แอปเปิ้ลเปิดตัว iPhone X จอ OLED 5.8 นิ้ว ไร้ปุ่ม Home มาพร้อม iPhone 8 และ iPhone 8 Plus

แอปเปิ้ลเปิดตัว iPhone X จอ OLED 5.8 นิ้ว ไร้ปุ่ม Home มาพร้อม iPhone 8 และ iPhone 8 Plus

มาตามข้อมูลที่หลุดมาเป๊ะ ๆ สำหรับ iPhone X ที่แอปเปิ้ลเปิดตัวไปเมื่อคืนตามเวลาในไทย ในอเมริกาจะเริ่มให้สั่งซื้อ iPhone X วันที่ 27 ต.ค. และเริ่มขาย 3 พ.ย. ซึ่งในไทยก็คงรอกันไปยาว ๆ

iPhone X (ออกเสียงเป็น ไอโฟน เท็น) เป็น iPhone รุ่นแรกที่ไร้ปุ่ม Home หลังจากที่ iPhone มีปุ่มนี้มาตลอดในช่วง 10 ปี iPhone X มาพร้อมหน้าจอ 5.8 นิ้ว แบบ Super Retina Display หน้าจอคลุมด้านหน้าเกือบทั้งหมด ยกเว้นช่วงที่เว้นไว้สำหรับเซ็นเซอร์และกล้องถ่ายรูปด้านหน้า (ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเว้นพื้นที่ให้กับกล้องและเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ทำให้ด้านหน้าเครื่องไม่สวยเท่าไหร่)

ตัวเครื่องยังกันน้ำกันฝุ่นได้เหมือนเดิมในระดับ IP67

ด้วยควาที่เป็นจอ OLED แอปเปิ้ลก็เลยทำให้จอรองรบการแสดงสีแบบ HDR ด้วยทั้ง HDR10 และพ Dolby Vision จุดนี้จะเห็นผลตอนที่เราดูหนังที่เป็น HDR นะครับ ซึ่งไม่ใช่ว่าดูหนังดู YouTube ทุกวิดีโอแล้วต้องเป็น HDR แต่ต้องเป็นวิดีโอที่ถ่ายทำมาเพื่อ HDR และมีการปรับแต่งสีให้เป็นแบบ HDR ก่อนด้วย

ด้านหลังตัวเครื่องเป็นกล้องคู่แนวตั้ง วัสดุด้านหลังเป็นกระจกมีตัวเครื่องให้เลือก 2 สีได้แก่สีเทา Space Grey และสีขาว Silver แต่ด้านหน้าเครื่องทั้งคู่เป็นสีดำนะครับ

ขนาดตัวเครื่องของ iPhone X แม้จะมีหน้าจอใหญ่กว่า iPhone รุ่น 5.5 นิ้ว แต่ขนาดตัวเครื่องมีขนาดเล็กกว่า โดยตัวเครื่องมีขนาดอยู่ตรงกลางระหว่างระหว่างรุ่น 4.7 และ 5.5 นิ้ว

ความสามารถของกล้อง iPhone X ด้านหลังถ้าดูกันจริง ๆ ถือว่าปรับปรุงดีขึ้นมาพอสมควร เริ่มที่การใส่ตัวกันสั่นมาให้ทั้งสองเลนส์ (เดิมใส่ให้แค่เลนส์ 28 มม. อย่างเดียว ไม่ใส่ที่เลนส์เทเล 56 มม. มาให้) แม้ยังคง 12 ล้านพิกเซลเท่าเดิม แต่เซ็นเซอร์ดีขึ้น ความสามารถที่เพิ่มเติมเข้ามาเกี่ยวกับการถ่ายรูปคือโหมด Protrait เก่งขึ้น พร้อมกันมีฟีเจอร์ Portrait Lighting ที่ไว้จำลองแสงเวลาถ่าย Protrait ตามในสตูดิโอถ่ายรูปเพิ่มเข้ามา ถือว่าเป็นลูกเล่นใหมที่น่าสนใจทีเดียว

