รีวิว : หลอดไฟ Philips Hue (สั่งงานด้วย Apple Home และ Siri ได้ด้วย)

รีวิว : หลอดไฟ Philips Hue (สั่งงานด้วย Apple Home และ Siri ได้ด้วย)

อุปกรณ์แนว Smart Home ที่ใช้งานร่วมกับ Apple Home ในไทยเพิ่งทยอยมีมากันเรื่อย ๆ ซึ่งหนึ่งในอุปกรณ์ที่หลายคนอยากให้มีเข้ามาขายในไทยเป็นทางการคือหลอดไฟ Philips Hue ซึ่งตอนนี้มีเข้ามาในไทยเป็นทางการแล้ว ลองมาดูกันว่าชุดหลอดไฟที่ว่าเป็นยังไง

เกริ่นกันสักนิดสำหรับแอพ Home ที่อยู่ใน iPhone iPad ที่มักจะโดนมองว่ามีมาทำไมในเครื่องเพราะเราไม่ได้ใช้งาน ไม่ได้ซื้ออุปกรณ์อะไรที่ใช้งานร่วมกับแอพ Home เลย และไม่รู้ด้วยว่าแอพนี้คืออะไร

แอพ Home เป็นแอพไว้สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รองรับการทำงานกับระบบ Apple HomeKit โดยหลักการคร่าว ๆ คืออุปกรณ์นั้น ๆ นอกจากเชื้่อมต่อกับแอพของตนเองแต่ละยี่ห้อ ก็จะต้องรองรับการใช้งาน Apple HomeKit ด้วย ซึ่งเราก็จะสามารถสั่งงานอุปกรณ์นั้น ๆ จากในแอพ Home ได้เลยไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน อยู่ต่างจังหวัดต่างประเทศก็สั่งงานได้หมด รวมถึงสั่งงานบางคำสั่งผ่าน Siri ได้ด้วย

ซึ่งตั้งแต่ที่แอปเปิ้ลเริ่มโปรโมทเกี่ยวกับ HomeKit เจ้าหลอดไฟ Philips Hue ก็เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่หลายคนอยากได้มาติดตั้งในบ้าน ติดแค่ว่าเมื่อก่อน Philips Hue ยังไม่มีขายในไทยเป็นเรื่องเป็นราว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ Philips ในไทยเหมือนเอาเจ้า Hue มาโชว์ก็คือโชว์อย่างเดียวแล้วก็เงียบ ๆ ไป เพิ่งจะปีนี้แหละที่ Philips Hue ได้เข้ามาขายในไทยเป็นทางการสักที ส่วนตัวคิดว่าปีนี้ 2018 น่าจะเป็นปีเริ่มต้นของสินค้ากลุ่ม Smart Home จริง ๆ จัง ๆ สักที

หลอดไฟPhilips Hue ในปัจจุบันไม่ใช่รุ่นแรกแล้วนะครับ เป็นรุ่นที่พัฒนากันมาจนเป็นหลอดไฟ LED ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามต้องการ (ตามสเป็คของสี LED คือเปลี่ยนสีได้ 16 ล้านเฉดสี ตรงนี้ก็เลยกลายมาเป็นจุดขายหลอดไฟ LED) เรียกว่าอยากได้หลอดไฟสีไหนอารมณ์ไหนปรับสีได้ตามใจสั่ง

โดย Philips Hue ที่มีจำหน่ายในไทย (มี.ค. 2018)

  • ชุด Starter Kit ประกอบด้วย 3 หลอดไฟเกลียวแบบ E27 + Hue Bridge (ราคา 6,990 บาท)
  • โคมไฟ Hue Go (ราคา 3,490 บาท)
  • เส้นไฟ Hue LightStrip Plus ความยาว 2 เมตร (ราคา 3,190 บาท)

ด้านบนจะเป็นแนว ๆ  Starter Kit ส่วนถ้าซื้อด้านบนไปแล้ว หรือเคยหาซื้อมาใช้งานแล้ว หรืออยากได้บางอย่างเพิ่มก็จะมีขายแยกด้วย

