ไปลองเล่น HomePod มาครับ

ไปลองเล่น HomePod มาครับ

มีโอกาสได้ไปลองเล่น HomePod ที่เพื่อนซื้อมาใช้งาน เลยมาเล่าสู่กันฟังว่าเป็นยังไงบ้าง

สำหรับ HomePod แอปเปิ้ลวางตำแหน่งให้เป็นลำโพงฟังเพลงที่มี Siri โต้ตอบกับเราได้ จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับลำโพง Google Home และ Amazon Echo ที่ทั้งคู่ออกมาก่อนหน้า

HomePod รูปทรงเป็นทรงกระบอกแบบตัน ๆ อวบ ๆ หน่อย พอได้เห็นตัวเครื่องจริง ๆ มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่หนักมาก สเป็คภายในลำโพงประกอบด้วยชิป A8 ที่แอปเปิ้ลใส่เข้าไปเพื่อให้ Siri มีชีวิตอยู่ในลำโพงได้ ส่วนตัวลำโพงประกอบไปด้วยดอกลำโพงทวิตเตอร์ 7 ลำโพง และมี1 ซับวูฟเฟอร์ ส่วนที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือไมโครโฟนไว้ให้เราเรียก Siri ที่แอปเปิ้ลใส่มาให้ 6 ตัวรอบลำโพง

น้ำหนักลำโพงยกขึ้นมาถือว่าหนักมากครับตามสเป็คหนักราว ๆ 2.5 กิโลกรัมถือว่าหนักมากใช้ได้เมื่อเทียบกับขนาดที่หลอกตาเรา ตัวลำโพงจะมีสายไฟติดแบบตายตัวมาด้วยเลยไม่สามารถถอดสายได้ ซึ่งตอนที่เจอทีแรกผมก็นึกว่าดึงออกได้ก็มีความพยายามจะดึงสายไฟออกเหมือนกัน ตัวสายไฟก็เป็นอะไรที่แปลกตาไปจากอุปกรณ์อื่น ๆ ของแอปเปิ้ลตรงที่เป็นสายแบบไนล่อนถักเส้นอวบกลมพอดู

ด้านนอกรอบตัวลำโพงเป็นตาข่าย ๆ เอามือจับลงไปก็จะยุบตัวเล็กน้อยวัสดุที่ทำตาข่ายแอปเปิ้ลบอกว่าเป็นผ้าที่น่าจะถักแบบไร้รอยต่อ

ตัวลำโพงมองผ่าน ๆ คือไม่มีปุ่มอะไรเลย แม้กระทั่งปุ่มเปิดปิดการใช้งานเพราะเวลาเราเสียบปลั๊กก็เท่ากับเปิดใช้งานทันที ซึ่งพอเปิดใช้บริเวณด้านบนลำโพงเราก็จะเห็นปุ่มปรับระดับเสียบแบบสัมผัสแล้วก็ตรงกลางบริเวณนั้นจะเป็นที่อยู่ของ Siri ที่เวลาเราเรียกก็จะเรืองแสงขึ้นมาให้รู้ว่า Siri มาแล้วนะ

การใช้งานหลังจากที่เชื่อมต่อ Siri กับ iPhone ให้ HomePod รู้จักอินเตอร์เน็ตแล้วเราก็สามารถเรียกใช้ Siri จากลำโพง HomePod ได้เลย ซึ่งปัจจุบันสามารถคุยกับ Siri ด้วยภาษาอังกฤษอย่างเดียวเท่านั้น เวลาคุยก็จะ Hey Siri แล้วตามด้วยโยคต่อท้ายที่คิดว่า Siri ลำโพงจะตอบโต้หรือทำตามคำสั่งให้ได้ อาทิ เล่นเพลง เช็คสภาพอากาศให้หน่อย ฯลฯ

โดยในส่วนของการเล่นเพลง HomePod สามารถเชื่อมต่อกับ Apple Music ได้โดยตรงเลย จุดนี้เท่าที่ได้ลองแบบปุ๊บปั๊บก็ถือว่าดีครับ แต่เท่าที่ลองและจับการสั่งคือจะลำบากมากถ้าเราจะสั่ง Siri ให้เปิดเพลงจาก Playlist ชื่อนี้ๆๆ ที่เราตั้งไว้ใน Apple Music ของเรา ถ้ายิ่งชื่อแปลกก็ยิ่งยากเลยสำหรับการสั่งด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษของผม

