รีวิว : Apple Watch Series 2 (Apple Watch Nike+)

รีวิว : Apple Watch Series 2 (Apple Watch Nike+)

แม้รูปร่างหน้าตาจะเหมือนรุ่นเดิม แต่ตามที่แอปเปิ้ลพูดไว้บนเวทีงานเปิดตัวว่า Apple Watch Series 2 มี GPS ในตัว และยังกันน้ำได้ระดับ 50 เมตร สามารถพาไปว่ายน้ำได้ ลองมาดูกันว่า Apple Watch Series 2 ดีขึ้นกว่าเดิมแค่ไหนกัน

Apple Watch Series 2 ที่แอปเปิ้ลเพิ่งออกมาล่าสุดหน้าตายังเหมือนกับรุ่นแรกไม่มีผิดเพี้ยน รูปร่างภายนอกที่แตกต่างกันคือความหนาของรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา 1 มิลลิเมตร นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นทรวดทรงกว้างยาวคือเหมือนเดิม ซึ่งก็ทำให้รุ่นนี้ดูจืด ๆ ไปในเรื่องดีไซน์ที่ยังซ้ำกับของเดิมอยู่

apple-watch-series-2_021

สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ของ Apple Watch Series 2 คือภายในที่แอปเปิ้ลปรับปรุงใหม่ โดยรุ่นนี้ใช้เป็นชิปตัวใหม่ Apple S2 ที่มีประสิทธิภาพโดยรวมและส่วนของกราฟิกดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม 2 เท่า, มี GPS บิวด์อินเข้ามาในตัวเครื่องทำให้สามารถออกกำลังกายเช่นการวิ่งแบบที่ให้นาฬิกาแทร็ก GPS ได้เลยโดยไม่ต้องพก iPhone ติดตัวไปด้วย และสุดท้ายคือการกันน้ำที่ทำได้ดีมากขึ้นจนสามารถพากไปว่ายน้ำได้ เรื่องกันน้ำแอปเปิ้ลเคลมว่าสามารถกันน้ำได้ลึก 50 เมตร แม้จะกันน้ำได้ลึก 50 เมตรแต่แอปเปิ้ลใช้คำว่า Swim Proof โดยให้เหตุผลว่าการลงไปในระดับน้ำลึกมาก ๆ จะมีแรงดันในน้ำเพิ่มมากขึ้นซึ่ง Apple Watch Series 2 ไม่ได้ทนต่อแรงดันในน้ำที่ระดับลึก ๆ

สำหรับเรื่องรุ่นของ Apple Watch Series 2 ก็มีปรับเปลี่ยนนิดหน่อย โดยตัดรุ่นเรืองทองคำออกแล้วปรับมาเป็นวัสดุเซรามิกสีขาวแทนทำให้ราคาลดลงมาเหลือระดับ 40,000-50,000 บาทในรุ่นสูงสุด ส่วนรุ่นพิเศษยังคงมี Hermes อยู่เหมือนเดิม และมี Apple Watch Nike+ เข้ามาด้วย โดยการเรียกชื่อรุ่นตอนนี้ถ้าดูจากหน้าเว็บจะไม่มีการแบ่งเป็นว่าเป็นรุ่น Sport หรือรุ่น Apple Watch เรือนสแตนเลส แต่จะเรียกรวมว่า Apple Watch แล้วแยกด้วยวัสดุตัวเรือน ส่วนรุ่นวัสดุเซรามิกยังคงเรียกเป็น Apple Watch Edition เช่นเดิม โดยเมื่อเรียงลำดับรุ่นทั้งหมดจะได้ตามนี้

  • Apple Watch ตัวเรือนอะลูมิเนียม (รุ่นพิเศษคือ Apple Watch Nike+)
  • Apple Watch ตัวเรือนสแตนเลสตีล (รุ่นพิเศษคือ Apple Watch Hermes ไม่มีขายในไทยเป็นทางการ)
  • Apple Watch Edition ตัวเรือนเซรามิก สีขาว

ทั้ง 3 รุ่นข้างต้นต่างกันเรื่องวัสดุตัวเรือนและกระจกหน้าจอเหมือนเดิม โดยรุ่นตัวเรือนอะลูมิเนียมกระจกหน้าจอเป็น Ion-X ส่วนอีก 2 รุ่นกระจกหน้าจอเป็นแซฟไฟร์