  • หลอดไฟ LED ปรับได้ทั้งสีขาวและสีอื่น ๆ เกลียว E27 (ราคาหลอดไฟ 1,790 บาท)
  • เส้นไฟ LightStrip ความยาว 1 เมตร (ราคา 1,090 บาท)
  • Hue Bridge (ราคา 1,990 บาท)
  • สวิทช์ไฟ Hue Dimmer (ราคา 840 บาท)

(***สินค้ากลุ่ม Philips Hue มีการรับประกันสินค้า 2 ปี)

โดยในรีวิวนี้ผมเลือก ชุด 3 หลอดไฟเกลียวแบบ E27 + Hue Bridge มาใช้งานเพื่อรีวิวให้เห็นว่า Philips Hue สะดวกยังไงบ้าง เรามาเริ่มกันไปทีละส่วน

สำหรับในกล่อง Starter Kit เปิดมาเราก็จะเจอหลอดไฟ 3 หลอด พร้อมตัวที่เรียกว่า Bridge ที่หน้าตาจะว่าเหมือนกับเราเตอร์สีขาวอันเล็ก ๆ ก็ได้ โดยการเซ็ทอัพก็ง่ายมาก ๆ แค่นำ Bridge มาต่อกับอะแดปเตอร์เสียบสายแลน (ถ้าเรียกให้ถูกต้องก็คือสาย Ethernet) เข้ากับเราท์เตอร์ของเรา จากนั้นเราก็นำหลอดไฟ Philips Hue ที่อยู่ในกล่องมาเปลี่ยนแทนหลอดเดิม จากนั้นดาวน์โหลดแอพ Philips Hue มาแล้วก็เปิดใช้งานทำตามขั้นตอนเซ็ทอัพหลอดไฟ ทั้งหมดผมว่าใช้เวลารวมเปลี่ยนหลอดไฟด้วยไม่น่าเกิน 20 นาทีครับ ถ้าแค่เฉพาะตอนเซ็ทอัพในแอพราว ๆ 5 นาที ซึ่งผมชอบพวกอุปกรณ์ที่รองรับ HomeKit เพราะติดตั้งง่ายมาก ๆ

ทีนี้ในแอพของ Philips Hue เราก็สามารถสั่งเปิดปิดไฟ สั่งลดระดับแสงไฟ ปรับสีหรือตั้งค่าต่าง ๆ ได้จากในแอพแล้วครับ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแอพ Home ของแอปเปิ้ลก็ได้ โดยในแอพก็จะมีส่วนการแนะนำแอพอื่น ๆ ที่สามารถใช้งานร่วมกับหลอดไฟ Philips Hue ได้ด้วย อาทิ แอพที่เล่นเพลงแล้วหลอดไฟเปลี่ยนสีตามจังหวะเพลงได้เอง หรือแอพที่ปรับแสงตามหนังที่เราเปิด ผมลองทั้งสองแอพก็แปลกดี อย่างแอพที่เปิดตอนดูหนังแล้วตัวหลอดไฟปรับสีตามแสงในหนังเองก็คือในแอพจะมีพรีเซ็ทของหนังไว้ ถ้าเรามีหนังเรื่องเดียวกัน ก็เปิดแอพนั้นไว้แล้วก็กด Play ในแอพกับหนังพร้อมกันเราก็จะได้แสงในห้องไปทางเดียวกันในแอพ แต่ทั้งนี้เราก็ต้องเปิดแอพดังกล่าวไว้ตลอดนะครับ เช่นเปิดหนัง Thor: Raknarok ฉากในหนังถ้าเป็นเปลวไฟหรือออกโทนสีส้ม หลอดไฟก็จะปรับเป็นแสงสีแดงหรือสีออกโทนส้มเองตามในฉากนั้น ๆ

