แอปเปิ้ลเผยโฉม iOS 12, watchOS 5, tvOS 12

แอปเปิ้ลเผยโฉม iOS 12, watchOS 5, tvOS 12

ผ่านไปแล้วสำหรับงานประจำปีอย่าง WWDC 2018 ที่ปีนี้คนที่ติดตามงานหลายคนว่ากร่อย หลายคนก็ว่างานนี้โอเค รวม ๆ แล้วงานนี้เป็นยังไงไปติดตามกันตครับ

สำหรับงาน WWDC 2018 แอปเปิ้ลไม่มีฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ใด ๆ มาอยู่ในงานเลยครับไม่ว่าจะ MacBook Pro หรือ iMac ที่เก็ง ๆ กันไว้ งานปีนี้ซอฟท์แวร์ล้วน ๆ โดยปีนี้แอปเปิ้ลไม่เน้นฟีเจอร์หวือหวาตามที่เคยมีข่าวออกมาก่อนนะ ซึ่งพอไม่ค่อยมีอะไรหวือหวาผู้ใช้งานที่เป็น End Users เลยดูผิดหวังที่แอปเปิ้ลไม่ค่อยมีฟีเจอร์อะไรใหม่ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่แอปเปิ้ลปรับปรุงให้ดีขึ้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว โดยเฉพาะการปรับปรุง iOS 12 ให้ทำงานบนเครื่องรุ่นเก่าได้รวดเร็วมากกว่า iOS 11

สำหรับ iOS 12 ภาพรวมเป็นการปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพของเดิมที่มีอยู่ให้โอเคมากขึ้น อันดับแรกเลยคือเรื่องประสิทธิภาพการใช้งานที่แอปเปิ้ลบอกว่า iOS 12 มีความรวดเร็วในการใช้งานบางอย่างดีกว่า iOS 11 เช่นการปัดที่หน้าจอ Lock Screen เข้าไปโหมดกล้องถ่ายรูปทำได้เร็วกว่าเดิม 70 เปอร์เซ็นต์, เวลาเรียกคีย์บอร์ดใช้งานคีย์บอร์ดปรากฏขึ้นมาได้เร็วกว่าเดิม 50% และเรียกแต่ละแอพใช้งานได้เร็วขึ้นเท่าตัว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรุ่นของ iPhone/iPad ด้วยว่าเป็นรุ่นเก่ามากน้อยแค่ไหน โดยตัวเลขที่แอปเปิ้ลวัดออกมาแอปเปิ้ลทดสอบกับ iPhone 6 Plus ที่ออกมาเมื่อปี 2014

เครื่องไหนอัพ iOS 12 ได้บ้าง ? ง่าย ๆ เลยคือเครื่องไหนที่ลง iOS 11 ได้ก็ยังลง iOS 12 ได้อยู่ครับ ซึ่ง iPhone 5s กับ iPad mini 2 ยังได้ไปต่อ เรื่องนี้ค่อนข้างประหลาดใจเหมือนกัน

ในแง่ฟีเจอร์ใหม่ของ iOS 12 ที่ดูจะจับต้องและโดดเด่นมากสุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง FaceTime แบบกลุ่มที่รองรับการคุยพร้อมกันได้สูงสุด 32 คน (ทั้งแบบเสียงและวิดีโอ) โดยขณะใช้งานถ้าใครเป็นคนพูดอยู่กรอบวิดีโอของคนนั้นก็จะใหญ่และเด่นขึ้นกว่าของคนอื่น ๆ ตรงนี้ถือว่าทำได้ดีทีเดียว

ถัดมา Memoji เปิดให้เราสร้างคาแรกเตอร์ Animoji ในรูปแบบของเราได้เอง เลือกทรงผม เลือกเบ้าหน้า เลือกสีผิว เลือกใส่แว่นไม่ใส่แว่น เลือกว่าใส่ตุ้มหูด้วยรึเปล่า สามารถสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นมาได้จาก Memoji ใน iOS 12 

