รีวิว : iPhone 8 / iPhone 8 Plus

รีวิว : iPhone 8 / iPhone 8 Plus

ใคร ๆ ก็บอกว่า iPhone 8 ตกรุ่นตั้งแต่ 15 นาทีที่เปิดตัวเสร็จเพราะถัดนั้นมี iPhone X เปิดตัวออกมา มาดูกันว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่

iPhone 8 / iPhone 8 Plus ถ้าดูจากแค่ตอนเปิดตัวก็จะแบบว่า เห้ย..ไรว่ะ มีรุ่นที่สูงกว่าอย่าง iPhone X มาเปิดตัวซ้อนอยู่ในงานเดียวกัน ทำให้ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ดูหมองลงไปนิดหน่อยในแงว่าเป็นรุ่นใหม่แล้วนะแต่ดันมีใหม่กว่ามาอยู่ในงานเดียวกัน แต่หลังจากที่ได้ใช้ผมว่า iPhone 8 / iPhone 8 Plus เป็นเครื่องที่ไม่ได้ด้อยกว่า iPhone X เลยในแง่การใช้งาน

1 วัสดุ / สี

สำหรับหน้าตาและดีไซน์ของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus แม้ว่าแอปเปิ้ลจะยังยึดการออกแบบในแนวทางของ iPhone 6 ไว้ แต่ครั้งนี้ก็มีการเปลี่ยนวัสดุตัวเครื่องด้วย โดยด้านหลังตัวเครื่องจากเดิมที่เป็นอลูมิเนียมเครื่องนี้เปลี่ยนมาเป็นกระจก จุดนี้ผมค่อนข้างชอบครับ อาจจะชอบมาตั้งแต่สมัย iPhone 4 ที่เป็นหลังเครื่องเป็นกระจกเหมือนกัน พอมาเป็น iPhone 8 / iPhone 8 Plus ครั้งแรกแม้จะไม่ว้าวมากมายนักในแง่หน้าตา แต่ความรู้สึกของวัสดุต่างไปจากรุ่นที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปีมานี้ บอดี้ส่วนกลางเครื่องแอปเปิ้ลยังใช้อลูมิเนียม

ซ้าย : iPhone 8 (Silver) / ขวา : iPhone 8 Plus (Gold)

สีตัวเครื่อง iPhone 8 / iPhone 8 Plus แอปเปิ้ลปรับมาเหลือสีเทา สเปซเกรย์, สีเงิน และสีทอง ซึ่งเป็นการทำสีเฉดใหม่ โดยเครื่องที่ผมมีเป็น iPhone 8 สีเงิน และ iPhone 8 Plus สีทอง ในส่วนของเครื่องสีเงินด้านหลังเครื่องที่เป็นกระจกจะไม่ขาวจั๊วครับ แต่จะขาวหม่น ๆ นิดนึงก็ดูแปลกไปจากเดิม ๆ ส่วนเครื่องสีทอง บริเวณที่เป็นกระจกด้านหลังเครื่องเป็นสีทองที่จืดลงมาหน่อยเมื่อเทียบกับที่ผ่าน ๆ มา สีทองของรุ่นนี้ดูบางมุมก็จะเหมือนระเรื่อมสีอมชมพูนิด ๆ ด้วยโดยเฉพาะบริเวณขอบเครื่อง ตรงนี้อาจจะเป็นที่มาของการตัดสีโรสโกลด์ออกไปก็เป็นได้ เพราะสีทองเฉดใหม่ก็ดูได้ทั้งเป็นสีทองที่จืดหน่อย แล้วก็เป็นสีโรสโกลด์บางเวลา

iPhone 8 (Silver)

2 สเป็ค / แรงขึ้นช่วยอะไร

สเป็คเครื่องของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus แอปเปิ้ลใช้ชิป A11 Bionic แบบ 6-Core แบ่งเป็น 4-Core ที่ประสิทธิภาพสูง และอีก 2-Core ใช้เวลาที่เครื่องไม่ได้ทำงานหนักอะไร ซึ่งตัวเลขเวลาวัดผลออกมาจัดว่าแรงมากครับ แรงกว่า A10X ที่อยู่ใน iPad Pro รุ่นล่าสุดเสียอีก โดยชิป A11Bionic นี้เป็นชิปตัวเดียวกับที่แอปเปิ้ลใส่อยู่ใน iPhone X ด้วย