สำหรับด้านหลังเครื่องที่เห็นเป็นสีดำของรุ่นตัวเรือนอะลูมิเนียม (Apple Watch Sport) จากรุ่นเดิมฝาหลังสีดำจะเป็นพลาสติกสีดำ พอมาเป็น Apple Watch Series 2 ตัวเรือนอะลูมิเนียมฝาด้านหลังปรับปรุงมาใช้วัสดุเซรามิกเหมือนรุ่นอื่น ๆ แล้ว ตรงจุดนี้น่าจะมีความทนทานมากขึ้น (แต่ในขณะเดียวกันรุ่นแรกที่ปรับปรุงใหม่เรียกชื่อเป็น Series 1 ฝาหลังก็ยังคงเป็นพลาสติกอยู่เช่นเดิม)

apple-watch-series-2_01

สำหรับเรือนที่เราจะรีวิวเป็น Apple Watch Series 2 ตัวเรือนอะลูมิเนียม แต่เป็นรุ่นพิเศษ Apple Watch Nike+ ซึ่ง Apple Watch รุ่นที่แล้วผมซื้อรุ่นสแตนเลสสตีล พอมาใช้ตัวเรือนอะลูมิเนียมอย่างแรกที่ใส่ข้อมือคือเบามากๆ เบาสบายแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ซึ่งใครที่ใช้รุ่นตัวเรือนอะลูมิเนียมอยู่แล้วก็อย่าถือสาผมนะครับ

สำหรับการรีวิว Apple Watch Series 2 ในครั้งนี้ เราคงไม่ได้สาธยายเหมือนการรีวิวรุ่นแรกนะครับ แต่จะเน้นเป็นการตอบคำถามที่ละข้อมากกว่า ซึ่งใครที่ยังไม่เคยใช้ Apple Watch เลยและเพิ่งเข้ามาอ่าน ขอให้อ่านรีวิว Apple Watch รุ่นแรกปูพื้นก่อน เพราะในรีวิวนี้จะไม่ได้บรรยายอะไรมากนัก

อ่านรีวิว Apple Watch รุ่นแรกได้ที่นี่ : siampod.com/2015/06/05/review-apple-watch

apple-watch-series-2_07
apple-watch-series-2_08
apple-watch-series-2_039
apple-watch-series-2_040

ใช้ชิป S2 แรงกว่าเดิม 2 เท่าประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นจริงหรือไม่

ในการใช้งานทั่วไปสำหรับ Apple Watch Series 2 ถือว่าเห็นผลค่อนข้างชัดเจนว่าดูฉับไวขึ้นในการตอบสนอง เวลากดปุ๊บเด้งขึ้นมาปุ๊บ ซึ่งจริง ๆ แล้ว Apple Watch รุ่นแรกถ้าไม่มีตัวใหม่มาเปรียบเทียบเอาจริง ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันช้าในจังหวะตอบสนองในการกดหรอกครับ แต่พอมีรุ่นใหม่มาเทียบเท่านั้นแหละ รู้สึกได้ในเรื่องนี้

การตอบสนองไว้ที่ว่าจะเป็นเรื่องการกด ๆ แตะ ๆ การกดเม็ดมะยมเข้าหน้าแอพรวม การกดเข้าแต่ละแอพดูฉับไวขึ้น (ไม่รวมตอนเข้าแอพไปแล้วและกำลังเรียกข้อมูลนะครับ เดี๋ยวมาว่ากันเรื่องนี้อีกหัวข้อนี้) จังหวะหน่วงหรือกระตุกนิด ๆ หายไปเมื่อใช้บน Apple Watch Series 2

เวลาเข้าใช้งานแอพเร็วขึ้นหรือไม่

การเรียกข้อมูลเวลาเราเข้าไปในแต่ละแอพทำได้ฉับไวขึ้นบ้าง บางแอพที่เคยรอข้อมูลหลาย ๆ วินาทีเวลาจะกดดู เช่น twitter พอเป็น Apple Watch Series 2 กดแล้วก็รออยู่สัก 3-4 วินาทีไม่เกินนี้ไทม์ไลน์ก็ขึ้นมาให้อ่านบนหน้าจอได้แล้ว เท่าที่ลองกับหลาย ๆ แอพ ซึ่งก็จะเป็นแอพเดิม ๆ ที่เราเคยใช้งานและจำได้ว่าจะมีจังหวะการประมวลผลที่กว่าจะขึ้นมาให้เห็นบนหน้าจอช้ากว่านี้ พอเป็น Apple Watch Series 2 ตรงจุดนี้ทำได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าทุกแอพจะเร็วขึ้นแบบทันตา เพราะถ้าจังหวะที่เราเรียกดูแล้วข้อมูลเยอะก็ยังเป็นไปได้ที่จะช้าอยู่ได้บ้างถ้าแอพดังกล่าวมีการส่งข้อมูลเยอะ