สำหรับตัวหลอดไฟด้วยความเป็นแบบ LED ทำให้เราสามารถเลือกปรับสีได้มากมากเท่าที่จินตนาการของเราคิดได้ครับ ตามสเป็คของหลอด LED กลุ่มนี้มักจะโฆษณาว่าเปลี่ยนได้ถึง 16 ล้านเฉดสี โดย Philips Hue สามารถเปลี่นยได้จริงราว ๆ 50,000 เฉดสี แต่เอาจริง ๆ ผมว่าเราปรับสีหลัก ๆ ได้สัก 50 เฉดก็หรูแล้ว

จุดสังเกตจากที่ได้ใช้หลอดไฟ Philips Hue คือแสงสีขาวให้ความสว่างได้มากที่สุด แต่พอเราปรับเป็นสีอื่น ๆ ความสว่างจะลดลงราว ๆ 10-20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับโทนสีที่เราเลือกเมื่อเทียบกับแสงไฟสีขาวหรือโทนขาว (Day Light / Warm White) ส่วนตัวผมจากเดิมผมใช้หลอดไฟนีออนแบบกลม 2 หลอดใน 2 จุด แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นแผง LED ที่ใช้ทดแทนหลอดกลม จุดนี้ถ้าเทียบความสว่างที่ได้จากหลอดแบบนีออนเดิมกับแสงขาวจาก Philips Hue 3 หลอดผมว่าแสงสว่างสุดจาก Philips Hue พอกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ว่ายังมืดหน่อยเมื่อเทียบกับแผงไฟ LED ที่ผมใช้อยู่เลยต้องจัดหลอด Philips Hue เพิ่มอีกหลอดเพื่อให้รู้สึกว่าสว่างได้พอกัน สิ่งหนึ่งที่ชอบคือโทนสีและความสว่างของแสงขาวจาก Philips Hue แม้เราจะเลือกเป็นสีติดฟ้าแบบหลอดไฟ Day Light ก็ดูนวลตากว่าหลอด LED ที่เป็นแสงประเภทเดียวกันอยู่พอควร หรือถ้ายังรู้จักกว่าแสงกระด้างไปเราก็สามารถปรับสีในแอพได้ตามต้องการ

ตามสเป็คของหลอด Philips Hue คือกำลังไฟ 10 วัตต์ ค่าความสว่างอยู่ที่ 800 ลูเมน จุดนี้ถ้าจะเอาไปใช้งานแทนหลอดเดิมของเราก็ลองหาสเป็คหลอดไฟที่เราใช้งานอยู่ด้วยว่ามีค่าความสว่างเท่าไหร่ จะได้คำนวนถูกว่าเราต้องใช้หลอด Philips Hue กี่หลอด ถ้าคร่าว ๆ อย่างที่ผมใช้อยู่ 2 หลอด Philips Hue เทียบเท่ากับแผงไฟ LED ที่ใช้กับหลอดกลมเดิม 1 แผง

และด้วยความที่การใช้งาน Philips Hue เราจำเป็นต้องเปิดสวิทช์ไฟปกติไว้ตลอดเวลาแล้วมาใช้การเปิดปิดแสงไฟจากหลอดไฟ จุดนี้บางคนอาจจะสงสัยว่ามันจะเปลืองไฟหรือไม่ ก็เลยทดสอบอัตราการกินไฟของหลอด Philips Hue มาให้ด้วย

สำหรับ Philips Hue จากที่ผมทดสอบกำลังไฟว่ากินไฟกี่วัตต์ พบว่าในส่วนของแสงโทนขาวเวลาเราเปิดความสว่างที่ 100 เปอร์เซ็นต์จะกินไฟอยู่ที่หลอดละ 7-8 วัตต์ และเมื่อเราลดระดับความสว่างอัตราการกินไฟก็จะลดตามด้วย จนเมื่อเราลดความสว่างมาเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์หรือเท่ากับปิดแสงไฟก็จะกินไฟอยู่ที่ 0 วัตต์