สิ่งที่ต่างกันในด้านสเป็คเครื่องของสองรุ่นนี้คือ iPhone 8 มีแรมในเครื่อง 2GB ส่วน iPhone 8 Plus มีแรมในเครื่อง 3GB ความต่างส่วนนี้ในการใช้งานทั่วไปไม่ได้เห็นผลอะไร ถ้าจะเห็นผลคงเป็นเวลาที่เราเปิดหน้าเว็บเยอะมาก ๆ แล้วเครื่องที่มีแรมน้อยกว่าน่าจะมีการรีโหลดหน้าจอก่อนเครื่องที่มีแรมมากว่า ส่วนอื่น ๆ อย่างการเล่นเกมต่าง ๆ ไม่ได้เห็นความต่างเพราะเกมจะเน้นการดึงประสิทธิภาพของซีพียูและกราฟิกในเครื่องเสียมากกว่า โดยในส่วนของกราฟิกของทั้งคู่แอปเปิ้ลใช้ GPU 3-Core ที่แอปเปิ้ลออกแบบเอง เรียกว่าสเป็คของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ถือว่าแรงเหลือกินเหลือใช้

3 หน้าจอ / จอ HDR หรือยัง

หน้าจอของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ยังเป็น Retina HD เหมือนเดิม ถ้าดูจากสเป็คจะพบว่าตัวเลขค่าความสว่างต่าง ๆ เท่า ๆ กับ iPhone 7 / iPhone 7 Plus แต่ในการใช้งานจริงผมรู้สึกได้ว่าความสว่างหน้าจอของ iPhone 8 Plus สว่างกว่า iPhone 7 Plus เครื่องเดิมสังเกตได้เมื่อปรับความสว่างหน้าจอในระดับเดียวกัน ส่วนความอิ่มของสีสันต่าง ๆ บนหน้าจอเวลาดูรูปภาพต่าง ๆ ดูสีสันอิ่มแน่นกว่ารูปเดียวกันบนหน้าจอ iPhone 7 Plus แต่จุดนี้ต้องสังเกตเปรียบเทียบกันสักนิดนะครับ รวม ๆ แล้วถ้าดูจากสเป็คคือพอ ๆ กัน แต่ในการใช้งานจริงมีความต่างพอควร

ถัดมาเป็นเรื่องหน้าจอ HDR ซึ่ง iPhone 8 / iPhone 8 Plus หน้าจอไม่ได้เป็น HDR แท้ เพียงแต่แอปเปิ้ลเปิดทางให้ดูวิดีโอแบบ HDR ที่อยู่ใน iTunes Store ได้

แล้วก็ในแอพ Netflix เวลาใช้ iPhone 8 / iPhone 8 Plus เปิดดูก็จะพบกับสัญลักษณ์ HDR แบบ Dolby Vision ผมเปิดวิดีโอใน Netflix เรื่องเดียวกันที่รองรับ Dolby Vision บน iPhone 8 Plus เทียบกับ iPhone 7 Plus ที่ไม่รับมีความสามารถดู HDR ผลออกมาตามในรูปครับ

ซ้าย : iPhone 7 Plus / ขวา : iPhone 8 Plus

บน : iPhone 8 Plus / ล่าง : iPhone 7 Plus

แล้วใน YouTube เวลาดูวิดีโอสีสันและความสว่างต่างกันหรือไม่

ประเด็นเรื่องเวลาดูหนังที่เป็น HDR จาก iTunes Store เดี๋ยวทำแยกตอนมาอีกทีนะครับ รอให้ครบ ๆ ทั้ง iPhone 7 / iPhone 8 / iPhone X ก่อน น่าจะเทียบกันสนุก แล้วตัวผมเองก็มีประเด็นที่ไม่โอเคกับที่แอปเปิ้ลเปิดให้หน้าจออื่นที่ไม่ได้รับ HDR ดูหนัง HDR ได้ด้วย รอติดตามนะครับ …ที่สำคัญถ้าทิ้งช่วงนานฝากทวงกันด้วยนะครับ

4 กล้อง

กล้องใน iPhone 8 / iPhone 8 Plus ยังคงเป็นความละเอียด 12 ล้านพิกเซลาเช่นเดิม แต่แอปเปิ้ลปรับปรุงเซ็นเซอร์รับภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย จุดนี้ทำให้ภาพที่ถ่ายจาก iPhone 8 / iPhone 8 Plus เก็บรายละเอียดได้ดีกว่าเดิม และสีสันของภาพดูแน่นขึ้นกว่าเดิม