Notification แบบกลุ่ม จากเดิมที่แต่ละข้อความแจ้งเตือนก็แยกกัน แม้จะมาจากแอพเดียวกันก็จะเป็นแถวเรียงเดียวบนหน้าจอ Lock Screen แต่ใน iOS การแจ้งเตือนถ้ามาจากแอพเดียวกันก็จะซ้อนข้อความไว้ด้วยกัน ทำให้ลดเวลาเรากวาดตามองหาและลดการสไลด์หน้าจอไปได้หน่อยนึงด้วย 

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ Screen Time ให้เราได้รู้ว่าเราใช้เครื่องไปกี่ชั่วโมง ใช้เวลากับแอพไหนกี่นาทีกี่ชั่วโมง ซึ่งเราสามารถตั้งค่าจำกัดการใช้งานแต่ละแอพได้ด้วย เช่น ตั้งค่าใช้ facebook ต่อวัน 2 ชั่วโมง เราใช้งานไปเรื่อย ๆ แล้วใกล้ครบเวลาที่เรากำหนดไว้ก็จะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาว่าวันนี้เราใช้ facebook ใกล้ครบ 2 ชั่วโมงแล้ว โดยความสามารถนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปตั้งค่าอุปกรณ์ลูก ๆ ได้ด้วยว่าให้ใช้งานแต่ละแอพกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมงในแต่ละวัน

ฟีเจอร์เกี่ยวกับ Siri ที่มีมาใหม่คือ Siri Shotcuts โดยเราสามารถตั้งค่าแต่ละแอพที่รองรับ Siri Shotcuts (แอพคงทยอยอัพเดทให้รองรับหลัง iOS 12 เวอร์ชั่นเต็มเปิดให้ดาวน์โหลด) ให้ Siri ช่วยแจ้งเตือนเราเกี่ยวกับแอพนั้น ๆ ได้ เราสามารถตั้งค่าเกี่ยวกับ Shotcuts ได้ว่าถ้าเราพูดอะไรไปแล้วให้เป็นการแจ้งเตือนหรือให้ Siri ทำอะไรให้ Siri สามารถเรียนรู้ว่าพฤติกรรมของเราแต่ละวันของเราได้จากที่เรากดใช้งานและแนะนำอะไรบางอย่างเวลาที่เราไปในแต่ละสถานที่ได้ด้วย (ตอนเขียนข่าวนี้ยังไม่ได้ลองใช้นะครับ เลยยังไม่รู้ว่าแจ๋วแค่ไหน)

เรื่องอื่น ๆ ที่มีปรับปรุงก็มีแอพ Photos แล้วก็อีกเรื่องที่แอปเปิ้ลเน้นมาก ๆ เลยก็คือเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน โดยรวมสำหรับ iOS 12 ในมุมผู้ใช้งานปกติดูงานนี้ก็จะจืด ๆ มากหน่อย เพราะไม่มีฟีเจอร์อะไรหวือหวา ส่วนคนที่เข้าใจระบบเข้าใจเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ก็จะรู้สึกว่า iOS 12 ก็ดูมีอะไรอยู่เหมือนกัน

สิ่งที่ผมผิดหวังเกี่ยวกับ iOS 12 คงเป็นส่วนของ Siri ที่ไม่มีแอปเปิ้ลยังไม่มีการปรับปรุงใด ๆ ให้เห็นแบบชัด ๆ ว่าแอปเปิ้ลจะไปทางไหนในโลกของ AI และแน่นอนว่าในเมื่อ Siri ภาษาอังกฤษก็ยังไม่มีอะไรปรับปรุงใหม่ ไม่มีเสียงใหม่ ๆ ก็กระทบมาถึง Siri ภาษาไทยด้วยที่จะถูกเพิกเฉยไปอีกทีตามระเบียบ 

watchOS 5 

สำหรับ watchOS 5 ดูจะมีการปรับปรุงและมีฟีเจอร์ใหม่มากกว่า iOS 12 โดยเรื่องแรกที่รู้สึกว่าทำได้สักทีก็คือการไม่ต้องพูด Hey Siri เวลาเราเรียกใช้ Siri บน Apple Watch จากนี้เครื่องไหนที่ใช้ watchOS 5 เวลายกข้อมือขึ้นมาก็พูดไฟแล่บใส่ Apple Watch ได้เลยเดี๋ยว Siri ตอบสนองเอง มีฟีเจอร์ Walkie-Talkie เพิ่มเข้ามาให้คนที่มี Apple Watch กดคุยกันได้

