รีวิว : ลำโพง HomePod

รีวิว : ลำโพง HomePod

ลำโพง HomePod จะว่าไปผมมีคำถามกับลำโพงนี้อยู่พอควรว่าผู้ใช้งานอย่างเราได้ประโยชน์อะไรจากลำโพงที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ ลองอ่านไปพร้อม ๆ กันว่า HomePod น่าซื้อใช้งานหรือไม่

HomePod คืออะไร ?

แอปเปิ้ลเปิดตัวลำโพง HomePod ในงาน WWDC 2017 ณ ห้วงเวลาดังกล่าวก็ถือว่างง ๆ มึน ๆ กันอยู่ว่าแอปเปิ้ลทำลำโพงขายอีกแล้วเหรอ โดย HomePod เป็นลำโพงที่มีความสามารถ Siri อยู่ในลำโพงทำให้เราสามารถควบคุมลำโพงผ่านทางเสียงได้ นอกจาก Siri ที่แอปเปิ้ลใส่เข้ามาแล้ว HomePod ยังบิวด์อินความสามารถในการเล่นเพลงจาก Apple Music ได้ด้วย แน่นอนว่าเราต้องใช้บริการ Apple Music ด้วยถึงจะใช้งานส่วนนี้ได้เต็มความสามารถ

โดยในกลุ่มลำโพงที่สั่งงานด้วยเสียงถือว่าแอปเปิ้ลล้าหลังคู่แข่งอยู่พอควรครับ เพราะเจ้าตลาดอย่าง Amazon – Echo ออกมาหลายรุ่นแล้ว นอกจากนั้นยังมีกลุ่มลำโพง Google Home ที่น่าจับตา ซึ่งทั้งคู่มีจุดเด่นทีน่าสนใจอาทิลำโพงของ Amazon นอกจากสั่งงานทั่ว ๆ ไปได้ยังสามารถสั่งซื้อของบางอย่างจากเว็บ Amazon ได้ด้วย หรือลำโพงของ Google ก็มีความแจ๋วในเรื่องการตอบคำถามของเรา (เจ้าแห่งการค้นหาจะมาเสียหน้าเรื่องนี้ได้อย่างไร)

พอแอปเปิ้ลมาทีหลังก็เลยยิ่งถูกตั้งคำถามว่า HomePod ที่จับคู่กับ Siri ทำอะไรได้บ้าง ?

HomePod หน้าตาและสเป็คเป็นอย่างไร

ด้านรูปร่างหน้าตาของ HomePod ผมจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าสไตล์มินิมัลลิสต์ (minimalist) ที่ออกแบบในแนวทาง ‘ไม่เยอะ’ โดยรูปทรงเป็นทรงกระบอกอวบ ๆ อ้วน ๆ ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งด้านนอกจะบุด้วยตาข่ายจับ ๆ ดูวัสดุเป็นผ้าที่นิ่มดีทีเดียว ตัวลำโพงมีสายไฟบิวด์อินมาเลยไม่สามารถถอดสายไฟออกจากตัวลำโพงได้นะครับ จุดนี้ตอนที่ผมได้จับ HomePod ทีแรกก็มีเผลอดึง ๆ ไปเหมือนกัน

ด้านบนลำโพงเป็นวัดสุพลาสติกขุ่น ๆ ที่ตรงกลางจะเรืองแสงขึ้นมาได้ โดยบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของ Siri ที่เวลาโต้ตอบหรือรับคำสั่งจากเราจะมีแสงเรืองรองออกมาบริเวณนี้ โดยข้าง ๆ กันจะเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ที่เป็นเครื่องหมายบวกลบ ซึ่งเครื่องหมายดังกล่าวก็เป็นไฟขึ้นมาไม่ได้อยู่แบบถาวร เวลาแตะ ๆ ไปที่ลำโพงปุ่มบวกลบก็จะปรากฏขึ้นมา

ผมลืมบอกไปอย่างตรงกลางที่มีแสงเวลาเรียกใช้ Siri เขาก็มีให้เราแตะ ๆ ได้ว่าแตะแบบไหนคือคำสั่งอะไรนะครับ อาทิ แตะ 1 ครั้งคือเล่นเพลง/หยุดเพลง ,แตะสองครั้งเล่นเพลงถัดไป, แตะสามครั้งเล่นเพลงก่อนหน้า

