รีวิว : iPhone 7 Plus

รีวิว : iPhone 7 Plus

iPhone 7 เป็นไอโฟนรุ่นล่าสุดที่แอปเปิ้ลเปิดตัวและวางจำหน่าย มีความเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลงไปพร้อม ๆ กันสำหรับเครื่องรุ่นใหม่ เราคิดว่าเป็นยังไงลองอ่านกันดูครับ

สำหรับ iPhone 7 เป็นไอโฟนรุ่นใหม่ที่แอปเปิ้ลเปิดตัวในปีนี้ โดยปีนี้แอปเปิ้ลดูจะเน้นที่เรื่องเกี่ยวกับกล้องถ่ายรูปเป็นพิเศษ โดยไม่สนใจเรื่องดีไซน์ตัวเครื่องว่าจะต้องเป็นแบบใหม่ดีไซน์ใหม่แต่อย่างไร สิ่งที่เป็นของใหม่ใน iPhone 7 นอกจากเรื่องกล้องที่ปรับปรุงใหม่ ก็จะมีเรื่องปุ่มโฮมที่ทำเป็นแบบใหม่, ตัดช่องหูฟังออกไปแล้ว ลองไล่ดูกันไปทีละหัวข้อว่าแต่ละอย่างมีอะไรบ้าง

รูปโฉมภายนอกของ iPhone 7 ยังคงอิงกับดีไซน์ของ iPhone 6 มีการปรับเปลี่ยนเรื่องเส้นสัญญาณเสาอากาศที่หลบไปอยู่ด้านบนทำให้ดูไม่ขัดหูขัดตาเวลาที่เห็นด้านหลังเครื่อง มิติตัวเครื่องสูงเท่าไหร่ กว้างเท่าไหร่ หนักเท่าไหร่ของ iPhone 7 ทั้งสองรุ่นจะเรียกว่าไม่ได้ปรับเปลี่ยนเลยก็ได้เมื่อเทียบกับ iPhone 6 ที่เป็นแม่แบบออกมาเมื่อ 2 ปีก่อน

iphone-7-plus_02
iphone-7-plus_01

เรื่องดีไซน์ iPhone 7 ที่ออกมาเป็นแบบนี้ถ้าไม่นับเรื่องสีดำที่แอปเปิ้ลทำให้เป็นเทรนด์สีใหม่ของโทรศัพท์มือถือตอบตามตรงว่าดีไซน์จืดฉืดมาก ทั้งที่เป็นรุ่นใหม่ไม่ใช่รุ่นต่อยอดที่มี s ห้อยท้ายแอปเปิ้ลก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนดีไซน์ใด ๆ จุดนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแอปเปิ้ลถึงยืดดีไซน์ไอโฟนเดิมออกมาอีกทั้งที่ควรจะเปลี่ยนได้แล้ว

สีดำ และ สีดำ

ผมว่าแอปเปิ้ลเป็นไม่กี่บริษัทที่สามารถสร้างกระแสของที่มีอยู่เดิมให้กลับมาได้อีกครั้ง อย่างปีนี้แอปเปิ้ลชูตัวเครื่องสีดำเป็นสีเด่นใช้ในโฆษณาทุกสื่อ โดย iPhone 7 ว่ากันจริง ๆ ก็มีแค่ 4 สีนี่แหละครับ แต่มี 5 เฉด คือสีเงิน, สีทอง, สีชมพูโรสโกลด์, สีดำด้าน และสีดำเงาเจ็ทแบล็ค

สำหรับสีดำด้านเหมือนว่าแอปเปิ้ลกลับมาแก้ตัวจากตอน iPhone 5 ที่ออกเครื่องสีดำ Slate Black ที่เป็นตำนานเรื่องสีถลอกครั้งแรกของ iPhone ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าเครื่องสีดำบนตัวเครื่องอลูมิเนียมดูสวยจริง ๆ แต่ด้วยการผลิตหรืออะไรก็แล้วแต่ iPhone 5 สีดังกล่าวมีเหตุให้สีถลอกสีลอกกันหลายเครื่องทั่วโลก จนสุดท้ายพอ iPhone 5s ออกแอปเปิ้ลก็เลิกทำสีดำหันมาทำสีเทา Space Grey แทน ซึ่งสีเทา Space Grey ก็ถูกใช้มาเรื่อย และเพิ่งมาเลิกใช้ตอน iPhone 7 ที่หันกลับมาทำสีดำอีกครั้ง

ส่วนสีดำเงา Jet Black ถ้าย้อนอดีตกันก็จะพบว่าแอปเปิ้ลเคยทำตัวเครื่องดำเงามาแล้วเมื่อครั้ง iPhone 3G และ iPhone 3GS ซึ่งสมัยนั้นคนที่ใช้เครื่องสีดำก็พบปัญหาเหมือนที่หลายคนบ่นตอนนี้กับ iPhone 7 – Jet Black ว่าเครื่องเป็นรอยขีดข่วนรอยขนแมวง่าย และเห็นรอยขนแมวชัด เลยจะบอกว่า iPhone 7 – Jet Black ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรา ๆ บ่นกันเรื่องเป็นรอยง่ายและเห็นรอยชัด

iphone-7-plus_03

ด้วยความที่พื้นผิวของสีดำ Jet Black เป็นมันเงาก็เลยทำให้เห็นรอยต่าง ๆ ชัด โดยเฉพาะถ้าคนที่ไม่ใส่เคสใด ๆ จะเห็นได้ชัดว่ามีรอยนิ้วมือด้านหลังเครื่องเพียบ ส่วนรอยขีดข่วนรอยขนแมวบนผิวมันเงาหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ จุดนี้แทบไม่มีทางเลือกใด ๆ นอกจากใส่เคสและทำใจ

เรื่องสีดำ Jet Black คือสวยเงางามจริง แต่สำหรับคนที่ใช้สีนี้ต้องทำใจกันด้วยครับ

ซีพียู A10 Fusion (ซีพียู 4 Core ที่ไม่ใช่ Quad-Core)

