รีวิว : Apple Watch Series 3 + watchOS 4.1

รีวิว : Apple Watch Series 3 + watchOS 4.1

แอปเปิ้ลอัพเดทนาฬิกาในปีนี้รูปร่างหน้าตายังคงเดิม เพิ่มเติมคือมีรุ่นรองรับการใช้ 4G แบบไม่ง้อ iPhone (แต่ยังไม่เข้าไทย) ตอนนี้เรามาดูกันก่อนว่า Apple Watch Series 3 รุ่นธรรมดามีอะไรดีเพิ่มเติมที่รุ่นที่แล้ว ๆ มาบ้าง

Apple Watch Series 3 แอปเปิ้ลออกมา 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน โดยมีรุ่นปกติ Apple Watch Series 3 (GPS) ก็จะเหมือนกับที่เราคุ้นเคย กับอีกรุ่นคือ Apple Watch Series 3 (GPS+Cellular) ในตัวเรือนมี e-sim สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน 4G ได้เลย ซึ่ง Apple Watch Series 3 (GPS+Cellular) ยังไม่มีจำหน่ายไทยนะครับ รีวิวนี้เลยจะเป็นการพูดถึงรุ่น Apple Watch Series 3 (GPS) เป็นหลัก

* Apple Watch Series 3 (GPS+Cellular) ในรีวิวนี้ขอเรียกเป็นรุ่น LTE นะครับ จะได้แยกคำชัดเจนไม่ปนกัน

สำหรับหน้าตาของ Apple Watch Series 3 มาถึงตรงนี้แอปเปิ้ลยังไม่ปรับดีไซน์แต่อย่างใด ภายนอกหน้าตายังเหมือนกับรุ่นแรกซึ่งก็ดีตรงที่ทำให้คนที่มีอยู่แล้วไม่รู้สึกว่าเก่าหรือตกรุ่น ส่วนคนที่รอดีไซน์ใหม่ก็จะผิดหวังกันหน่อยนึง สิ่งที่เปลี่ยนไปใน Apple Watch Series 3 คือสเป็คเครื่องที่แอปเปิ้ลปรับปรุงมาให้ทำงานฉับไวมากขึ้น โดยแอปเปิ้ลใช้ชิป S3 เครื่องมาพร้อมพื้นที่ใช้งาน 8GB ฝาหลังสีดำบริเวณเซ็นเซอร์เป็นพลาสติกสีดำ ส่วนถ้าเป็นรุ่น GPS+Cellular จะมีพื้นที่ให้ใช้งาน 16GB ฝาหลังบริเวณเซ็นเซอร์หลังเครื่องสีดำเป็นเซรามิก และเม็ดมะยมจะเป็นสีแดงให้รู้ว่าเป็นรุ่น GPS+Cellular

สเป็คเครื่องที่เพิ่มมาจากรุ่นเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเคยคิดไว้เหมือนกันว่าเดี๋ยวต้องมีมาแน่ ๆ ก็คือ Barometer ที่ไว้วัดระดับความสูง ซึ่งแอปเปิ้ลก็ใส่มาใน Series 3 นี่แหละครับ โดยส่วนนี้จะเห็นผลกับแอพ Activity ของแอปเปิ้ลเองที่จะมีระบุถึงด้วยว่าเราเดินขึ้นแนวดิ่งเทียบเท่าขึ้นตึกกี่ชั้น รวมถึงในแอพออกกำลังกายต่าง ๆ ที่สามารถดึงความสามารถส่วนนี้ไปใช้งานได้ด้วย

ตัวผมคิดว่า Apple Watch Series 3 + watchOS 4.1 คือร่างสมบูรณ์ของ Apple Watch ในปัจจุบันครับ พอสเป็คดีขึ้นมากพอควรแบบนี้ และ watchOS 4 จนมาถึง watch 4.1 พัฒนาปรับปรุงมาไกลมากเมื่อเทียบกับ watchOS 1 ผมคาดหวังพอสมควรว่า Apple Watch Series 3 จะต้องทำได้ดีกว่าเดิม

การใช้งานทั่วไปผมขอไม่ยืดเยื้อ เพราะไม่มีอะไรใหม่จริงจังให้ต้องพูดถึงเขียนถึง สิ่งที่อยากให้เป็นข้อมูลคือเรื่องแอพบนนาฬิกาที่แอปเปิ้ลก็ยังไม่เปิดโอกาสให้แอพอื่น ๆ ทำงานได้อย่างอิสระจริง ๆ บน watchOS 4 สักที การใช้งานแอพบนนาฬิกาถ้าเป็นแอพของแอปเปิ้ลเองดูจะทำงานได้อิสระแบบไม่ต้องพึ่งนาฬิกามากนักตลอดเวลา จุดนี้ผมจำลองว่าถ้าเราใช้รุ่น LTE จะเป็นยังไงบ้าง พบว่าอาจไม่รอดครับ