สำหรับสเป็คลำโพง HomePod จุดนี้ผมถือว่าแอปเปิ้ลให้มาแบบจัดเต็มจริง ๆ โดยรอบตัวลำโพงมีลำโพงขนาดเล็ก 7 ลำโพง และมีซับวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่พอควรมาให้ 1 ลำโพง โดยทิศทางของซับวูฟเฟอร์จะหงายหน้าขึ้นด้านบน ทำให้เวลาเราเล่นเพลงที่มีเสียงกระแทก ๆ หน่อย หรือเพลงที่มีเสียงเบสต่ำหน่อยแรงอัดจะถูกส่งลงมาได้ล่างมาแทกพื้นที่เราวาง HomePod อยู่ นอกจากในส่วนของดอกลำโพงแล้ว รอบตัวของ HomePod แอปเปิ้ลใส่ไมโครโฟนรับเสียงมาให้ด้วยกัน 4 ตัวด้วยกัน จัดมาเต็มขนาดนี้ผมไม่แปลกใจครับที่น้ำหนักของ HomePod เห็นตัวเล็ก ๆ แบบนี้แต่หนักมากถ้าดูจากสเป็คคือหนักถึง 2.5 กิโลกรัม

ตัวลำโพงไม่มีแบตเตอรี่ในตัวนะครับ แถมสายไฟก็ติดแบบมาถอดไม่ได้ พอเห็นแบบนี้รวมกับน้ำหนักก็พออนุมานได้ว่าไม่ใช่ลำโพงสำหรับยกไปยกมาแม้ว่าจะอยู่ในบ้านก็ตาม วางตรงไหนไว้ตรงนั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วพอได้ใช้งานผมก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมแอปเปิ้ลถึงไม่ใส่แบตเตอรี่มาให้ด้วยในตัว

หน้าตากับสเป็คถือว่าดีทีเดียวครับ ตัวลำโพงมีให้เลือก 2 สีคือขาวและดำ อยู่ที่ว่าเราชอบโทนสีไหนก็เลือกตามสะดวกครับ

การเชื่อมต่อของ HomePod แอปเปิ้ลใส่ Wi-Fi เข้ามาด้วยในลำโพง โดยการเชื่อมต่อระหว่างลำโพงกับอุปกรณ์อื่นทำผ่าน AirPlay ที่ใช้การส่งสัญญาณผ่าน Wi-Fi เป็นหลัก พอมาถึงตรงนี้ก็สรุปได้อย่างหนึ่งทันทีครับว่าใครจะซื้อ HomePod ต้องเป็นคนที่ใช้อุปกรณ์ iPhone/iPad เท่านั้น ถ้าเป็นโทรศัพท์อื่น ๆ ที่อยากจะเล่นเพลงผ่าน Bluetooth กับ HomePod ไม่สามารถทำได้ในขณะที่เขียนรีวิว (FW Version 11.2.5) อนาคตหวังใจว่าแอปเปิ้ลจะเปิดทางให้เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth แบบทั่วไปได้ด้วย

HomePod ทำอะไรได้บ้าง

ฟังเพลงไงครับ ลำโพงซื้อมาก็เอาไว้ฟังเพลง โดยการฟังเพลงจาก HomePod เราสามารถฟังเพลงจาก Apple Music ที่เป็นความสามารถของลำโพงได้เลย แต่พอเป็นลำโพงที่ไม่มีหน้าจอเราจะเลือกเพลงยังไงละ คำตอบคือสั่งด้วยเสียงเป็นหลักกับ Siri ในเครื่อง ซึ่งตอนที่รีวิว Siri ใช้งานได้แค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น พออยากฟังเพลงประมาณไหนก็ Siri ว่า Hey Siri, Play jazz music หรือ Hey Siri, Play Top Chart Music หรือ Hey Siri, Play something new หรือคำสั่งอื่น ๆ ที่เราพอจะนึกได้

