รีวิว : iPhone X (หลังจากใช้มา 2 เดือน)

รีวิว : iPhone X (หลังจากใช้มา 2 เดือน)

สำหรับรีวิวนี้เป็นรีวิว iPhone X หลังจากที่ได้ใช้งานมาพักใหญ่ หลายอย่างอาจจะไม่ได้ถูกเอ่ยถึงเหมือนตอนที่ใช้เครื่องใหม่ ๆ นะครับ ลองมาดูกันว่าใช้งานมาพักใหญ่แล้วมียังมีอะไรว้าวอยู่บ้าง

สำหรับ iPhone X อย่างที่ทุกคนทราบว่าเริ่มจำหน่ายในไทยเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2017 โดยใช้ช่วงเดือน ธ.ค. ผมก็ได้ทำวิดีโอรีวิว iPhone X ออกมาตามที่เห็นด้านล่างนี้ ซึ่งความรู้สึกต่าง ๆ ที่ได้ใช้งานมาร่วมสองเดือนก็มีเปลี่ยนไปบ้างตามที่จะได้อ่านกันนี้ครับ

สำหรับตัวเครื่อง iPhone X จากที่ใช้มายังคงเป็นขนาดที่ชอบอยู่ครับ เครื่องไม่ใหญ่ถือง่ายไม่ต้องกางมือเยอะไม่เมื่อยมือไม่เมื่อยนิ้ว ตัวเครื่องแรก ๆ ก็ไม่รู้สึกว่าหนักครับ พอกลับมาจาก iPhone 7 , iPhone 6s โอ้โห..ทำไม iPhone X แอบหนักกว่าพอควร จุดนี้จะว่าเป็นปัญหาก็ไม่เชิง เพราะเกิดจากวัสดุกระจกที่เพิ่มเข้ามาทำให้หนักขึ้น

ขนาดหน้าจอของ iPhone X ไม่ว่าแอปเปิ้ลจะใช้ศัพท์เทคนิคแบบไหนที่บอกว่านี่คือหน้าจอ 5.8 นิ้ว (อัตราส่วน 18:9) ที่อยู่ในเครื่องขนาดไม่ใหญ่ เอาจริง ๆ พื้นที่ใช้งานก็ไม่ได้รู้สึกต่างกับหน้าจอ 4.7 นิ้ว (อัตราส่วน 16:9) มากนัก รวม ๆ เรื่องพื้นที่การใช้งานที่ ‘ดูเหมือน’ จะเพิ่มขึ้นคือเพิ่มแค่ความสูง ซึ่งไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรมากนัก ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ไถหน้าจอบนแอพ facebook ไถหน้าจอ twitter ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเรามีพื้นที่เพิ่มหรือไถหน้าจอน้อยครั้งลงอย่างมีนัยยะอะไร

ความประดักประเดิดของหน้าจอยาวในอัตราส่วน 18:9 แบบนี้ ทำให้เราพบว่าเวลาดูวิดีโอต่าง ๆ ที่เป็นอัตราส่วนมาตรฐานของทีวีในปัจจุบันคือ 16:9 จะมีขอบดำด้านข้างซ้ายขวามาด้วย หมายถึงว่าวิดีโอจะไม่สามารถแสดงผลได้เต็มหน้าจอ ถ้าอยากแสดงผลเต็มหน้าจอไม่ให้มีขอบดำซ้ายขวาก็ได้นะ แต่วิดีโอก็จะถูกครอปตัดบางส่วนด้านบนและด้านล่างไปอีก ก็เป็นเรื่องตลกร้ายดี