สำหรับ iPhone 7 แอปเปิ้ลใช้ชิป A10 Fusion ที่แอปเปิ้ลจงใจบอกว่าเป็น 4 Core (Four Core) ให้สับสนสำหรับคนที่ไม่ได้อ่านรายละเอียดอาจจะคิดไปว่าชิป A10 Fusion ที่ว่าเป็นการทำงานพร้อมกันทั้งสี่คอร์เหมือนกับซีพียู Quad-Core ปกติ

“A10 Fusion ยังเป็นชิปแบบ Dual-Core อยู่ครับ เพียงแต่มีชิป Dual-Core จำนวน 2 ชุด”

แต่ในความเป็นจริงของชิป A10 Fusion ยังเป็นชิปแบบ Dual-Core อยู่ครับ เพียงแต่มีชิป Dual-Core จำนวน 2 ชุด

ชุดแรกเป็นชิปประหยัดพลังงานจะถูกใช้ในจังหวะที่เครื่องไม่ได้ต้องการใช้พลังงานมากเช่นตอนที่เราปิดหน้าจออยู่ ตอนที่กดเข้าใช้งานแบบทั่วไป ตามสเป็คที่แอปเปิ้ลระบุคือชิปประหยัดพลังงานจะใช้พลังงานเพียง 1 ใน 5 ของชิปประสิทธิภาพสูง

ชุดที่สองเป็นชิปประสิทธิภาพสูง จะสลับมาใช้เมื่อเครื่องต้องการประมวลผลที่สูงขึ้นมากขึ้น อาทิการเรียกใช้แอพประเภทเกม แอพตัดต่อวิดีโอ

โดยการสลับไปมาระหว่างชิปทั้ง 2 ชุดตัวเครื่องจะปรับอัตโนมัติ ซึ่งเราไม่มีทางทราบเลยว่าตอนที่เราใช้เครื่องอยู่ ณ ขณะนั้น ๆ เครื่องกำลังใช้ชิปชุดไหนอยู่ ตรงนี้ก็ถือว่าสมูทดี

ส่วนของแรงของชิป A10 Fusion ตามสเป็คคือวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 2.4GHz ถือว่าแรงกว่า iPhone รุ่นอื่น ๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นครั้งแรกที่ชิปในไอโฟนมีความแรงเกิน 2.0GHz และแรงกว่าชิป A9x ที่อยู่ใน iPad Pro อีกด้วย ตรงนี้คงไม่ต้องห่วงอะไร

สำหรับแรมในเครื่อง iPhone 7 และ iPhone 7 Plus แอปเปิ้ลใส่มาไม่เท่ากันนะครับ โดย iPhone 7 มีแรมมาด้วย 2GB ส่วน iPhone 7 Plus มีแรม 3GB

ถามว่ามีแรมต่างกันแบบนี้มีตรงไหนที่จะเห็นผลบ้างว่ามีแรมเยอะแล้วดีกับการใช้งานในชีวิตประจำวันจริง ๆ ตอบตามตรงว่าถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้ใช้งานที่ใช้งานหนักหน่วงมาก ไม่ได้เปิด Safari หลายสิบหน้าพร้อม ๆ กันแล้วสลับไปมา หรือเปิดใช้แอพเยอะมากแล้วมีการสลับแอพเพื่อใช้งานตลอดเวลาในช่วงเวลาเดียวกัน เรื่องแรมแทบไม่เห็นผลอะไรเลยครับ ยิ่งถ้าบางช่วงที่เราใช้แค่แอพในกลุ่ม Social Network จะ Facebook, Twitter, Instagram, LINE, Tinder, Bigo ตรงนี้แรมที่ต่างกันระหว่าง 2GB กับ 3GB ไม่มีผลอะไรเลย อย่าไปกังวลอะไรมาก

ปุ่มโฮมแบบที่กดลงไปไม่ได้ แต่เหมือนว่าเรากดจริง ๆ

แอปเปิ้ลทำปุ่ม Home ของ iPhone 7 ใหม่ จากปกติที่รุ่นก่อนหน้าทั้งหมดจะเป็นปุ่มที่กดลงไปได้จริง ๆ แต่ iPhone 7 แอปเปิ้ลทำให้ปุ่ม Home กดลงไปจริง ๆ ไม่ได้ แต่เราพอเรากดที่ปุ่มนั้นจะรู้สึกถึงการตอบสนองตรงปุ่มดังกล่าวเหมือนกับการกดปุ่มจริง ๆ โดยแอปเปิ้ลใส่ชิปควบคุมการรับแรงกดและสะท้อนขึ้นมาเป็นแรงสั่นด้วย Taptic Engine ซึ่งจริง ๆ แล้วแอปเปิ้ลก็ใส่เข้ามาอยู่ก่อนหน้าแล้วตั้งแต่ iPhone 6s ที่กดหน้าจอลงไปได้หลายระดับ (3D Touch) พอมาถึง iPhone 7 แอปเปิ้ลนำ Taptic Engine มาใช้กับปุ่ม Home ด้วย

iphone-7-plus_04

โดยการใช้งานปุ่ม Home ที่ว่าถ้าเรายังไม่เปิดเครื่องแล้วลองกด ๆ ดูจะรู้ได้เลยว่ามันกดลงไปไม่ได้ แต่พอเปิดเครื่องมาใช้งานเราจะรู้สึกถึงแรงสะท้อนเวลาที่เราออกแรงกด ซึ่งแรงสะท้อนที่ว่าก็ตอบสนองฉับไวดี ตรงนี้แรก ๆ จะรู้สึกแปลกไปจากเดิมหน่อยนะครับ แต่แป๊บเดียวก็ชินมือ จะมีการกดบางอย่างที่รู้สึกว่าไม่เป๊ะเท่าไหร่ เจนการกดปุ่ม Home พร้อมกับปุ่มพาวเวอร์ด้านขวาเพื่อจับภาพหน้าจอ ลองกด ๆ ดูยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน

สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังปุ่ม Home เป็นแบบใหม่คือการกดปุ่มรีเซ็ทเครื่องจากเดิมคือกดปุ่ม Home พร้อมกับปุ่มพาวเวอร์ค้างไว้ ใน iPhone 7 ทั้งสองรุ่นจะเปลี่ยนมาเป็นการกดปุ่มพาวเวอร์พร้อมกับปุ่มปรับระดับเสียงแทน ตรงนี้บอกกันไว้เผื่อใครลองกดแบบเดิมแล้วทำไมไม่เป็นเหมือนเดิม

ลำโพงสเตอริโอที่เสียงไม่บาลานซ์ตรงกลาง (ขัดใจสุดๆ)

สำหรับ iPhone 7 ถือเป็นครั้งแรกครับที่แอปเป้ิลยอมทำลำโพงไอโฟนเป็นแบบสเตอริโอ โดยแอปเปิ้ลเพิ่มการส่งเสียงจากลำโพงที่สองมาจากบริเวณช่องรับเสียงเวลาที่เราใช้คุยโทรศัพท์ ตอนที่ได้ทราบครั้งแรกเมื่องานเปิดตัวก็คิดว่ามันน่าจะดี คือเรื่องเสียงดังมากขึ้นอันนี้ไม่ต้องห่วง เพราะเสียงดังมากขึ้นอยู่พอควร

“ลำโพงด้านล่างเสียงจะพุ่งออกด้านข้าง ส่วนลำโพงบริเวณช่องรับเสียง ๆ จะพุ่งเข้ามาหาตัวเรา”

iphone-7-plus_05
iphone-7-plus_06

วิธีการทำลำโพงแบบนี้ของแอปเปิ้ลจะดูแปลก ๆ เสียหน่อยเพราะลำโพงด้านล่างเสียงจะพุ่งออกด้านข้าง ส่วนลำโพงบริเวณช่องรับเสียง ๆ จะพุ่งเข้ามาหาตัวเรา ตรงนี้จากที่ได้ใช้คือดีที่เวลาเราเปิดเพลงหรือดูวิดีโอจะมีเสียงออกมาตรงหน้าเราด้วย เสียงไม่กระจายออกไปด้านข้างทั้งหมด ทำให้เราได้ยินเสียงชัดเจนมากขึ้น รวมถึงตอนที่เราคุยโทรศัพท์แบบเปิดลำโพงคุยตรงจุดนี้ช่วยได้เยอะมากจริง

แต่วิธีการทำลำโพงสเตอริโอแบบประหลาด ๆ แบบนี้ของแอปเปิ้ล มันทำให้เสียงไม่บาลานซ์ซ้ายขวา เพราะเสียงจากสองลำโพงออกมาความดังของเสียงไม่เท่ากัน โดยเรื่องนี้ผมลองใช้นิ้วปิดช่องลำโพงแต่ละข้างพบว่าเสียงจากลำโพงผ่านช่องหูฟังตอนใช้คุยโทรศัพท์เสียงเบากว่าลำโพงด้านล่างเครื่องพอสมควร ทำให้เวลาเราฟังเพลงหรือดูหนังผ่านลำโพง ถ้าสังเกตดี ๆ เสียงจะไม่อยู่ตรงกลางเครื่องครับ เสียงจะเอียง ๆ ไปด้านท้ายเครื่องจากลำโพงที่เสียงออกมาดูเต็มกว่า

iphone-7-plus_07

พยายามจะคิดแทนแอปเปิ้ลว่าทำไมต้องทำให้เสียงไม่บาลานซ์ด้วยก็นึกไม่ออกจริง ๆ ครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผิดหวังมากพอควร เพราะที่แอปเปิ้ลบอกว่าเป็นลำโพงสเตอริโอ สำหรับผมจริง ๆ มันคือลำโพงโมโนแบบเดิมนี่แหละ เพียงแต่มีอีกครึ่งเสียงจากลำโพงที่สองมาช่วยให้เสียงดังขึ้น

กล้องถ่ายรูป

กล้องถ่ายรูปของ iPhone 7 แอปเปิ้ลปรับปรุงใหม่ดูไฉไลมากขึ้นกว่าเดิมแบบชัดเจนครับ อย่างเรื่องค่ารูรับแสงจากของเดิมจะอยู่ที่ f/2.2 พอเป็น iPhone 7 ค่ารูรับแสงของเลนส์อยู่ที่ f/1.8 รับแสงได้สว่างมากขึ้น ส่งผลให้การถ่ายภาพในที่แสงสลัว ๆ ทำได้ดีขึ้นแบบไม่ต้องสงสัย

โดย iPhone 7 แอปเปิ้ลเพิ่มส่วนของตัวป้องกันการสั่นแบบฮาร์ดแวร์เข้ามาเป็นครั้งแรกสำหรับ iPhone หน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ในจะมีแค่ในรุ่นหน้าจอ 5.5 นิ้ว ตรงนี้ก็ส่งผลให้การถ่ายรูปแล้วตอนที่มือเราสั่นหรือจังหวะที่มีการเคลื่อนไหวก็มีโอกาสที่จะได้ภาพที่คมชัดไม่สั่นมากขึ้นกว่าเดิม

ส่วน iPhone 7 Plus เป็นครั้งแรกที่แอปเปิ้ลทำกล้องออกมาเป็นกล้องคู่แบบ 2 เลนส์ แบ่งเป็นเลนส์ 2 ระยะ ได้แก่เลนส์มุมกว้างที่ระยะ 28 มม. ค่า f1.8 มาพร้อมตัวป้องกันการสั่นแบบฮาร์ดแวร์ และเลนส์เทเลโฟโต้ที่ระยะ 57 มม. ค่า f2.8 (ไม่มีตัวกันสั่น) กล้องของ iPhone 7 Plus มาพร้อมการซูมภาพแบบออพติคอลที่ 2 เท่า และสามารถซูมแบบดิจิตอลตั้งแต่ 2.1 เท่าไปถึง 10 เท่าได้ด้วย  ตรงนี้จะต่างกับกล้องคู่ของโทรศัพท์ Huawei P9 ที่เป็นกล้องคู่ที่ออกมาก่อนหน้านี้

“กล้องคู่แบบ 2 เลนส์ ได้แก่เลนส์มุมกว้าง 28 มม.มาพร้อมตัวป้องกันการสั่นแบบฮาร์ดแวร์ และเลนส์เทเลโฟโต้ที่ระยะ 57 มม.”