โดยเราสามารถเลือกการจำลองแสงได้ทั้งหมด 5 แบบด้วยกันคือ Contour Light, Natural Light, Studio Light, Stage Light, และ Stage Light Mono โหมดแสงแต่ละแบบก็จะให้ภาพที่ออกมามีแสงเงาที่ต่างกันออกไป

Natural Light : แสงธรรมชาติ ภาพจะเน้นที่หน้าให้คมชัดและด้านหลังเบลอ

Studio Light : แสงไฟสตูดิโอ เน้นให้ตัวแบบสว่างขึ้น ใบหน้าสว่างขึ้น

Contour Light : ภาพที่ออกมาจะเน้นแสงเงา ส่วนมืดและสว่าง

Stage Light : จัดแสงไฟด้านหน้าอย่างเดียว เน้นหน้าแบบ และฉากหลังปล่อยให้ดำ

Stage Light Mono : จัดแสงไฟด้านหน้าอย่างเดียว เน้นหน้าแบบ และฉากหลังปล่อยให้ดำ ภาพที่ได้ออกมาเป็นขาวดำ

ส่วนกล้องด้านหนัา 7 ล้านพิกเซลเท่าเดิม แต่เพิ่มถ่ายรูปโหมด Protrait และ Portrait Lighting เข้ามาด้วยเช่นกัน เท่ากับว่าความสามารถของกล้องถ่ายรูปใน iPhone X ปรับปรุงให้ดีขึ้นมาก

นอกเหนือจากการถ่ายภาพนิ่ง ในส่วนของวิดีโอก็ปรับปรุงให้ถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด 4K @ 60fps ได้ด้วย วิดีโอที่ได้ก็จะได้ภาพที่นวล ๆ เนียน ๆ ในความละเอียด 4K สักที (ก่อนหน้านี้ได้แค่ 1080p @ 60fps) และสามารถถ่ายสโลว์โมชั่นที่ 1080p @ 240fps ได้ด้วย

ความสามารถของกล้องด้านหน้ายังเกี่ยวข้องกับ Face ID หรือการสแกนใบหน้าที่เข้ามาแทนที่ Touch ID การสแกนลายนิ้วมืออีกด้วย

Face ID ตามที่แอปเปิ้ลอธิบายจะสแกนใบหน้าของเจ้าของเครื่องแบบ 3 มิติ การสแกนใบหน้าแต่ละครั้งต้องลืมตาอยู่ด้วยถึงจะสแกนใบหน้าได้ การสแกนใบหน้าแอปเปิ้ลการฉายแสงแบบจุดที่เรามองไม่เห็นกว่า 30,000 จุด และใช้ IR หรืออินฟราเรดอ่านรูปแบบจุดบนใบหน้าและส่งข้อมูลไปยังชิป A11 Bionic ในเครื่องเพื่อให้เครื่องคำนวณชนิดว่าไม่สแกนผิดหน้าแล้วปลดล็อคเครื่องได้แน่นอนโดยทั้งหมดใช้เวลาประมวลผลเพียงเสี้ยววินาที และยังเรียนรู้ใบหน้าเราในกรณีที่อีกวันเราใส่หมวก หรือมีการปัดผมผิดไปจากเดิม ก็ยังสามารถสแกนใบหน้าได้อยู่ ในจุดนี้เกิดจากเซ็นเซอร์หลาย ๆ อย่างที่อยู่ตรงเว้า ๆ ที่ไม่สวยด้านหน้าเครื่องที่เว้นที่ให้เซ็นเซอร์ต่าง ๆ นี่แหละทำหน้าที่การสแกนใบหน้า

ด้วยความที่ใช้ IR เข้ามาประกอบด้วยในการสแกนใบหน้า ทำให้ตอนกลางคืนในที่มืดก็ย้งสามารถสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคเครื่องได้เช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แบบว่าขัดใจในเรื่องนี้ที่ไม่มี Touch ID คือตอนนอนแล้วเราก็จะแค่คว้าเครื่องมาชำเลืองดูข้อมูลในเครื่องนิดหน่อยแบบไม่ต้องหยิบมาจากที่ใช้นิ้วแตะเพื่อปลดล็อคได้เลย กลายเป็นว่าต้องตั้งใจยกเครื่องมาเพื่อสแกนหน้าปลดล็อคแบบนี้เหรอ???