หน้าจอสว่างขึ้น ทำให้เห็นชัดขึ้นเวลาแสงแดดจ้า ๆ จริงเหรอ

เรื่องหน้าจอสว่างกว่ารุ่นแรกส่วนตัวผมรู้สึกเฉย ๆ คือรุ่นแรกก็ทำได้ดีอยู่แล้ว พอปรับปรุงเรื่องหน้าจอที่ทำได้สว่างขึ้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนักเวลาใช้งานทั่วไปเพราะหน้าจอก็ดูชัดปกติ เท่าที่พยายามลองไปอยู่ในช่วงที่แสงแดดแรง ๆ แล้วยกนาฬิกาขึ้นมาดูก็รู้สึกได้นิดหน่อยว่าสู้แสงแดดได้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้เห็นผลชัดเจนนักในจุดนี้ แต่เรื่องหน้าจอที่สว่างมากขึ้นกลับเห็นชัดเจนเวลาใช้ในที่แสงน้อยหรือที่มือที่ความสว่างหน้าจอรู้สึกได้ว่าให้แสงได้สว่างกว่าเดิม

แล้ว Apple Watch Nike+ ต่างจาก Apple Watch Series 2 รุ่นปกติยังไง

จุดที่ต่างกันคือ Apple Watch Nike+ จะมีสายนาฬิกาเป็นเวอร์ชั่นของตัวเอง ซึ่งจะไม่มีขายแยกต่างหาก โดยสายนาฬิกาของรุ่นนี้วัสดุเป็นยางแบบเดียวกับสาย Sport Band ปกติ แต่จะเป็นรูพรุน ๆ 3 แถวค่อนข้างถี่ ซึ่งทุกช่องเราสามารถเกี่ยวหมุดล็อคลงไปได้ ตอนที่ได้ใช้งานแรก ๆ ด้วยความคุ้นชินก็จะไม่ได้มองว่าเราเกี่ยวหมุดอยู่แถวกลางรึเปล่า เพราะสายนาฬิกา Sport Band ปกติจะมีช่องที่ให้เกี่ยวหมุดอยู่แถวเดียว พอมาเจอ 3 แถวมีเกี่ยวหมุดพลาดแบบบเบ้ซ้ายเบ้ขวาอยู่เหมือนกัน ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรในการใส่หรือขณะใช้งานแค่เวลาก้มมาเป็นปลายสายจะเบี้ยวไปนิดแกะติดใหม่ก็จบ

น้ำหนักของสายนาฬิการุ่น Nike เบากว่ารุ่น Sportband ปกติอยู่เล็กน้อยด้วยครับ

apple-watch-series-2_09
apple-watch-series-2_010
apple-watch-series-2_034
apple-watch-series-2_033

ด้วยความที่สายนาฬิกาเป็นรูพรุนมากขนาดนี้ทำให้น้ำหนักสายนาฬิกาเบากว่าสาย Sport Band อยู่อีกนิดหน่อยด้วยเหมือนกัน ส่วนการทำรูพรุนเยอะขนาดนี้ก็ช่วยให้สายนาฬิการะบายเหงื่อไวมากกว่าสาย Sport Band ปกติเวลาออกกำลังกาย ซึ่งตรงนี้ลองมาแล้วเห็นผลว่าเหงื่อเราระบายออกมาเร็วไม่เก็บไว้ใต้สายนาฬิกาเหมือนก่อนหน้านี้

จุดต่างของ Apple Watch Nike+ คือมีหน้าปัดนาฬิกา (Watch Face) เวอร์ชั่น Nike เพิ่มเข้ามาอีก 2 แบบในเมนูหน้าปัดจะเรียกชื่อว่า Nike+ Digital ที่การบอกเวลาเป็นตัวเลข และ Nike+ Analog ที่การบอกเวลาจะเป็นแบบเข็มสั้นเข็มยาว โดยทั้งสองแบบจะปรับเรื่องสีได้นิดหน่อย และบนหน้าปัดทั้งสองแบบเมื่อแตะที่โลโก้ไนกี้ก็จะเข้าสู่แแอพ NRC (Nike+ Run Club) ทันที ซึ่งตัวแอพ NRC จะมีมาเลยตั้งแต่แกะกล่อง ส่วนรุ่นปกติสามารถลงแอพ NRC เพิ่มเติมได้เหมือนกัน