ส่วนถ้าเป็นสีอื่น ๆ ที่ความสว่างจะดรอปลงมาตามที่บอกไปความสว่างที่ 100 เปอร์เซ็นต์จะกินไฟอยู่ที่หลอดละ 3.5 วัตต์ และอัตราการกินไฟก็จะลดลงตามระดับความสว่าง เท่าที่ทดลองไฟสีต่าง ๆ เวลาลดความสว่างมาเหลือ 50 เปอร์เซ็นต์การกินไฟต่ำมากเพียง 1.5-2 วัตต์เท่านั้น และเช่นกันเวลาปิดแสงไฟก็จะกินไฟอยู่ที่ 0 วัตต์

จากตรงนี้ก็น่าจะคลายความกังวลไปได้บ้างสำหรับคนที่ห่วงว่าเปิดสวิทช์ไฟปกติไว้ตลอดเวลาแล้วจะเปลืองไฟหรือไม่ก็น่าจะได้คำตอบกันแล้วนะครับ

จุดที่ผมว่าเป็นไฮไลท์สุดในการใช้ Philips Hue คือการใช้งานร่วมกับแอพ Home ของแอปเปิ้ลครับ จุดนี้คือถูกใจมาก เพราะปัจจุบันผมใช้ตัวลูกบิดประตู August กับแอพ Home อยู่แล้ว พอใช้อยู่อันเดียวก็จะไม่ค่อยอะไรมาก เพราะเต็มที่ก็แค่เปิดปิดตั้งค่าเกี่ยวกับการเปิดปิดประตูอัตโนมัติ หรือใช้ Siri สั่งงานเป็นบางครั้งบางคราว พอมีหลอดไฟ Philips Hue เข้ามามันยอดมาก ตอนแรกก็ไม่ค่อยเก็ตกับเพื่อนที่ใช้ทั้งหลอดไฟและอื่น ๆ ในแอพ Home เยอะ ๆ พอมาได้ใช้เองก็โอเคเข้าใจแล้วว่ามันสะดวกจริง ๆ

การใช้ Philips Hue ร่วมกับแอพ Home แทบจะใช้ได้ทันทีหลังจากที่เราเซ็ทอัพในแอพ Philips Hue เสร็จเรียบร้อย ซึ่งตัวผมเองหลังจากที่เซ็ทอัพด้วยแอพ Philips Hue เสร็จก็แทบไม่ได้แตะในแอพนี้อีกเลย ก็จะใช้งานอยู่แต่ในแอพ Home อย่างเดียว

การใช้สั่งงาน Philips Hue ในแอพ Home เราสามารถสั่งหลอดไฟหลัก ๆ ก็จะมี เปิด-ปิด , ปรับความสว่าง, เปลี่ยนสีของหลอดไฟ

ด้วยความที่หลอดไฟมีหลายหลอด ในแอพ Home ก็จะขึ้นมาให้เห็นครบทุกหลอด ทีนี้มันก็จะงง ๆ ถ้าจะต้องมาสั่งงานที่ละหลอดไฟ ไม่ดีแน่ครับ จุดนี้ในแอพ Home เขาก็เปิดให้เรารวมกลุ่มหลอดไฟได้ด้วย อย่างผมเองใช้ 4 หลอดไฟใน 2 จุดก็จับให้เข้ากลุ่ม 2 กลุ่มแล้วก็ตั้งชื่อแต่ละกลุ่มตามสะดวกของเรา ทำให้เวลาเปิดปิดไฟเราก็สั่งเป็นกลุ่ม ๆ เหมือนเดิม ไม่ต้องมานั่งกดเปิดปิดทีละหลอดไฟ