สำหรับหน้าจอที่เป็น OLED อันนี้ไม่มีอะไรให้ติ คม-ชัด-ใส เป็นสิ่งที่เราได้รับมาตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ สิ่งที่หลายคนกลัวและผมก็พยายามตามข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องหน้าจอ OLED เบิร์น ผมยังไม่พบเรื่องนี้จากคนรอบตัวหรือเว็บในไทย (อาจจะมีบ้างแต่ผมหาไม่เจอจริง ๆ ก็ได้) ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าหน้าจอ OLED ไม่ได้มีปัญหาเบิร์นง่ายอะไรขนาดนั้น ถ้ามีปัญหาคงเป็นช่วงแรก ๆ ที่มีข่าวเยอะหน่อยที่จอขึ้นเส้น ๆ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับหน้าจอเบิร์นจากความร้อนสะสม

ในส่วนของหน้าจอต้องบอกว่าประทับใจกับ OLED แล้วก็ชอบหน้าจอที่ยาวขึ้นเล็กน้อยทำให้เครื่องไม่กว้างมาก แต่ก็ไม่ชอบที่สัดส่วนแบบนี้เวลาดูวิดีโอที่เราใช้พื้นที่ไม่เต็มที่นัก

เรื่องการกด ๆ แตะ ๆ แบบใหม่จากการไร้ปุ่ม Home หลังจากใช้มาเกือบสองเดือน ผมชอบนะครับ เวลาเราใช้งานดูเป็นธรรมชาติกว่าตอนมีปุ่ม Home มากขึ้น เราสามารถใช้นิ้วโป้งลาก ๆ ดึง ๆ แตะ ๆ หน้าจอได้ลื่นไหลโดยไม่ต้องยกนิ้วออกมาจากหน้าจอเมื่อเทียบกับการมีปุ่ม Home ในจุดนี้ผมยกให้เป็นเรื่องที่ควรชื่นชมทีมพัฒนาส่วน UI ของ iPhone X จริง ๆ ว่าสามารถออกมาได้แบบนี้

ถ้าจะมีไม่ชอบในเรื่องกด ๆ แตะ ๆ หน้าจอแบบที่ไม่มีปุ่ม Home คงเป็นเวลาที่เราจะกดลบแอพ ที่เวลาเรากดค้างให้ไอคอนสั่นดุ๊กดิ๊ก แล้วเวลากดลบแอพใด ๆ เสร็จต้องเอื้อมนิ้วไปกดปุ่ม Done ที่มุมบนขวา จุดนี้จากที่ใช้เป็นสิ่งที่รู้สึกว่าแอปเปิ้ลคิดไม่จบ เพราะถ้าเทียบกับเครื่องที่เป็นปุ่ม Home สามารถทำเรื่องพวกนี้ได้ง่ายกว่า

กล้องถ่ายรูป iPhone X ก็ต้องบอกว่าแอปเปิ้ลก็ยังคงเป็นแอปเปิ้ลที่ไม่ยอมเพิ่มพิกเซล แต่พยายามหาวิธีรีดประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ของกล้องด้านหลัง 12 ล้านพิกเซลให้ได้มากที่สุด ทั้งการเพิ่มขนาดเซ็นเซอร์ให้ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น การแก้ไขให้ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีมากขึ้น (จุดนี้ยังไงกล้องรุ่นใหม่ก็ดีขึ้นทุกปีอยู่แล้ว)

ยอมรับว่ากล้อง iPhone X เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ดีมากขึ้นกว่า iPhone 7 Plus อีกระดับ แต่ก็ไม่ถึงกับเห็นความต่างแบบฟ้าเหวอะไร เพราะกล้อง iPhone 7 Plus ก็ดีมากอยู่แล้ว สิ่งที่ดีขึ้นในการใช้งานทั่วไปไม่ใช่แบบที่จับมาทดสอบแบบช่วงแรก คือการเก็บแสงเก็บสีในภาพที่เราถ่ายทำได้ดีแบบประทับใจจริง ๆ แล้วก็เรื่องถ่ายในที่แสงน้อยค่อนข้างคาดหวังได้มากขึ้น