จากที่ได้ใช้งานทั้งคู่ถือว่าถ่ายภาพออกมาได้ดีครับ เก็บแสงเก็บสีได้ดี การไล่โทนสีทำได้ดีกว่าเดิมอีกนิดหน่อย จุดนี้อย่าเพิ่งคิดไปไกลเอาไปเทียบกับกล้อง DSLR อะไรแบบนั้น เพราะเรากำลังพูดถึงกล้องในโทรศัพท์มือถือกันอยู่

ภาพที่ได้เมื่อเทียบกับ iPhone 7 Plus ดูด้วยตาเปล่าบางรูปก็เห็นว่าภาพที่ได้จาก iPhone 8 / iPhone 8 Plus ดีกว่าในแง่สีสันและแสงที่เก็บได้ดีขึ้น บางภาพก็ดูไม่ออกเพราะดูแล้วเหมือน ๆ กัน

iPhone 7 Plus

iPhone 8 Plus

ส่ิงที่ต่างในเรื่องกล้องถ่ายรูปของทั้งคู่คือ iPhone 8 จะเป็นเลนส์เดี่ยวที่ระยะ 28 มม. ส่วน iPhone 8 Plus เป็นเลนส์คู่ เลนส์ตัวนึงเป็นระยะ 28 มม. เลนส์อีกตัวระยะ 56 มม. และในโหมดการถ่ายรูปบุคคล (Portrait) ของ iPhone 8 Plus แอปเปิ้ลเพิ่มความสามารถที่เรียกว่า Portrait Lighting เข้ามาด้วย ซึ่งความสามารถนี้ไม่มีใน iPhone 7 Plus

โดย Portrait Lighting ผมขออธิบายเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบหรืองง ๆ ว่าคืออะไรกันสักนิด

Portrait Lighting คือโหมดถ่ายหน้าชัดหลังเบลอที่เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องแสงเงาเข้ามาด้วย โดย Portrait Lighting ไม่ได้เป็นแค่ฟิลเตอร์เปลี่ยนสีภาพทั่วไป แต่แอปเปิ้ลมีการคำนวณระยะความลึกของภาพแล้วค่อยคำนวณแสงในแต่ละแบบแต่ละภาพออกมาอีกที

ซึ่ง Portrait Lighting แอปเปิ้ลเตรียมาให้ 5 แบบดังนี้

Natural Light – แสงธรรมชาติ เป็นแบบเดียวกันกับใน iPhone 7 Plus

Studio Light – จำลองแสงไฟสตูดิโอ ภาพที่ได้จะสว่างกว่าแสงธรรมชาติ ตัวแบบที่โดนถ่ายหน้าจะสว่างขึ้น

Contour Light – เป็นการจำลองแสงไฟยิงแสงเข้าด้านข้างที่เน้นส่วนไฮไลท์และโลว์ไลท์ ถ้าภาษาบ้าน ๆ เวลาถ่ายคนก็จะเห็นแสงเงาบนใบหน้าชัดขึ้น อย่างบริเวณโครงใบหน้าก็จะเห็นส่วนเงาชัดมากขึ้น

Stage Light – จำลองแสงแบบไฟดวงเดียวยิงแสงเข้าด้านหหน้าตรง ๆ ปล่อยฉากหลังเป็นสีดำ

Stage Light Mono – จำลองแสงแบบไฟดวงเดียวยิงแสงเข้าด้านหหน้าตรง ๆ ปล่อยฉากหลังเป็นสี ภาพออกมาเป็นภาพขาวดำ

สำหรับการถ่ายรูปหน้าชัดหลังเบลอใน iPhone 8 สำหรับการถ่ายคนในแสงปกติ (Natural Light) ภาพที่ออกมาไม่ต่างจากที่ได้จาก iPhone 7 Plus วิธีการคำนวณความเบลอต่าง ๆ ยังคงมีจุดอ่อนเวลาเจอวัตถุใส ๆ เช่นขอบแก้วน้ำ หรือการถ่ายผ่านกระจกใส ถ้าเจออะไรประมาณนี้ซอฟท์แวร์ยังมีคำนวณผิดพลาดอยู่

ส่วนที่เพิ่มมาใหม่คือเรื่องจำลองแสงแบบต่าง ๆ อันนี้น่าสนใจดีทีเดียว หลายคนที่ซื้อเครื่องไปแล้วพอลองถ่ายรูปหรือปรับรูปด้วย Portrait Lighting แล้วอาจจะมีอารมณ์ ‘อะไรว่ะ’ รูปออกมาไม่เห็นส่วนเหมือนที่แอปเปิ้ลมันโม้เลย