โดยกล้องคู่ของ Huawei P9 กล้องคู่จะไม่ได้เป็นเลนส์ 2 ระยะ แต่กล้องตัวหนึ่งจะจับภาพสี อีกตัวจะจับภาพขาวดำและคอนทราส แล้วนำมาประมวลผลให้ออกมาเป็นภาพที่เราเห็น ซึ่งสีสันของภาพที่ได้จากล้องโทรศัพท์ Huawei P9 ก็จะมี Leica มาช่วยเรื่องการคำนวณเรื่องโทนสีของภาพอีกด้วย ตรงนี้ยอมรับแบบว่าโทนสีภาพของ Huawei P9 ที่มี Leica มาช่วยสวยจริง

ส่วน 2 เลนส์ของ iPhone 7 Plus ไม่ได้ทำงานพร้อมกันเหมือน Huawei P9 ครับ แต่จะเป็นการเลือกเลนส์ใดเลนส์หนึ่งในการถ่ายรูปโหมดปกติ เช่นเปิดกล้องมาเลยเนี่ยกล้องจะใช้เลนส์มุมกว้าง 28 มม. ก่อน ถ้าเรากดปุ่มซูม 2X ที่หน้าจอกล้องหรือใช้ดิจิตอลซูมมากกว่านั้นจะสลับไปใช้เลนส์เทเลโฟโต้ 57 มม. แทน

iphone-7-plus_08

จากที่ใช้งานการมีปุ่ม 2x บนหน้าจอตอนถ่ายรูปช่วยได้เยอะในหลาย ๆ ครั้งที่ต้องการถ่ายรูปแบบรวดเร็วที่เวลาเปิดกล้องขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าไกลไปหน่อยก็กดปุ่ม 2x ที่หน้าจอเพื่อซูมภาพได้ทันทีแบบฉับไวมาก แต่ถ้าจะใช้การซูมที่ค่าอื่นไม่ใช่ 2x ก็ยังจำเป็นต้องใช้นิ้วเลื่อน ๆ ไปมาอยู่ แต่แอปเปิ้ลก็ดันลำเอียงทำให้การกดคำสั่งซูมดิจิตอลบนหน้าจอของ iPhone 7 ทำได้ง่ายกว่า iPhone รุ่นอื่นที่แม้จะลง iOS 10 เหมือนกันก็ตาม ตรงนี้ถือว่าแอปเปิ้ลกั๊กมากไปหน่อย

โดยหน้าจอเวลาเราจะกดซูมตอนถ่ายรูป ก่อนหน้านี้เราจะต้องค่อย ๆ ถ่างนิ้วออกเพื่อซูมภาพ ซึ่งไม่สะดวกเป็นอย่างยิ่ง พอเป็น iPhone 7 ทั้งสองรุ่นแอปเปิ้ลทำให้มีปุ่มแตะเพื่อซูมภาพด้วยนิ้วโป้งได้เลยบนหน้าจอ โดยเมื่อเราเอื้อมแตะที่ปุ่ม 2x ค้างไว้เราจะสามารถเลื่อนนิ้วไปมาเพื่อใช้คำสั่งซูมภาพในแต่ละระยะได้ด้วย ตรงนี้สะดวกมากขึ้นจริง

iphone-7-plus_09

ด้านความละเอียดของภาพจาก iPhone 7 ทั้งสองรุ่นอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซลเท่ากับ iPhone 6s ส่วนคุณภาพของรูปที่ได้จาก iPhone 7 Plus เทียบกับรุ่นก่อนหน้าคือ iPhone 6s ต่างกันไม่มาก แต่ภาพจาก iPhone 7 ทั้งสองรุ่นจะดูใส ๆ กว่าเล็กน้อย ตรงนี้อาจมากจากค่ารูรับแสงที่กว้างมากขึ้น

ส่วนว่าซูมได้ 10x หรือ 10 เท่า สามารถซูมได้สักแค่ไหน เพื่อให้เห็นภาพว่าเป็นยังไง ผมถ่ายรูปอาคารมาให้ดู โดยรูปแรกถ่ายปกติครับที่ 1x ส่วนรูปป้ายอาคารคือรูปที่ซูม 10x ครับ

iphone-7-plus_10
iphone-7-plus_11

ถ่ายรูปหน้าชัดหลังเบลอ (เฉพาะ iPhone 7 Plus)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนรวมทั้งตัวผมเองเลือกซื้อ iPhone 7 Plus ก็เพราะเรื่องกล้องนี่แหละครับ การมีกล้องเลนส์คู่ 2 ระยะก็ว่าแจ๋วแล้ว อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจและถือเป็นไฟท์บังคับว่าถ้าอยากได้สิ่งนี้ก็ต้องกำเงินถอย iPhone 7 Plus สถานเดียวคือฟีเจอร์การถ่ายรูปหน้าชัดหลังเบลอ…ว่ารักแถบ

แหมะ..มุขไม่ฮาพาเพื่อนเครียด

ฟีเจอร์ถ่ายรูปหน้าชัดหลังเบลอจะปรากฎเมนูนี้เมื่อ iPhone 7 Plus อัพเดทเป็น iOS 10.1 ครับ โดยเมื่อเข้าไปในกล้องถ่ายรูปฟีเจอร์ดังกล่าวจะชื่อเมนู Portrait หรือภาษาไทยใช้ชื่อว่า ถ่ายภาพบุคคล

iphone-7-plus_12

การทำงานของโหมดถ่ายรูปหน้าชัดหลังเบลอของ iPhone 7 Plus แอปเปิ้ลอธิบายว่าตอนถ่ายรูปในโหมดนี้จะใช้เลนส์ทั้งสองระยะมาช่วยคำนวณระยะวัตถุที่จะถ่ายและคำนวณฉากหลังที่จะถูกเบลอออกไป