ด้านแบตเตอรี่ของ iPhone X จุดนี้แอปเปิ้ลใช้วิธีบอกข้อมูลแบบใหม่ ใช้ประโยคว่า ใช้ได้นานกว่า iPhone 7 สูงสุด 2 ชั่วโมง ซึ่งพอคลิกไปดูสเป็ค iPhone 7 อีกรอบบนหน้าเว็บก็บอกว่าใช้ได้นานกว่า iPhone 6s สูงสุด 2 ชั่วโมง จุดนี้ต้องอ่านละเอียดเพิ่มเติมในแต่ละหัวข้อให้ดี ๆ กันด้วย แต่โดยรวมเรื่องแบตเตอรี่ทำได้ใกล้เคียงกับ iPhone 7 Plus

นอกจากนี้ตัวเครื่องรองรับการชาร์จเร็วอีกด้วย โดยใน 30 นาทีเราสามารถชาร์จไฟได้ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องใช้งานกับอะแดปเตอร์ 29 วัตต์ขึ้นไป ซึ่งจะเห็นผลในส่วนนี้ และรองรับการชาร์จไร้สายด้วยโดยแอปเปิ้ลจะออกแผ่นวางชาร์จที่สามารถชาร์จพร้อมกันได้ 3 อุปกรณ์ชื่อ AirPower ในปีหน้า

ราคาจำหน่าย iPhone X ในอเมริกาถือว่าโหดอยู่เหมือนกัน โดยรุ่น 64GB มีราคา $999 และรุ่น 256GB มีราคา $1,150 บาท ในอเมริกาให้กดสั่งซื้อวันที่ 27 ต.ค. และเริ่มขาย 3 พ.ย. ถือว่ารอบนี้แอปเปิ้ลยอมรับกลาย ๆ ว่าผลิตไม่ทันจริง ๆ เลยต้องขอทิ้งช่วงออกไปเล็กน้อยถึงจะมีเครื่องเข้าเพียงพอกับความต้องการในเบื้องต้น

สำหรับ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus รูปร่างหน้าตาเดียวกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus แต่มีการปรับปรุงภายนอกให้กระจกเป็นฝาหลัง มีสีทองเฉดใหม่เข้ามาด้วย สเป็คโดยรวมจะเหมือน ๆ กับ iPhone X แต่ก็มีบางอย่างที่ iPhone 8 ไม่มี อาทิ ไม่มี Face ID (แต่ย้งมี Touch ID อยู่) กล้องด้านหน้าเก่งไม่เท่า iPhone X เป็นต้น

สัดส่วนตัวเครื่อง iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ถือว่ามีความหนาและน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก iPhone 7 และ iPhone 7 Plus สาเหตุเกิดจากกระจกที่ใช้ทำด้านหน้าและด้านหลังเครื่องนี่แหละที่ทำให้เครื่องหนาขึ้น

ตัวเครื่องมี 3 สีให้เลือกได้แก่ เงิน, เทาสเปซเกรย์ และสีทอง (เฉดใหม่) ด้านความจุตัวเครื่องมี 64 ($699) และ 256GB ($849)



kangg

You May Also Like:

iPhone รุ่นใหม่ในปี 2018 มีแววว่าจะมีหลายสี เครื่องสีน้ำเงินกับส้มก็จะมาด้วย

มีข่าวลือน่าสนใจออกมาว่า iPhone ที่จะออกใหม่ในปีนี้นอกจากจะมีรุ่นหน้าจอ 6.1 และ 6.5 นิ้วเพิ่มเข้ามาก็ยังจะมีหลากสีกว่าเดิมด้วย  ..

URboyTJ ใช้ Memoji ใน iOS 12 ประกอบวิดีโอเพลง ‘ไม่ตอบ’

‘ไม่ตอบ’ เพลงใหม่ล่าสุดของ URboyTJ มีการใช้ Memoji ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 12 ประกอบมิวสิควิดีโอ (Lyric Video) ด้วย ..

Share

Tweet

Email