จากที่ลองใช้งานและดูภาพในเว็บแอปเปิ้ลพบว่าต้องมีการจัดองค์ประกอบภาพกันนิดหน่อยครับ

อย่างแรกเลยคือคนที่เราจะถ่ายไม่ควรเป็นระยะครึ่งตัวหรือกว้างกว่านั้น แต่ควรอยู่ช่วงหน้าอกขึ้นไป ภาพจะออกมาดูดีกว่าถ่ายเต็มตัวหรือครึ่งตัว เวลาปรับแสง Portrait Lighting จะดูโอเคกว่าภาพครึ่งตัวหรือเต็มตัว

อย่างที่สองคือเสื้อที่ตัวแบบใส่ ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นเสื้อสีพื้นไม่มีลายครับ จุดนี้ผมสังเกตจากในเว็บแอปเปิ้ลทุกรูปที่แอปเปิ้ลนำเสนอเกี่ยวกับ Portrait Lighting ตัวแบบใส่เสื้อสีพื้นไม่มีลวดลายใด ๆ ซึ่งพอมาลองเองก็พบว่าพอมีลวดลายบนเสื้อ แล้วเวลาปรับ Portrait Lighting มาใช้ Stage Light ลวดลายเสื้อกวนตาอยู่พอควร

อันดับสามคือฉากหลังไม่ควรรกมากเกินไป ตอนแรกก็ไม่ได้นึกว่าจะสำคัญครับ เพราะถ้าเป็นกล้องปกติถ้าเราใช้เลนส์ที่รับแสงได้เยอะ ๆ ฉากหลังก็จะเบลอทิ้งหายไปได้หมดเลย แต่ในโทรศัพท์มือถือไม่ใช่แบบนั้นเพราะยังเป็นเรื่องการเบลอฉากหลังด้วยซอฟท์แวร์อยู่

ทีนี้พอมี Portrait Lighting มาด้วยเวลาเราใช้ Stage Light ที่มีการปรับสีพื้นหลังเป็นขาวดำ บางทีถ้าฉากหลังรกมากหน่อยซอฟท์แวร์ก็ตัดออกได้ไม่หมด หรือถ้าถ่ายครึ่งตัวแล้วตัวแบบกางแขนนิด ๆ มีช่องว่างนิดหน่อย เวลาใช้ Stage Light เป็นไปได้สูงที่ฉากหลังที่มองเห็นตรงช่องว่างที่เรากางแขนนิด ๆ จะไม่ถูกตัดออกเป็นฉากดำ เพราะซอฟท์แวร์คิดไปว่าบริเวณนี้คือส่วนหนึ่งของตัวแบบด้วย

เท่าที่ได้ใช้งานพบว่าถ้าเรารู้ขอจำกัดของ 3 ข้อข้างต้นเวลารูปที่เราเล่นกับ Portrait Lighting แนวโน้มจะดูดีดูโอเคขึ้นครับ

ถามว่า Portrait Lighting มันโอเคมากหรือแจ๋วมากมั้ย สำหรับตัวผมคิดว่าแจ๋วพอตัวนะครับ คิดว่าถ้าเรามีมุมมองในการถ่ายภาพที่ดีเป็นทุน หรือรู้ว่าแสงเข้ามากระทบตัวแบบประมาณนี้แล้วเวลาปรับแสงใน Portrait Lighting น่าจะดูโอเคดูสวย ก็ถือเป็นความได้เปรียบครับ ส่วนคนที่ไม่ได้รู้เรื่องด้านถ่ายภาพแบบผม คิดว่าถ่ายไปสักพักก็น่าจะจับทางได้ครับว่าต้องถ่ายประมาณไหนถึงจะเอมาปรับแสงแล้วออกมาสวย

ตัว Portrait Lighting ที่ผมคิดว่าปรับแสงออกมาแล้วให้ดูสวยได้ยากสุดคือ Contour Light เพราะแสงแบบนี้คือการเน้นโครงหน้า เน้นเบ้าหน้า เน้นแสงเงาให้จัดมากขึ้น ร้อยละ 90 ที่ผมถ่ายรูปเพื่อนผู้หญิงด้วยโหมด Portrait แล้วปรับมาที่ Contour Light ยื่นรูปให้ดูส่ายหัวกันทั้งนั้น ส่วนตัวผมยังไม่ประสบความสำเร็จกับการถ่ายภาพแล้วปรับแสง Contour Light ส่วนแสงแบบอื่น ๆ ถ้าเป็นสาว ๆ จะชอบแสง Studio Light เพราะทำให้ภาพสว่างหน้าสว่างเพิ่มขึ้น