ทีนี้ถ้าอยากฟังเพลงที่เจาะจงกว่านี้เช่น เพลงนี้ชื่อ Thunder/Young Dumb & Broke ก็พูดชื่อเพลงนี้ไปว่า Hey Siri, Play Thunder/Young Dumb & Broke. ซึ่ง Siri ก็จะเล่นเพลงนี้มาให้เราได้ยิน หรือถ้าพูดไม่ชัดเจนหรือไม่ไหวในสำเนียงก็มีแววว่าเราจะได้ฟังเพลงอื่นตามที่ Siri ได้ยินว่าน่าจะเป็นเพลงนู้นนี้แทน หรืออาจจะไม่ได้ฟังเลยเพราะ Siri หาเพลงดังกล่าวไม่เจอ ทั้งนี้จังหวะการพูดชื่อเพลงว่าเราอยากฟังเพลงชื่อนี้ให้ Siri ได้ยินก็ไม่กี่วินาทีนะครับ ก็อย่างก ๆ เงอน ๆ เดี๋ยว Siri จะได้ยินชื่อเพลงไม่ครบ

แต่ครับแต่..ถ้าเพลงนั้นดันมีชื่อเพลงที่โหลมากพอควร เพลงเดียวกันมีหลายเวอร์ชั่น หรือชื่อเดียวกันแต่เป็นคนละเพลง เราต้องพูดระบุเจาะจงชื่อนักร้องเข้าไปด้วยในการสั่ง Siri ด้วยครับ Hey Siri, Play Holiday by Scorpions (ไม่งั้นเราอาจจะได้ฟัง Holiday ของสาว ๆ Girls’ Generation แทน)

ข้างต้นแค่อ่านก็เหนื่อยในการจะสั่งงานกันแล้วหรือเปล่าครับ ซึ่งผมอธิบายในหลักการของการใช้การสั่งด้วยเสียงกับ HomePod ว่าประมารไหนนะครับเวลาฟังเพลง แต่จริง ๆ แล้วแอปเปิ้ลก็เปิดทางให้เจ้าของเลือกเพลงแบบทั่วไปได้ด้วย จากใน Control Center กดไปที่กรอบเมนูเกี่ยวกับการเล่นเพลง แล้วเลือกที่ลำโพง HomePod จากตรงนี้เราก็เลือกเพลงใน Apple Music ได้ปกติแล้วไม่ต้องมาส่งเสียงสั่งลำโพงให้เล่นเพลงนู้นเพลงนี้แต่อย่างใด

ซึ่งในการเล่นเพลงจาก Apple Music ของ HomePod แอปเปิ้ลให้อภิสิทธิ์ว่า HomePod ที่เล่นเพลงจาก Apple Music อยู่ เราก็ยังสามารถเล่นเพลงจาก Apple Music ที่ iPhone/iPad ได้ด้วย ซึ่งตามปกติเราจะไม่สามารถฟังเพลงจาก Apple Music พร้อมกันสองเครื่องได้ จุดนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีครับ

ส่วนถ้าจะเล่นเพลงจาก iPhone/iPad แบบที่ไม่ใช่ Apple Music ไปที่ HomePod ได้หรือไม่ก็ต้องบอกว่าทำได้ครับ ขั้นตอนหลังจากที่เราเปิดเพลงเช่น Spotify ในเครื่องก็กดเลือกให้เสียงออกที่ HomePod ได้เลย โดยในส่วนนี้จะเป็นการเชื่อมต่อผ่าน AirPlay ที่ใช้ Wi-Fi ในการเชื่อมต่อ ทำให้เราไม่สามารถใช้โทรศัพท์ Android และอื่น ๆ ที่ไม่รองรับการใช้ AirPlay มาเล่นเพลงผ่านลำโพง HomePod ได้ จุดนี้ส่วนตัวผมว่าแอปเปิ้ลแคบไปหน่อยที่ตัดไม่ให้คนอื่นมาใช้งานได้

ในส่วนของการเล่นเพลงชื่อภาษาไทยและภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่ใช้ Siri สั่งงานขอไม่เอ่ยถึงนะครับ เพราะเขียนไปก็กลายเป็นข้อตำหนิไปเปล่า ๆ ซึ่งจุดนี้ก็ไม่แฟร์กับ HomePod เพราะตอนนี้ Siri บน HomePod รับคำสั่งได้แค่ภาษาอังกฤษ