สาเหตุจากที่แอพบน watchOS 4 ถ้าเป็นแอพของแอปเปิ้ลเองทำงานได้ค่อนข้างอิสระครับ ผมลองปิดเครื่อง iPhone 7 Plus ที่เชื่อมต่อกับนาฬิกาไปเลยเผื่อดูว่าเหลืออะไรที่ใช้งานได้บ้าง ก็พบว่าแอพของแอปเปิ้ลเอง เช่น Mail , Message ทำงานได้อยู่เกือบปกติตามที่ควรสำหรับนาฬิกา พอปิดโทรศัพท์ไปนาฬิกาก็จะต่อ Wi-Fi ในห้องเอง (จุดนี้ไม่ใช่จู่ ๆ ไปที่ไหนก็ต่อ Wi-Fi ได้นะครับ ต้องเป็นสถานที่ ๆ เราเคยต่อ Wi-Fi กับ iPhone มาแล้ว​ซึ่งทั้งคู่จะมีการซิงค์ข้อมูลให้รู้ว่าจุดนี้เราเคยใช้ Wi-Fi ชื่ออะไรรหัสอะไรถึงจะสามารถใช้งานบน Apple Watch ได้ แต่ก็จะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับ Wi-Fi ที่ต้องใส่รหัสทุกครั้ง เช่นของค่ายมือถือที่แม้เราเคยเชื่อมต่อแล้ว นาฬิกาก็รู้จัก แต่ก็ไม่สามรถเข้าใช้งานได้นะครับ)

ก็ยังสามารถใช้งานบางแอพของแอปเปิ้ลได้บ้าง ซึ่งตรงนี้ผมคิดไปถึงรุ่น LTE ว่าถ้าเราอยากใช้แบบเดี่ยว ๆ บ้างจะเป็นไงก็พบเป็นไปตามที่บอกครับคือใช้งานได้แต่ไม่สมบูรณ์ ทีนี้ในกลุ่มแอพอื่น ๆ อีกสารพัดทั้ง twitter, fb messenger, LINE และอื่นๆ ไม่รอดครับ การใช้แอพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของแอปเปิ้ลจำเป็นต้องพึ่งพาการซิงค์ข้อมูลจาก iPhone อยู่เกือบทั้งหมดทำให้ความอิสระถ้าเกิดเราจะซื้อรุ่น LTE มาใช้งานก็จะไม่ได้อิสระเต็มที่อย่างที่คิดกัน ซึ่งผมเองใช้ประตู August ที่มีแอพใช้สั่งเปิดปิดประตูบน Apple Watch ด้วยก็เลยถามเรื่องนี้ไปทาง August ผ่าน twitter ด้วยได้คำตอบว่ายังไม่สามารถใช้แอพ August บน Apple Watch Series 3 (LTE) เดี่ยว ๆ ได้ยังไงก็ยังต้องมี iPhone อยู่ใกล้ ๆ

จากข้างต้นผมคิดว่าอนาคตแอปเปิ้ลน่าจะเปิดทางให้แอพต่าง ๆ บน Apple Watch ทำงานเดี่ยว ๆ อิสระมากขึ้นลดการพึ่งพาการซิงค์ข้อมูลกับ iPhone ให้น้อยลงกว่าเดิม เพราะไม่งั้นรุ่น LTE ก็ดูจะไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่เพราะไหน ๆ ก็เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เองแล้วก็น่าจะทำงานได้อิสระมากขึ้น แต่ก็นั้นแหละครับเรื่องที่ต้องกังวลสำหรับรุ่น LTE ก็คือแบตเตอรี่ก้อนจิ๋วที่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานตลอดเวลาแบบเต็มที่มากนัก เรื่องแบตเตอรี่อย่างที่แอปเปิ้ลระบุไว้ว่าถ้าใช้รุ่น LTE คุยโทรศัพท์สามารถใช้คุยต่อเนื่องได้ 1 ชั่วโมงเองครับ และถ้าถึงวันที่อัพเดท watchOS ให้สตรีมเพลงจาก Apple Music ได้ด้วยผมว่าใช้นาฬิกาฟังเพลงได้สัก 4-5 ชั่วโมงต่อเนื่องก็เยี่ยมมากแล้วกับขนาดแบตเตอรี่จิ๋วในนาฬิกา

สำหรับแอพออกกำลังกาย (Workout) ใน Apple Watch Series 3 จริง ๆ ต้องบอกว่าเป็น watchOS 4 มากกว่า มีการปรับปรุงหน้าตาและการใช้งานให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก จากเดิมที่จะเป็นชื่อการกำลังกายอย่างเดียว ตอนนี้ก็มีรูปกราฟิกแบบง่าย ๆ มาประกอบด้วยว่าการออกกำลังกายที่ชื่อนี้คืออะไรท่าทาางประมาณไหน จุดนี้ผมว่าดีมากที่ทำแบบนี้ เพราะบางทีอ่านแค่ชื่อการออกกำลังกายบางอันนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าคืออะไรท่าทางประมาณไหน

ส่วนเรื่องเซนเซอร์วัดระดับความชันความสูงจากที่ใน Apple Watch Series 3 มีเซนเซอร์ตัวนี้เข้ามาแล้ว ผมทดสอบกับแอพออกำลังกายของแอปเปิ้ลด้วยการวิ่ง โอเคว่าถ้าเราเลือกวิ่งในร่มกับเครื่องออกกำลังกายตัวเซนเซอร์วัดความชันความสูงไม่รู้จักไม่ทำงานอันนี้ไม่แปลกใจอะไร พอทดสอบด้วยการวิ่งกลางแจ้งโดยที่นาฬิกามีการใช้ GPS ไปด้วย สามารถวัดระดับความชันได้ปกติในการสรุปผลการวิ่ง