โดยการถ่ายรูปในโหมดนี้ตามที่แอปเปิ้ลกำหนดไว้คือกล้องจะต้องห่างออกมาจากวัตถุราว ๆ 2.5 เมตรถึงจะได้ภาพที่มีหลังเบลอ ๆ ได้ แต่ตรงนี้จากที่ลองจริง ๆ ขึ้นอยูกับขนาดวัตถุด้วย เช่น เราถ่ายของชิ้นเล็กหน่อย ก็ไม่จำเป็นต้องถอย iPhone 7 Plus ออกมาถึง 2.5 เมตร

ส่วนฉากหลังที่เบลอ ๆ ถามว่าเบลอประมาณไหนเมื่อเทียบกับการเบลอของเลนส์ของกล้อง DSLR เท่าที่ลองช่วงเบลอฉากหลังของ iPhone 7 Plus น่าจะเทียบเท่าการเบลอจากเลนส์ค่ารูรับแสงราวๆ F1.8-2.0 คือพอละลายฉากหลังให้คนหรือวัตถุที่เราต้องการถ่ายดูเด่นขึ้นมีมิติขึ้น

iphone-7-plus_13

ภาพเปรียบเทียบจากโหมดหน้าชัดหลังเบลอของ iPhone 7 Plus ซึ่งเวลาถ่ายรูปในโหมดนี้จะได้ออกมา 2 รูปคือรูปปกติและรูปที่มีการใช้การเบลอฉากหลัง

iphone-7-plus_14
iphone-7-plus_15
iphone-7-plus_16
iphone-7-plus_17

“ด้วยความเป็นการเบลอซอฟท์แวร์ก็น่าจะสามารถพัฒนาความเก่งให้ดีขึ้นได้อีก”

แต่หลังเบลอก็ยังไม่เนียนขนาดนั้น

เรื่องทิ้งฉากหลังให้เบลอว่ากันตามตรงก็ยังไม่เนียนเหมือนเราเวลาเราเห็นรูปที่ฉากหลังเบลอจากเลนส์ของกล้อง Mirrlorless หรือ DSLR ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่การเบลอด้วยซอฟท์แวร์ทำได้เพียงเท่านี้ในปัจจุบัน ตรงนี้ต้องยอมรับกันด้วย แต่ด้วยความเป็นการเบลอซอฟท์แวร์ก็สามารถพัฒนาความเก่งเรื่องนี้ได้อีกไกลเหมือนกัน

ข้อจำกัดของการให้โหมดหน้าชัดหลังเบลอ

จากที่ใช้งานโหมดนี้ พบว่ามีข้อจำกัดเวลาใช้ถ่ายรูปอยู่บ้างเหมือนกัน

 

ระยะจาก iPhone ถึงวัตถุ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่บางคนคิดว่ามันใช้ยาก เพราะต้องมีการถอย iPhone ออกมาห่างพอควร แต่ตรงนี้ผมคิดว่าไม่ต่างจากการใช้กล้องใหญ่ที่เราก็ต้องมีระยะห่างจากคนหรือวัตถุเหมือนกัน

คำนวณผิดบ้างถ้ามีวัตถุหลายระยะบนโต๊ะ จากที่ลองเรื่องนี้พบว่าถ้ามีวัตถุอยู่ในแนวเดียวกันแต่ต่างขนาดกัน หรือมีวัตถุอยู่บนโต๊ะหลายชิ้นหลายระยะ และระยะก็อยู่ใกล้ ๆ กันตรงนี้ภาพที่ออกมามีผิดพลาดเรื่องการคำนวณอยู่พอควรในบางครั้ง

เจอแก้วใสแล้วคำนวณพลาด อันนี้จริง ๆ ให้อภัยได้ครับ เพราะการใช้ซอฟท์แวร์คำนวณยังไงก็ไม่เป๊ะ ผมลองถ่ายรูปแก้วน้ำหลายครั้งคือมีความผิดพลาดเหมือน ๆ กันคือถ้าฉากหลังที่มองทะลุแก้วไปซอฟท์แวร์คำนวณไม่ถูกว่าต้องเบลอออกหรือไม่ ตรงนี้ถือเป็นข้อจำกัดของซอฟท์แวร์จริง ๆ

iphone-7-plus_20
iphone-7-plus_21
iphone-7-plus_22
iphone-7-plus_23

“ความเบลอเหมือนจะมีอยู่สเต็ปเดียว จากที่ลองพบว่าความเบลอด้วยเอฟเฟคนี้ ระดับความเบลอหลังจะนวล ๆ เบลอ ๆ เท่า ๆ กันในทุก ๆ รูป หรือไม่ก็ใกล้เคียงกัน” 

ส่วนที่ยังทำได้ไม่ได้คือเบลอฉากหน้าไม่ได้ พอได้ลองมาสักระยะ คือเห็นเลยว่าเอฟเฟกการเบลอจะทำได้แค่ฉากหลังอย่างเดียว ถ้าเราต้องการให้เบลอฉากหน้าและฉากหลัง โดยให้วัตถุตรงกลางชัดยังทำไม่ได้ อ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจจะบอกว่าผมเว่อไปถ้าจะทำให้ได้ขนาดนั้น ส่วนตัวผมมองว่ามีความเป็นไปได้ในอนาคตที่ซอฟท์แวร์ด้านการถ่ายรูปในโทรศัพท์มือถือจะคำนวณการเบลอที่ว่าได้

โดยรวมของโหมดถ่ายหน้าชัดหลังเบลอของ iPhone ยังเป็นเพียงก้าวแรก เรื่องการคำนวณความเบลอที่ยังมีผิดพลาดอยู่หรือหลอกตาดูไม่เนียนเหมือนเบลอจากเลนส์กล้องใหญ่ คงต้องให้เวลาแอปเปิ้ลได้พัฒนาซอฟทแวร์ให้เก่งขึ้นกันสักระยะความเบลอน่าจะเนียนขึ้นเรื่อย ๆ

iphone-7-plus_18
iphone-7-plus_19

ส่วนความคาดหวังในโหมดหน้าชัดหลังเบลอสำหรับผมอย่างที่ได้เอ่ยไปบ้างแล้วคิดว่าอนาคตน่าจะทำได้ เช่น เลือกระดับความเบลอได้หลายระดับ , เบลอฉากหน้าและฉากหลังพร้อมกันได้ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นไปได้ในอนาคต