ในส่วนของบริการเพลงแบบสตรีมมิ่งแอปเปิ้ลล็อกไว้ให้ HomePod ใช้งานกับ Apple Music ได้อย่างเดียว ส่วน Spotify ผมไม่แปลกใจอะไรนะครับที่แอปเปิ้ลจะกันไว้ไม่ให้ HomePod รู้จัก แต่อนาคตเราก็คาดเดาไม่ได้ว่าแอปเปิ้ลจะเปิดโอกาสให้ HomePod รู้จักกับ Spotify รึเปล่านะครับ จุดนี้ใครที่ไม่ได้ใช้ Apple Music ผมว่าตัดความน่าซื้อ HomePod ออกไปแล้วครึ่งค่อนครับ

แล้วแบบนี้จะเล่นเพลงจากโทรศัพท์เราได้รึเปล่าหรือเล่นได้จากแค่ Apple Music อย่างเดียว ก็ต้องบอกว่าเรายังสามารถเล่นเพลงจากใน iPhone ของเราผ่านทางการเชื่อมผ่าน AirPlay ที่ใช้ Wi-Fi ในการเชื่อมต่อ ทำให้จุดนี้ก็ไม่สามารถใช้งานกับโทรศัพท์ Android ได้อีก เท่ากับความน่าซื้อของ HomePod คือคุณต้องเครซี่แอปเปิ้ลมากพอควรและใช้งาน Apple Music ด้วยถึงจะใช้งานได้เต็มระบบ

เรื่องที่ผมไม่สามารถเล่าได้เต็มปากเต็มคำคงเป็นเรื่องเสียงเพลงที่ออกมาจากลำโพงทั้ง 7 และ 1 ซับวูฟเฟอร์เสียงดีมากน้อยแค่ไหน แต่ความประทับใจแรกกับเสียงที่ได้ยินถือว่ากลาง ๆ ครับ เมื่อเทียบกับที่เคยรีวิวลำโพงอื่น ๆ สิ่งที่รู้สึกได้จาก HomePod คือความกระหึ่มของเสียงที่ทำได้น่าประทับใจ เสียงโดยรวมที่ผมว่าค่อนข้างหนักและแน่นดีทำให้ผมรู้สึกว่าเสียงไปทางโทนลำโพงและหูฟัง Beats จุดนี้จะต่างกับคาแรกเตอร์เสียงหูฟัง EarPods และ AirPods ที่จะไม่ได้หนักหน่วงอะไรมาก ก็ทำให้สงสัยในเรื่องการเลือกคาแรกเตอร์เสียงที่ออกมาอยู่เหมือนกัน แต่เอาว่าอยากลองฟังเพลงจาก HomePod แบบจริง ๆ จัง ๆ อีกเพื่อให้รุ้ว่าตกลงว่าเสียงเป็นยังไงกันแน่

อีกเรื่องที่บอกไม่ได้ว่าแจ๋วรึเปล่าก็คือการวิเคราะห์ห้องของ HomePod ว่าจุดที่เราวางลำโพงเป็นยังไงใกล้กำแพงแค่ไหนเพื่อวิเคราะห์เสียงที่ส่งออกมาให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจุดนี้ถ้าเวิร์คถือว่าเป็นอะไรที่แจ๋วมากสำหรับผม เพราะจะได้ไม่ต้องพะวงว่าจะวางลำโพงไว้ยังไงตรงไหนที่ให้เสียงดีที่สุด

จากที่ได้เล่น HomePod ผมว่า Siri บน HomePod ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก แม้ว่าจะอยู่ในโหมด Siri ภาษาอังกฤษแล้วก็ตาม คือด้วยความลำโพงแนว ๆ สั่งด้วยเสียงในไทยไม่ได้มีขายเป็นทางการไม่ว่าจะ Amazon Echo , Google Home ทำให้เราอาจจะงง ๆ ว่าทำไมต้องมาสั่งคำสั่งด้วยเสียงกับลำโพงด้วย

จากที่ได้เคยลอง Amazon Echo คือนอกจากสั่งให้เล่นเพลงได้ (ดึงเพลงมาเล่นจาก Internet Radio) เรายังสามารถสั่งให้ลำโพงพูดข่าวให้ฟังได้ด้วย สั่งซื้อของบางอย่างผ่านลำโพงได้แล้วระบบเข้าไปลิงค์กับแอคเคาท์ Amazon ของเรา (Voice Shopping) หรือถ้าเป็น Google Home ก็จะมีความเก่งในเรื่องการค้นหาล้ำโลกกว่า Siri เป็นอย่างมาก ซึ่ง Siri บน HomePod ก็ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดอยู่เยอะมาก