ส่วนอีกแอพที่ทดสอบคือแอพ Nike+ Run Club บน Apple Watch Series 3 ก็สามารถดึงการใช้งานเซนเซอร์วัดระดับความชันความสูงมาใช้งานได้ จุดนี้ถ้าใครที่สนใจซื้อ Apple Watch Series 3 เพราะเห็นว่ามีเซนเซอร์ตัวนี้อยากใช้กับแอพออกกำลังกายที่เราใช้ประจำ ผมแนะนำให้ตรวจสอบกันก่อนว่าแอพออกกำลังกายที่เราใช้ประจำอัพเดทให้ดึงความสามารถเซนเซอร์วัดระดับความชันความสูงมาใช้แล้วหรือยัง

สิ่งที่ผมชอบใน Apple Watch Series 3 จริง ๆ คือ watchOS 4 และ iOS 11 มากกว่า โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ทำได้ดีมากขึ้นแบบว่าต้องยืนปรบมือให้จริง ๆ

โดยข้อมูลเกี่ยวกับการวัดอัตราการเต้นหัวใจบนนาฬิกาปรับมาเป็นกราฟให้เราเห็นข้อมูลตลอดวัดได้สะดวกมากขึ้น เห็นค่าเฉลี่ยว่าหัวใจเราเต้นอยู่ประมาณไหน เห็นตัวเลขสูงสุดและต่ำสุดที่หัวใจเราเต้นด้วยว่าประมาณไหน ตรงนี้คือโอเคมาก ๆ นอกจากนั้นยังมีแบ่งเป็น Resting Rate ว่าในช่วงปกติที่เรานั่งหรือไม่ได้มีกิจกรรมอะไรอยู่หัวใจเต้นประมาณไหน และยังมี Walking Average มาให้เห็นด้วยว่าเวลาเราเดินเนี่ยหัวใจเราเต้นอยู่ประมาณไหน แบ่งย่อยออกมาได้เท่านี้ผมว่าตอบโจทย์สำหรับการใช้งานทั่วไปได้มากแล้วครับ แต่แอปเปิ้ลยังไม่พอใจที่แค่นี้ครับ

แอปเปิ้ลยังทำข้อมูลให้เราเห็นสำหรับคนชอบออกกำลังกายด้วยว่าการออกกำลังกายแต่ละประเภท (จำเป็นต้องใช้ร่วมกับแอพ Workout หรือแอพที่ดึงความสามารถเซนเซอร์การวัดอัตราการเต้นของหัวใจใช้งาน) หัวใจเต้นเฉลี่ยเท่าไหร่ เต้นสูงสุดต่ำสุดในช่วงออกกำลังกายเท่าไหร่ อันนี้ไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่เพราะทำได้อยู่แล้ว ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาใน wartchOS 4 คือสามารถคำนวณได้ด้วยจังหวะการเต้นของหัวใจครั้งต่อครั้งใช้เวลากี่มิลลิวินาที โดยเรื่องนี้เริ่มเป็นเรื่องเฉพาะทางที่คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเป็นข้อมูลเกินตัวไปสักหน่อย แต่นักกีฬาหรือบางคนอาจจะต้องการรู้ข้อมูลในส่วนนี้ก็ได้ ซึ่งแอปเปิ้ลจัดมาให้

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลหัวใจหลังออกกำลังเสร็จด้วยคือ Heart Rate Recovery ว่าจากที่เราออกกำลังกายเมื่อสักครู่หัวใจเต้นกันเร็ว ๆ รัว ๆ พอจังหวะที่เลิกออกกำลังกายหัวใจเราค่อย ๆ เต้นน้อยลงในระดับกี่ครั้งต่อนาที เช่นใน 1 นาทีหัวใจเต้นน้อยลงมา 7 ครั้ง ใน 2 นาทีหัวใจเต้นน้อยลงมา 15 ครั้ง จุดนี้ผมว่าคนที่ออกกำลังกายเยอะ ๆ น่าจะชอบครับ เพราะช่วง Recovery ถ้าเราดูกราฟแล้วแปลก ๆ เช่นอัตราหัวใจลงเร็วมากเกินก็อาจจะส่งผลถึงร่างกายเราได้เหมือนกัน ถ้าเราพอจะทราบข้อมูลค่าเฉลี่ยของเราว่าประมาณไหน แล้วเกิดวันนึงข้อมูลแปลกไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เราควรให้ความกังวลกับสุขภาพร่างกายเราได้ด้วย

ทั้งนี้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของข้อมูลการเต้นหัวใจถ้าคุณมี Apple Watch อยู่แล้วแค่อัพเดทเป็น watchOS 4 และบน iPhone อัพเดทเป็น iOS 11 ก็ได้ความสามารถดังกล่าวแล้วเหมือนกันครับ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็น Apple Watch Series 3 อย่างเดียว