ถ่ายวิดีโอ

ต่อจากถ่ายรูปนิ่งก็ต้องมาเรื่องถ่ายวิดีโอนี่แหละ โดย iPhone 7 Plus สเป็คเกี่ยวกับถ่ายวิดีโอก็เหมือนตัน ๆ ครับ เพราะไม่ได้ขยับความสามารถเกี่ยวกับวิดีโอเลย ซึ่งก็ดูเหมือนโลกการถ่ายวิดีโอบนโทรศัพท์มือถือทั้งหมดก็จะนิ่ง ๆ อยู่ตรงนี้เหมือน ๆ กันทุกยี่ห้อ

โดย iPhone 7 Plus (รวมถึง iPhone 7) ยังถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ 4K @ 30fps และการถ่ายวิดีโอสโลโมชั่นได้สูงสุดที่ 240fps @ 720p

ภาพรวมของการถ่ายวิดีโอภาพที่ออกมายังคงต้องพึ่งพาแสงภายนอกมากหน่อยเหมือนเดิม ไม่งั้นจะไม่ได้ภาพที่ฉ่ำว้าวอะไรจะต่างกับการถ่ายภาพนิ่งที่เมื่อเปิดกล้องมาใช้งานภาพที่เห็นบนหน้าจอจะอยู่สว่างกว่า แค่ถ่ายวิดีโอในที่ร่มในห้องที่แสงน้อยหน่อยเราก็จะเห็นนอยซ์บางแล้ว ตรงนี้ก็ให้ระวังกันเหมือนเดิม

iphone-7-plus_25

การมีกล้อง 2 ระยะใน iPhone 7 Plus ก็ดีในแง่เราจะกดซูมภาพตอนถ่ายวิดีโอ แต่วิธีซูมภาพของการถ่ายวิดีโอมันควรจะนวล ๆ ค่อย ๆ ดึงภาพเข้ามาใกล้ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเพราะเวลาที่เรากด 2x เพื่อซูมแบบออฟติคอลบนหน้าจอขณะถ่ายวิดีโอภาพจะถูกดึงขึ้นมาแบบกระฉากขึ้นดูแล้วโคตรไม่เป็นธรรมชาติของการถ่ายวิดีโอเลย เอาจริง ๆ ตรงนี้แปลกใจมากที่แอปเปิ้ลทำออกมาแบบนี้ คืองานวิดีโอมันควรจะเนียน ๆ ค่อย ๆ ซูมเข้ามาไม่ใช่กระชากตอนซูมเหมือนการถ่ายภาพนิ่ง สำหรับระยะการซูมตอนถ่ายวิดีโอจะได้ถึง 6x หรือ 6 เท่า โดยระยะจาก 2.1-6 เท่าจะเป็นดิจิตอลซูม

จากที่ได้ใช้ iPhone 7 Plus ถ่ายวิดีโอยังพบอาการปรับแสงเองแบบวืดวาดเหมือนเดิม ซึ่งความความอัตโนมัติทุกอย่างทำให้ถ้าเราไม่ล็อคค่าแสงไว้ เวลาถ่าย ๆ วิดีโออยู่แสงเปลี่ยนปุ๊บภาพที่กำลังถ่าย ๆ อยู่เปลี่ยนตามไปด้วยตรงนี้ก็ให้ระวังกันด้วยถ้าจะใช้แอพกล้องที่มากับเครื่องถ่ายวิดีโอ

ภาพวิดีโอในที่แสงจัด ๆ โดยรวมดูดีดูสวยใช้ได้ครับ ส่วนเรื่องกันสั่นเทียบกับตอนที่เคยลองใน iPhone 6 Plus ไม่ได้รู้สึกว่าต่างกันหรือดีขึ้นแบบชัดเจน

การโฟกัสในภาพเวลาถ่ายวิดีโอของ iPhone 7 Plus แลดูรวดเร็วจากรุ่นก่อนหน้าอีกนิดหน่อย และการจับใบหน้าคนเพื่อช่วยโฟกัสตรงนี้ทำได้รวดเร็วดี คือถ้าอยู่คนเดียวอยากถ่ายวิดีโอแนว ๆ Blogger คือคาดหวังได้ว่าภาพที่ออกมาจะชัดและหน้าเราชัดแจ่ม

สำหรับวิดีโอรีวิวหูฟัง Motorola – Verve Ones+ ที่เห็นด้านล่างผมใช้ iPhone 7 Plus ถ่ายวิดีโอทั้งหมดครับ (เสียงใช้ไมโครโฟนแยกต่างหากนะครับ)

สิ่งที่ทำไม่ได้ในตอนนี้เวลาถ่ายวิดีโอบน iPhone 7 Plus ที่มีกล้องแบบ 2 เลนส์คือการถ่ายวิดีโอแล้วให้เบลอฉากหลังได้ด้วย ตรงนี้ยังทำไม่ได้นะครับ จุดนี้พอจะเข้าใจแอปเปิ้ลได้อยู่ว่าการจะทำให้ฉากหลังเบลอได้ด้วยซอฟท์แวร์ขณะถ่ายวิดีโอชนิดเรียลไทม์นั้นเป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เพราะตัวเครื่องต้องประมวลผลแบบทันทีทันใดในเสี้ยววินาทีเพื่อทำการเบลอฉากหลังระหว่างถ่ายวิดีโอ อาจจะทำไม่ได้ในตอนนี้ แต่อนาคตก็ไม่แน่นะครับของแบบนี้

ภาพรวมของเรื่องถ่ายวิดีโอยังไม่มีอะไรใหม่ ความสามารถที่มีไม่ได้ต่างมากนัก เรื่องการมีสองกล้องสองเลนส์ช่วยเรื่องตอนซูมภาพให้ได้คุณภาพดีขึ้นจริง แต่จังหวะกดซูมที่แตะปุ่ม 2x บนหน้าจอคือไม่ไหวจริง ๆ สำหรับการถ่ายวิดีโอ