apple-watch-series-2_02
apple-watch-series-2_04

เรื่องเกี่ยวกับการใช้ GPS ในเครื่องเวลาออกกำลังกาย

การมี GPS ในเครื่องทำให้หลายคนสนใจ Apple Watch Series 2 มากขึ้นเพราะไม่งั้นไปออกกำลังกายทีจะวิ่งก็ดี จะจักรยานก็ดี ถ้าอยากให้แทร็ค GPS ก็ต้องพก iPhone ไปด้วยเพื่อที่ Apple Watch จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ GPS จาก iPhone ซึ่งไม่สะดวกเอาเสียเลย พอมี GPS บิวด์อินมาในตัวแบบนี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องพก iPhone ออกไปวิ่งด้วยทุกครั้ง

โดยเรื่อง GPS ผมทดสอบการใช้งานกับการวิ่ง 10 กิโลเมตรร่วมกับแอพ Workout ของแอปเปิ้ลใน Apple Watch เลย และอีกแอพที่ทดสอบคือ NRC ที่มีมาในเครื่องรุ่น Apple Watch Nike+

apple-watch-series-2_017
apple-watch-series-2_018-1
apple-watch-series-2_019

สำหรับ GPS ใน Apple Watch Series 2 เบื้องต้นคือไม่มีเมนูเปิดปิดการทำงาน แต่การจะเปิดใช้คือเป็นแอพนั้น ๆ เรียกใช้งานครับ เช่นในแอพ Workout ของแอปเปิ้ลเมนูการวิ่งจะวิ่งในร่ม (Trademill) ซึ่งจะไม่ใช้ GPS ให้ทำงาน แต่ถ้าเลือกเป็นวิ่งการแจ้ง (Outdoor Run) เจ้า GPS จะถูกใช้งานอัตโนมัติ ตรงนี้ก็รวมถึงประเภทกีฬาแบบอื่น ๆ ที่อาจจะมีการเรียก GPS ใช้งานได้เหมือนเดิม อาทิ จักรยาน, สกี และอื่น ๆ

apple-watch-series-2_023

โดยการทำงานของ GPS ไม่มีสัญลักษณ์อะไรใด ๆ ที่จะทำให้เราทราบว่า GPS จับสัญญาณหรือยังนะครับ อย่างตอนที่ผมทดสอบวิ่งคือเลือกว่าวิ่งกลางแจ้งก็กดปุ่ม Start ก็ออกวิ่งเลย บนหน้าจอนาฬิกาก่อนวิ่งก็ไม่ได้มีสัญลักษณ์หรือข้อความอะไรแจ้งว่า GPS จับสัญญาณได้รียัง หรือ GPS มีปัญหาใด ๆ ตรงนี้คงต้องเทียบกับยี่ห้ออื่น ๆ ว่ามีการแจ้งด้วยหรือไม่ เพราะส่วนตัวผมไม่ได้ใช้นาฬิกายี่ห้ออื่น ๆ ในกลุ่มนี้เลย

ซึ่งพอเริ่มวิ่งก็เท่ากับว่า GPS เริ่มทำงานเองอัตโนมัติ พอวิ่งเสร็จเรียบร้อยข้อมูลซิงค์เข้าไปในแอพ Workout บน iPhone เรียบร้อยพอมาเปิดดูข้อมูลก็พบว่าที่เราวิ่งไปเมื่อครู่มีแผนที่ขึ้นมาให้ด้วยก็เท่ากับว่า GPS ทำงานปกติได้เรียบร้อยดี

ส่วนการวิ่งด้วยแอพ NRC หรือ Nike+ Run Club จริง ๆ แล้วผมชอบกว่าแอพ Workout ของแอปเปิ้ลนะ ส่วนหนึ่งเลยก็คือใช้มานานมากแล้วสถิติเกี่ยวกับวิ่งทุกอย่างอยู่ในระบบ Nike+ หมด แล้วก็เวลาแชร์ข้อมูลวิ่งของเราไปให้เพื่อน ๆ ใน Facebook, Twitter ทำได้ดีกว่าการแชร์ข้อมูลของ Workout ของแอปเปิ้ลหลายขุม