การฟังเพลงใน watrchOS 4 ทำได้ดีขึ้น จากเดิมที่การซิงค์เพลงเข้า Apple Watch ทำได้แค่ Playlist เดียว แต่ตอนนี้ใน watchOS 4 เปลี่ยนไปแล้ว เราสามารถซิงค์เพลงได้หลาย Playlist เข้าไปในนาฬิกาถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ทำได้ดีคุ้มค่าพื้นที่ความจุ 8GB มาก ๆ ครับ (ความจุใช้งานจริงราว ๆ 5.6GB) เพราะแต่ไหนแต่ไรตั้งแต่รุ่นแรกผมไม่เคยใช้ Apple Watch จนเกือบเต็มความจุ 8GB เลย พอมาตอนนี้ใส่เพลงได้ยืดหยุ่นกว่าเดิมผมซิงค์เพลงหลาย Playlist เข้าไปจนพื้นที่เหลือไม่ถึง 1GB ครับ

โดยหน้าตาการแสดงผลใน Music ของ watchOS 4 ก็ทำสวยงามขึ้น การเลือกเพลงเลือก Playlists ต่าง ๆ ทำได้ง่ายขึ้น มีหน้าปกของแต่ละ Playlist มาให้เราได้เห็นด้วย ตอนฟังเพลงที่อยู่ใน Apple Watch เราก็เลือกไปเลือกมาได้ไม่ยากอะไรคืออยู่ในจุดที่ยอมรับได้ด้วยหน้าจอเท่านี้การเลือกก็จะไม่ได้สะดวกมากแต่ก็ไม่ถึงกับว่าขัดใจจนอารมณ์เสียครับ

การกันน้ำของ Apple Watch Series 3 ตามสเป็คจะบอกว่ากันน้ำได้ระดับ 50 เมตร แต่ในการใช้งานจริงแอปเปิ้ลแนะนำอยู่ระดับพาไปว่ายน้ำ เล่นกีฬาทางน้ำ เท่านั้น ไม่ควรพาไปดำน้ำแบบสคูบ้าเพราะตัวเรือน Apple Watch Series 3 ยังไม่รองรับแรงกดอากาศจากน้ำในระดับความลึก 50 เมตรครับ ผมว่าจุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่ท้าทายแอปเป้ิลนะครับว่าจะทำให้ Apple Watch ในอนาคตลงไปดำน้ำที่ระดับ 40-50-60-70 เมตรได้เมื่อไหร่ ถ้าทำได้เมื่อไหร่ก็ถือว่าแจ๋วมากทีเดียวและคิดว่า Apple Watch ในตอนนั้นคงมีฟีเจอร์เกี่ยวกับการดำน้ำลึกรวมเข้ามาด้วย

การใช้คุยโทรศัพท์ของ Apple Watch Series 3 ตั้งแต่งานเปิดตัวแอปเปิ้ลบอกว่าไมโครโฟนของ Apple Watch Series 3 ดีขึ้นกว่าเดิม ตัดเสียงลมออกไปได้มากขึ้น (เผื่อใครไม่ได้ดูงานเปิดตัว แอปเปิ้ลให้ทีมงานไปอยู่กลางทะเลสาป แล้วทีมงานจากในห้องประชุมเปิดตัวโทรไปหาคนที่อยู่กลางทะเลสาป) จุดนี้จากที่ลองก็เป็นไปตามที่แอปเปิ้ลบอกไว้ การตัดเสียงรบกวนเวลาใช้ Apple Watch Series 3 ทำได้ดีมากขึ้นพอควรครับ แต่นาน ๆ ถึงจะได้ยกแขนขึ้นมาคุยนาฬิกาทีก็ไม่ได้ติดใจตรงนี้มากนักว่าทำได้ดีขึ้นแล้วจะยกแขนคุยโทรศัพท์บ่อยขึ้น

จากที่ลองอะไรแปลกในการใช้ Apple Watch Series 3 คุยโทรศัพท์ ผมลองคุยแบบเอามืออยู่ข้างตัวแบบเวลาเราเดินปกติเพื่อดูว่าระยะห่างจากปากไปถึงแขนเสียงพูดเราไปถึงได้ดีมากน้อยแค่ไหน พบว่าเสียงสามารถไปถึงได้แต่จะเบามากหน่อยแต่คู่สนทนาของเรายังได้ยินอยู่ ซึ่งท่าทางตอนพูดก็จะเหมือนคนบ้าหน่อย ๆ เวลาคนอื่นเห็นเราครับ เพราะเราจะเหมือนพูดคนเดียวแถมพูดเสียงดังมากกว่าปกติด้วยอีกหน่อยนึงเพราะกลัวเพื่อนไม่ได้ยินเสียงเรา

ในทางกลับกันเวลาแขนอยู่ข้างตัวตอนคุยโทรศัพท์ด้วย Apple Watch Series 3 แม้เสียงจากลำโพงจะมีความดังมากขึ้นอีกนิดเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม แต่ก็ไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้คุยโทรศัพท์ในลักษณะแบบนี้ที่เอาแขนไว้ข้างตัวคือถ้าอยู่ในห้องหรือเดินอยู่ในที่ ๆ แทบไม่มีเสียงรบกวนก็ยังโอเคเสียงยังพอได้ยิน แต่ในชีวิตจริงเราเดินอยู่ข้างถนนบ้าง เดินอยู่ในห้างบ้าง เสียงพูดของเพื่อนเราจากนาฬิกาไม่ได้ยินเลยครับเพราะถูกเสียงรอบข้างที่ดังกว่ามากกลบไปหมด จุดนี้คือผมทดสอบให้ได้ทราบกัน ซึ่งในการใช้งานจริงแบบทั่วไปก็คงไม่ได้ทำแบบนี้

