รีวิว : Apple TV 4K

รีวิว : Apple TV 4K

แอปเปิ้ลออก Apple TV รุ่นใหม่รองรับการการดูหนังความละเอียด 4K และยังรับการแสดงสีแบบ HDR อีกด้วยในชื่อรุ่น Apple TV 4K ไปดูพร้อม ๆ กันว่าเครื่องรุ่นใหม่น่าหามาใช้งานหรือไม่ 

Apple TV 4K หน้าตาเครื่องจะเหมือน ๆ กับรุ่นก่อนหน้าครับ เป็นกล่องสีดำมีโลโก้ Apple อยู่ด้านบน สิ่งที่ทำให้แตกต่างกันภายนอกระหว่างรุ่นเก่ารุ่นใหม่คือ รุ่นใหม่จะตัดช่อง USB-C ออกไป และข้างใต้ทำช่องระบายอากาศ ซึ่งจุดนี้รุ่นเก่าด้านล่างจะไม่มีช่องระบายอากาศครับ

โดยช่องระบายอากาศออกแบบมาตอบรับกับสเป็คเครื่องที่ใช้ชิป A10X ที่มีความแรงเพิ่มขึ้นส่งผลให้มีความร้อนเพิ่มขึ้นเลยต้องทำช่องระบายอากาศเพิ่มเติม แต่ในการใช้งานตัวเครื่องไม่ได้มีเสียงรบกวนใด ๆ นะครับ ยังคงเงียบเหมือนเดิม ซึ่งตัวชิป A10X เป็นชิปเดียวกันกับที่อยู่ใน iPad Pro 10.5 เรียกว่าแอปเปิ้ลจัดเต็มมากสำหรับ Apple TV 4K สำหรับแรมในเครื่องมี 3GB ตัวเครื่องรองรับการแสดงสีแบบ HDR ทั้ง HDR10 และ Dolby Vision ส่วนช่อง HMDI ของเครื่องจะเป็น HDMI 2.0a ตัวเครื่องผมคงไม่เยิ่นเย้ออะไรมากเพราะไม่ได้มีดีไซน์ใหม่ ไม่ได้มีอะไรใหม่แต่อย่างใด ก็จะประมาณนี้ครับ

ส่วนรีโมทจริง ๆ ก็คือแบบเดิม เพิ่มเติมคือมีล้อมกรอบสีขาวบริเวณปุ่ม Menu มาด้วย ตรงนี้ผมคิดว่าทำเพื่อแก้ปัญหาสีปุ่มที่กลืน ๆ กันไปหมดจากรีโมทรุ่นเดิมที่สีดำกลืนไปหมด อย่างน้อยมีปุ่มนึงที่เด่นขึ้นมาก็ช่วยให้รู้ว่าปุ่มนี้คือปุ่มอะไรเวลาเห็นผ่าน ๆ และจะได้หยิบรีโมทถูกด้าน รวม ๆ แล้วถ้าไม่นับเรื่องล้อมกรอบขาวอย่างอื่นก็เหมือนเดิมครับ

ในการใช้งาน Apple TV 4K ควรใช้กับทีวีที่รองรับภาพความละเอียด 4K คู่กันไปด้วยถึงจะได้ประโยชน์ไม่งั้นเอามาต่อกับทีวี Full HD 1080p เราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร และถ้าจะให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรเป็นทีวีที่รองรับการแสดงสีแบบ HDR (High Dynamic Range) ที่จะมีขอบเขตสีกว้างมากขึ้น จากทีวีทั่วไปไม่ HDR จะรองรับการแสดงสีที่ 8 บิต ประมาณ 10 ล้านสี แต่ถ้าเป็นทีวีที่รองรับ HDR ในปัจจุบันหน้าจอจะรองรับการแสดงสีได้ที่ 10 บิต ประมาณ 1,000 ล้านสี ตรงจุดนี้เราจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับทีวีเครื่องเดิมจนกว่าจะนำทีวีเก่าและทีวีใหม่ที่เป็น HDR มาเปรียบเทียบภาพเดียวกันว่าสีหน้าจอมีความแตกต่างกัน

ส่วนว่าถ้าจะเลือกซื้อทีวี 4K ที่รับ HDR จะเลือกแบบ HDR10 หรือ Dolby Vision คำตอบคือพื้นฐานของทีวีที่รับการแสดงสี HDR จะรองรับ HDR10 ได้ทั้งหมดอยู่แล้ว ส่วน Dolby Vision ปัจจุบันปลายปี 2017 ในไทยมีทีวีที่รองรับ Dolby Vision ยังไม่เยอะนัก