ส่วนการเปลี่ยนสีหลอดไฟก็ทำได้จากในแอพ Home ไม่ยากอะไรครับ เพราะเวลาเราแตะเข้าไปที่หลอดแต่ดวงก็จะสามารถเลือกสีได้ตามต้องการ โดยการเลือกสีหลอดไฟในแอพ Home มีทั้งแบบเลือกตามสีที่ต้องการ หรือเลือกตามอุณหภูมิแสงที่ต้องการ โดยอย่างหลังจะเป็นอุณหภูมิแสงขาวฟ้าไปถึงขาวส้ม และออกไปทางไฟส้ม ส่วนระดับความสว่างสามารถเลือกปรับได้จากใน Home เช่นกัน 0 เปอร์เซ็นต์คือปิดไฟดวงดังกล่าว ไปถึง 100 เปอร์เซ็นต์ที่เปิดแสงไฟสว่างสุด จุดนี้ก็แล้วแต่ชอบและการใช้งานของแต่ละคนเลยว่าชอบแสงสว่างประมาณไหน

เรื่องการควบคุมหลอดไฟพื้นฐานไม่มีอะไรมากครับ เราสั่งจากแอพ Home ได้หมด ส่วนการสั่งงานจากนอกบ้านจำเป็นที่ในบ้านต้องมี Apple TV หรือ iPad หรือ HomePod อยู่ด้วยเพื่อให้เป็นตัวกลางในการเข้าถึงแอพ Home จากนอกบ้าน

ใช้ Siri สั่งงานหลอดไฟ

ส่วนการใช้งาน Siri อันนี้ก็แจ๋วครับเบื้องต้นเราสามารถใช้ Siri จาก iPhone, iPad สั่งงานได้ครับ จากเดิมที่ผมใช้แต่ประตู August ก็นานทีจะได้สั่ง Siri ให้เปิดปิดประตูเพราะเราตั้งค่าอัตโนมัติไว้อยู่แล้วประมาณหนึ่ง พอมีหลอดไฟ Philips Hue มาด้วยได้ใช้ Siri สั่งเกี่ยวกับหลอดไฟมากขึ้น บางคนอาจจะมองว่าแล้วไง? ลุกขึ้นไปปิดเปิดไฟเองก็ได้ แต่อารมณ์ไม่อยากลุกไม่อยากเดิน นอนอยู่บนเตียงกำลังจะนอนแค่บอกว่า ‘หวัดดีสิริ, ฝันดี’ (ถ้าภาษาอังกฤษก็ Hey, Siri Goodnight) แค่นี้ไฟทุกดวงก็ปิดหมดเลยครับ

เรื่องว่าใช้ Siri ผมพยายามเน้นการใช้ร่วมกับ Siri ภาษาไทยนะครับ เพราะจะได้รู้ว่าคำสั่งภาษาไทยเราใช้งานได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องใช้ Siri ภาษาอังกฤษอย่างเดียว โดยผมตั้งกรุ๊ปหลอดไฟผมเป็นชื่อภาษาไทย ก็สามารถใช้ Siri สั่งงานได้ เท่าที่สังเกต Siri จะมีงงกับชื่อ ไฟโต๊ะทำงาน ที่บางครั้งจะงง ๆ แล้วไปเปิดแอพ Files ใน iPhone/iPad ไปซะงั้น จุดนี้ในการตั้งชื่อหลอดไฟหรือกรุ๊ปหลอดไฟถ้าเป็นภาษาไทยก็ขอให้เป็นชื่อที่ออกเสียงแล้วพูดง่าย ๆ ไม่กำกวม กับอย่าชื่อยาวมาก เพราะ Siri ก็มีจังหวะรับคำพูดเราแค่ไม่กี่วินาที

การสั่งงานอื่น ๆ ด้วย Siri ภาษาไทย ก็มีการสั่งเปลี่ยนสีหลอดไฟ เช่น เปลี่ยนไฟเป็นสีเขียว , เปลี่ยนไฟเป็นสีส้ม ซึ่งที่ไม่สามารถทำได้เรื่องการสั่งเปลี่ยนสีหลอดไฟ ก็อย่างเช่น เปลี่ยนไฟเป็นสีส้มแซลม่อน , เปลี่ยนไฟเป็นชมพูอ่อน แบบนี้ Siri จะไม่เข้าใจนะครับ ส่วนการสั่งเปลี่ยน Scene (ฉาก) ก็สามารถทำได้เช่นกัน