Natural Light

Studio Light

Contour Light

Stage Light

Stage Light Mono

แล้วแบบนี้เอา Portrait Lighting มาใชักับการถ่ายแบบเต็มตัว หรือเอามาถ่ายวัตถุต่าง ๆ ไม่ได้รึ

จริง ๆ แล้วเราจะถ่ายรูปอะไรแล้วเอามาปรับใน Portrait Lighting ก็ได้ไม่มีอะไรผิด ข้างต้นผมนำเสนอถึงกรณีที่น่าจะได้รูปดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดของ Portrait Lighting ที่ผมเจอ ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้ถ่ายแต่คนอย่างเดียว บางทีก็วิวถ่ายถ้วยกาแฟทั่วไปแล้วเอามาลองปรับแสงใน Portrait Lighting ด้วยเหมือนกัน ส่วนภาพที่ออกมาเวลาถ่ายของพวกนี้ก็มีทั้งดี และไม่ชอบเพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าเวลาใช้ Stage Light บางทีตัดฉากได้ไม่หมด

แก้วกาแฟ (Studio Light)

แก้วกาแฟ (Stage Light)

เรื่องที่เซอร์ไพรส์ผมสุดในหัวข้อกล้องถ่ายรูป คิดว่าเป็นเรื่องไฟแฟลช ซึ่งปี ๆ นึงถ้าไม่นับช่วงที่ต้องรีวิว เปิดไฟแฟลชนับครั้งได้ ซึ่ง iPhone 8 / iPhone 8 Plus ไฟแฟลชช่วยให้ภาพที่ได้ดีขึ้นผิดหูผิดตาไปจาก iPhone รุ่นที่ผ่าน ๆ มาอย่างเห็นได้ชัด แสงจากไฟแฟลชตามสเป็คมีคุณสมบัติสโลว์ซิงค์ด้วย (Slow Sync)

เท่าที่ลองเรื่องแสงไฟแฟลชดูพึ่งพาได้ คาดหวังได้ว่าไฟแฟลชที่ยิงออกไปทำให้ได้ภาพที่ดี แสงไฟแฟลชไม่แข็ง เทียบกับแสงแฟลชของ iPhone 7 Plus กับ iPhone 8 Plus คนละเรื่องเลยสำหรับภาพที่ออกมา

5 วิดีโอ 4K 60

ใน iPhone 8 และ iPhone 8 Plus แอปเปิ้ลเพิ่มความสามารถด้านวิดีโอให้ถายวิดีโอได้สูงสุดที่ 4K 60fps (Frame Per Second) ภาพในวิดีโอที่ออกมาก็จะนวล ๆ สมูท ๆ ดูแปลกตาไปจากปกติ ตรงนี้ใครที่ใช้ iPhone รุ่นที่ผ่านมาจะมีตัวเลือก fps วิดีโอ 1080p จะมีตัวเลือก 30 กับ 60fps ส่วน 4K ก่อนหน้านี้มีแค่ 30fps) แต่ตอนนี้เราเลือกได้อิสระมากขึ้นว่าจะให้เป็น 24, 30 หรือ 60fps ในการถ่ายวิดีโอโหมดปกติ ส่วนการถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชั่นมีตัวเลือก 720p 240fps, 1080p 120fps และ 1080p 240fps

ซ้าย : iPhone 7 Plus / ขวา : iPhone 8 Plus

วิดีโอ 4K 60fps ที่ออกมาจาก iPhone 8 / iPhone 8 Plus ภาพออกมาคมชัดนวลเนียนดีครับ (ถ้าไม่เคยเลือก 60fps เลยก็ลองเลือกแล้วถ่ายวิดีโอดูครับ) สีสันของวิดีโอที่ได้จาก iPhone 8 / iPhone 8 Plus ถือว่าทำได้ดีขึ้นอีกเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ iPhone 7 Plus แต่ก็ไ่ด้ต่างกันจนเห็นชัดแบบนั้น แต่ถ้าเทียบกับรุ่นเก่ากว่าเช่น iPhone 6s อันนี้เห็นชัดเจนว่าภาพวิดีโอที่ได้จาก iPhone 8 / iPhone 8 Plus ดีขึ้นผิดหูผิดตา ยิ่งในที่แสงน้อยอันนี้จะเห็นชัดว่า iPhone 8 / iPhone 8 Plus วิดีโอที่ได้จะดูสว่างกว่ามาก ๆ