เกริ่นเล็กน้อยถึง Apple Watch Series 3 + watchOS 4.1 หลัก ๆ คือจะทำให้ Apple Watch Series 3 (LTE) สามารถเปิดฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งได้ด้วยตัวเองด้วยการใช้ 4G ในเครื่องสามารถสตรีมเพลงจาก Apple Music บางส่วนและแอพ Radio บางส่วนที่เราซิงค์ข้อมูลเข้าไป ไม่ใช่ว่าจะสั่งให้เปิดเพลงอะไรก็ได้จาก Apple Music บน watchOS 4.1 นะครับ จุดนี้เลยทำให้สนใจเผื่อดูว่าฟังเพลงสตรีมมิ่งบน Apple Watch Series 3 จะฟังได้สักที่ชั่วโมง และก็จะทำให้เห็นภาพคร่าว ๆ ได้ว่าถ้าเป็นรุ่น LTE จะใช้งานได้ตลอดหรือไม่

อุปกรณ์ทดสอบคือ Apple Watch Series 3 + watchOS 4.1 ใช้งานร่วมกับหูฟัง AirPods โดยให้ Apple Watch Series 3 ต่ออินเตอร์จาก Wi-Fi ในห้องที่ใช้อยู่แทนการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ แล้วก็สตรีมเพลงจากแอพ Radio ไปเรื่อย ๆ เพื่อดูว่าระดับแบตเตอรี่ลดลงเท่าไหร่พบว่าเปิดทิ้งไว้ 3 ชั่วโมงแบตเตอรี่จาก 100 เปอร์เซ็นต์ลดลงมาที่ระดับ 79 เปอร์เซ็นต์

สำหรับแอพ Radio เดี๋ยวบางคนจะงงว่านาฬิกาฟังวิทยุ FM ได้รึไร ต้องขยายความสักนิดสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ Apple Music จริง ๆ แล้ว Radio เป็นหนึ่งในเมนูของ Apple Music ที่จะมีสถานีวิทยุแบบสตรีมมิ่ง Beats 1 จัดรายการกันไป มีรายการอื่น ๆ ใหฟังย้อนหลังแบบสตรีมมิ่ง รวมถึงเวลาที่เราใช้ Apple Music แล้วเกิดถูกใจเพลงไหนอยากให้เพลงต่อ ๆ ไปเปิดเพลงประมาณเดียวกันแนวเดียวกันก็กดเลือกให้การฟังเพลงนั้น ๆ เริ่มต้นเล่นเพลงแบบสุ่มในแนวทางเดียวกันไปเรื่อย ๆ ได้ (Create Station) ซึ่งในส่วนที่เราสร้างสถานีวิทยุส่วนตัวของเพลงแต่ละแบบไว้ เราสามารถมาเปิดฟังทีหลังได้แต่เพลงก็อาจจะไม่ได้วน ๆ เหมือนครั้งก่อน เพลงก็จะมีเปลี่ยนไปบ้าง ซึ่งตอนนี้เราสามารถเปิดเพลงจากสถานีวิทยุที่เราเคยสร้างไว้บน Apple Music ใน iPhone มาเปิดบน Apple Watch ที่ใช้ watchOS 4.1 ได้ด้วย โดยการเปิดฟังเพลงถ้าเป็นนาฬิการุ่นปกติเวลาสตรีมเพลงก็จะใช้ดาต้าบนโทรศัพท์หรือใช้ Wi-Fi ในการสตรีม ส่วนถ้าเป็นรุ่น LTE นอกจากในดาต้าจาก iPhone หรือ Wi-Fi แล้วสามารถใช้ 4G จากบนนาฬิกาสตรีมเพลงได้เลยอีกด้วย

จากที่ทดสอบการสตรีมเพลงจาก Radio ถ้านับความชอบผมค่อนข้างชอบทีเดียว ดูเป็นฟีเจอร์ใหม่จริง ๆ บนนาฬิกาครับ แต่กระนั้นด้วยความที่ตอนนี้ไม่ได้ใช้รุ่น LTE ก็กลายเป็นว่าไม่ได้มีโอกาสสตรีมเพลงแบบเดี่ยว ๆ จากนาฬิกามากนักในการใช้งานปกติที่ไม่ใช่การทดสอบเพื่อรีวิว ตรงนี้เลยทำให้อยากได้รุ่น LTE เพราะเวลาไปออกกำลังกายจะได้ไม่ต้องถือโทรศัพท์ติดไปด้วยตลอดเวลาถ้าเกิดอยากฟังเพลงจาก Apple Music หรือ Radio

