัน ไฟล์เดียวกัน เห็นได้อยู่บ้างว่าการแสดงผลบน iPad Pro 9.7 นิ้ว มีสีสันจัดจ้านกว่ารุ่นอื่นจริง โดยผมเทียบกับ iPad Pro 12.9 และ iPad Air 2 ควบคู่กับไปด้วย เช่นภาพโทนขาวดำรายละเอียดส่วนมืดก็จะมืดมากกว่า รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อจอแสดงสีดีขึ้นเราก็จะเห็นรายละเอียดเล็กน้อยได้ดีขึ้น ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบางภาพถ้าดูกับจอ iPad Pro 12.9 หรือ iPad Air 2 จะโดนกลืน ๆ ไปนิดหน่อย แต่พอเป็นจอ iPad Pro 9.7 นิ้วจะยังเห็นรายละเอียดดังกล่าวได้อยู่  หรือถ้าเป็นรูปสีก็จะเห็นว่าสีที่แสดงจะมีความเข้มกว่าหน้าจอของ iPad Pro 12.9 และ iPad Air 2 พอสมควร

และจุดสังเกตเรื่องสีและความสว่างหน้าจอของ iPad Pro 9.7 นิ้วที่เห็นได้ชัดเจนแบบไม่ต้องสังเกตอะไรมากนักคือเราตั้งค่าความสว่างหน้าจอระดับเดียวกันกับเครื่องรุ่นอื่นพบว่าแสงสว่างของ iPad Pro 9.7 นิ้วสว่างจ้ามากกว่ารุ่นอื่นด้วย

ฟีเจอร์ True Tone หรือ iPad Pro จอเหลืองกันแน่ ?

สำหรับฟีเจอร์ใหม่ที่แอปเปิ้ลใส่เข้ามาเป็นครั้งแรกใน iPad Pro 9.7 นิ้วคือ TrueTone ที่เป็นการปรับสีและความสว่างหน้าจอให้เข้ากับสภาพแวดล้อม โดยตัวเครื่องจะมีเซ็นเซอร์วัดแสงสว่างรอบข้างเพื่ออ่านค่าแสงและสีรอบตัวเครื่องแล้วประมวลออกเพื่อปรับสีและแสงที่หน้าจอให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งการใช้งานฟีเจอร์ Tue Tone โดยทั่วไปเราจะอยู่ในแสงจากหลอดไฟร่วมกับแสงจากพระอาทิตย์ เท่าที่ใช้งาน iPad Pro ร่วมกับฟีเจอร์ True Tone หน้าจอจะออกติดเฉดสีอมเหลืองนิด ๆ ซึ่งเป็นการปรับสภาพแสงให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ตัวเครื่องตรวจจับได้

จุดนี้ถ้าใครไปลองเครื่อง iPad Pro 9.7 นิ้ว ในร้านค้า อาจจะสังเกตได้ว่าจอจะอมเหลือง ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะแปลกใจว่า เอ๊ะทำไม iPad รุ่นนี้จอห่วยจัง ก็ต้องบอกว่าเครื่องที่อยู่ในร้านเขาเปิดฟีเจอร์ True Tone นี่แหละครับที่ทำให้จอติดอมเหลือง ซึ่งถ้าเราปิดฟีเจอร์ True Tone สีหน้าจอก็จะกลับมาขาวสว่างจ้าเป็นปกติ

ส่วนว่าเปิดใช้ True Tone แล้วสบายตากว่าหรือไม่เมื่อเทียบกับการไม่เปิดใช้งาน True Tone ในการใช้งาน เช่น อ่านหนังสือ อ่านหน้าเว็บต่าง ๆ ตอบตามตรงว่าดีกว่าระดับหนึ่งตรงที่แสงจะไม่ขาวสว่างจ้าแบบปกติ เพียงแต่ถ้าเป็นตอนกลางวันก็ไม่ได้รู้สึกถึงความต่างอะไรสักเท่าไหร่ ส่วนตอนกลางคืนถ้าอยู่ในที่แสงน้อยเห็นผลว่าสบายตากว่าจริง แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยการตั้งค่าการปรับความสว่างหน้าจอของเราด้วย เช่นถ้าเราไม่ได้เปิดให้หน้าจอปรับแสงสว่างอัตโนมัติ หน้าจอก็ยังสว่างจ้ามากอยู่ดี

ข้อควรระวังของการเปิดใช้ True Tone

สีสันดีขั้นแถมมีฟีเจอร์ True Tone ด้วย ดีแบบนี้ต้องระวังอะไรอีก ก็ต้องบอกว่าสำหรับคนที่ต้องใช้ iPad Pro 9.7 นิ้วแต่งรูปภาพ อย่าลืมปิดฟีเจอร์ True Tone ด้วยเพราะไม่อย่างนั้นสีหน้าจอที่อมเหลืองแล้วเราแต่งรูปไปด้วยก็มีแววว่าสีของรูปจะเพี้ยนด้วย เรื่องนี้ต้องระวังด้วย ทางที่ดีสำหรับคนที่ต้องการความเที่ยงตรงของการแสดงสีตลอดเวลาก็ควรปิดฟีเจอร์ True Tone ไปเลยจะดีกว่า

“คุ้มหรือไม่กับการขยับมาใช้ iPad Pro 9.7 นิ้ว”

ซื้อ iPad Air 2 หรือ iPad Pro 9.7 ?

