เราต้องกดฟังเพลงใน Apple Music กันกี่ครั้ง ค่ายเพลง/ศิลปินถึงจะได้เงิน 100 บาท

เราต้องกดฟังเพลงใน Apple Music กันกี่ครั้ง ค่ายเพลง/ศิลปินถึงจะได้เงิน 100 บาท

เชื่อว่าเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยว่า Apple Music แบ่งรายได้ให้ศิลปินยังไง เราในฐานะที่ใช้บริการ Apple Music ต้องกดฟังเพลงกี่ครั้งศิลปินถึงจะได้เงิน 100 บาท

รูปแบบการให้บริการสตรีมมิ่งปัจจุบันมีทั้งวิดีโอและเพลง รายใหญ่ ๆ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เช่น Tidal, Spotify, SoundCloud, Deezer และ Apple Music ซึ่งแต่ละรายก็จะมีส่วนแบ่งที่แตกต่างกัน แต่ภาพรวมของทุกรายจะเหมือนกันตรงที่กว่าจะได้เงินเมื่อคิดเป็นเงินไทย 100 บาทไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องรอให้คนกดเข้ามาดูวิดีโอหรือมาฟังเพลงกันหลายร้อยครั้งกว่าจะได้เงิน ตรงนี้เลยเป็นเรื่องที่ศิลปินหลายคนมองว่าส่วนแบ่งไม่คุ้มกับการที่เปิดให้คนฟัง(เกือบ)ฟรี

โดยเว็บ digitalmusicnews.com ได้รวบรวมมาให้ดูว่ากดฟังเพลง 1 ครั้งได้เงินเท่าไหร่และกว่าจะได้เงินครบ $1 ต้องฟังกี่ครั้ง ตรงนี้เราขอแปลงเป็นเป็นหน่วยเงินบาท และ 100 บาท ดังนี้

 

จะเห็นชื่อว่าในตารางมีชื่อ YouTube ด้วย บางคนอาจจะสงสัยว่า YouTube มีบริการฟังเพลงสตรีมมิ่งด้วยเหรอ ตรงต้องบอกว่าในอเมริกา YouTube เปิดบริการ YouTube Music เป็นอีกแอพแยกมาต่างหาก ถือว่า YouTube มีบริการแนว ๆ สตรีมมิ่งเพลงด้วยเช่นกัน

จากตารางจะเห็นว่ากว่าจะได้เงิน 100 บาทที่ต้องนำไปแบ่งให้ทั้งต้นสังกัด, ศิลปิน, คนแต่งเพลง และคนอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ง่ายเลย ยิ่งถ้าเป็นเพลงไทยที่มีการฟังแค่เฉพาะคนไทยด้วยกันไม่เหมือนเพลงภาษาอังกฤษที่ฟังกันทั่วโลกกว่าจะได้เงิน 100 บาทจากบริการสตรีมมิ่งต่าง ๆ ยิ่งยากเข้าไปอีกเพราะจำนวนผู้ใช้บริการของแต่ละรายที่จะกดฟังเพลงไทยก็น้อยลงตามไปด้วย

ซึ่งค่ายเพลงและศิลปินหลาย ๆ รายมองว่ารายได้ที่ได้จากบริการสตรีมมิ่งเหล่านี้ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย เพราะการจะโปรโมทให้คนทั่วไปและแฟนเพลงรู้จักศิลปินเพิ่มมาขึ้นใช้เงินไม่ใช่น้อย ส่วนถ้าเป็นรายใหญ่ ๆ อย่างเช่นในบ้านเราคือแกรมมี่ ก็อาจจะมองว่าก็ยังพอได้เงินอยู่บ้างนิดหน่อยจากที่ไม่ได้เลย เพราะก่อนหน้าจะมีบริการสตรีมมิ่งทางเลือกในการฟังมีแค่เดินออกไปซื้อแผ่นซีดี กับดาวน์โหลดไฟล์ mp3 แบบฟรีตามเว็บฝากไฟล์ต่าง ๆ  ซึ่งค่ายเพลงใหญ่ ๆ สูญเสียรายได้จากไฟล์ mp3 ฟรีไปไม่น้อย การมีบริการฟังเพลงสตรีมมิ่งแม้จะได้เงินน้อยมากเมื่อเทียบกับที่เสียไป แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรกลับมาเลย แถมคนฟังก็อยู่ในแพลตฟอร์มที่ตนเองสามารถรู้ได้ว่าเพลงไหนมีการดาวน์โหลดหรือสตรีมไปฟังกันกี่ครั้งแล้ว