ไม่มีช่องหูฟังทำไงดี

เรื่องนี้ผมมี 2 มุมมองคือสำหรับการใช้งานทั่วไปและสำหรับการใช้ถ่ายวิดีโอและอื่นๆ

สำหรับมุมมองในการใช้งานทั่วไปออกไปทางน่ารำคาญนิดหน่อยที่ต้องต่อหูฟังเดิมผ่านอะแดปเตอร์ก่อนแค่นั้น แต่รวม ๆ แล้วก็ยังรับได้ไม่ค่อยติดปัญหาในการใช้งานเวลาจะฟังเพลงอะไรในกรณีที่ใช้หูฟังมีสาย ส่วนการใช้งานแบบฟังเพลงไปชาร์จไปอันนี้ผมลองสังเกตจากตัวเองพบว่ามีจังหวะที่จะเสียบชาร์จแบตเตอรี่ไปฟังเพลงไปน้อยมากในแต่ละวัน สำหรับผมเรื่องนี้เลยไม่เป็นปัญหา ในทางกลับกันผู้อ่านลองสำรวจกันว่าเรามีจังหวะที่จะต้องใช้งานแบบที่เสียบแบตเตอรี่ไปฟังเพลงผ่านหูฟังมีสายไปคิดเป็นสักกี่เปอร์เซ็นต์ในแต่ละวัน

iphone-7-plus_26

ส่วนอีกมุมมองคือใช้ iPhone ถ่ายวิดีโออันนี้พินาศจริงครับ เพราะช่องหูฟังหายเท่ากับไมโครโฟนบางตัวที่ทำมาแมตช์กับตัวโทรศัพท์แทบจะใช้งานไม่ได้ในแง่ความสะดวก เพราะเมื่อต้องต่อสายเพิ่มไมโครโฟนแยกบางตัวที่จะมีตัวยึดโทรศัพท์แบบสวมเข้าด้านข้างตัวเครื่องไม่สามารถที่จะสวมได้อีกต่อไป จุดนี้คือความพินาศที่หนึ่ง

iphone-7-plus_27
iphone-7-plus_28
iphone-7-plus_29

ความพินาศที่สอง (ที่ต้องรออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม) คือการถ่ายวิดีโอในหลาย ๆ ครั้งกรณีของผมเองก็จะต่อทั้งไมโครโฟนผ่านช่องหูฟัง 3.5 มม. และต่อสายชาร์จไฟไปด้วย พอเหลือช่องเดียวในตอนนี้ที่ไม่มีอุปกรณ์เสริมขายในไทย ก็จะลำบากที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งผมก็เลือกต้องต่อไมโครโฟนอยู่แล้ว ทำให้ทุกจังหวะที่ยังไม่ได้ถ่ายวิดีโอก็ต้องถอดสายเสียบไมโครโฟนออกแล้วก็เสียบสายชาร์จไฟแทนสลับไปสลับมา อย่างที่บอกไปในวงเล็บแล้วว่าต้องรออุปกรณ์เสริมจริง ๆ ในจุดนี้

อีกจุดที่พอไม่มีช่องหูฟังคือช่อง Lightning Connector มันไม่ได้แน่นหนาเหมือนเวลาเสียบหูฟังกับช่อง 3.5 มม. ตรงนี้ลองแล้วกระตุกสายแบบไม่ต้องแรงมากหัวต่อ Lightning ก็หลุดออกมาแล้ว ถ้าอนาคตมีอะแดปเตอร์ต่อเพื่อชาร์จไฟและต่อไมโครโฟนได้ด้วย ตรงนี้ระวัง ๆ กันด้วย

แบตเตอรี่

เรื่องแบตเตอรี่ของ iPhone 7 Plus ผมไม่ได้รู้ว่าสเป็คเครื่องหรือชิป A10 Fusion ช่วยให้ผมประหยัดแบตเตอรี่ขึ้นแบบรู้สึกหรือสังเกตได้ ผมยังต้องชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างวันอยู่บ้าง รวม ๆ แล้วแอปเปิ้ลก็ยังคงเป็นแอปเปิ้ลที่พยายามทำแบตเตอรี่ให้ก้อนเล็กจิ๋วที่สุดในขณะที่สามารถรีดพลังงานจากแบตเตอรี่ออกมาให้ได้มากที่สุดโดยยังไม่ยอมเพิ่มขนาดแบตเตอรี่

เรื่องกันน้ำ กันได้สักเท่าไหร่กัน

ความสามารถในการกันน้ำของ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus เป็นครั้งแรกที่แอปเปิ้ลทำให้กันน้ำได้ในระดับ IP67 ที่หมายความว่าตัวเครื่องกันฝุ่นต่าง ๆ เข้าเครื่องได้ สามารถกันน้ำได้เมื่อเครื่องอยู่ในน้ำในระดับไม่เกิน 1 เมตรไม่เกินเวลา 30 นาที

เรื่องคุณสมบัติการกันน้ำตรงนี้มีเว็บต่างประเทศทดสอบกันหนักหน่วงมากครับ ทำให้เราพอจะเห็นภาพของการทดสอบได้ว่าตัวเครื่องกันน้ำได้จริง ๆ สามารถอยู่รอดปลอดภัยจากการทดสอบได้

แต่ในความเป็นจริงจะเห็นได้ว่าแอปเปิ้ลไม่พยายามแม้แต่จะมีรูปภาพเครื่อง iPhone 7 อยู่ในน้ำเลย แม้กระทั่งภาพที่คนกำลังตกสระว่ายน้ำก็ยังถือตัวเครื่องไว้เหนือน้ำ หรืออย่างตัวเครื่องที่เปียกก็แบบเป็นละอองน้ำมาโดน หรืออย่างในโฆษณาก็สื่อถึงว่าเครื่องเปียกจากละอองน้ำ ไม่ใช่การสื่อสารออกมาว่าเครื่องลงไปถ่ายรูปใต้น้ำได้

