รีวิว : หูฟัง Jaybird – Freedom

รีวิว : หูฟัง Jaybird – Freedom

Jaybird – Freedom เป็นหูฟังรุ่นใหม่อีกรุ่นของ Jaybird ที่เพิ่งออกมาไม่นานกับ รูปร่างหน้าตาดูสลิมกว่า X-series แต่เสียงที่ได้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว 

สำหรับ หูฟัง Jaybird – Freedom ถ้าดูจากที่ Jaybird นำเสนอก็ยังคงเป็นหูฟังที่เจาะกลุ่มที่คนออกกำลังกาย แต่จะไม่ใช่กลุ่มซีเรียสแบบหูฟัง X-series โดยรุ่น Freedom จะนำเสนอทั้งสองด้านคือการใช้ร่วมในการออกกำลังกายและการใช้ในชีวิตประจำวัน

ตัวหูฟัง Jaybird – Freedom เป็นแบบ In-Ear ก้านหูฟังจะเล็ก ๆ บาง ๆ รูปทรงของบริเวณหูฟังจะมีส่วนหนาก่อนแล้วค่อย ๆ บางลงมา ที่สายหูฟังด้านขาวจะมีส่วนควบคุมการเปิดเปิด ปุ่มกดสำหรับปรับเสียงและเล่นเพลง มีไมโครโฟนอยู่ด้านหลัง และบริเวณนี้ยังมีหน้าสัมผัสสำหรับชาร์จไฟด้วย

ใช่ครับ Jaybird – Freedom ใช้วิธีชาร์จไฟแบบใหม่ที่ไม่ได้ต่อกับสาย Micro USB โดยตรง แต่ในกล่องจะมีฐานสำหรับชาร์จไฟให้หูฟังมาด้วย ขนาดก็จิ๋ว ๆ ไม่ใหญ่อะไร โดยฐานดังกล่าวจะมีแบตเตอรี่ในตัวด้วย วิธีชาร์จคือเรานำฐานมาประกบกับหูฟังก็จะเป็นการชา์จไฟให้หูฟังทันที โดยการชาร์จไฟ 1 ครั้งให้หูฟัง Freedom สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 4 ชั่วโมง และตัวฐานชาร์จจะให้พลังงานได้อีก 4 ชั่วโมง

สำหรับของในกล่องของ Jaybird – Freedom นอกจากตัวหูฟังและฐานชาร์จก็ยังมี จุกยางหูฟัง 3 ขนาด, จุกหูฟังแบบ Comply Memeory Foam อีก 3 ขนาด มีครีบสำหรับป้องกันไม่ให้หูฟังหลุดไปไหนง่าย ๆ อีก 4 ขนาด มีคลิปสำหรับหนีบสาย, มีถุงเก็บหูฟัง และมีสายชาร์จ Micro USB ขนาดสั้น ๆ มาให้ด้วยในกล่อง เรียกว่าอุปกรณ์ที่มาในกล่องของหูฟัง Jaybird ไม่ทำให้ผิดหวังคือจัดมาเต็มจริง ๆ ในจุดนี้

จุดเด่นของ Jaybird – Freedom อีกประการคือสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้พร้อมกัน 2 เครื่องสามารถใช้หูฟังสลับไปมาระหว่าง 2 เครื่องได้พร้อมกันเลย จากที่ลองคือต่อกับ iPhone 7 Plus และ iPad Pro ทั้งคู่ในส่วนของ Settings ของ Bluetooth จะขึ้นว่าเชื่อมต่อหูฟังตัวนี้อยู่เหมือนกัน

สมมุติว่าเราฟังเพลงจากทั้งสองเครื่องหรือบน iPhone ต่อไว้เพื่อใช้คุยโทรศัพท์ แล้วต่อบน iPad หรือคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อฟังเพลง เวลาใช้งานเราก็สามารถเลือกกดได้ว่าจะให้เสียงที่ออกมาที่หูฟัง Jaybird – Freedom

จุดนี้จากที่ทดสอบ ผมลองเปิดเพลงสลับกันระหว่าง iPhone และ iPad เวลาเราฟังเพลงจาก iPad อยู่แล้วลองมากดฟังเพลงที่ iPhone ถ้าเราไม่กดหยุดเพลงบน iPad ก่อนเสียงเพลงก็ยังเป็นเพลงบน iPad อยู่ต้องกดหยุดเพลงก่อน เสียงที่หูฟังถึงจะเป็นเพลงที่มาจาก iPhone ในทางกลับกันก็ต้องทำแบบเดียวกัน

ซึ่งจังหวะที่เรากดหยุดเพลงจากอุปกรณ์หนึ่ง เพื่อให้หูฟังมาใช้แหล่งเพลงจากอีกเครื่องจะมีจังหวะสลับสัญญาณอยู่แป๊บนึง ตรงนี้เราจะรู้ได้จากเวลาที่เราสลับไปอีกเครื่องจะกดเล่นเพลงไม่ได้ทันที พอกดปุ่ม Play ไม่ว่าจะบนแอพ Music หรือบน YouTube ถ้าเรากดปุ่ม Play ทันทีแอพจะขึ้น Pause อัตโนมัติต้องรอแป๊บนึงให้หูฟังสลับมาก่อนถึงจะกด Play เพื่อฟังเพลงหรือดูวิดีโอได้ จากที่ลองในจุดนี้หลายครั้งเป็นเรื่องการสลับสัญญาณของอุปกรณ์ที่จะใช้เวลาอยู่ราว ๆ 3-4 วินาที