ส่วนแบ่งรายได้ของบริการสตรีมมิ่งเพลงรายใหญ่ ๆ จะเห็นว่ามีส่วนแบ่งคิดเป็นเงินออกมาไล่เลี่ยกัน ที่ต่ำกว่าใครเพื่อนก็จะเป็น Spotify ที่ให้ส่วนแบ่งการฟังครั้งละแค่ 12 สตางค์ถือว่าน้อยกว่าคู่แข่งอยู่พอควร ส่วน Apple Music ที่โดนโจมตีเรื่องส่วนแบ่งรายได้ว่าให้น้อยไปนั้นตัวเลขที่ออกมาในระดับ 18 สตางค์ต่อการฟัง 1 ครั้ง ถือว่าไม่ได้ต่ำเมื่อเทียบกับรายอื่น คาดว่าถ้าเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ ๆ หรือเป็นแบบ Exclusive กับบริการรายใดรายหนึ่งน่าจะได้รับส่วนแบ่งมากกว่านี้

ถือว่าเป็นภาพรวมข้อมูลเกี่ยวกับส่วนแบ่งรายได้ของบริการสตรีมมิ่งเพลงที่เราหลายคนอาจจะเพิ่งทราบกัน

ในตารางข้างต้นผมคัดมาเฉพาะบริการที่เรารู้จักกัน จริง ๆ แล้วในเว็บต้นทางมีอีกบริการที่เราไม่คุ้นเคยรวมอยู่ด้วย แนะนำให้กดเข้าไปดูข้อมูลกันครับ

ที่มา : digitalmusicnews.com



You May Also Like:

เพลง อ้าว ของอะตอมและอัลบั้ม 80 Kisses เป็นเพลงและอัลบั้มยอดเยี่ยมปี 2016 ของ Apple Music ในไทย

แอปเปิ้ลได้ประกาศ Best of 2016 ของแต่ละบริการทั้งแอพ, เพลง, หนัง โดยในส่วนของ Apple Music ในไทยเพลงอ้าว ของอะตอม และอัลบั้ม  80 Kisses ของวง Polycat ได้รับเลือกให้เป็นเพลงและอัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี 2016 ของ Apple Music ในไทย ..

Apple Music มีผู้ใช้งานแบบจ่ายเงิน 20 ล้านสมาชิกแล้ว

Apple Music กำลังไล่หลัง Spotify มาแบบห่าง ๆ โดยตอนนี้ Apple Music มียอดสมาชิกแบบเสียเงินรายเดือนแล้ว 20 ล้านสมาชิกตามหลัง Spotify ที่มีสมาชิกแบบเสียเงินราว 40 ล้านสมาชิก ..

แอปเปิ้ลออกแพ็กเกจ Apple Music สำหรับนักเรียน/นักศึกษา ราคาเดือนละ 69 บาท

จากราคาปกติของ Apple Music ที่ปรับมาเป็นราคาไทยก็ว่าราคาไม่สูงแล้ว เจอแอปเปิ้ลออกราคาค่าใช้บริการ Apple Music สำหรับนักเรียน/นักศึกษาเข้าไปราคาถูกมาก ๆ เพียงเดือนละ 69 บาทเท่านั้น ..

Share

Tweet

Email