ในส่วนของโหมดถ่ายรูปหน้าชัดหลังเบลอ ผ่านมาสองเดือนได้คุยกับหลายคนที่ได้ใช้ iPhone X มักจะบ่นเป็นทางเดียวกันว่าถ่ายออกมาแล้วไม่สวยเหมือนที่อยู่บนเว็บแอปเปิ้ล ซึ่งก็ตอบยากครับ เท่าที่ได้ใช้ถ้าแสงแดจัด ๆ ดี ๆ ภาพหน้าชัดหลังเบลอจะโอเคมาก เท่าที่พบปัญหามักจะเป็นการเวลาที่เราเลือกหน้าชัดหลังเบลอแบบที่ให้ตัดฉากหลังออกไปเป็นสีดำ จุดนี้เท่าที่ถ่ายเองกับที่คุยกับคนรอบตัวพบว่าซอฟท์แวร์ตัดฉากหลังกับขอบวัตถุหรือตัวแบบได้ไม่หมด อันนี้เป็นปัญหาของซอฟท์แวร์ที่ปัจจุบันฉลาดได้เท่านี้ ถ้าอนาคตแอปเปิ้ลทำให้ iOS รุ่นต่อ ๆ ไปมีการประมวลด้วย AI ได้ด้วยในส่วนนี้การตัดขอบวัตถุหรือตัวแบบก็คงทำได้ดีมากขึ้น

ในส่วนกล้องด้านหน้า 7 ล้านพิกเซลก็ทำได้ดีมากขึ้น คาดหวังเรื่องความแจ่มได้มากขึ้น แต่ผมเห็นด้วยกับหลายคนที่บอกว่ากล้องหน้า iPhone ให้มุมมองที่แคบไปนิดทำให้เวลาถ่ายเซลฟี่กับเพื่อนหลายคนต่อให้ยื่นมือไปสุดแขนบางครั้งก็เก็บได้ไม่หมด ถ้าอนาคตแอปเปิ้ลจะสามารถให้เลือกมุมมองภาพกว้างสำหรับถ่ายเซลฟี่เป็นหมู่คณะ หรือถ่ายเซลฟี่เดี่ยว ๆ แบบปกติได้ก็จะดีมาก ส่วนโหมดหน้าชัดหลังเบลอของกล้องหน้า iPhone X ภาพออกมาก็ถือว่าดีใช้ได้ทีเดียว

ภาพจากกล้องหน้าแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait Mode)

จุดที่ไม่ชอบสำหรับกล้องหน้าคือมีบ้างบางครั้งที่อยากได้เลนส์ที่มีองศารับภาพกว้างกว่านี้อีกนิดเวลาถ่ายรูปหมู่กับเพื่อน ๆ บางทียืดมือสุดแขนแล้วก็ยังเก็บไม่หมด

สำหรับเรื่องถ่ายวิดีโอ ผมว่าเรื่อง 4K @60fps ไม่ค่อยมีอิมแพคอะไรกับการใช้งานทั่วไปนะครับ คือโอเคว่ามันชัดนวลเนียนดีมาก แต่เวลาเราถ่ายวิดีโอแล้วเอามาอัพโหลดขึ้น facebook ก็ไม่ได้เห็นความต่างจากวิดีโอ 30 หรือ 24fps มากนัก สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับเรื่องการถ่ายวิดีโอใน iPhone คือไมโครโฟนรับเสียงที่ดีขึ้น คาดหวังเวลาถ่ายวิดีโอได้ว่าเสียงที่รับเข้ามาดีมากประมาณหนึ่งแน่นอน

รวม ๆ สำหรับเรื่องวิดีโอ ผมว่าต้องเป็นคนที่เครซี่ด้านนี้นิดนึงถึงจะมองเห็นว่าอะไรดีขึ้นและช่วยอะไรเราได้ ซึ่งในทางกลับกันสำหรับทั่้ว ๆ ไปแค่มีโหมดให้ถ่ายวิดีโอ 4K ก็โอเคแล้ว เผลอ ๆ บางคนอาจจะยังไม่เคยปรับโหมดมาถ่ายวิดีโอ 4K เลยก็ได้