ความรวดเร็วในการโฟกัสวัตถุสำหรับการถ่ายวิดีโอถือว่ารวดเร็วไว้ใจได้ จะมีแค่เรื่องเวลาเราเดินไปแล้วแสงเปลี่ยนเร็ว กรณีนี้ตัว White Balance ปรับไม่ทันก็มี ซึ่งจุดนี้ผมว่าก็ทั่วไปสำหรับกล้องในโทรศัพท์มือถือนะครับ บางที่กล้องใหญ่ก็ปรับไม่ทันเหมือนกัน

รวม ๆ แล้วำสำหรับเรื่องวิดีโอ ถ้าเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับการถ่ายวิดีโออยู่แล้วน่าจะชอบกับที่มีปรับปรุงเพิ่มเติมขึ้นมา แต่สำหรับคนที่ไม่ได้สนใจด้านนี้เท่าไหร่ก็จะอาจจะเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าดีขึ้นหรือน่าสนใจแต่อย่างใด

6 แบตเตอรี่ / ชาร์จเร็ว / ชาร์จไร้สาย เครื่องร้อนมากมั้ย

หัวขัอนี้ผมว่าเป็นประเด็นที่มีให้พูดถึงเยอะครับ ถ้าอยู่ในวงเพื่อนที่ติดตามแอปเปิ้ลเหมือน ๆ กันพูดกัน 3 ชั่วโมงก็คิดว่ายังไม่จบครับ แบตเตอรี่ใน iPhone 8 / iPhone 8 Plus ถ้าเทียบปริมาณไฟในแบตเตอรี่กับ iPhone 7 / iPhone 7 Plus ถือว่ามีน้อยลงนิดหน่อย แต่แอปเปิ้ลยังเคลมในสเป็คว่าชั่วโมงใช้งานทำได้พอ ๆ กัน ซึ่งตามสเป็คของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ใช้ชิป A11 Bionic แบบ 6-Core (แบ่งเป็น 4-Core แบบประหยัดพลังงาน และ 2-Core ที่ใช้ประมวลผล)

ถ้าดูจากการวัดผลตัวเลขความแรงที่ออกมาก็คือแรงกว่าชิป A10 ใน iPhone 7 / iPhone 7 Plus มากพอดู แต่แอปเปิ้ลยังสามารถใช้ปริมาณไฟในแบตเตอรี่เท่า ๆ เดิมหรือน้อยกว่าเดิมนิดหน่อยด้วยซ้ำ แต่ยังระยะเวลาใช้งานตามสเป็คยังทำได้เท่าเดิม จุดนี้ก็ขอปรบมือให้ในการรีดพลังแถมประหยัดไฟอีกต่างหากสำหรับชิป A11 Bionic

ส่วนในการใช้งานจริงตัวผมใช้ iPhone 8 Plus เป็นหลักนะครับ จุดนี้เลยขอเทียบกับ iPhone 7 Plus เครื่องเดิม จากพฤติกรรมตัวเองที่ใช้งานอยู่ระยะเวลาไม่ต่างกับตอนที่ใช้ iPhone 7 Plus ครับ จุดนี้ผมคิดว่าถ้ามาจาก iPhone 5/ iPhone 5s อันนี้แน่นอนว่าจะรู้สึกว่าแบตเตอรี่ของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ดีกว่าเยอะ ส่วนถ้าขยับมาจาก iPhone 6 / iPhone 6s ก็จะรู้สึกว่าแบตอึดขึ้นพอควรนะ ส่วนถ้ามาจาก iPhone 7 จะไม่ค่อยรู้สึกว่าต่างอะไรกัน น่าจะประมาณนี้สำหรับเรื่องระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่

สองอย่างที่แอปเปิ้ลเพิ่มมาใน iPhone 8 / iPhone 8 Plus คือรองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบรวดเร็วและการรองรับการชาร์จไร้สาย

สำหรับเรื่องรองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบรวดเร็ว เรามาปูพื้นกันสักนิด ก่อนหน้านี้เวลาเราใช้อะแดปเตอร์ 12 วัตต์ของ iPad มาชาร์จ iPhone ตัวเครื่องจะรับไฟอยู่แถว ๆ 8-9 วัตต์โดยเฉลี่ย พอเป็น iPhone 8 / iPhone 8 Plus ตัวเครื่องรับไฟได้สูงสุดแถว ๆ 12-13 วัตต์ ทำให้การใช้อะแดปเตอร์ 12 วัตต์ชาร์จไฟให้ iPhone 8 / iPhone 8 Plus เร็วขึ้นอีกเล็กน้อย