หลักการทำงานของ HDR ในทีวีต้องอธิบายกันสักนิดเพื่อให้เห็นเข้าใจตรงกัน คือ HDR ในทีวีไม่ได้ทำงานหรือใช้งานส่วนนี้ตลอดเวลา HDR จะทำงานหรือแอคทีฟขึ้นมาต่อเมื่อเจอคอนเท้นท์ที่มีการเรียกใช้ HDR ครับ เช่นการเปิดหนังใน Netflix ที่มีระบุว่าเป็น HDR ทีวีก็จะแจ้งให้ทราบว่ามีคอนเท้นท์นี้เป็น HDR นะ ซึ่งถ้าเป็นทีวีที่รับทั้ง HDR 10 และ Dolby Vision ก็จะแอคทีฟตามที่คอนเท้นท์ต้นทางระบุ แต่ถ้ารับแค่ HDR10 ก็จะขึ้นมาแค่ HDR10 แม้คอนเท้นท์จะระบุว่าเป็น Dolby Vision ก็ตาม

แต่…Apple TV 4K ทำให้ทีวีเราแสดงผลเป็น HDR ตลอดเวลา (Always On) ตั้งแต่เปิดเครื่องเลยครับ โดยในการเซ็ทอัพจะมีส่วนของการตั้งค่าว่าจะให้แสดงสีเป็นแบบธรรมดา SDR หรือ HDR10 หรือ Dolby Vision ซึ่งพอเราเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็จะแสดงสีในโทนนั้นตลอดเวลาไม่สลับไปมาเหมือนที่อธิบายหลักการทำงาน HDR ในทีวีข้างต้น จุดนี้ทำให้ผมค่อนข้างสับสนเหมือนกัน ผมคิดว่าการที่ทีวีเลือกใช้ HDR แต่ละแบบเฉพาะเวลาเจอคอนเท้นท์ที่ระบุว่าเป็น HDR เป็นอะไรที่โอเคกว่าการเปิดใช้งานตลอดเวลาแบบ Apple TV 4K เพราะเราจะได้คาแรกเตอร์สีที่ตรงกับที่สตูดิโอหนังเค้าอยากให้เราเห็น

สำหรับการดูคอนเท้นท์ 4K HDR แบบที่เราเข้าถึงได้ง่ายสุดหนีไม่พ้นหนังจาก iTunes Store ที่ในไทยทยอยปรับหนังให้เป็น 4K บ้างแล้ว และหนัง/ซีรีส์จาก Netflix ในส่วนที่เป็น Original Netflix ก็จะเป็น 4K กันเกือบหมด และหลาย ๆ เรื่องก็เป็น HDR ด้วย แต่ทั้งนี้เราต้องใช้แพกเกจ Netflix – Premium เดือนละ 420 บาทด้วยถึงจะได้ภาพจาก Netflix เป็น 4K และ HDR นอกนั้นในไทยผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเราจะเข้าถึงคอนเท้นท์ 4K แบบถูกลิขสิทธิ์ได้จากที่ไหนได้อีกบ้าง

หนัง 4K สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยก็ให้นึกถึงตอนที่เราดูหนังจากแผ่น DVD ที่แต่ก่อนก็ว่าชัดแล้ว พอมาเป็นยุคภาพ Full HD คือมันก็คมชัดมากขึ้นมาอีกจนเราเคยตะลึงเรื่องคมชัดกันมาแล้ว พอมาเป็น 4K ก็แบบเดียวกันคือคมชัดกันชนิดว่าชัดแล้วยิ่งคมยิ่งชัดอีก ซึ่งเครื่องทีวีใหม่ ๆ ก็แสดงผลได้ดีมากขึ้นกว่าเดิมก็ดูแล้วคมชัดมากครับ ความที่โคตรคมชัดเป็นเหตุผลหลักของการแสดงผล 4K ครับ ซึ่ง Apple TV 4K ตอบโจทย์ส่วนนี้ ส่วน HDR พอได้ลองจริงใช้จริงผมว่าเป็นส่วนเสริมของ 4K ที่ไม่มีก็ได้ หรือถ้ามีมาให้ก็ถือเป็นโบนัส

ผมลองดูหนังที่เป็น 4K HDR ทั้งจาก iTunes Store และ Netflix ผ่านอินเตอร์เน็ตความเร็ว 70/20Mbps ที่ผมใช้อยู่พบว่าสตรีม 4K รอไม่นาน ซึ่งตอนแรกก่อนจะได้ดูคอนเท้นท์ 4K ยังคิดอยู่ว่าคงมีจังหวะหน่วงมากกว่าเดิม (ตอนที่ดูแบบ 1080p) แต่พอได้ใช้จริง ๆ จังหวะหน่วงเท่า ๆ เดิมไม่กี่วินาที รอไม่นานอย่างที่เคยคิดไว้