โดย Scene หรือฉากใน Siri ภาษาไทย คือการตั้งค่ารูปแบบการใช้หลอดไฟว่าเราอยากให้เป็นยังไง เช่นผมตั้งค่า Scene ว่าไฟปกติ ก็คือเปิดแสงขาวที่ระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ , หรือไฟดูหนังก็จะเป็นไฟสีน้ำเงินระดับความสว่างที่ 10 เปอร์เซ็นต์ , หรือ ประหยัดไฟ ผมก็เซ็ทไว้ว่าให้เปิดไฟดวงเดียวที่ระดับความสว่างตามต้องการเผื่อแค่ตื่นมาตอนกลางคืนอยากลุกไปกินมาม่าก็จะได้ไม่ต้องเปิดไฟในกลุ่มทั้งหมด เป็นต้น จุดนี้คือข้อดีอีกอย่างที่เราสามารถตั้งค่ารูปแบบการใช้งาน Scene ได้ตามต้องการ ทีนี้ไม่ว่าเราจะปรับเปลี่ยนไฟไปเป็นสีอะไรอยู่ เมื่อเรากด Scene ตามที่เราตั้งไว้ก็จะเป็นรูปแบบไฟที่เรากำหนดไว้ รวมถึงการใช้ Siri สั่งก็สั่งตามชื่อ Scene ได้เลยเช่น เปิดไฟดูหนัง  หรือถ้าจะเอาชัวร์ก็เปิดไฟฉากดูหนัง เป็นต้น

ส่วนที่แจ๋วอีกอย่างคือการตั้งค่าการทำงานอัตโนมัติให้กับอุปกรณ์ HomeKit ของเรา กรณีของผมมี 2 อุปกรณ์คือที่ล็อกประตู August กับหลอดไฟ Philips Hue เราก็ตั้งค่าตามเงื่อนไขที่เราต้องการได้เลย อาทิ

ถ้าผมกลับมาถึงในบริเวณใกล้ ๆ ที่พัก ให้เปิดประตู และถ้าเป็นเวลาหลังหกโมงเย็นให้เปิดไฟด้วย ถ้าไม่ถึงเวลาดังกล่าวไม่ต้องเปิดไฟ

ถ้าประตูเปิดตั้งแต่หกโมงเย็นถึงตีห้าให้ไฟติดขึ้นทุกครั้งอัตโนมัติ นอกเวลานั้นไฟไม่ต้องเปิด

ตั้งค่าว่าเวลาผมอยู่ในห้อง (เช็คจากพิกัด GPS ของโทรศัพท์) ให้เปิดไฟอัตโนมัติก่อนพระอาทิตย์ตก 15 นาที (เข้าใจว่าไปตรวจสอบเวลาพระอาทิตย์ขึ้นลงจากแอพ Weather อีกที)

หรือถ้าขี้เกียจจะมาพูด หวัดดีสิริ…ฝันดีนะ เพื่อให้ปิดไฟ ก็ตั้งค่าอัตโนมัติไว้เลยว่าเวลาห้าทุ่มให้หรี่ไฟลงมาเหลือความสว่าง 30 เปอร์เซนต์ แล้วก็ตั้งค่าอีก Scene ว่าเที่ยงคืนให้ปิดไฟทั้งหมด

(อ่านเพิ่มเติม  รีวิว: August Smart Lock )

รูปแบบการตั้าค่าอัตโนมัติพวกนี้เท่าที่ได้ใช้งานถือว่าครอบคลุมคำสั่งที่เราน่าจะได้ใชักันนะครับ ซึ่งถ้าเรามีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่รองรับ HomeKit เยอะก็จะตั้งค่าให้ทุกอย่างสัมพันธ์กันได้แทบทั้งหมด อาทิ ตั้งค่าว่าวันจันทร์ถึงศุกร์ หลัง 20.00 ให้เปิดไฟเป็นแสงสีส้มตามที่เราตั้งค่าไว้ แล้วก็เปิดแอร์ในห้องไว้เลย ไฟในห้องนอนให้เปิดสีน้ำเงินไว้ พอใกล้ ๆ ถึงบ้านตัวแอพจับได้ว่าเรามาถึงก็จะเปิดประตูให้อัตโนมัติ เป็นต้น