Face ID สรุปว่ายังไงกัน…ดีหรือไม่ดี

จากที่ใช้มาร่วมสองเดือนผมให้คะแนน Face ID เวอร์ชั่นแรก 7.5 เต็ม 10 ครับ คือรู้สึกสะดวกในการใช้มากพอควร แล้วก็มีจุดที่เป็นเหมือนจุดอ่อนของ Face ID ที่คิดไม่ออกว่าจะแก้ได้ยังไงด้วยเหมือนกัน

ส่วนที่คิดว่าเป็นจุดอ่อนของ Face ID คือเวลาสแกนหน้าต้องเห็นโครงหน้าเต็ม ไม่สามารถที่จะนอนตะแคงบนหมอนแล้วสแกนได้ แล้วที่พบการบ่นอีกจากกลุ่มอาชีพหมอที่ต้องใส่หน้ากากปิดปากแทบตลอดทั้งวันในช่วงทำงานก็กลายเป็นว่าจะสแกนหน้าก็ต้องมาถอดหน้ากากปิดปากออกทุกครั้งนานไปก็ไม่สะดวกอีก พอไม่ถอดก็กลายเป็นว่าต้องมากดรหัสอีก จุดนี้เท่าที่ตามอ่านก็เลยเหมือนน่ารำคาญไปมากกว่าที่ไม่สามารถใช้ Face ID ได้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะว่ามันไม่สะดวกเท่ากับ Touch ID ในจุดนี้

แต่ก็ว่ากันไม่ได้เพราะ Touch ID เรา ๆ อยู่ในเมืองร้อนไม่ต้องใส่ถุงมือเมื่ออยู่ในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดหิมะตก ซึ่งปัญหาสแกนนิ้วไม่ได้เวลาใส่ถุงมือก็เจอกับเครื่องที่เป็นสแกนลายนิ้วมือก็จะเป็นว่าใช้เครื่องที่เป็น Face ID สะดวกกว่า เรียกว่าจุดนี้ต่างกรรมต่างวาระกันไป

สำหรับผมถือว่า Face ID เป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่ตะกุกตะกักพอควร ไม่รู้ว่า Face ID รุ่นต่อ ๆ ไปแอปเปิ้ลจะทำได้ดีขึ้นอีกกี่มากน้อย อาจจะมีการสแกนม่านตาหรืออื่น ๆ ที่เรานึกไม่ถึงเข้ามาใช้ร่วมด้วยก็เป็นได้

ตัวผมไม่คิดว่าแอปเปิ้ลจะกลับไปใช้ Touch ID ร่วมกับ Face ID ในเครื่องเดียวกัน คงมุ่งไปทาง Face ID ไปเลย ซึ่งผมเห็นด้วยในจุดนี้แต่อยากให้แก้ไขข้อด้อยตามที่ยกตัวอย่างไปให้ได้ดีขึ้นในรุ่นถัดไป เพราะไม่งั้นความน่าใช้ของ Face ID จะลดลงและไม่ปลื้มใจกันมากนัก

60 วันกับ Animoji ตอนนี้ใช้งาน Animoji น้อยมาก เรียกว่าอยู่ในช่วงเลิกเห่อแล้วก็ได้ อย่างที่ทราบกันว่า Animoji หลัก ๆ แอปเปิ้ลจำกัดให้ใช้อยู่แค่ใน iMessages อย่างเดียว (iOS 11) ทำให้เวลาอยากใช้กับเพื่อนที่อยู่ใน LINE หรืออื่น ๆ ก็จะลำบากนิดนึง ส่วนเพื่อนที่อยู่ใน iMessages ก็มีไม่เยอะจนนึกอยากใช้งาน Animoji ทุกวัน

ซึ่งจริง ๆ แล้ว Animoji ผมชอบเลยแหละ แต่หาเรื่องใช้งานยากไปหน่อย ถ้าอนาคตอย่างใน iOS 12 แอปเปิ้ลเปิดทางให้ Animoji ไปใช้ร่วมกับแอพแชทอื่น ๆ ได้น่าจะได้รับความนิยมมากกว่าตอนนี้