ซึ่งแอพ NRC เวอร์ชั่นล่าสุดก่อนวิ่งจะมีเมนูให้เลือกเวลาที่เรากำลังจะวิ่งเป็นการวิ่ง Indoor หรือ Outdoor ซึ่งเราก็เลือก Outdoor ไปซะ เพื่อให้ GPS บน Apple Watch ทำงาน จากที่ทดสอบ NRC เจอว่าบางครั้งที่แม้จะเลือกวิ่งแบบ Outdoor บน Apple Watch Series 2 แล้วแต่พอวิ่งเสร็จ ตัวแอพดันไม่ใช้ GPS ซะงั้น คือไม่มีแผนที่ขึ้นมาเป็นอันรู้เลยว่าไม่ได้ใช้ GPS แน่นอน ตรงนี้เลยต้องมาเตือน ๆ กันเล็กน้อยเพราะบนหน้าจอของแอพ NRC ก็ไม่มีการแจ้งหรือระบุอะไรได้เลยว่าตัวแอพมีการเรียกใช้ GPS แล้วหรือยัง

(ในรีวิวนี้ผมลองกับสองแอพนี้ก่อนนะครับ ส่วนแอพยอดนิยมอื่น ๆ เช่น Strava, Endomodo และอื่น ๆ ถ้ามีโอกาสจะทดสอบและมาอัพเดทในรีวิวนี้ภายหลัง)

มี GPS แบบนี้เวลาเอาไปวิ่งหรือขี่จักรยานใช้งานได้นานกี่ชั่วโมง

ถือเป็นคำถามยอดฮิตที่เกี่ยวกับ GPS ใน Apple Watch Series 2 เลยก็ว่าได้ เรื่องนี้ผมก็ไม่พลาดทดสอบให้แล้วเช่นกัน การทดสอบผมวิ่ง 1 ชั่วโมงแล้วมาดูจากระดับแบตเตอรี่ก่อนวิ่งกับหลังวิ่งเสร็จว่าเหลือเท่าไหร่ เทียบจากเวลาที่ใช้ไป โดยวิ่ง 1 ชั่วโมงแบตเตอรี่ใช้ไป 15 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ถ้าใครวิ่งเยอะแนว ๆ 21K หรือ 42K ที่ใช้เวลามากชั่วโมงขึ้นลองคำนวณอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นเองนะครับ

apple-watch-series-2_036
apple-watch-series-2_037
apple-watch-series-2_038

GPS ไม่ได้สูบแบตเตอรี่ แต่ผมคิดว่าเป็นตัววัดอัตราการเต้นหัวใจต่างหากที่สูบแบตเตอรี่

เรื่องแบตเตอรี่ที่หมดเร็วเวลาเราใช้แอพ Workout ที่คนอาจจะสงสัยว่า GPS เป็นตัวซดพลังงานมากมายขนาดนั้นจริงรึเปล่า จากที่ทดสอบตัวผมคิดว่าไม่ใช่ครับ เพราะ Apple Watch รุ่นแรกเวลาผมใช้แอพ Workout ในรูปแบบเดียวกันเช่นเปิดใช้งาน 2-3 ชั่วโมงต่อเนื่องแบตเตอรี่จะลดลงเร็วมาก ๆ ไม่ต่างจาก Apple Watch Series 2 ที่ใช้อยู่ในตอนนี้ สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองรุ่นคือเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจด้านหลังเครื่องจะทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้เครื่องมีการทำงาน การประมวลผลเกี่ยวกับอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ตลอดเวลา

apple-watch-series-2_030

สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ Apple Watch มาก่อน ขอบอกว่า Apple Watch เก็บข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจถี่มากครับ อย่างวันปกติที่ไม่ได้ออกกำลังกายไม่มีการเปิดใช้แอพ Workout ก็จะมีการ (แอบ) วัดอัตราการเต้นของหัวใจเราทุก ๆ 10 นาทีโดยประมาณ

ซึ่งถ้าเราใช้แอพ Workout การวัดอัตราการเต้นของหัวใจจะเก็บละเอียดมากขึ้นเป็นทุกนาที และใน 1 นาทีมีการเก็บข้อมูลหลายครั้ง เฉลี่ย ๆ คือทุก 5 -10 วินาทีมีการเก็บข้อมูล 1 ครั้ง ใช่ครับ..แทบทุกวินาทีเลยก็ว่าได้ระหว่างที่เรากดว่าเราออกกำลังกายประเภทกีฬาไหนพอกดให้เริ่มต้น เจ้าเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจก็จะทำงานทันทีตลอดเวลาไม่มีพัก

apple-watch-series-2_035

รู้แบบนี้แล้วปิดไม่ให้เซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจทำงานได้หรือไม่

เท่าที่ดู ๆ ใน Settings ของ watchOS 3.x ก็ยังไม่มีคำสั่งเปิดปิดใช้งานเซ็นเซอร์ที่ว่าครับ ส่วนในแอพ Workout และ NRC ก็ไม่มีให้ปิดเช่นกัน