ภาพ 4K HDR จากหนังใน iTunes Store คมชัดดีมากครับ เทียบระหว่างไม่เปิดใช้ HDR กับเปิด HDR (Dolby Vision) ก็พอจะเห็นความต่างเรื่องความจัดจ้านของสีที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ได้สีสดจี๊ดมากอะไรนัก สีสันในหลาย ๆ ฉากดูอิ่มมากขึ้นสีดำดูดำจริง ๆ ไม่ได้เป็นดำปนเทา ทั้งหมดคือพอจะสังเกตเห็นได้บ้างเมื่อเปิดเทียบกัน

คือ HDR เนี่ยเราจะถูกหลอกด้วยภาพสีสันจัดจ้านตอนไปเลือกซื้อทีวีครับ สีที่ดูเด่นขึ้นมาส่วนหนึ่งเป็นเพราะสเป็คทีวี 4K รุ่นใหม่ ๆ ทำได้ดีขึ้นด้วยแต่สีจะแบบว่าส้มก็ส้มจริง หรือถ้าแดงก็แดงมากขึ้นจริงแบบไม่ใช่อมส้มนิด ๆ ตามที่เราคุ้นชิน (ตรงนี้ถ้าเราไม่เคยเห็นสีแดงบนทีวี 4K HDR แล้วเทียบกับทีวีเดิมก็จะไม่ได้รู้สึกอะไรนะครับ) การไล่เฉดของแต่ละฉากทำได้ดีมากขึ้น ทั้งหมดมาจากสเป็คทีวีไม่ได้มาจาก Apple TV 4K

ในส่วนของ Netflix คอนเท้นท์ 4K จะมีเฉพาะคอนเท้นท​์ที่เป็น Netflix Original เป็นหลัก ส่วนหนังทั่วไปจากสตูดิโออื่นยังไม่มีแบบ 4K ให้เลือกดูครับ จุดนี้ว่าไปก็ไม่แปลกใจนัก เพราะถ้าสตูดิโอหนังปล่อยภาพ 4K ในระบบสตรีมมิ่งก็เท่ากับว่าจะขายแผ่น Blu-Ray 4K ลำบาก รวมถึงหนัง 4K ที่ขายแบบดิจิตอลเหมือนใน iTunes Store ก็จะขายได้ยากขึ้นด้วย ก็คงต้องเฉลี่ย ๆ กันว่าช่องทางไหนมี 4K ช่องทางไหนยังไม่ให้มี 4K ในตอนนี้

สำหรับราคาหนัง 4K ใน iTunes Store ของไทยปัจจุบันแพงสุด 500 บาท ถ้าเช่าก็ประมาร 129 บาทหรือมีต่ำกว่านั้นในบางเรื่องในบางช่วงเวลา ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับราคาแผ่น Blu-Ray 4K ที่แผ่นนึงพันกว่าบาทถึงสองพันบาท ซึ่งก็แน่นอนว่าหนังจากแผ่น Blu-Ray มีบิตเรทที่สูงกว่าหนังจาก iTunes Store คุณภาพโดยรวมยังไงก็ดีกว่าอยู่แล้ว ทั้งนี้หนัง 4K ใน iTunes Store แอปเปิ้ลไม่ได้ปล่อยให้เราดาวน์โหลดได้ปกติครับ ถ้าจะดูหนัง 4K จะเป็นการดูแบบสตรีมอย่างเดียวและยังต้องดูจาก Apple TV 4K อีกด้วยในปัจจุบัน จุดนี้ให้ข้อมูลกันไว้ว่าจะดูได้ก็มีเงื่อนไข ไม่ใช่ว่าดูได้จากทุกช่องทางทุกอุปกรณ์แม้ว่าหน้าจอจะถึงระดับ 4K แบบ iMac 4K หรือ iMac 5K ก็ไม่ได้แสดงภาพเป็น 4K ครับ