ส่วนการสลับอุปกรณ์เวลาคุยโทรศัพท์อันนี้ไม่มีปัญหา ถ้าเราฟังเพลงจาก iPad หรือคอมพิวเตอร์เวลามีโทรศัพท์เข้ามาที่ iPhone เราก็แค่เลือกว่าจะคุยโทรศัพท์ด้วยหูฟัง Jaybird – Freedom

เรื่องเสียงของ Jaybird – Freedom ผมยกให้เป็นหูฟังในกลุ่มหูฟังออกกำลังกายที่เสียงดีมากรุ่นหนึ่ง เสียงมาตรฐานเบื้องต้นเหมือนจะคุมโทนไม่ได้เด่นไปด้านใดด้านหนึ่ง เสียงต่ำไม่ได้ต่ำมาก เสียงกลางเสียงร้องค่อนข้างเด่นกว่า เสียงโดยรวมค่อนข้างกระชับ เสียงจะไม่นวล ๆ ไม่ทอดเสียงไปไกลสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ทั้งนั้นเสียงของหูฟังแบบ In-Ear ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนที่เราได้ยินจะดีไม่ดีขึ้นอยู่กับขนาดจุกยางหูฟังว่าพอดีกับหูของเราพอดีแล้วก็ตอนใส่ด้วยว่าใส่ดีใส่แน่นแค่ไหนด้วยนะครับ

แต่ถ้าคุณอยากปรับแต่งเสียงให้เป็นไปตามที่เราต้องการสามารถทำได้ด้วยเช่นกันจากแอพ Jaybird – MySound โดยตัวแอพ MySound เปิดโอกาสให้เราปรับแต่งย่านเสียง Low-Mid-High ได้ตามต้องการ เราอยากได้เสียงต่ำเสียงเบสที่หนักมากขึ้นอีกหน่อยก็จัดการปรับได้ตามที่เราต้องการ ในส่วนของเสียงต่ำจากที่ทดลองปรับเล่นไปมาแม้เราจะปรับลงเพื่อให้หนักสุดแล้ว ก็จะไม่ได้ต่ำหรือหนักแบบที่คนชอบเบสชอบเสียงต่ำชอบกันนะครับ คือยังไงพื้นฐานของหูฟังเขาไม่ได้ทำมาหรือปรับจูนมาให้เน้นเสียงต่ำเป็นพิเศษเป็นทุนเดิม ตรงนี้เลยต้องอธิบายกันไว้สักนิดเผื่อว่าใครนึกว่าจะปรับรูปแบบเสียงได้สุดโต่งตามที่เราต้องการ

สำหรับการปรับแต่งเสียงของ Jaybird – Freedom ด้วยแอพ MySound ถ้าปรับเองแล้วฟังไปนาน ๆ เบื่ออยากลองฟังการปรับแต่งแบบอื่น ๆ บ้างในแอพ MySound เขาก็เตรียมพรีเซ็ทรูปปแบบเสียงมาให้อีกหลายแบบและสามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ โดยรูปแบบเสียงมาตรฐานเวลาเราเริ่มใช้หูฟังแบบยังไม่ได้ปรับแต่งเสียงจะเป็นพรีเซ็ท Signature นะครับ ส่วนพรีเซ็ทอื่น ๆ ที่อยากดาวน์โหลดเพิ่มเติมจะอยู่ในเมนู Discover บนแอพ ซึ่งมีเยอะจนอธิบายไม่หมดว่ามีรูปแบบเสียงอะไรยังไงบ้าง เพราะมีเยอะมากจริง ๆ

ในด้านการใช้งานเวลาคุยโทรศัพท์ อันนี้ผมเน้นมาที่เวลาเราใส่หูฟังไปออกกำลังกาย โดยผมทดสอบกับตอนวิ่งออกกำลังกายพบว่าตอนใช้คุยโทรศัพท์ไมโครโฟนที่อยู่บริเวณส่วนเดียวกับปุ่มควบคุมอยู่ในต่ำแหน่งที่โอเคไม่เยื้องไปทางด้านหลังหูฟังมักทำให้เวลาคุยคือเราคุยได้เลยไม่ต้องคอยมาจับสายหูฟังเพื่อให้ไมโครโฟนเข้ามาใกล้กับปากของเรา หรือถ้าใครไม่มั่นใจจะจับไมโครโฟนมาใกล้ปากก็ได้เหมือนกัน

เรื่องคุณภาพเสียงเวลาใช้คุยโทรศัพท์อยู่ในระดับที่ดีใช้ได้ เราเองก็ได้ยินเสียงคู่สนทนาชัด ส่วนเสียงเราปลายสายก็ได้ยินชัดเจนดี ส่วนถ้าใช้คุยโทรศัพท์ตอนวิ่งออกกำลังกายเสียงหายใจฟืดฟาดก็เข้าเต็มหมือนกัน