Siri ภาษาไทยยังไม่แจ๋วพอในการสั่งเปิดฟังเพลง 

สำหรับ Siri บน Apple Watch ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเวลาเราสั่ง Siri บน Apple Watch แล้วตอน Siri ตอบก็จะมีเสียง Siri พูดขึ้นมาด้วย (เปิดหรือปิดเสียงตรงนี้ก็ได้) ส่วน Siri ภาษาไทยเท่าที่ลองกับ wartchOS 4.1 (beta 2) ยังไม่สามารถพูดโต้ตอบกับเราได้ การตอบของ Siri ภาษาไทยยังคงเหมือนเดิมคือขึ้นเป็นข้อความอย่างเดียวบน Apple Watch เสน่ห์ตรงนี้ก็หายไปด้วยส่วนหนึ่ง

ทีนี้ด้วยความที่ Siri ภาษาไทยบน Apple Watch ยังไม่เก่งพอ เวลาเราจะสั่งเปิดเพลงหรือให้เล่นเพลงไหน ๆ จากใน Apple Watch ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่เราใส่เข้าไป หรือในส่วนของ Radio ก็จะไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ จุดนี้ผมเลยคิดไปถึงว่าถ้าเราใช้รุ่น LTE แล้วแค่ว่าเราจะหาเพลงไทยสักเพลงใน Apple Music โดยใช้ Siri อาจจะไม่สบอารมณ์นักก็เป็นได้ ซึ่งจุดนี้จะต่างกับ Siri ภาษาอังกฤษบน Apple Watch ที่เก่งกว่ามากพอควร สามารถเข้าใจคำต่าง ๆ และหาข้อมูลมาให้เราเห็นได้ดีกว่า จุดนี้ให้เป็นข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ กันไว้ครับ

แบตเตอรี่

คือถ้าดูจากสเป็คแอปเปิ้ลก็จะบอกแค่ว่าสามารถใช้งานทั่วไปได้ต่อเนื่อง 18 ชั่วโมง และไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม พอมีข่าวเรื่องว่ารุ่น LTE เวลาใช้คุยโทรศัพท์แล้วใช้งานได้ชั่วโมงเดียว อันนี้ยิ่งดูแย่ไปเลย จุดนี้เลยทำให้ผมสงสัยว่าแอปเปิ้ลจะไม่ปรับปรุงอะไรเกี่ยวกับแบตเตอรี่หน่อยรึ

โดยการใช้งานจริงชนิดว่าใช้เป็นนาฬิกาข้อมืออย่างเดียวแล้วไม่ทำอะไรเลยผมสามารถใช้งานได้ 2 วันเต็มแบบไม่ชาร์จเลยได้อยู่ครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับ Notifications ต่าง ๆ ที่ขึ้นแจ้งเตือนบนนาฬิกาด้วยว่ามีเยอะมากแค่ไหนด้วยนะครับ ถ้ามีแจ้งเตือนรัว ๆ ระยะเวลาอาจจะได้น้อยกว่าที่ทดสอบเล็กน้อย ส่วนถ้ามีการออกกำลังกายไปด้วยแน่นอนว่าอยู่ไม่ถึงครับ ทั้งนี้เพื่อนบางคนที่ใช้แบบเป็นนาฬิกาอย่างเดียวเขาบอกว่าใช้ได้เกือบ 3 วัน ซึ่งตัวผมใช้งานได้ไม่ถึงจุดนั้น อันนี้ก็ให้เป็นข้อสังเกตกันไว้สำหรับคนที่ห่วงเรื่องแบตเตอรี่ ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นแรกก็ถือว่าดีขึ้นมา แต่ถ้าเทียบกับ Series 2 ผมว่าไม่หนีกันเท่าไหร่ในจุดนี้

เอา Apple Watch Series 3 ไปวิ่งมาราธอน, อัลตร้ามาราธอน 50k, พาไปไตรกีฬา แบตอึดพอมั้ย???

จากความสงสัยนี้ผมเลยอยากทดสอบเทียบแบตเตอรี่ระหว่าง Apple Watch Series 2 กับ Apple Watch Series 3 แบบจริงจังขึ้นมาว่าจะเป็นยังไง โดยทั้งสองเรือนผมใช้แอพออกกำลังกายในเครื่องแล้วเลือกประเภทกีฬาเป็นการวิ่งกลางแจ้งที่จะใช้ GPS และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอดเวลา ทั้งสองเรือนชาร์จแบตเตอรี่เต็มใหม่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วใส่นาฬิกาทั้งสองเรือนไว้ตลอดเวลา เพื่อดูว่าแบตเตอรี่เป็นยังไงบ้าง

สำหรับการทดสอบแบตเตอรี่นี้ผมไม่ได้วิ่งออกกำลังจริงครับ แต่อย่างที่บอกว่าเปิดใช้งาน GPS+HR Monitor ในแอพออกกำลังกายตลอด ตรงนี้ข้อมูลไม่เป๊ะ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สามารถใช้เป็นแนวทางได้ว่าแบตเตอรี่ของ Apple Watch Series 3 ทำได้ประมาณไหน

ช่วงการทดสอบชั่วโมงแรกผ่านไป Series 2 กับ Series 3 ก็เห็นความต่างพอควรเรื่องแบตเตอรี่ โดย Sereis 2 ลงมาที่ระดับ 89 เปอร์เซ็นต์แล้ว ส่วน Series 3 อยู่ที่ระดับ 95เปอร์เซ็นต์