ถ้าดูจากข้อสันนิษฐานที่ผมเจอ คิดว่าถ้าปิดการทำงานเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ การใช้ Apple Watch Series 2 วิ่งมาราธอนพร้อม ๆ กับที่ GPS ทำงานไปได้น่าจะเหลือเฟือครับ

พา Apple Watch Series 2 ไปว่ายน้ำ

ถือว่าเป็นอีกหัวข้อที่หลายคนสนใจ เพราะ Apple Watch Series 2 กันน้ำได้ในระดับที่พาไปว่ายน้ำได้ด้วย เรามาดูไปพร้อม ๆ กันว่า Apple Watch Series 2 เก็บสถิติเกี่ยวกับการว่ายน้ำยังไงบ้าง

สำหรับเมนูกีฬาว่ายน้ำใน Workout จะแบ่งเป็น Pool Swim กับ Open Water Swim

apple-watch-series-2_011
apple-watch-series-2_012

Pool Swim – ตามชื่อเลยครับ คือการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ โดยเมื่อเรากดเข้าไปในเมนูนี้ตัวแอพจะให้เราตั้งค่าความยาวของสระว่ายน้ำก่อนว่ายาวเท่าไหร่ เท่าที่สอบถามจากเพื่อน ๆ ที่ใช้นาฬิกาอื่นที่แทร็คเกี่ยวกับว่ายน้ำได้เช่น Tom Tom ก็จะมีให้ตั้งค่าเร่ิมต้นแบบเดียวกัน โดยเมื่อตั้งค่าความยาวสระว่ายน้ำเสร็จก็ลงไปจัดการว่ายน้ำกันได้เลยครับ โดยการเลือกการว่ายน้ำในสระจะไม่ใช้ GPS ในการแทร็คข้อมูล แต่จะใช้ Accelerometer หรือตัวจับความเคลือนไหว

apple-watch-series-2_024
apple-watch-series-2_025

ใช้ Accelerometer แบบนี้จะเก็บข้อมูลแม่นเหรอ ?

จากที่ทดสอบถือว่าข้อมูลเกี่ยวกับระยะทางใกล้เคียงกับความยาวสระที่เราใส่ไปก่อนเริ่มว่ายครับ จุดนี้คิดว่าถ้าเราใส่ข้อมูลความยาวสระได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงมากที่สุด ข้อมูลการว่ายน้ำของเราผมคิดว่าแทบไม่เพี้ยนครับ

apple-watch-series-2_043

โดยข้อมูลหลังว่ายน้ำเสร็จสำหรับ Pool Swim มีดังนี้

  • แคลอรี่ (Active/Total)
  • ระยะทาง
  • ระยะเวลา
  • อัตราการเต้นของหัวใจเฉลี่ย
  • จำนวนรอบการว่าย (Laps)
  • ความเร็วเฉลี่ยต่อการว่าย 100 เมตร (สามารถกดแยกดูทุก ๆ 100 เมตรได้ว่าแต่ละ 100 เมตรความเร็วเท่าไหร่)
  • ความยาวสระ (ข้อมูลที่เราใส่ไปก่อนจะเร่ิมว่ายน้ำ)
apple-watch-series-2_032
apple-watch-series-2_013

Open Water Swim – ก็ตามชื่ออีกเช่นกันคือการว่ายน้ำเล่นน้ำแบบที่อยู่ในทะเล ในทะเลสาป ในแม่น้ำ ซึ่งเราก็คงไม่รู้ว่าทะเลยาวเท่าไหร่ใช่มั้ยครับ ฉะนั้นเวลาเราเลือก Open Water Swim จะมีการใช้ GPS เข้ามาช่วยแทร็คระยะทางครับ

จากที่ทดสอบ Open Water Swim ผมคิดว่ามีการใช้ทั้ง GPS และน่าจะมีการใช้ Accelerometer ไปพร้อม ๆ กัน โดยระยะทางที่ออกมาจากการใช้ GPS ถือว่าแม่นระยะทางใช้ได้ เพราะผมก็ทดสอบอยู่ในสระเดียวกับที่เมนูก่อนหน้านี่แหละ