เสียงลำโพง HomePod เป็นยังไง

ความตื่นตาตื่นใจแรกที่ได้ฟังเพลงจากลำโพง HomePod คือเสียงกระหึ่มมาก เสียงเบสเสียงต่ำหนักและแน่นดีจริง ๆ เปิดความดังในระดับ 40 เปอร์เซ็นต์ (อย่าลืมลองสั่ง Hey Siri, Volume Down ด้วยละถ้าเสียงลำโพงดังมากไป) เสียงลำโพงกระจายออกรอบตัวครับ อันนี้ถือว่าดีเพราะไม่ว่าจะวางลำโพงแบบไหน หรือเราฟังอยู่ด้านไหนของลำโพงก็ได้ยินเสียงพอกัน แต่จริง ๆ เราก็ควรหันลำโพงให้ถูกด้านเพื่อให้การวิเคราะห์รูปแบบเสียงที่ส่งมาทำได้ถูกต้อง

ความกระหึ่ม ความชัดเจนของเสียงจาก HomePod ส่วนตัวผมว่าไม่มีอะไรต้องตินะครับ ที่จะไม่ชอบก็คือคาแรกเตอร์เสียงจาก HomePod ที่จะเป็นแนวหนัก ๆ แน่น ๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าเบสหนักมากไป คือหนักแบบชนิดว่าผมคิดว่านี่คือลำโพง Beats ไปเลยครับ คือถ้าดูจากสเป็คก็พอเข้าใจได้ว่าเสียงมาแน่น ๆ หนัก ๆ แน่ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำเสียงออกมาในคาแรกเตอร์นี้ แถมว่าเราไม่สามารถปรับจูนใด ๆ เกี่ยวกับคาแรกเตอร์เสียงได้ด้วย

โดยในส่วนการตั้งค่าใด ๆ ของ HomePod จะไปโผล่อยู่ในแอพ Home ซึ่งตอนนี้ก็มีให้ตั้งค่าเกี่ยวกับ Siri เป็นหลักนะครับ ซึ่ง Siri เองก็มีให้เลือกแค่ว่าเปิดใช้ไม่เปิดใช้ แตะค้างจะให้เป็นการเรียก Siri หรือไม่ เสียงภาษาอังกฤษจะให้เป็นสำเนียง อเมริกัน, บริติช หรือออสเตรเลีย แต่ยังไม่มีให้เลือกความเร็วในการพูดของ Siri ครับ

จากที่ไม่มีให้ตั้งค่าเกี่ยวกับคาแรกเตอร์เสียงของลำโพง ผมว่าแอปเปิ้ลจำกัดมากไปหน่อย เพราะลำโพงเราซื้อมาก็อยากจูนคาแรกเตอร์เสียงที่เราชอบได้เองบ้าง ลำโพงหลายยี่ห้อเดี๋ยวมีในแอพก็มีให้ปรับคาแรกเตอร์เสียงหรือปรับ EQ ลำโพงก็ได้เหมือนกัน แต่แอปเปิ้ลไม่มีตรงนี้

รวม ๆ เรื่องเสียงของ HomePod คือดีครับ แต่ไม่ถูกจริตผม ส่วนตัวคือคาดหวังไว้กว่านี้พอเสียงได้เท่านี้แบบนี้ก็เลยเฉย ๆ ไม่ปลื้มมากแต่ก็ไม่ได้ว่าไม่ชอบไปเลย คิดว่าถ้าเป็นคนที่ชอบแนวเสียงหนัก ๆ แน่น ๆ แบบ Beats Style น่าจะปลื้มอยู่ไม่น้อย ส่วนใครต้องการเสียงที่เบสนวล ๆ ไม่อึกทึกมากอาจจะไม่ถูกใจเท่าไหร่

Siri ในลำโพง HomePod ทำอะไรให้เราได้บ้าง

Siri ใน HomePod ทั่ว ๆ ไปก็ทำได้ใกล้เคียงกับใน iPhone ครับ เหตุที่บอกว่าทำได้ใกล้เคียงเพราะหลายอย่างเราถามไปก็ไม่ได้คำตอบจาก Siri บน HomePod แถมยังมีการบอกด้วยว่าให้ไปใช้ใน iPhone ของเราซะงั้น

การได้ HomePod มาตั้งไว้แรก ๆ ก็จะเหมือนกับตอนที่ซื้อ iPhone 4s ที่มี Siri มาด้วยในเครื่องก็สั่งนู้นนี่แบบง่าย ๆ ถามเวลา , ตั้งค่าให้ปลุกเวลานี้ด้วยนะ, สั่งให้เล่นเพลงต่าง ๆ, เช็คผลกีฬา, สั่งให้เล่นเพลงถัดไป, หยุดเพลง, เบาเสียงลงหน่อย, เพิ่งเสียงเพลงหน่อยหนึ่ง, ใครเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ถ้าง่าย ๆ ประมาณนี้ไม่มีปัญหาครับ แต่ทั้งหมดเราต้องคุยกับ Siri เป็นภาษาอังกฤษนะครับ