ข้อจำกัดของกลุ่มลำโพงล้ำ ๆ ที่สั่งด้วยเสียงไม่ว่าจะเป็นเจ้าไหนหรือเชื่อมต่อกับระบบสตรีมมิ่งเพลงของเจ้าไหน ผมว่าเราก็จะได้แค่สั่งให้เปิดเพลงแบบง่าย ๆ ได้ แต่ถ้าเราจะอยากฟัง Playlist ชื่อนี้ๆๆ ต้องพูดยาวมาก หรือถ้าผมอยากฟังอัลบัมเพลงจากหนังเรื่อง Black Panther คิดว่าสั่งด้วยเสียงผมไม่ได้ฟังแน่ ๆ สู้กดจาก iPhone แล้วปล่อยให้เสียงไปออกที่ลำโพงเร็วกว่ากันเยอะ

แถมด้วยว่า Siri บนอุปกรณ์อื่นนอกเหนือจาก iPhone ก็ถูกจำกัดอยู่พอควร ตัวอย่างมีจาก Apple TV ที่มี Siri เหมือนกัน แต่เราไม่สามารถคุยกับ Siri ได้เป็นเรื่องเป็นราวเท่ากับบน iPhone ซึ่งบน HomePod ก็ถูกจำกัดความสามารถไว้ด้วย ทำให้คุยกับ Siri ไม่สนุกเท่าไหร่ แถมด้วยว่าถ้าใช้ Apple TV กับ iTunes Store ของไทยก็ยังไม่สามารถใช้งาน Siri ได้อีกต่างหาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่รอกันมานานตั้งแต่ Apple TV 4th Gen นู้นแล้วจนป่านนี้มี Apple TV 4K ก็ยังใช้งานส่วนนี้ไม่ได้

พอคุยไม่สนุกแถมไม่ได้เก่งมากทำให้การมี Siri ใน HomePod ดูจืดไปหน่อย จุดนี้ผมเลยไม่แปลกใจที่แอปเปิ้ลจำกัดการวางขายอยู่แค่ในอเมริกา, อังกฤษ และออสเตรเลีย เพราะในภาษาอื่น ๆ เช่นภาษาไทย Siri ยิ่งมีความสามารถในการตอบคำถามน้อยลงไปอีก คิดว่าตอนนี้แอปเปิ้ลน่าจะกำลังเร่งพัฒนา Siri ให้แจ๋วกว่านี้อยู่นะครับ ถ้ายังทำได้เท่านี้ก็สู้คู่แข่งยาก ข้อดีที่ลองเล่น Siri คือรับเสียงของเราได้ไกลพอควร ในระยะ 1.5-2 เมตรจากตัวเราถึงลำโพงเรายังสามารถเรียก Siri ใช้งานได้อยู่

ความน่าใช้ของ HomePod ในการเล่นครั้งแรกผมยกให้เป็นสินค้าแอปเปิ้ลที่ผมว้าวน้อยสุด ถ้าผมต้องการลำโพงเสียงในแบบที่ผมชอบก็มีตัวเลือกอื่น ผมยังไม่ได้ต้องการลำโพงที่จะลดระดับเสียงแล้วต้องมาพูดประโยค Hey Siri แล้วตามด้วย Volume Down เพื่อปรับระดับเสียงผมว่าผมกดลดระดับเสียงจากโทรศัพท์ได้เร็วกว่าหรือเดินไปกดที่ลำโพงเลยดีกว่า โลกของ No UI ที่ใช้เสียงสั่งงานผมยังรู้สึกห่างไกลจากผมพอสมควร

No UI คืออะไร ?