และด้วยความที่ต้องดูแบบสตรีมอย่างเดียวทั้งบน iTunes Store และ Netflix ก็เกิดคำถามอีกว่าในระหว่างที่เราสตรีมเราจะได้รู้ได้อย่างไรว่าภาพที่เราเห็นเป็นภาพ 4K เพราะลักษณะการสตรีมคอนเท้นท์โดยทั่วไปคือปล่อยภาพชัดมากชัดน้อยตามความเร็วอินเตอร์เน็ต คำตอบคือ…เราไม่สามารถรู้ได้ครับว่าภาพในชั่วขณะนั้นเป็น 4K หรือภาพดรอปมาที่ 1080p หรือไม่ สิ่งที่เราจะสังเกตได้คือใช้ตาของเราครับถ้าเราดูหนัง/ซีรีส์ 4K มาระยะหนึ่งเราก็จะคุ้นกับความคมชัดแบบนี้ พอเห็นภาพแปลกไปก็จะสังเกตได้ครับ เท่าที่ได้ใช้ Apple TV 4K พบว่าหนัง/ซีรีส์ที่ปล่อยให้ดู 4K ภาพไม่ดรอปหรือเปลี่ยนแปลง คือถ้าอินเตอร์เน็ตเราไม่แย่จริงภาพน่าจะอยู่ในระดับ 4K ตลอดเวลา จุดนี้ผมเทียบกับแอพ Netflix ที่บิวด์อินมาในทีวีใช้อยู่ พบความต่างในเรื่องการดีเทคความเร็วอินเตอร์เน็ตอยู่บ้าง โดยแอพ Netflix ในทีวีตอนเริ่มเรื่องภาพจะยังไม่ชัดเป๊ะพอสักพักก็จะเริ่มชัดเป๊ะ แต่หลาย ๆ ครั้งภาพจะไม่ชัดไปตลอด น่าจะมาจากที่แอพบนทีวีไม่ตรวจสอบหรือตรวจแล้วแต่ไม่อัพสเกลภาพให้ชัดขึ้น แต่ถ้าเป็น Netflix บน Apple TV 4K จะไม่เจออาการดังกล่าวภาพที่สตรีมมาทีแรกก็จะชัดอยู่แล้วและชัดสม่ำเสมอ

ทำให้สิ่งเดียวที่เราต้องเชื่อใจคือความเร็วอินเตอร์เน็ตที่เราใช้ว่าเร็วพอสมควรที่จะสตรีมคอนเท้นท์ 4K ได้ อย่างผมเองใช้อินเตอร์เน็ต 70/20Mbps ก็สตรีม 4K ได้หายห่วง คิดว่าถ้าความเร็วตั้งแต่ 50Mbps ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะครับ แต่ถ้าความเร็วอินเตอร์เน็ตที่ใช้อยู่ในช่วง 20-30Mbps อาจะมีปัญหาตอนสตรีมคอนเท้นท์ 4K ได้บ้างครับ ตัวแปรอีกประการคือถ้าในบ้านมีหลายคนแล้วใช้อินเตอร์เน็ตพร้อม ๆ กันความเร็วอินเตอร์เน็ตก็อาจจะตกได้ด้วย จุดนี้ก็ให้คำนวณกันให้ดีก่อน

HDR10 กับ Dolby Vision ต่างกันยังไง

เรื่องความคมชัดที่เพิ่มขึ้นของ 4K เป็นสิ่งที่เราเห็นตรงกันเวลาเห็นภาพว่าคมขึ้นดุชัดเจนมากขึ้น แต่ HDR ไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะขึ้นอยู่กับหลายอย่างเช่นการปรับแสงและสีพื้นฐานของทีวีแต่ละคนว่าปรับมาแบบไหนยังไงด้วย ทำให้ HDR เป็นส่วนเสริมที่ไม่มีก็ได้ แต่มีแล้วถ้าเราชอบก็ถือว่าดีไม่น้อย

ในทีนี้ผมอธิบายถึง HDR10 กับ Dolby Vision แบบคร่าว ๆ เพื่อให้เห็นภาพว่าทั้งคู่แม้ทั้งคู่จะเป็น HDR แต่ก็มีความต่างในแง่ภาพที่ออกมาให้เราเห็น

ผมเลือกฉากใกล้จบในหนังเรื่อง Wonder Woman (2017) ใน iTunes Store มาให้ดูกันครับตัวหนังเป็น 4K ที่ใช้ HDR แบบ Dolby Vision ผมคิดว่าเป็นภาพนี้เป็นภาพที่ทำให้เห็นความต่างได้ดีที่สุดเท่าที่ผมหาได้ครับ (ภาพทั้งหมดออกมาจากแหล่งเดียวกัน ทีวีเครื่องเดียวกัน ตั้งค่าในทีวีแบบเดียวกันทั้งหมด ต่างกันแค่สลับโหมด HDR เท่านั้น)

เริ่มกันที่ภาพแบบไม่มี HDR กันก่อน หรือที่เรียกว่าภาพแบบ SDR (Standard Dynamic Range)  โดยภาพแบบนี้เราจะเห็นได้ทั่วไปจากทีวีของเราครับ อยากให้สังเกตภาพท้องฟ้าสีส้มดูนะครับว่าขอบเขตสีบริเวณนี้เป็นยังไง ถ้าดูก็จะเห็นว่ามันก็ปกติ ไม่ได้ดีอะไรพิเศษ ซึ่งถ้าไม่เอามาเทียบก็จะเฉย ๆ

ถัดมาผมเปิดใช้ HDR10 จะเห็นได้ว่าแสงและสีจะมาจัดจ้านมากขึ้น สีส้มของแสงพระอาทิตย์ก็ส้มเข้มมากขึ้น ส่วนที่เป็นแสงที่มีสีขาวปนแสงจะค่อนไปทางโอเวอร์