แต่ถ้าจะถามว่า ไก่อบมีวิธีการทำยังไง, กาแฟลาเต้ทำยังไง, หาข่าวแล้วอ่านให้ฟังหน่อย ณ ตอนนี้ Siri บน HomePod ยังไม่สามารถหาคำตอบให้ได้ครับ

ส่วนถ้าใครมีอุปกรณ์ที่รองรับ Apple HomeKit เช่นหลอดไฟ Philips Hue เราสามารถสั่งงานผ่าน Siri ใน HomePod ได้ด้วย จุดนี้สะดวกดี แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น ที่ล็อคประตูจะไม่สามารถสั่งให้เปิดปิดผ่าน Siri ใน HomePod ได้ ซึ่งพอสั่งไป Siri ก็จะบอกมาเลยว่ากลุ่มอุปกรณ์ความปลอดภัยไม่สามารถสั่งบน HomePod ได้ จุดนี้ผมก็ไม่นึกไม่ก่อนว่าทำไม่ได้ แต่พอมานึก ๆ ดูอีกทีผมว่าแอปเปิ้ลคิดมารอบคอบมากครับครับ เพราะด้วยความที่ HomePod มีไมโครโฟนรับเสียงไว้คอยรับคำสั่งจากเสียงเราได้รอบทิศทาง แถมอยู่ห่างกัน 5 เมตรแบบปิดประตูห้องไว้ผมลองพูดเสียงดังกว่าปกติอีกหน่อยก็ยังสามารถสั่ง Siri ให้เล่นเพลงได้ หรือระยะ 10 เมตรแบบห่างกันไป 2 ห้องไม่ปิดประตูห้อง Siri ใน HomePod ก็ยังสามารถรับคำสั่งได้ พอรับเสียงได้ไกลก็เท่ากับว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นครับ ถ้าเกิดว่ามีใครมาหน้าประตูแล้วหาทางตะโกนเข้ามาให้ Siri ใน HomePod เปิดประตูให้ ก็จะกลายเป็นการเชื้อเชิญขโมยเข้าบ้านได้ง่าย ๆ ไปเลย ทั้งนี้เพราะ Siri ไม่มี Passcode เหมือนบน iPhone/iPad ทำให้ถ้าเกิดว่าสั่งอะไรกับประตูได้ก็จะอันตรายมาก ซึ่ง Siri ใน HomePod ก็จะเหมือน ๆ กับ Siri ใน Apple TV ที่สั่งงานเปิดปิดไฟได้ แต่ไม่สามารถสั่งปลดล็อคประตูและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยได้

จุดนี้ผมก็ถึงบางอ้ออีกเรื่องด้วยว่าทำไม iPhone X ถึงถูกออกแบบไม่ให้รับเสียงเวลาเราพูด Hey Siri หรือ หวัดดีสิริได้ไกลมาก ๆ ซึ่งหลายครั้งที่เราอยากสั่ง Siri บน iPhone พออยู่ไกลหน่อยก็มีบ้างที่เราคิดว่าแค่นี้ก็ฟังไม่ได้ยินหรือไงกัน เพราะถ้าเกิดเราวางไว้ในห้องในบ้านแล้วเกิดมีใครก็ไม่รู้มาพูดเสียงดังหน่อยแล้ว Siri ทำนู้นนี่ในบ้านก็จะไม่ดีแน่ ๆ โอเคว่าแม้จะปลดล็อคประตูไม่ได้เพราะสุดท้ายจะติด Passcode แต่ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ถ้าเกิดใครมาตะโกนให้ Siri สั่งควบคุมหลอดไฟหรืออื่น ๆ ในบ้านได้ด้วย

ไม่มีแบตเตอรี่ใน HomePod

การไม่มีแบตเตอรี่ใน HomePod ตอนแรกก็สงสัยอยู่เหมือนกันครับว่าทำไมไม่ใส่มาด้วยจะได้ยกจะได้ย้ายที่ไปฟังที่อื่นในบ้านได้ง่าย ๆ ไม่ต้องมาหาปลั๊กเสียบ จากที่ใช้งานเข้าใจได้เลยครับว่าทำไมแอปเปิ้ลไม่ใส่แบตเตอรี่มาให้ ส่วนตัวแบบนี้ครับ