ตามความเข้าใจของผมคือปกติเวลาเราใช้ iPhone ใช้คอมพิวเตอร์ใด ๆ ก็จะมีไอคอน มีลูกศร มีปุ่มให้แตะ ๆ กด ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในแอพในหน้าเว็บ รวม ๆ ในตรงนี้เรียกว่า UI หรือ User Interface ภาษาไทยใช้คำว่าส่วนติดต่อผู้ใช้งาน

ทีนี้ No UI คือจากที่ต้องมีส่วนติดต่อผู้ใช้งานที่เราคุ้นเคย ก็เปลี่ยนเป็นไม่ต้องมีไอคอน ไม่ต้องมีปุ่มใด ๆ แต่ให้เสียงในการสั่งงานแทน ฟังดูก็ล้ำดีนะครับ ซึ่งในโลกคอมพิวเตอร์ก็พัฒนาเรื่องสั่งด้วยเสียงมาเป็นเวลานานมากแล้วก็ดีขึ้นเป็นลำดับตามยุคสมัยจนมาถึงปัจจุบันเราก็มีลำโพงที่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้บ้างอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

แต่การสั่งงานด้วยเสียงหลัก ๆ ถูกจำกัดอยู่ในภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาอื่น ๆ ตอนนี้น่าจับตาภาษาก็มีภาษาจีนที่ได้เห็นข่าวบริษัทด้านเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ในจีนกำลังพัฒนาอยู่ อีกภาษาที่น่าจับตาผมว่าเกาหลีนะครับจาก Bixby ของ Samsung นี่แหละ ยังไงซะ Samsung ก็ไม่ควรทำให้ภาษาถิ่นตัวเองด้อยกว่าภาษาอังกฤษ

ส่วนภาษาไทยจับตาดู Google ที่เพิ่งประกาศทำเกี่ยวกับ Voice Command ภาษาอื่น ๆ ให้ดีมากขึ้นซึ่งมีภาษาไทยอยู่ในแผนด้วย ส่วน Siri ของแอปเปิ้ลเดาทางยากว่าแอปเปิ้ลจะทำให้เก่งขึ้นกว่านี้ตอนไหน คือเรื่องความขี้เล่นอันนี้โอเคแจ๋ว แต่ก็อยากได้อะไรที่จริงจังด้วย เช่นอยากถามผลกีฬาหรือรอบหนังจาก Siri ภาษาไทยได้ด้วย ถ้าอ่านข่าวตอนเช้าให้ฟังได้ด้วยก็จะดี อ้อ..เรื่องความธรรมชาติของเสียง Siri ภาษาไทยด้วยที่อยากทำให้ดีขึ้น

รวม ๆ จากที่ได้ลองเล่น HomePod ผมมีคำถามเกิดขึ้นเยอะพอควรครับ เช่นว่าของสิ่งนี้แอปเปิ้ลวางตำแหน่งสินค้าไว้ยังไง แล้วความน่าใช้งานความน่าซื้อแบบเห็นทันทีครั้งแรกอยู่ตรงไหน และอื่น ๆ อีกมาก ถ้ามีโอกาสได้ใช้งานเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่านี้ก็อาจจะได้คำตอบในบางเรื่อง รวมถึงเรื่องคาแรกเตอร์เสียงที่คงตอบตัวเองได้ว่าชอบหรือไม่ชอบเสียงคาแรกเตอร์แบบนี้จาก HomePod

รอดูตอน HomePod ใช้ Siri ภาษาไทยได้อีกทีว่าจะเวิร์คแค่ไหน

ท้ายนี้ขอบคุณ Blink7 ที่ให้ผมได้ไปลองเล่น HomePod ด้วยครับ



kangg

You May Also Like:

แอปเปิ้ลจะออก AirPods มี Noise Cancellation, หูฟังครอบหัวไฮเอ็นด์ และ HomePods รุ่นใหม่ปีหน้า

มีข่าวลือน่าสนใจเกี่ยวกับหูฟังและลำโพงรุ่นใหม่จากแอปเปิ้ลว่าตอนนี้กำลังพัฒนาอยู่หลายรุ่น ทั้ง AirPods ที่น่าจะมี Noise Cancellation มาด้วย, HomePod รุ่นใหม่ และยังจะมีหูฟังแบบครอบหัวรุ่นท็อปอีกด้วย คาดว่าทั้งหมดเราจะได้เห็นในปี 2019 ..

แอปเปิ้ลเปิดขายลำโพง HomePod วันที่ 9 ก.พ.ในอเมริกา, อังกฤษ และออสเตรเลีย

ในที่สุดลำโพง HomePod แอปเปิ้ลก็ได้ฤกษ์เปิดขายสักที โดยจะเริ่มจำหน่ายใน 3 ประเทศได้แก่ อเมริกา, อังกฤษ และออสเตรเลีย ในวันที่ 9 ก.พ. นี้ ..

Share

Tweet

Email