apple-watch-series-2_027

จากที่สังเกต GPS จะมีดีเลย์อยู่ในจังหวะที่แขนเราจ้วงน้ำอยู่ครับ ตรงนี้เข้าใจได้ว่าสัญญาณ GPS ไม่สามารถผานความหนาแน่นของผิวน้ำได้ ซึ่งจังหวะที่ยกแขนข้างที่ใส่ Apple Watch ขึ้นเหนือน้ำ GPS น่าจะทำงานในจังหวะนี้ได้เต็มที่ และพอว่ายน้ำเสร็จถึงขอบสระพอพลิกข้อมือขึ้นมาดูระยะทางแว็บแรกระยะทางจะเหมือนตามหลังระยะทางจริงที่เราว่ายอยู่นิดหน่อย พอผ่านไปไม่เกิน 10 วินาทีจะมีการอัพเดทข้อมูลระยะทางเข้ามาอีกที ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เราแตะถึงขอบสระหรือที่ว่ายอยู่ในทะเลขณะนั้น

apple-watch-series-2_031

โดยข้อมูลหลังว่ายน้ำเสร็จสำหรับ Open Water Swim มีดังนี้

  • แคลอรี่ (Active/Total)
  • ระยะทาง
  • ระยะเวลา
  • อัตราการเต้นของหัวใจเฉลี่ย
  • ความเร็วเฉลี่ยต่อการว่าย 100 เมตร (สามารถกดแยกดูทุก ๆ 100 เมตรได้ว่าแต่ละ 100 เมตรความเร็วเท่าไหร่)
  • แผนที่เส้นทางที่เราว่ายน้ำ
apple-watch-series-2_014
apple-watch-series-2_015

ถ้าดูจากการว่ายน้ำสองประเภทก็คือถ้าเลือกว่ายแบบ Pool Swim เก็บจำนวนรอบว่ายไม่มีการเก็บเส้นทางการว่ายน้ำ ถ้าเลือกว่ายแบบ Open Water Swim ใช้ GPS เก็บเส้นทางการว่ายน้ำ ไม่มีการเก็บจำนวนรอบการว่าย

และเวลาเลือก Workout ว่ายน้ำไม่ว่าประเภทไหนเวลาที่เรากดเริ่มปุ๊บหน้าจอจะล็อคอัตโนมัติ สังเกตได้ว่าจะมีรูปหยดน้ำขึ้นมาที่มุมบนขวาใกล้ ๆ กับที่แสดงเวลา ซึ่งเวลาเราว่ายน้ำเสร็จเวลาจะปลดล็อคเพื่อให้กด Puase/End ต้องหมุนเม็ดมะยมก่อน พอหมุนเม็ดมะยมเพื่อปลดล็อคตัวเครื่องก็จะทำการสั่นสะเทือนดีดน้ำออกมาจากช่องลำโพงด้านตัวเครื่อง เพื่อไม่ให้น้ำเข้าไปค้างในเครื่อง ซึ่งอาจจะกั้นเสียงไม่ให้เราได้ยินกรณีที่เราใช้ Apple Watch คุยโทรศัพท์ จุดนี้คือดีที่คิดมารอบคอบขนาดนี้

apple-watch-series-2_028
apple-watch-series-2_06

ภาพรวมสำหรับเรื่องว่ายน้ำคงพอเห็นภาพกันว่าพา Apple Watch Series 2 ไปว่ายน้ำแล้วเป็นยังไงบ้าง ที่ไม่มีการเก็บสถิติเกี่ยวกับการว่ายน้ำเลยก็คือจำนวนการจ้วงน้ำ (Stroke) ว่ากี่ครั้งนะครับ

ทิ้งท้ายเล็กน้อยสำหรับคนที่มี Apple Watch รุ่นแรกที่อาจจะไม่เคยเปิดแอพ Workout เลย ถ้าอ่านแล้วอยากไปว่ายน้ำบ้างอะไรบ้าง คือในแอพ Workout ของ Apple Watch รุ่นแรกไม่มีให้เลือกกีฬาว่ายน้ำในแอพนะครับ ตรงนี้มีให้บน Apple Watch Series 2 เท่านั้น