หลังจากผ่านไป 4 ชั่วโมง 15 นาที Apple Watch Series 2 แบตเตอรี่ลดเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วน Apple Watch Series 3 ยังชิลมากเหลืออยู่ 75 เปอร์เซ็นต์

จุดสิ้นสุดของ Apple Watch Series 2 มาถึงเมื่อเวลาผ่านไป 5 ชั่วโมง 20 นาที แบตเตอรี่เหลือเพียง 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พอถึงตรงนี้ผมเลยกดหยุดที่ Apple Watch Series 2 ถือเป็นการสิ้นสุดการทดสอบ ถ้าจะให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงผมคิดว่า 5 ชั่วโมง 30 นาทีก็ไปถึงได้ครับ ต้องบอกว่าแม้อายุการใช้งานจะผ่านมา 1 ปีแต่เรื่องแบตเตอรี่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกิตที่เคยทดสอบใหม่ ๆ นะครับ ต่างกันไม่มากกับตอรแรก ๆ ที่ได้เครื่องมา

ส่วน Apple Watch Series 3 ผ่านมา 5 ชั่วโมง 20 นาทีแบตเตอรี่ลดมาอยู่ที่ระดับ 68 เปอร์เซ็นต์ ถึงแค่ตรงนี้ก็ทำให้ผมประหลาดใจมาก ๆ แล้วไม่คิดว่าระดับแบตเตอรี่จะเหลืออยู่เยอะเท่านี้มาก่อน

ระยะเวลา 5 ชั่วโมงกับอีก 20-30 นาที เป็นจุดที่นักวิ่งมาราธอนที่ทำเวลาในช่วงนี้น่าจะเห็นภาพนะครับว่า Apple Watch Series 3 มีแบตเตอรี่เหลือเฟือมาก ๆ

ยังครับยังไม่จบการทดสอบ…ผมยังเปิด Apple Watch Series 3 ใช้งานต่อไปเรื่อย ๆ อยากรู้ว่าจะอยู่ได้สักกี่ชั่วโมงกัน ซึ่งผมก็มีเดินไปนู้นนี่ มีนั่งทำงานไปด้วยเป็นระยะ ๆ

มาถึงระยะเวลา 7 ชั่วโมงที่ผมคิดว่าเป็นจุดที่นักวิ่งมาราธอนที่หมดพลังวิ่งไม่ไหววิ่งช้าลงบ้างหรือมีเดินเรื่อย ๆ บ้างน่าจะพอเห็นภาพได้ครับว่านาฬิกาเรือนนี้อยู่คู่กับเราจนจบการแข่งวิ่งมาราธอน 42 กิโลเมตรในเวลา 7 ชั่วโมงได้ โดยแบตเตอรี่ตามที่ทดสอบลงมาเหลือที่ระดับ 49 เปอร์เซ็นต์ ถึงตรงนี้ถ้าจะเดินเข้าเส้นชัยแล้วใช้เวลา 8 ชั่วโมงก็ไม่มีปัญหา

แล้วก็มาถึงระดับ 10 ชั่วโมง 15 นาที ผมถือว่าเกินที่คาดหมายไปเยอะมากสำหรับ Apple Watch Series 3 ที่แบตเตอรี่ยังไม่หมด โดยระดับแบตเตอรี่ลงมาเหลือที่ 26 เปอร์เซ็นต์ บ้าไปแล้ว…Apple Watch Series 3 อยู่มาถึงตรงนี้ได้บ้าไปแล้ว ถ้าวิ่งถนน 50 กิโลเมตร หรือวิ่งมาราธอนแบบเทรล 42 กิโลเมตรสมบุกสมบัน มาถึงตรงนี้ก็น่าจะพอเห็นภาพนะครับว่าไหวอยู่

ยังครับแบตเตอรี่ยังไม่หมดเราก็ทดสอบกันต่อไป แบตเตอรี่หยดสุดท้ายคือระยะเวลา 12 ชั่วโมง 34 นาที แบตเตอรี่ลงมาเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ มาถึงตรงนี้สำหรับคนที่แข่งไตรกีฬาก็คงพอเห็นภาพได้นะครับว่าแบตเตอรี่อยู่ในระดับไหน

แต่โอเคว่าผมไม่ได้วิ่งจริงอาจจะคาดเคลื่อนไปอยู่บ้าง ผมหักลบออกไป 20 เปอร์เซ็นต์สำหรับระยะเวลาที่ทำได้ก็เหลืออยู่ราว ๆ 10 ชั่วโมง ตัวเลขนี้น่าจะพอบอกอะไรได้อยู่ว่าแอปเปิ้ลปรับปรุงให้แบตเตอรี่ของ Apple Watch Series 3 ดีขึ้นแบบจริงจังแต่ไม่ค่อยโม้ถึงตรงนี้เท่าไหร่ อันนี้ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