จากที่ได้ใช้ Jaybird – Freedom คือถ้าผู้อ่านมองเรื่องแบตเตอรี่ว่าชาร์จครั้งเดียวขอใช้ได้นาน ๆ ไปเลยแบบนี้ก็พูดยากครับ เพราะตัวหูฟังเองแบตเตอรี่นิดเดียวใช้ต่อเนื่องได้เต็มที่ 4 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นประเภทมีจังหวะหยุดพักไม่ได้ใช้งานบ้างเป็นช่วง ๆ เวลาเราเก็บใส่กระเป๋าก็จัดการแปะตัวฐานชาร์จเข้ากับหูฟังก็จะเป็นการชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วย ตรงนี้รวม ๆ กันก็สามารถใช้งานได้ 8 ชั่วโมงครับ ก็พอสำหรับการใช้งานแบบสบาย ๆ ไม่หนักหน่วง เช่นตื่นเช้าไปวิ่งสัก 10-15 กิโลเมตร วิ่งเสร็จชาร์จไฟให้หูฟังไปพลาง แล้วก็อาบน้ำไปเรียนหรือทำงาน ระหว่างทางถ้าไม่ใช่คนที่ขับรถเองก็ใช้ฟังเพลงระหว่างเดินทางได้ด้วยรถสาธารณะ ถึงที่ทำงานก็ทำงานไปเรื่อย ตกเย็นกลับบ้านระหว่างทางฟังเพลงอีกรอบ ถึงบ้านก็ชาร์จไฟให้หูฟังเสียหน่อย ถ้าคุณใช้งานมากว่านี้ก็ต้องมีชาร์จไฟเพิ่มให้ตัวฐานชาร์จระหว่างวันด้วยก็น่าจะพอไหว

ด้านความทนทานของ Jaybird – Freedom ตามสเป็คหูฟังมีความทนน้ำทนเหงื่อในระดับการออกกำลังกายทั่วไปเช่นวิ่ง ขี่จักรยาน หรืออยู่ในยิมนะครับ ไม่ใช่ว่ากันน้ำแบบตกน้ำป๋อมแป๋มได้

โดยรวมสำหรับ Jaybird – Freedom จัดเป็นหูฟังในกลุ่มออกกำลังกายที่ดี แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่เล็กน้อยที่ชาร์จไฟต่อครั้งใช้งานได้ไม่นานนัก ต้องมีฐานชาร์จจิ๋วพกไปด้วย ส่วนอื่น ๆ ของหูฟังผมชอบที่มีอุปกรณ์อื่น ๆ มาให้ในกล่องเยอะดี จะปรับจะเปลี่ยนยังไงให้พอดีหูของเราได้หมด ส่วนเสียงของ Jaybird – Freedom ผมให้เป็นหูฟังที่เสียงดีมากรุ่นหนึ่งในกลุ่มหูฟังออกกำลังกายตรงนี้เลยไม่แปลกใจที่คนออกกำลังกายจะติดใจเสียงจาก Jaybird และไม่ค่อยเปลี่ยนใจ รวมถึงเรื่องความทนทาน



เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบโดย

Koan

ราคา

7,290 บาท

ร้านค้าอื่นๆ ที่จัดจำหน่าย

  • iStudio และ iBeat by Copperwired
  • iStudio และ iBeat by SPVi
  • .Life
  • Ai_ (Siam Discovery)
  • BeTrend
  • Digital Lab (Siam Discovery)
Bluetooth Headphone

kangg

You May Also Like:

รีวิว : ลำโพง RIZZ – Summer BeatOut

สำหรับ RIZZ - Summer BeatOut เป็นลำโพงราคาไม่ถึง 500 บาทที่ทำได้ทั้งการเชื่อมต่อไร้สายผ่าน Bluetooth หรือจะเสียบ Micro SD Card เข้าไป หรือจะเสียบ ThumbDrive เข้าไปเพื่อฟังเพลงได้เหมือนกัน ครบขนาดนี้ลองมาดูกันว่า ลำโพง RIZZ - Summer BeatOut เป็นยังไงกันบ้าง ..

รีวิว : หูฟัง Jabra – Elite Sport

ในไทยวางขายปุ๊บหมดเกลี้ยงปั๊บสำหรับหูฟัง Jabra - Elite Sport จัดเป็นหูฟังที่มีคนรอชมรอซื้อมากรุ่นหนึ่ง เราได้รับมารีวิวลองมาดูกันว่าหูฟังรุ่นนี้เป็นยังไงกันบ้าง ..

รีวิว : ลำโพง Harman Kardon – Onyx mini

สำหรับ Harman Kardon - Onyx mini เป็นรุ่น Onyx Studio ย่อส่วน หน้าตาดีไซน์เหมือนรุ่นใหญ่เป๊ะ ลองมาดูกันว่า Harman Kardon - Onyx mini เป็นอย่างไร ..

Share

Tweet

Email