ตรงนี้ก็ขอให้ยังต้องระวัง ๆ กันเหมือนเดิม ไม่ใช่เอาเครื่องไปลองเทน้ำใส่ ไปลองถ่ายรูปใต้น้ำ หรืออื่น ๆ ที่เป็นกิจกรรมทางน้ำ เพราะตัวเครื่องยังไม่ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในน้ำหรือใต้น้ำแต่อย่างใด ยังคงมีโอกาสที่น้ำจะเข้าเครื่องได้อยู่เหมือนกัน

“แอปเปิ้ลไม่พยายามแม้แต่จะมีรูปภาพเครื่อง iPhone 7 อยู่ในน้ำเลย แม้กระทั่งภาพที่คนกำลังตกสระว่ายน้ำก็ยังถือตัวเครื่องไว้เหนือน้ำ”

การกันน้ำของ iPhone 7 ทั้งสองรุ่นคือกันน้ำประเภทที่ว่าเดินหรือวิ่งลุยฝนแล้วเครื่องเปียก อุบัติเหตุเครื่องตกน้ำรีบหยิบขึ้นมาทันที ประมาณนี้เสียมากกว่าครับ ฉะนั้นคุณสมบัติการกันน้ำไม่ใช่ให้เราเอาเครื่องไปลุยน้ำได้ ตรงนี้ก็ขอให้ระวังกันด้วย โดยเฉพาะตอนสงกรานต์ยังไงก็อย่าให้เครื่องโดนสาดน้ำโดยตรงเป็นดีที่สุด

มีอะไรต้องพูดถึงอีกหรือไม่สำหรับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

ครั้งนี้แอปเปิ้ลเน้นไปที่กล้องถ่ายรูปของ iPhone 7 Plus ซึ่งมันก็ดีตามสมควรที่เรายอมจ่ายเงินเพิ่มครับ เพียงแต่ว่าไม่ได้ซี้ดซ้าดอะไรขนาดนั้น ความสามารถของ 2 กล้องเลนส์ 2 ระยะคือดีจริง แต่ในหลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกว่าสิ้นเปลืองที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อการนี้ เอฟเฟกต์หน้าชัดหลังเบลอยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นแนวโน้มดูดี น่าจะเก่งขึ้นได้อีกเรื่อย ๆ จนดูเนียนตาได้มากขึ้น ตรงนี้คงต้องให้เวลากับแอปเปิ้ลด้วยเหมือนกัน

เรื่องอื่น ๆ อย่างแรมที่มี 3GB ใน iPhone 7 Plus กับแรม 2GB ใน iPhone 7 ในการใช้งานจริง ณ ปัจจุบันยังไม่เห็นผลแตกต่างกันเท่าไหร่ เรียกว่าแทบไม่รู้สึกอะไรเลยในส่วนนี้

เรื่องช่องหูฟังอย่างที่อธิบายไปแล้วว่าต้องดูที่ตัวเราเองก่อนว่าเรามีการใช้งานหูฟังแล้วชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วยกี่มากน้อย

โดยรวมสำหรับ iPhone 7 Plus ถ้าดูจากสเป็คและฟีเจอร์ที่ได้ก็ถือว่าน่าพอใจประมาณหนึ่ง (ตรงนี้อาจจะเชื่อความคิดเห็นผมและอีกหลายคนที่เปลี่ยนเครื่องทุกปีได้ไม่เต็มที่นะครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงสเป็คเครื่องในช่วง 3 ปีนี้ในแต่ละปีคือดีขึ้นทีละนิดทีละหน่อย แต่ถ้ามาจากรุ่นที่ห่างกัน 2-3 ปีจะเห็นได้ชัดว่าเครื่องมีการเปลี่ยนแปลงมากทีเดียว) แต่ถ้านับเรื่องดีไซน์ตัวเครื่องเข้ามาด้วยอันนี้ไม่ไหวจริง เพราะดีไซน์นี้อยู่เป็นปีที่ 3 แล้ว ถ้าไม่มีเรื่องสีดำทั้งสองแบบให้มาเป็นประเด็นของรุ่นนี้เชื่อขนมได้ว่าเรื่องดีไซน์โดนโจมตีมากกว่านี้แน่นอน



You May Also Like:

[ประชาสัมพันธ์] iPhone 7 by TrueMove H ลดสูงสุด 9,000 บาท / 4G ไม่อั้น

iPhone 7 ถึงตอนนี้ยังเป็นเครื่องที่มีหลายคนถามถึงและตามหาสีที่ต้องการ บ้างก็ถามกันหลายร้านกว่าจะเจอ บ้างถามแล้วถามอีกก็ไม่ได้สีได้รุ่นที่ต้องการสักที ไม่ต้องตามหาให้เมื่อยเพราะสามารถจองเครื่องและสีที่ต้องการกับ TrueMove H จากนั้นรอรับเครื่องได้เลย พร้อมรับส่วนลุดสูงสุด 9,000 บาท และใช้งาน 4G Unlimited แบบไม่ลดความเร็วนาน 1 ปี ..

มีข่าวลือว่าแอปเปิ้ลอาจจะออก iPhone 7 สีขาว Jet White เพิ่มอีกหนึ่งสี

จากที่ iPhone 7 ที่ออกมามีตัวเครื่องสีดำมันเงา Jet Black ออกมาให้เลือกซื้อ ซึ่งก็มีการเก็งกันตั้งแต่ตอนที่เปิดตัวว่าในอนาคตน่าจะมีเครื่องสีขาวแบบมันเงาออกมาด้วย ตอนนี้มีข่าวลือว่าแอปเปิ้ลอาจจะออกเครื่องสีดังกล่าวตามมาก็เป็นได้ ..

[ประชาสัมพันธ์] โปรโมชั่น iPhone 7 และ iPhone 7 Plus by TrueMove H ลดกระหน่ำ 8,000 บาท บัตร Black Card ลดครึ่งราคา พร้อมเล่น 4G ไม่อั้นไม่ลดความเร็ว

TrueMove H ออกโปรโมชั่นสำหรับคนที่สนใจ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus โดยเฉพาะ ทั้งส่วนลดค่าเครื่อง และการใช้งาน 4G แบบไม่จำกัดไม่ติดลิมิตไม่ลดความเร็วตลอด 1 ปี ..

Share

Tweet

Email