จากระยะเวลาข้างต้นที่ Apple Watch Series 3 ทำได้ผมว่าเริ่มสู้กับนาฬิกาเฉพาะทางสำหรับนักกีฬาได้แบบไม่เขอะเขินแล้วนะครับ เป้าหมายต่อไปผมคิดว่าถ้าทำได้ถึงระดับ 18, 20 หรือไปถึง 25 ชั่วโมงได้ในอนาคต กลุ่มนาฬิกาออกกำลังกายเฉพาะทางอก็ต้องมีอัพเกรดเรื่องแบตเตอรี่หนีไปอีกเหมือนกัน

สำหรับแบตเตอรี่ของ Apple Watch ผ่านมาถึง Series 3 นี้ถือว่าหมดข้อครหาไปหลายอย่างแล้วครับ เพราะถึงตรงนี้ไม่ได้เป็นนาฬิกาไก่กาที่ใช้งานทั่วไปได้ก็ไม่ตลอดวันหรือจะพาไปวิ่งยาว ๆ ก็อยู่ไม่จบมาราธอน ซึ่ง Apple Watch Series 3 ลบข้อครหาต่าง ๆ ตรงนี้ออกไปได้หมดแล้วแบบไม่มีข้อสงสัยใด ๆ

ท้ายสุดสำหรับการทดสอบแบตเตอรี่ในระยะเวลากว่า 12 ชั่วโมงถามว่าตัวเรือนนาฬิการ้อนหรืออื่น ๆ รึเปล่า เพราะเปิดใช้งาน GPS+HR Monitor ตลอดเวลา ตอบตามตรงว่าไม่รู้สึกอะไรครับ จุดนี้ก็พยายามสังเกตอยู่เหมือนกันก็ไม่ได้รู้สึกร้อนหรือแม้กระทั่งอุ่น ๆ ที่ด้านหลังเครื่องนะครับ สอบผ่านครับ

โดยรวมสำหรับ Apple Watch Series 3 ตามสเป็คก็โอเคว่าแรงขึ้นเร็วขึ้น แต่ที่เร็วขึ้นก็ยังไม่ได้ส่งผลอะไรกับแอพต่าง ๆ ที่เวลาเราเปิดใช้งานก็ยังต้องมีการโหลดข้อมูลเชื่อมต่อข้อมูลจาก iPhone ก่อนอยู่ดี ตรงนี้ผมไม่ได้รู้สึกว่าสเป็คที่ดีขึ้นส่งผลอะไรในส่วนนี้ และอย่างที่บอกไปแล้วถ้าอนาคตแอปเปิ้ลเปิดทางให้แอพอื่น ๆ ทำงานบน watchOS ได้อิสระมากขึ้นสเป็คเครื่องที่ดีขึ้นก็คงส่งผลให้เครื่องทำงานได้ฉับไวมากขึ้นแบบจริง ๆ จัง ๆ กว่านี้

สำหรับเซอร์ไพรส์มากที่สุดคงเป็นแบตเตอรี่ที่ทำได้ประทับใจมากจากการทดสอบ เป็นสิ่งเดียวที่รู้สึกว่าแอปเปิ้ลทำได้ยังไงให้สเป็คเครื่องดีมากขึ้นแรงมากขึ้น แต่ประหยัดพลังงานมากขึ้นในแบตเตอรี่ประมาณเดิม ขนาดเครื่องเท่า ๆ เดิม สำหรับข้อนี้ปรบมือให้จริง ๆ ครับ

สิ่งที่ดีใน Apple Watch Series 3 ผมคิดว่าเป็น watchOS 4 ที่แอปเปิ้ลปรับปรุงมาดีขึ้นกว่าเดิมมาก หลายส่วนได้เขียนถึงไปแล้วโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลการเต้นของหัวใจที่บอกข้อมูลค่อนข้างละเอียดทีเดียว นอกจากนี้เรื่องการสตรีมเพลงแบบเดี่ยว ๆ จากแอพ Radio ผมว่าเราน่าจะพอเห็นภาพรวมไปถึงรุ่น LTE ได้ด้วยว่าประมาณไหน รวมถึง Siri ภาษาไทยบน​ Apple Watch ที่ยังไม่ดีมากนัก



You May Also Like:

Apple Watch Series 3 (LTE) ผ่านการตรวจจาก กสทช. แล้ว

จากอาทิตย์ก่อนที่มีข้อมูลว่า กสทช.ตรวจสอบเครื่อง iPhone 8 และ iPhone X ไปแล้ว ตอนนี้มีข้อมูลออกมาแล้ว กสทช. ตรวจสอบ Apple Watch Series 3 เสร็จแล้วเรียบร้อย ..

กสทช. ตรวจ iPhone 8, iPhone X เสร็จเรียบร้อย แต่ไม่มีชื่อ Apple Watch Series 3 (LTE) ในการตรวจสอบ

เป็นประจำทุกปีที่ทุกคนต่างจับจ้องว่า กสทช. ตรวจสอบ iPhone รุ่นใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง ซึ่ง iPhone 8, iPhone X ตอนนี้ กสทช. ตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย ..

ในไทยอาจจจะได้ใช้ Apple Watch Series 3 (LTE) ต้นปีหน้า

มีข้อมูลไม่ทางการเกี่ยวกับ Apple Watch Series 3 (LTE) ว่าค่ายมือถือในไทยจะเริ่มให้บริการได้ต้นปีหน้า  ..

Share

Tweet

Email