ในบ้านมีหลายคนสามารถสั่งเปิดปิดไฟจาก iPhone ของแต่ละคนได้หรือไม่

ตอบว่าได้ครับ …เราสามารถเพิ่มคนที่เราต้องการให้ใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในแอพ Home จากการเพิ่มรายชื่อเข้าไปในแอพ Home ครับ สามารถตั้งค่าได้ว่าคนที่เพิ่มรายชื่อเข้ามาจะให้ใช้งานอย่างเดียว หรือให้แก้ไขค่าต่าง ๆ ในแอพ Home ได้ด้วย กรณีที่ไม่อยากให้ใช้งานในแอพ Home ก็ให้เราไปตั้งค่าการใช้งานร่วมกันเฉพาะหลอดไฟจากแอพ Philips Hue ก็ได้

รวม ๆ แล้ว Philips Hue ในแง่การใช้งานตอบโจทย์ดีทีเดียว ถ้าเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับความล้ำอะไรแบบนี้น่าจะชอบครับ ค่อย ๆ ทยอยเปลี่ยนไปทีละจุดก็ได้ไม่ต้องซื้อรวดเดียวทั้งหมด ส่วนการใช้งานนอกบ้านกรณีของผมมักจะเป็นการเปิดมาเช็คดูว่าไฟในบ้านว่าปิดหรือยัง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ปิดหมดแล้วครับเพราะเราตั้งค่าเกี่ยวกับการทำงานอัตโนมัติไว้แล้ว จะต่างกับตอนที่ใช้หลอดไฟปกติที่บางครั้งก็มีลืมปิดไฟเหมือนกันรวมถึงไฟในห้องน้ำที่ลืมประจำ ก็เลยว่าจะเปลี่ยนหลอดไฟในห้องน้ำด้วยบางวันอยากอาบน้ำฟังเพลงไปอยากได้แสงสีส้มนวล ๆ ไม่ต้องจ้ามาก็สั่งได้..ดีงาม

ความดีงามของ Philips Hue มีเยอะครับจากที่เขียนถึงไปแล้ว ส่วนที่ไม่ปลื้มจริง ๆ ก็คือราคาครับ ราคา Philips Hue บอกตามตรงว่าสูงไม่น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอุปกรณ์ใด ๆ ที่รองรับ HomeKit ราคาสูงเป็นทุนอยู่แล้ว พอเป็นหลอดไฟที่ต้องใช้เยอะก็เหมือนเบี้ยหัวแตกไปหน่อยคือจ่ายไปเรื่อยถ้าอยากติดทั้งบ้าน

ส่วนคนที่ใช้งาน Android ด้วยมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่า Philips Hue รองรับแต่ iOS กับ HomeKit ของแอปเปิ้ลหรืออย่างไรกัน ก็ต้องบอกว่า Philips Hue ก็มีแอพให้ใช้งานบน Android ด้วยเหมือนกัน ส่วนการใช้งานร่วมกับ Google Assistant รวมถึง Google Home เท่าที่หาข้อมูลสามารถใช้งานได้นะครับ แต่จุดนี้ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกที เพราะตัวผมไม่ได้ใช้งานเลยไม่สามารถอธิบายใด ๆ ได้

ข้อสังเกตเกี่ยวกับ Philips Hue

  • หลอดไฟ Philips Hue ที่มีขายในไทยเป็นขั้วแบบ E27 อย่างเดียวยังไม่มีขั้วประเภทอื่นเข้ามาขาย
  • ตัว Philips Hue Bridge ตามที่ฟิลิปส์แนะนำคือรองรับหลอดไฟได้ 50 ดวง มากกว่านั้นควรซื้อ Philips Hue Bridge ตัวที่สอง (ในต่างประเทศทดสอบได้มากสุด 63 ดวง)
  • สวิทช์ไฟเปิดปิดที่ผนังต้องเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา แล้วเรามาใช้การปิดแสงที่ตัวหลอดไฟอย่างเดียว
  • ถ้าใช้โคมไฟของ IKEA แล้วอยากเปลี่ยนหลอดเป็น Philips Hue ต้องดูดี ๆ ว่าโคมไฟของเราใช้หลอด E14 หรือ E27

เพิ่มเติมพิเศษ….