ส่วนว่า iPhone 8 / iPhone 8 Plus รองรับไฟได้สูงสุดที่เท่าไหร่นั้น ผมได้ลองใช้อะแดปเตอร์ 29 วัตต์ที่เป็นสาย USB-C to Lightning มาลองชาร์จพบว่าช่วงพีคสุดเท่าที่เห็นคือรับไฟได้แถว ๆ 20 วัตต์ ถึงตรงนี้บางคนอาจจะตาโตว่าแบบนี้ยอมทุ่มทุนซื้ออะแดปเตอร์ 29 วัตต์มาใช้ดีรึเปล่า ก็อยากให้ใจเย็นก่อน เพราะช่วงพีคที่รับไฟได้ประมาณ 20 วัตต์มีอยู่แว้บเดียวเท่านั้น เพราะค่าเฉลี่ยเท่าที่ทดสอบจะอยู่แถว ๆ 15-18 วัตต์เท่านั้น จากที่แอปเปิ้ลระบุในสเป็คว่าถ้าใช้อะแดปเตอร์ 29 วัตต์ขึ้นไปชาร์จไฟให้ตัวเครื่องระดับแบตเตอรี่จาก 0-50 เปอร์เซ็นต์จะใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น

จากที่ทดสอบจริงจากระดับแบตเตอรี่ 10-60 เปอร์เซ็นต์ใช้เวลาราว 32 นาทีจริงตามที่แอปเปิ้ลโฆษณา ส่วนว่าสรุปแล้วใช้เวลาชาร์จเต็มในเวลาเท่าไหร่เวลาใช้อะแดปเตอร์ 29 วัตต์ก็ตอบได้ว่าจาก 10-100 เปอร์เซ็นต์ผมใช้เวลา 1 ชั่วโมง 40 นาทีโดยประมาณ

เทียบกับการใช้อะแดปเตอร์ 12 วัตต์กับ iPhone 8 Plus ชาร์จไฟจากระดับ 8-100 เปอร์เซ็นต์ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 10 นาที ถือว่าอะแดปเตอร์ 29 วัตต์ช่วยลดเวลาลงไปราว ๆ 23 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคิดว่าระยะเวลาที่ต่างกันสำคัญก็ต้องเสียงเงินจัดอะแดปเตอร์ 29 วัตต์ของแอปเปิ้ลหรือของยี่ห้ออื่น ๆ ที่เทียบเท่ามาใช้งาน

ถัดมาเรื่องการรองรับชาร์จไร้สาย ตอนที่เขียนรีวิวแอปเปิ้ลยังไม่ปล่อยเฟิร์มแวร์ให้ iPhone 8 / iPhone 8 Plus รองรับการชาร์จไร้สายแบบรวดเร็วที่ 7.5 วัตต์ครับ ทำให้การชาร์จไร้สาย ณ ตอนนี้ตามสเป็คคือรับการชาร์จไร้สายที่ 5 วัตต์ เทียบเท่ากับการใช้อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ 5 วัตต์ที่มากับ iPhone มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษเมื่อ 10 ปีก่อน

จากที่ลองกับฐานชาร์จไร้สายของยี่ห้อ Energea แบบ 10 วัตต์ ตัวเครื่องสามารถรับไฟแถว ๆ 7.5 วัตต์ (เป็นตัวเลขประมาณเดียวกันกับเวลาที่ใช้อะแดปเตอร์ 5 วัตต์ชาร์จไฟให้ตัวเครื่อง) คิดว่าถ้าแอปเปิ้ลออกเฟิร์มแวร์ให้ตัวเครื่องรับการชาร์จไร้สายแบบรวดเร็วก็น่าจะรับไฟได้ช่วง 8-10 วัตต์นะครับ

จากที่ได้ใช้ฐานชาร์จไร้สายช่วงที่รีวิวตัวเครื่อง ผมว่าความสะดวกก็จะเป็นคนละแบบกับการชาร์จผ่านสายชาร์จครับ ฐานชาร์จไร้สายผมว่าถ้าวางไว้ที่โต๊ะทำงานมาถึงก็วางเครื่องไว้ตรงนั้น พอจะใช้ก็หยิบขึ้นมา พอไม่ใช้เครื่องก็วางไปที่ฐานชาร์จต่อแบบที่ไม่ต้องเสียบสายชาร์จเข้าถอดสายชาร์จออกก็ถือว่าสะดวกกว่านะครับ