สุดท้ายเป็นภาพจาก Dolby Vision ที่เป็น HDR อีกรูปแบบหนึ่ง จะเห็นได้ว่าสีส้มเข้มมากขึ้น ปลายขอบเขตของสีส้มไปได้ไกลมากขึ้น (เทียบกับภาพ SDR) การไล่โทนสีท้องฟ้าดูสวย แสงต่าง ๆ ถูกคุมโทนไว้เป็นอย่างดีไม่โอเวอร์เหมือน HDR10

ความต่างของ HDR10 กับ Dolby Vision จากที่หาข้อมูลและได้ใช้งานคือ HDR10 จะเร่งสีและแสงเพิ่มขึ้นแบบไม่มีการคุมโทน คือการเร่งสีและแสงมาแบบสเต็ปเดียวสีจัดจ้านและแสงสว่างจัดทั่วทั้งหน้าจอ ถ้าเป็นจังหวะที่แสงโอเวอร์เราก็จะเห็นภาพที่สว่างมากขึ้นกว่าปกติ เท่าที่สังเกต HDR10 จะเร่งสีในเฉดสีแดงมากขึ้นแบบสังเกตได้ สีผิวคนจะดูเข้มขึ้น ใบหน้านักแสดงถ้ามีอมแดงระเรื่อๆจากปกติพอเป็น HDR10 ก็จะเข้มขึ้นด้วย

ส่วน Dolby Vision จะเป็นการเร่งสีและแสงแบบคุมโทนไม่ได้ปล่อยออกมาแบบสเต็ปเดียวเหมือน HDR10 แต่จะเป็นการปล่อยสีและแสงในจุดต่าง ๆ ตามสมควร เช่นท้องฟ้าสีส้มส่วนล่างอาจจะต้องสีจัดเบอร์ 8 ขอบท้องฟ้าสีส้มด้านบนต้องการเร่งสีขึ้นมาเบอร์ 5 ก็ปล่อยออกมาแบบนั้น (HDR10 คือการปล่อยออกมาเบอร์ 10 รวดเดียวไม่มีสเต็ปการปล่อย) ภาพก็เลยออกมาดูไม่แสงฟุ้งเหมือน HDR10

สำหรับภาพอีกชุดมาจากหนังเรื่อง La La Land ลองดูสีแบบธรรมดาและแบบ HDR10 และ Dolby Vision เทียบกันดูนะครับ

ถามว่าอันไหนดีกว่ากันระหว่าง HDR10 กับ Dolby Vision ถ้าคุณชอบสีสันจัดจ้านมาก ๆ น่าจะถูกใจ HDR10 แต่ถ้าชอบภาพที่มีการคุมโทนโดยรวมสีและแสงไม่ได้จัดมากในทุก ๆ ฉากก็น่าจะถูกใจ Dolby Vision มากกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่การปรับแสงและสีพื้นฐานในเครื่องด้วยว่าเราปรับไว้แบบไหน

แล้วต้องกังวลรึเปล่าว่าต้องเลือกทีวีให้รับ HDR แบบ Dolby Vision

HDR10 กับ Dolby Vision ในทางเทคนิคมีความแตกต่างกันจริง แต่ในการใช้งานแบบทั่วไปถ้าคุณไม่ใช่ประเภทซีเรียสอะไรนักผมคิดว่ามีความต่างไม่เยอะ ด้านบนคือผมก็ต้องหาตัวอย่างมาให้เห็นว่าต่างกันยังไง ซึ่งในการใช้งานจริงเราก็ไม่จำเป็นที่ต้องเปิดใช้ HDR ใน Apple TV 4K ก็ได้ เราจะตั้งค่าให้เป็นแค่ 4K SDR ก็ได้ หรือถ้าทีวีเรารองรับแค่ HDR10 เราก็มาปรับค่าที่ทีวีเพิ่มเติมอีกทีเพื่อไม่ให้แสงจ้ามากไปก็ได้

โดยรวมสำหรับหัวข้อนี้ถ้าบังเอิญว่าทีวีที่เรากำลังเลือกซื้อหรือมีอยู่แล้วรองรับ Dolby Vision ด้วยก็ดีไปครับ แต่ถ้ามีแค่ HDR10 ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเราก็ยังมาปรับสีและแสงที่ทีวีได้ด้วย

ดูหนังที่ไม่ใช่ HDR แต่เปิดให้ HDR ให้ทำงานใน Apple TV 4K ภาพจะดีขึ้นหรือไม่

จากที่ลองผมว่าการดูหนังที่ไม่ใช่ HDR แต่ใน Apple TV 4K เปิดใช้ HDR อยู่ มีส่วนช่วยทำให้ภาพสีจัดขึ้น ในบางเรื่องที่ผมเปิดดูเช่น รัก 7 ปีดี 7 หน ถ้าดูจากทั้งสามภาพด้านล่างก็จะเห็นว่าภาพที่เป็น HDR 10 โดยรวมจะดูสว่างและสีสันดีกว่า Dolby Vision ที่ภาพจะมืดกว่า