คำถามสำคัญสำหรับ iPad Pro 9.7 นิ้วคือซื้อดีหรือไม่ หรือจะซื้อแค่ iPad Air 2 สำหรับคนที่มีคำถามนี้เกิดขึ้นมาก็ต้องมองที่การใช้งานของตัวเองเป็นหลัก ว่าเราต้องการความสามารถที่เพิ่มขึ้นใน iPad Pro หรือไม่ เพราะราคาเริ่มต้นที่ต่างกันราว 8,000 บาท ถือว่ามากพอควร และเมื่อรวมกับราคา Apple Pencil ที่คนใช้ iPad Pro ก็มักจะซื้อมาใช้คู่กันด้วยอีก 3,900 บาท รวม ๆ กันแล้วคุณต้องเพิ่มเงินส่วนต่างราว 12,000 บาท ถ้าต้องการใช้ iPad Pro แบบครบ ๆ ก็ต้องลองนึกดูให้ดีว่าสิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นกับราคาที่จ่ายมากขึ้นคุ้มหรือไม่

ความต่างเรื่องสเป็คผมนำคะแนน Benchmark จากแอพ Geekbench 3 มาให้ดูเทียบกันว่า iPad Pro 12.9 นิ้ว, iPad Pro 9.7 นิ้ว และ iPad Air 2 ต่างกันแค่ไหน ถ้าดูจากตัวเลขที่ออกมาจะเห็นว่าผลลัพธ์ของ iPad Pro 9.7 นิ้ว จะสูงกว่า iPad Air 2 ประมาณหนึ่งแต่ไม่เยอะนัก ส่วน iPad Pro ทั้งสองรุ่นตัวเลขที่ออกมาต่างกันไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

รูปภาพ (ซ้ายไปขวา) : iPad Pro 12.9 นิ้ว / iPad Pro 9.7 นิ้ว / iPad Air 2

สรุป

iPad Pro 9.7 ถือเป็น iPad รุ่นที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้ ด้วยความสามารถและฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นมายอมรับว่าดีขึ้นจริง เพียงแต่เป็นสเป็คและความสามารถที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ว้าว ๆ มากนัก ด้วยความที่สเป็คพอเห็นตัวเลขจาก Geekbench 3 ก็ต่างจาก iPad Air 2 ไม่มากเท่าไหร่ และด้วยความที่ฟีเจอร์หลักอย่างการใช้งานร่วมกับ Apple Pencil เราก็ได้เห็นจาก iPad Pro ตัวใหญ่ไปตั้งแต่ปลายปีแล้ว กลายเป็นว่า iPad Pro 9.7 นิ้วไม่เป็นที่ฮือฮาอะไรนัก ประกอบกับราคาจำหน่ายที่เริ่มต้นค่อนข้างสูงด้วย

จุดสังเกต

  • หน้าจอแสดงสีและความสว่างได้ดีกว่า iPad รุ่นอื่น
  • 4 ลำโพงช่วยให้ดูหนังฟังเพลงสนุกมากขึ้น เพียงแต่เสียงต่ำไม่ตึ๊บเท่ากับรุ่น 12.9 นิ้ว
  • กล้อง 12 ล้านดีจริง และการถ่ายวิดีโอ 4K น่าจะตอบโจทย์สำหรับหลายคนที่อยากได้เครื่องเดียวครบและดีทุกสิ่ง
  • สเป็คเครื่องที่ต่างกับรุ่น 12.9 นิ้วเล็กน้อย แทบไม่มีผลในการใช้งานจริง
  • ราคาสูงไปหน่อย


You May Also Like:

รีวิว : iPad Pro 10.5 (2017)

แอปเปิ้ลออก iPad Pro รุ่นที่สองมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงในด้านขนาดเครื่องที่เปลี่ยนจากหน้าจอ 9.7 นิ้วมาเป็น 10.5 นิ้ว และสเป็คเครื่องที่แรงจนต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะซื้อ iPad แรง ๆ ขนาดนี้ไปทำไม ในเมื่อไม่มีแอพไหนในปัจจุบันที่ดึงประสิทธิภาพของเครื่องได้หมดจด …จริงเหรอ? ลองอ่านกันดูว่า iPad Pro รุ่นใหม่น่าสนใจยังไง และมันใกล้เคียงกับความเป็นคอมพิวเตอร์แบบปกติเข้าไปแค่ไหนแล้ว ..

แอปเป้ิลเปิดให้กดซื้อ iPad Pro (Cellular) ได้แล้ว รอของ 2-3 อาทิตย์

ใครที่สนใจ iPad Pro รุ่นที่ใช้ซิมการ์ดได้ ตอนนี้หน้าเว็บ apple.com.th เปิดให้กดสั่งซื้อกันแล้ว ..

iPad Pro รุ่นใหม่เริ่มขายในไทยวันนี้เป็นวันแรก

จากที่แอปเปิ้ลเปิดให้กดซื้อ iPad Pro รุ่นใหม่ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา วันนี้หน้าร้าน iStudio จะเริ่มจำหน่าย iPad Pro เป็นทางการแล้ว โดยเบื้องต้นจะมีเฉพาะรุ่น Wi-Fi เท่านั้น ..

Share

Tweet

Email