ในทางกลับกันถ้าเป็นคนที่ถือเครื่องหรือเก็บเครื่องอยู่ตัวตลอดเวลา ตอนนอนก็ใช้เครื่องด้วยฐานชาร์จไร้สายไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ เพราะตอนนอนอยู่บนเตียงถ้าพฤติกรรมเป็นแบบว่าชาร์จเครื่องไปใช้งานไปด้วยยังไงก็ต้องใช้สายชาร์จอยู่ดี (แต่จริง ๆ ก็ไม่ควรชาร์จไฟไปใช้โทรศัพท์ไปนะ)

ส่วนว่าเวลาชาร์จไร้สายตัวเครื่องร้อนมากรึเปล่า เท่าที่ลองวัดอุณหภูมิพบว่าความร้อนด้านหลังเครื่องหลังจากวางชาร์จไป 15 นาทีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นราว ๆ 5 องศาเซลเซียสโดยประมาณเมื่อเทียบกับเครื่องตอนยังไม่ได้วางชาร์จไร้สาย ความรู้สึกคืออุ่น ๆ นิดหน่อยไม่ได้ร้อนมากแต่อย่างใด

ภาพรวมสำหรับ iPhone 8 / iPhone 8 Plus จริง ๆ แล้วเปลี่ยนแปลงเยอะนะครับ เพียงแต่ข้างนอกยังดีไซน์เดิม ๆ เลยรู้สึกไม่ใหม่อะไรนัก แต่สเป็คเครื่องก็เทียบเท่ากับ iPhone X เพียงแต่ถอดความล้ำสมัยมาก ๆ ที่เราต้องจ่ายเพิ่มออกไปเท่านั้นเอง

สำหรับ iPhone 8 Plus ที่มีโหมด Portrait Lighting มาด้วยที่กล้องคู่ด้านหลังก็เทียบเท่ากับ iPhone X คือถ้าไม่ติดว่าต้องหน้าตาใหม่สุด หน้าจอใช้วัสดุใหม่สุดอย่าง OLED ที่อยู่ใน iPhone X คิดว่า iPhone 8 Plus คุ้มสำหรับคนที่ใช้ iPhone ตั้งแต่รุ่น 6s ลงไป ส่วนถ้าเป็นคนที่ถือ iPhone 7 / iPhone 7 Plus อ่านรีวิวนี้อยู่ผมว่าจุดต่างนิด ๆ หน่อย ๆ เช่นการมี Portrait Lighting, รองรับชาร์จไฟรวดเร็ว, รองรับชาร์จไร้สาย อันนี้เราต้องระงับกิเลสครับ เพราะไม่คุ้มที่จะเขยิบมาที่ iPhone 8 / iPhone 8 Plus

รวม ๆ แล้วเป็น iPhone ในรูปแบบที่คุ้นเคยยังไม่ต้องเรียนรู้การใช้งานแบบใหม่หลายอย่างเหมือนใน iPhone X



You May Also Like:

แกะกล่อง iPhone 8 Plus

ได้รับ iPhone 8 Plus ที่สั่งไว้ตั้งแต่ช่วงเช้า เลยมาแกะกล่องให้ได้เห็นตัวเครื่องกันว่าเป็นยังไงบ้าง พร้อมกันเฉดสีทองใหม่ที่ดูแปลกตาไปจากเดิม ..

AIS เปิดให้จอง iPhone 8 แล้ว มีโปรฯส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท

AIS จัดว่าเป็นค่ายมือถืออินดี้ไม่ตามกระแสเปิดให้จองพร้อม ๆ กับค่ายอื่นเมื่อเที่ยงคืน แต่เลือกมาเปิดหน้าเว็บให้จองเครื่องตอน 9 โมงเช้า โดย AIS มีโปรฯส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท ..

dtac เปิดจอง iPhone 8 แล้ว ราคาเริ่มที่ 29,000 บาท มีโปรฯส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท

dtac เป็นอีกค่ายมือถือที่เปิดให้สั่งจองเครื่องตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 1 พ.ย. โดยราคาเครื่องเปล่าเริ่มที่ 29,000 บาท มีโปรฯส่วนลด 1,500-5,000 บาท ตามแต่แพกเกจรายเดือนที่เราเลือก ..

Share

Tweet

Email