ภาพเรียงลำดับตามนี้

  • SDR
  • HDR10
  • Doby Vision

แล้วถ้าใช้ Apple TV 4K ดูคอนเท้นท์ Full HD ภาพเป็นยังไง

สำหรับหนัง/ซีรีส์ที่เป็น Full HD 1080p ที่เคยคมชัดปกติ พอมาอยู่บนทีวี 4K ก็ยังโอเคอยู่ครับ  แม้สายตาจะชินกับความคมชัดจาก 4K มาแล้วก็ตาม ส่วนหนึ่งต้องบอกว่าเดี๋ยวนี้ทีวีใหม่ ๆ เขามีการอัพสเกลภาพจากที่ไม่ใช่ 4K ให้เป็น 4K ตามที่เราเห็นบนหน้าจอด้วย ซึ่งส่วนประมวลผลของการอัพสเกลของทีวีก็ดีมากแล้ว ทำให้ภาพ 1080p เวลาที่เราดูแบบปกติไม่ใช่ดูแบบจับผิดก็ดูได้โอเคไม่มีปัญหาครับ ส่วนถ้าจะจับผิดว่ามีความคมชัดน้อยกว่า 4K รึเปล่า ถ้าทำขนาดนั้นก็เห็นความต่างได้อยู่ครับ

YouTube บน Apple TV 4K ไม่แสดงผล 4K

เซอร์ไพรส์มั้ยครับที่แอพ YouTube บน Apple TV 4K ไม่แสดงผลแบบ 4K เรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างแอปเปิ้ลกับกูเกิ้ลครับ ที่ iOS, tvOS รวมถึงในเบราเซอร์ Safari ของ macOS ไม่รองรับไฟล์การเล่นวิดีโอไฟล์สกุล VP9 ที่กูเกิ้ลใช้กับวิดีโอ 4K ใน YouTube ทำให้ภาพในแอพ YouTube ยังคงได้แค่ 1080p เท่านั้น

ไฟล์ mkv 4K HDR ดูไหวมั้ยบน Apple TV 4K 

จากที่ลองหาดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอตัวอย่างแบบ 4K HDR ของทีวียี่ห้อต่าง ๆ พบว่าถ้าเป็นไฟล์ mkv ที่เป็น H.265 (HEVC) แบบ 10 บิต ผมเปิดผ่านแอพ Infuse 5 โดยเสียบฮาร์ดดิกส์ไว้กับเราเตอร์สามารถสตรีมจากฮาร์ดดิกส์มาดูได้ลื่น ๆ ไม่มีปัญหาครับ ส่วนถ้าเป็น 4K HDR ที่เป็น H.264 เจอว่าบางไฟล์ไม่สามารถเล่นได้ครับภาพกระตุกหนักมาก ไม่ทราบสาเหตุจริง ๆ ว่าเป็นเพราะอะไรนะครับจุดนี้ให้เป็นข้อสังเกตกันไว้อย่างเดียว นอกจากนั้นยังพบว่าตอนที่เขียนรีวิวนี้แอพ Infuse 5 ยังไม่รองรับการแสดงสี HDR ทำให้ภาพออกมาสีจะจืด ๆ ก็ต้องรอให้แอพ Infuse อัพเดทให้รองรับการแสดงสี HDR ก่อนสีสันของวิดีโอ HDR ถึงจะมาเต็มอิ่ม หรือถ้าคุณใช้แอพไหนอยู่ลองเช็คข้อมูลกันก่อนว่าแอพที่ใช้อยู่รองรับ HDR แล้วหรือยัง

การใช้งานอื่น โดยรวมสำหรับ Apple TV 4K

อย่างอื่นคือไม่มีความต่างจากรุ่นเดิมแบบชัดเจน เพราะแอพบน tvOS ก็ไม่ได้ต้องการประสิทธิภาพของซีพียูเพิ่มขึ้นก็เลยยังไม่เห็นความต่างกันในเรื่องนี้ครับ จะมีบ้างนิดหน่อยที่เวลาจังหวะกดเข้าแต่ละแอพแล้วรู้สึกว่าแอพแสดงผลเร็วขึ้นเล็กน้อยแค่นั้นครับ

ถ้าไม่ได้ใช้ทีวี 4K แล้วจะซื้อ Apple TV 4K ดีหรือไม่

ตรงนี้ถ้าแบบทั่วไปก็ไม่ควรครับ เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความเป็น 4K และ HDR ที่ Apple TV 4K ทำได้ แต่ทั้งนี้ถ้าทีวี Full HD รองรับการแสดงสี HDR การใช้ Apple TV 4K ก็จะมีประโยชน์ตรง HDR แค่นั้นครับ หรือถ้ายังไม่มีแผนซื้อทีวี 4K ก็ยังไม่จำเป็นที่ต้องซื้อ Apple TV 4K เช่นกัน