ลำโพง HomePod จริง ๆ แล้วคือเปิดอยู่ตลอดเวลาครับ เพราะเราสามารถเรียก Hey Siri เมื่อไหร่ตอนไหนก็ได้ ทำให้ต้องมีไฟเลี้ยงอยู่ตลอดห้ามดับไปดื้อ ๆ

แรงขับลำโพงเยอะมาก ถ้าจะใส่แบตเตอรี่มาก็ต้องลูกใหญ่มาก มีแบตเตอรี่เข้าไปด้วยก็ทำให้เครื่องใหญ่กว่านี้หนักกว่านี้ไปด้วย

การใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ HomeKit ในบ้าน กรณีนี้ก็เข้าใจได้ครับ ถ้าอยู่ดี ๆ HomePod ดับไปดื้อ ๆ ประสบการณ์ในการใช้งานก็จะไม่ดีถ้าใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ HomeKit ก็ไม่ควรให้ตัวกลางอย่าง HomePod ดับไปครับ

รวม ๆ แล้วผมคิดว่าเป็นเรื่องที่แอปเปิ้ลคิดมาแล้วครับว่า HomePod ทำไมถึงไม่มีแบตเตอรี่มาในตัวเหมือนกับยี่ห้ออื่น ๆ ในราคาระดับเดียวกัน

ดีกว่านี้ได้อีกหรือไม่สำหรับ HomePod

ถ้าเอาแค่ตัวฮาร์ดแวร์ผมว่ามันแจ๋วมากแล้วครับ ใช้ฟังเพลงก็ดีแล้วถ้าเราชอบเสียงแนวนี้ สิ่งที่คิดว่าแอปเปิ้ลยังสู้คู่แข่งไม่ได้ก็คือ Siri เสียมากกว่า ซึ่งความเก่งของ Siri ไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องแล้วครับ แต่อยู่ที่แอปเปิ้ลจะพัฒนาให้ Siri เก่งกว่านี้ แจ๋วกว่านี้ ฉลาดกว่านี้ ช่วยเหลือเราได้มากกว่านี้ได้ยังไงอีกบ้าง จุดนี้ต้องรอดูกันอีกสัก 6 เดือน 12 เดือนครับว่าแอปเปิ้ลมีทิศทางพัฒนา Siri ยังไง อย่างน้อยใน WWDC 2018 ช่วงกลางปีก็น่าจะพอเห็นทิศทางได้ครับ

ส่วนตัวไม่คิดว่า HomePod จะเป็นสินค้าที่ออกมาถี่แบบเปลี่ยนรุ่นเร็วนะครับ เพราะลำโพงก็คือลำโพงถ้ามันยังใช้งานได้ดีเสียงที่ออกมายังถูกใจเราอยู่ก็ยังไม่ซื้อใหม่มาแทนที่ของเดิมนะครับ (ยกเว้นซื้อเพิ่มนะ) ทีนี้เลยคิดว่าถ้า HomePod มีอะไรอัพเดทก็น่าจะเป็นส่วนของซอฟท์แวร์ (Siri) มากกว่าที่แอปเป้ิลจะจ้องออกรุ่นใหม่ ยกเว้นมี HomePod mini ตัวเล็กกว่าเดิมอาจจะมีการใช้แบตเตอรี่ร่วมด้วยเพื่อให้ยกย้ายไปมาได้ง่ายขึ้น อันนี้ก็น่าสนใจว่าอนาคตจะมีออกมาหรือไม่

สรุปว่า HomePod น่าใช้หรือไม่

ใจนึงก็ชอบใจนึงก็เบ้ปากสำหรับ HomePod มุมที่ชอบของ HomePod ความเป็นลำโพงไม่ปลื้มมากแต่ยอมรับในเครื่องคุณภาพเสียง การใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ HomeKit ได้ ส่วนที่เฉยมากจริง ๆ คือคาแรคเตอร์ของเสียงอันนี้ฟังกี่ครั้งก็ไม่โดนจริง ๆ จนกว่าแอปเปิ้ลจะมีให้ปรับหนักเบาของเสียงเบสได้เองน่าจะถูกใจกว่านี้ แล้วไหนจะเรื่องการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธที่ปิดกั้นไม่ให้ยี่ห้ออื่นมาใช้ได้อีก อันนี้เบ้ปากหนักมากจริง ๆ