แบตเตอรี่ของ iPhone X แอปเปิ้ลทำปริมาณมิลลิแอมป์มาให้มากพอควรเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง จากการใช้งานจริงส่วนใหญ่ผมไม่ได้ชาร์จระหว่างวันเลยครับ คือถ้าไม่โซเชียลหนักตลอดเวลาแบตเตอรี่ไหวทั้งวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่ถ้าวันไหนใช้ Facebook เยอะ ถ่ายวิดีโอมากครั้งหน่อย ก็มีแบตเตอรี่หมดระหว่างวันต้องชาร์จเพิ่มเหมือนกัน ซึ่งผมว่าก็ปกตินะครับ ใช้เยอะแบตเตอรี่หมดเร็วเป็นธรรมดา รวม ๆ เรื่องแบตเตอรี่ถือว่าดีครับ

แง่งบริเวณเซ็นเซอร์ ตกลงว่าเป็นปัญหาในการใช้งานหรือไม่

จากที่ใช้มา 2 เดือนไม่ถึงกับเรียกว่าเป็นปัญหานะครับ คือออกแนวชินมากกว่า มีประเด็นบ้างเวลาดูรูปภาพหรือขยายวิดีโอเต็มจอ (แต่อันหลังก็น้อยครั้งที่จะขยายเต็มจอ) รวมตัวมองว่ารุ่นต่อ ๆ ไปแอปเปิ้ลสามารถทำให้บริเวณนี้แคบลงไปได้อีก บางลงไปได้อีก แต่อยู่ที่ว่าจะทำเมื่อไหร่ก็เท่านั้น

สรุป

สำหรับ iPhone X ผมถือว่าแอปเปิ้ลท้าทายตัวเองพอควรครับ ทั้งแง่การออกแบบที่ผมว่าก็รู้อยู่แล้วว่าทำแบบนี้โดนด่าแน่นอน คือถ้าออกแบบแล้วมีขอบบนล่างเหลือไว้นิดหน่อยก็ทำได้แต่ไม่ทำ ผมว่านอกจากเรื่องการออกแบบที่ท้าทายตัวเองท้าทายเสียงกรนด่าแล้ว แอปเปิ้ลยังท้าทายเงินในกระเป๋าสตางค์ด้วยครับ ก็ต้องยอมรับว่า iPhone X ราคาสูงมากพอควร ซึ่งก็อยู่กับเราว่าจะยอมจ่ายรึเปล่า ถ้าเอาความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายผมว่า iPhone 8 Plus คุ้มเงินกว่า แต่ถ้าเอาสุดก็ต้องยอมจ่ายให้ iPhone X ครับ



kangg

You May Also Like:

iPhone รุ่นใหม่ในปี 2018 มีแววว่าจะมีหลายสี เครื่องสีน้ำเงินกับส้มก็จะมาด้วย

มีข่าวลือน่าสนใจออกมาว่า iPhone ที่จะออกใหม่ในปีนี้นอกจากจะมีรุ่นหน้าจอ 6.1 และ 6.5 นิ้วเพิ่มเข้ามาก็ยังจะมีหลากสีกว่าเดิมด้วย  ..

แอพ YouTube บน iPhone X แสดงผล HDR แล้ว

สำหรับเจ้าของเครื่อง iPhone X ตอนนี้แอพ YouTube สามารถแสดงผล HDR ได้แล้ว ..

แอปเปิ้ลแจ้งจดรหัสสินค้ากับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียหลายรายการ คาดปีนี้ iPhone ออกใหม่ 3 รุ่น

มีข่าวออกมาว่าแอปเปิ้ลได้ทำการจดรหัสสินค้ากับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียหลายรายการ ทั้งหมดเป็นรหัสสินค้าของ iPhone รุ่นใหม่ที่เก็งกันว่าปีนี้จะออกมาถึง 3 รุ่นด้วยกัน ..

Share

Tweet

Email