อนาคต Apple TV 4K จะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาอีก

จากที่แอปเปิ้ลโดนท้วงติงเรื่องระบบเสียงของ Apple TV 4K รองรับว่าตอนนี้รับได้ถึงแค่ Dolby Digital เท่านั้น ซึ่งไหน ๆ ภาพก็รับ HDR ของ Dolby Vision ได้แล้ว เรื่องเสียงก็ควรไปถึง Dolby Atmos ได้ด้วย ทำให้แอปเปิ้ลออกมาบอกว่าเร็ว ๆ นี้จะมีเฟิร์มแวร์อัพเดทให้ Apple TV 4K รองรับเสียง Dolby Atmos ได้ด้วย

เท่าที่หาข้อมูลหนังใหม่ ๆ หลายเรื่องถ้าเป็นแแผ่น Blu-Ray 4K HDR ระบบเสียงก็จะมีตัวเลือก Dolby Atmos มาให้เลือกด้วย จุดนี้น่าจะดีกับคนที่ต่อเครื่องเสียงเต็มระบบครับ และแน่นอนว่าตัวรีซีฟเวอร์ก็ต้องรองรับการถอดเสียง Dolby Atmos ด้วย ส่วนผู้ใช้งานแบบไม่ต่ออะไรเลยใช้ลำโพงจากทีวีอย่างเดียวอันนี้ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะยังไงเสียงที่ออกมาก็จะถูกบีบออกมาเซอร์ราวด์จำลองแบบสเตอริโอตามลำโพงของทีวีอยู่แล้ว หรือแม้ทีวีจะรองรับเสียง Dolby Atmos อย่างทีวี OLED ของ LG ถ้าเปิดเสียงจากทีวีก็จะได้เป็นการจำลองเซอร์ราวด์ Dolby Atmos ซึ่งก็ไม่เหมือนกับการต่อลำโพงโฮมเธียเตอร์อยู่ดี

ทำไมต้องซื้อ Apple TV 4K

สำหรับคำถามนี้ผมคิดมาตั้งแต่วันที่แอปเปิ้ลเปิดตัวแล้วครับ เพราะทีวีสมัยใหม่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ มีแอพ YouTube มีแอพ Netflix ดูหนัง/ซีรีส์ 4K ได้เหมือนกับการใช้งานบน Apple TV 4K แล้วยังมีความจำเป็นอะไรที่ต้องซื้อ Apple TV 4K มาใช้งานที่ดูเหมือนซ้ำซ้อนในจุดนี้ด้วย

(ซึ่งการใช้งานในไทยและอีกหลายประเทศก็ไม่ได้มีเหมือนในอเมริกาที่บริการช่องเคเบิ้ลต่าง ๆ เข้าถึงจากใน Apple TV ผ่านแอพชื่อ TV ได้ ซึ่งในไทยไม่มีอะไรแบบนี้นะครับ ก็จะทำให้มีความต่างในการใช้งานในอเมริกาและไทย)

คำตอบคือถ้าคุณอยากดูหนัง 4K ใหม่ ๆ แบบถูกลิขสิทธิ์ที่เข้าถึงได้ง่ายสุดในตอนนี้คือ iTunes Store ซึ่ง iTunes Store ก็มีอยู่แค่บน Apple TV นี่แหละ แน่นอนว่าบนสมาร์ททีวีอื่นไม่มี

ถัดมาคือการใช้งานที่ง่ายไม่ต้องกดปุ่มนู้นนี่เยอะ ถ้าคุณติดกับหน้าตาและการใช้งาน Apple TV พอไปใช้งานบน Smart TV อื่นแล้วดูขัดใจไปหมด จุดนี้ก็พอเป็นคำตอบได้ครับว่าทำไมต้องซื้อ

สุดท้ายผมคิดว่าเป็นเรื่องโทนสีภาพจาก Apple TV 4K ต่างจาก Smart TV จุดนี้ผมว่าถ้าเป็นสมัยก่อนเห็นความต่างชัดเจนกว่าครับ ปัจจุบันโทนสีภาพจาก Apple TV 4K กับ Smart TV รุ่นที่ผมใช้อยู่ให้ความฉ่ำของสีใกล้กันแล้ว มีความต่างเล็กน้อยมาก ก็เป็นเรื่องของชิปในการแสดงสีของทีวีแต่ละยี่ห้อว่าใช้ชิปแบบไหนนะครับ จริง ๆ เรื่องนี้ถ้าไม่สังเกตก็ไม่รู้สึกอะไรชัดเจนครับ