แบตเตอรี่

หัวข้อนี้ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ครับว่า Apple Watch Series 2 ประหยัดพลังงานกว่ารุ่นแรก ซึ่งจริง ๆ ตามสเป็คทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่แอปเปิ้ลเคลมว่าชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้งใช้งานแบบปกติทั่วไปได้ 18 ชั่วโมง จากที่ใช้อยู่ด้วยความแบตเตอรี่ก็ใหม่ด้วยวันไหนที่ผมไม่ได้ออกกำลังกายแบตเตอรี่ลดลงน้อยมากจริง ๆ ครึ่งค่อนวันแบตเตอรี่ลดลงไปไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรื่องแบตเตอรี่ให้ไว้เป็นข้อสังเกตว่าเวลาที่ผมพูดถึงว่าใช้งานได้นานมากน้อยขนาดไหนคือเครื่องใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้งานใด ๆ ตรงนี้เวลาเราใช้ไประยะหนึ่งแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมลงบ้างก็จะใช้งานได้ไม่เท่ากับที่ทดสอบในตอนแรกนี้นะครับ ตรงนี้ผมดูจาก Apple Watch รุ่นแรกที่ใช้งานอยู่ด้วยอีกเรือนที่ใช้งานเหมือน ๆ กันกับเรือนใหม่แต่แบตเตอรี่ของเรือนเก่าลดลงเร็วกว่าด้วยทั้งที่ไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับ iPhone

จากที่ทดลองคือชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์จากนั้นใช้งานปกติทั่วไปไม่มีการไปออกกำลังกาย นาฬิกากับ iPhone เชื่อมต่อกันอยู่มี Notification ขึ้นบนนาฬิกาเป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องเกิน 24 ชั่วโมง

สรุป

Apple Watch Series 2 คือ Apple Watch รุ่นแรกร่างสมบูรณ์ครับ ทุกอย่างที่ควรทำได้ ควรมีและควรเป็นตั้งแต่รุ่นแรกมีอยู่ใน Apple Watch Series 2 ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความฉับไวในการใช้งาน, การกันน้ำที่เอาไปว่ายน้ำได้, มี GPS มาในตัว ทุกอย่างดูจะครบถ้วนอย่างที่ควรจะเป็น ส่วนที่ไม่น่าปลื้มเหมือนเดิมก็ยังอยู่เช่นเดิมคือเรื่องแบตเตอรี่ที่ตามสเป็คบอกว่า 18 ชั่วโมงตรงนี้ผิดหวังพอควร

รวม ๆ แล้วคือไม่น่าเชื่อว่าแค่ 2 ฟีเจอร์ใหญ่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาจะทำให้ Apple Watch Series 2 ที่มีหน้าตาเหมือนเดิมดูน่าใช้งานมากขึ้นกว่าพอสมควร

จุดสังเกต

  • หน้าตาเหมือนเดิม
  • GPS ทำงานได้ดีเมื่อใช้ร่วมกับแอพ Workout
  • แอพอื่นที่ใช้ความสามารถ GPS อาจจะมีบางครั้งที่ไม่ได้เปิดใช้โดยที่เราอาจจะไม่รู้เรื่องก็ได้
  • พาไปว่ายน้ำเล่นน้ำได้ แต่ไม่ควรพาไปลงน้ำลึกมาก ๆ
  • แบตเตอรี่ยังใช้งานได้เท่า ๆ เดิม
  • สายนาฬิการุ่น Apple Watch Nike+ ไม่มีขายแยกต่างหาก


kangg

You May Also Like:

รีวิว : หูฟัง Jaybird – Freedom

Jaybird - Freedom เป็นหูฟังรุ่นใหม่อีกรุ่นของ Jaybird ที่เพิ่งออกมาไม่นานกับ รูปร่างหน้าตาดูสลิมกว่า X-series แต่เสียงที่ได้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว  ..

Fitbit กำลังเจรจาซื้อ Pebble วงเงิน 40 ล้านดอลลาร์

Fitbit จัดเป็นยักษ์ใหญ่อุปกรณ์ Activity Tracker และ Smartwatch ตอนนี้มีข่าวว่าจะเข้าซื้อกิจการ Pebble บริษัทผู้ผลิต Smartwatch ขวัญใจของใครหลายคน คาดว่าราคาที่ยื่นซื้ออยู่ในวงเงิน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ..

[ประชาสัมพันธ์] iPhone 7 by TrueMove H ลดสูงสุด 9,000 บาท / 4G ไม่อั้น

iPhone 7 ถึงตอนนี้ยังเป็นเครื่องที่มีหลายคนถามถึงและตามหาสีที่ต้องการ บ้างก็ถามกันหลายร้านกว่าจะเจอ บ้างถามแล้วถามอีกก็ไม่ได้สีได้รุ่นที่ต้องการสักที ไม่ต้องตามหาให้เมื่อยเพราะสามารถจองเครื่องและสีที่ต้องการกับ TrueMove H จากนั้นรอรับเครื่องได้เลย พร้อมรับส่วนลุดสูงสุด 9,000 บาท และใช้งาน 4G Unlimited แบบไม่ลดความเร็วนาน 1 ปี ..

Share

Tweet

Email