ส่วนที่ตั้งคำถามมาตลอดคือเราต้องการลำโพงที่สั่งด้วยเสียงจริง ๆ เหรอ คิดว่าตอนนี้เป็นยุคเริ่มต้นของอุปกรณ์พวกนี้ครับ วันนี้อาจจะไม่ได้ต้องการ แต่ถ้าวันข้างหน้า Siri เก่งมากขึ้น รู้จักภาษาไทยมากขึ้น ตอบโต้ได้ดีกว่านี้ หาข้อมูลให้เราได้ดีกว่านี้ วันข้างหน้าเราอาจจะชอบให้ลำโพงในบ้านตอบโต้กับเราก็เป็นได้ แต่วันนี้ส่วนตัวผมยังเฉย ๆ ครับ ยังรู้ว่าทำไมต้องมาสั่ง Hey Siri, Volume Up แทนที่นจะกดปรับระดับเสียงเพลงจาก iPhone ที่อยู่ข้าง ๆ ตัว โอเคว่ามันมีจังหวะเดินไปเดินมาแล้วสั่งปรับระดับเสียงหรือสั่งให้เล่นเพลงนู้นนี่อันนี้ก็สะดวกประมาณหนึ่งแต่ก็ยังไม่ใช่จุดประสงค์หลักที่จะเลือกซื้อลำโพงกลุ่มนี้

ข้อจำกัด Siri ใน HomePod ก็ยังเยอะด้วย ทำอะไรมากไม่ได้ ก็ต้องรอดูกันไปว่าแอปเปิ้ลจะเอายังไงต่อ เพราะตัวผมรู้สึกว่า HomePod เป็นของที่ต้องออกมาขายเพราะถูกบีบจากคู่แข่งที่ออกมากันสักพักแล้ว แต่พอออกมาก็ได้เท่านี้แหละยังไม่ได้เก่งล้ำอะไร รอดูความเก่งของ Siri กันต่อไปครับ

ขายได้มั้ย ผมว่าก็ขายได้อยู่แล้วสำหรับแฟน ๆ แอปเปิ้ลที่ซื้อเพราะว่านี่คือสินค้าแอปเปิ้ล ส่วนคนที่จะซื้อเพราะเป็นลำโพงคุณภาพเสียงดี ๆ อยากให้ไปลองฟังก่อนว่าเสียงแบบนี้ถูกใจเราหรือไม่ เพราะในราคาประมาณนี้มีตัวเลือกลำโพงอีกหลายตัวครับ

ตัวผมเองคิดว่าอนาคตแอปเปิ้ล ‘อาจจะ’ ออก HomePod รุ่นเล็กมาเสริมอีกรุ่นก็เป็นได้ครับ



You May Also Like:

แอปเปิ้ลจะออก AirPods มี Noise Cancellation, หูฟังครอบหัวไฮเอ็นด์ และ HomePods รุ่นใหม่ปีหน้า

มีข่าวลือน่าสนใจเกี่ยวกับหูฟังและลำโพงรุ่นใหม่จากแอปเปิ้ลว่าตอนนี้กำลังพัฒนาอยู่หลายรุ่น ทั้ง AirPods ที่น่าจะมี Noise Cancellation มาด้วย, HomePod รุ่นใหม่ และยังจะมีหูฟังแบบครอบหัวรุ่นท็อปอีกด้วย คาดว่าทั้งหมดเราจะได้เห็นในปี 2019 ..

รีวิว : ลำโพงมหึมา JBL – Boombox

เป็นลำโพงที่มีขนาดตัวเครื่องไม่ธรรมดาเลยทีเดียวสำหรับ JBL - Boombox นอกจากเรื่องเสียงที่กระหึ่มแล้ว ตัวเครื่องยังมีแบตเตอรี่ในตัว และกันน้ำได้ด้วย ..

ไปลองเล่น HomePod มาครับ

มีโอกาสได้ไปลองเล่น HomePod ที่เพื่อนซื้อมาใช้งาน เลยมาเล่าสู่กันฟังว่าเป็นยังไงบ้าง ..

Share

Tweet

Email