ใช้ Siri บนเครื่อง Mac , Apple TV สั่งหลอดไฟได้หรือไม่ ?

สำหรับ Siri บนเครื่อง Mac แอปเปิ้ลไม่เปิดให้ใช้งานร่วมกับ HomeKit ครับ ทำให้ไม่สามารถสั่งการใด ๆ เกี่ยวกับอุปกรณต่าง ๆ ที่อยู่ในแอพ Home ได้

ส่วน Apple TV (4th Gen) และ Apple TV 4K ที่รีโมทมีปุ่มไมโครโฟนอยู่ด้วย จริง ๆ ต้องบอกว่าเราสามารถใช้ Siri บน Apple TV รุ่นดังกล่าวเปิดปิดไฟและอื่น ๆ เกี่ยวกับหลอดไฟได้ เพียงแต่ว่าถ้าเราใช้ iTunes Store (TH) แอปเปิ้ลปิดยังไม่ให้ใช้ Siri บน Apple TV ครับ แต่ถ้าผู้อ่านใช้ Apple TV ร่วมกับ iTunes Store (US) จะสามารถใช้งาน Siri ได้ เราก็จะสามารถสั่งผ่านปุ่มไมโครโฟนที่รีโมทได้ด้วยคำสั่งภาษาอังกฤษนะครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกแอปเปิ้ลใส่ใจเกี่ยวกับ Siri บน Apple TV คือจะไม่สามารถสั่งงานเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ต้องการความปลอดภัยเช่นที่ล็อคประตูได้ จุดนี้ก็คงทำเผื่อไว้กันเหนียวกรณีดันเผลอถือรีโมทไปวางไว้นอกห้องนอกบ้านแล้วดันมีใครก็ไม่รู้มากดสั่งเปิดประตูด้วย Siri บนรีโมทของ Apple TV ก็จะไม่สามารถเปิดประตูได้ครับ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่แอปเปิ้ลกันไว้



เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบโดย

KOAN

ร้านค้าอื่นๆ ที่จัดจำหน่าย

  • iStudio by Copperwired
  • .Life
  • Ai (Siam Discovery)

kangg

You May Also Like:

Fender เปิดตัวหูฟังและลำโพงรุ่นใหม่ในไทยเป็นทางการ

Fender หนึ่งในแบรนด์เครื่องดนตรีที่หลายคนรู้จัก ซึ่งปัจจุบันหันมาทำหูฟังและลำโพงเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนยุคใหม่ ล่าสุดได้เปิดตัวหูฟังซีรีส์ IEM และลำโพงรุ่นใหม่ Indio ในไทยแล้ว ..

Apple Watch Series 4 เริ่มวางจำหน่ายแล้ว TrueMove H จัดโปรโมชั่นฟรีค่าบริการรวมสูงสุดกว่า 6,000 บาท

สำหรับ Apple Watch Series 4 เริ่มวางจำหน่ายในไทยวันนี้เป็นวันแรก ใครที่สนใจแวะอ่านรายละเอียดโปรโมชั่นจาก TrueMove H กันก่อน เพราะมีทั้งส่วนลด และฟรีค่าบริการรายเดือนสูงสุด 24 เดือน ..

เตรียมตัวพบกับ Apple Watch Series 4 จาก TrueMove H วันที่ 2 พ.ย. นี้

ใครกำลังสนใจหรือเล็ง ๆ Apple Watch Series 4 กันอยู่ อย่าลืมวันที่ 2 พ.ย. ที่ True Shop ทุกสาขา ..

Share

Tweet

Email