ส่งท้าย

โดยรวมจากที่ได้ใช้ Apple TV 4K ได้คำตอบเลยครับว่าแพงไปหน่อย ต่อให้เป็นราคาในต่างประเทศผมก็ยังคิดว่าแพงไปหน่อยอยู่ดี ด้วยเพราะตัวเครื่องไม่ได้ทำอะไรได้มากขึ้น แอพก็เดิม เกมก็เดิมไม่ได้มีเกมแจ๋ว ๆ มาอยู่ใน tvOS ไม่ได้มีเกมที่ต้องใช้ประสิทธิภาพของชิป A10X แบบเต็มที่ โอเคเข้าใจได้ว่าไฟล์วิดีโอ H.265 (HEVC) ต้องการชิปที่ประมวลผลได้แรงมากขึ้นเลยต้องใช้ชิป A10X แต่ถ้าไม่นับการหาดูคอนเท้นท์ 4K ทั้งบน iTunes Store และบน Netflix ก็ไม่มีอะไรให้รู้สึกว่าคุ้มค่าครับ กลับกันถ้าเป็นนักดูหนังตัวยง อยากเข้าถึงคอนเท้นท์ 4K HDR ได้แบบง่าย ๆ Apple TV 4K ตอบโจทย์เป็นอย่างดี จุดนี้ถือเป็นจุดแข็งของเขาครับ

ไม่มีข้อสรุปชัดเจนสำหรับ Apple TV 4K ว่าดีหรือไม่ดี ลองชั่งใจกันดูเองอีกที เพราะการจะปรับตัวมาดู 4K สำหรับคนที่ต้องซื้อทั้งทีวีและ Apple TV 4K ถือว่าเป็นลงทุนใหม่ทั้งหมด แต่ถ้ามีทีวี 4K อยู่แล้วหรืออยู่ในแผนว่าจะซื้อทีวี 4K อยู่แล้ว การซื้อ Apple TV 4K เพิ่มเติมก็เป็นอีกเรื่องครับ

ข้อสังเกต

  • หนัง 4K ภาพคมชัดจนไม่อยากกลับไปดู 1080p
  • HDR ใน Apple TV 4K เป็นแบบเปิดใช้ตลอดเวลา
  • Dolby Vision คุมโทนสีและแสงได้ดีกว่า HDR10 แต่ไม่ได้หมายความว่าเหมาะกับทุกคอนเท้นท์
  • หนังและซีรีส์ 4K ยังมีให้ดูไม่เยอะนัก
  • ถ้าไม่มีแผนซื้อทีวี 4K ไม่จำเป็นต้องซื้อ Apple TV 4K เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร
  • ความคุ้มค่าต่อราคาที่จ่ายรู้สึกว่าคุ้มน้อยไปหน่อย (ข้อนี้อาจเป็นเพราะผมมี Apple TV เดิมอยู่ด้วยเลยรู้สึกไม่คุ้มเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนที่ซื้อ Apple TV เป็นครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่าคุ้มค่ามากกว่าก็เป็นได้)

ราคา

  • รุ่น 32GB : 8,500 บาท
  • รุ่น 64GB : 9,200 บาท


You May Also Like:

แอปเปิ้ลเปิดให้ iPad Pro 10.5 ที่ใช้ iOS 11 ดาวน์โหลดวิดีโอแบบ HDR มาดูได้ แต่…

ตอนนี้มีประเด็นเกี่ยวกับ iPad Pro 10.5 ที่ลง iOS 11 จะมีตัวเลือกให้ดาวน์โหลดวิดีโอใน iTunes Store แบบ HDR มาดูได้ด้วย แสดงว่าหน้าจอ iPad Pro 10.5 จริง ๆ แล้วรองรับการแสดงผลแบบ HDR รึเปล่า เรื่องนี้เรามีคำตอบ ..

iTunes Store เริ่มอัพเดทหนังเป็น 4K แล้ว ดีสนีย์ยังไม่เข้าร่วมขายหนัง 4K

หลังจากวันเปิดตัว Apple TV 4K และมีบนเวทีบอกว่าใน iTunes Store จะขายหนัง 4K ในราคาเดิม ตอนนี้เร่ิมมีหนังบางเรื่องเป็นแบบ 4K HDR-Dolby Vision แล้ว ..

Apple TV 4K รองรับ HDR / หนัง 4K HDR ใน iTunes Store ไม่ขึ้นราคา

สำหรับ Apple TV ที่เปิดตัวเมื่อคืนเป็นการอัพเดทให้เข้ากับยุคสม้ยที่ยุคนี้เป็นยุควิดีโอ 4K แล้ว ก็เลยออกมาเป็น Apple TV 4K รองรับภาพ 4K รองรับสีสัน HDR ราคาเริ่มที่ 8,500 บาท ..

Share

Tweet

Email