ส่วนที่ผมสนใจทุกปีเกี่ยวกับ watchOS คือเรื่องเกี่ยวกับแอพออกกำลังกาย ซึ่ง watchOS 5 ก็มีการปรับปรุงเรื่องนี้อยู่มากทีเดียว ทั้งเรื่องฟีเจอร์การท้าออกกำล้งกายกับเพื่อน ๆ , ปรับปรุงแอพ Workout บางส่วนให้คำนวณได้แม่นยำขึ้น อย่างเช่น การวิ่งกลางแจ้งที่เพิ่มส่วนของ Pace Alert เข้ามา เพิ่มส่วนของ Cadence เวลาวิ่ง , ปรับปรุงการคำนวณของการเล่น Yoga ใหม่หมด

ยิ่งกว่านั้นคือ watchOS 5 สามารถคาดเดาได้ว่าที่เรากำลังเคลื่อนไหวตัวเราอยู่น่าจะเป็นการออกกำลังกายนะ และน่าจะเป็นกีฬาประเภทนี้นะ ก็จะมีแจ้งเตือนให้เรากดเริ่มต้นออกกำลังกาย ฟีเจอร์นี้ก็คงถูกใจคนชอบออกกำลังกายกันอยู่บ้าง

นอกจากนี้แอปเปิ้ลเพิ่มแอพ Podcast เข้ามาใน watchOS 5 เรื่องนี้ก็แล้วแต่คนจริง ๆ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกว่า Podcast คืออะไร แต่เอาเป็นว่าคนที่ชอบฟังรายการในรูปแบบ Podcast คงถูกใจกันไม่น้อย 

อีกส่วนที่น่าสนใจใน watchOS 5 คือรองรับเรื่องบัตรนักเรียน/นักศึกษา ซึ่งตอนนี้มหาวิทยาลัย 6 แห่งพร้อมรองรับเรื่องนี้แล้ว โดยจะทำให้บัตรนักศึกษาไปอยู่ใน Apple Watch เวลาจะเข้าห้องสมุด หรือใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยก็แค่ยกนาฬิกาไปใกล้ ๆ เครื่องอ่าน เท่านี้ก็ผ่านเข้าพื้นที่ได้ ซึ่งก็ดูดีทีเดียว

โดย watchOS 5 ไม่รองรับ Apple Watch รุ่นแรกสุดแค่รุ่นเดียวซึ่งก็รวมถึงเจ้าตัวเรือนทอง 18K เรือนละหลายแสนบาทก็ไม่ได้ไปต่อด้วยครับ

นอกนั้นสามารถอัพเดทเป็น watchOS 5 ได้หมดครับ

Apple TV 4K จะรองรับระบบเสียง Dolby Atmos 

ในส่วนของ tvOS 12 เรื่องที่น่าจะถูกใจคนดูหนังก็คงเป็นเรื่องว่า Apple TV 4K จะรองรับระบบเสียง Dolby Atmos ซึ่งบนเวทีแอปเปิ้ลก็บอกเลยว่าหนังใน iTunes Store หลายเรื่องก็จะถูกอัพเดทให้รองรับ Dolby Atmos ด้วย

โดยรูปแบบเสียงโฮมเธียร์เตอร์ที่เราคุ้นกันก็จะเป็นแบบ 5.1 Channel ที่มีลำโพงหน้า  1 คู่ ลำโพงกลางเหนือทีวี 1 ลำโพง , มีลำโพงคู่หลัง 1 คู่ และมีซับวูฟเฟอร์ 1 ตัววางที่พื้น เวลาเราเปิดหนังเราก็จะรู้สึกว่าเสียงมาจากรอบทิศทางจากด้านซ้ายขวาหน้าหลังจากด้านข้างเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเจ้า Dolby Atmos ผมอธิบายคร่าว ๆ ว่าคือการเพิ่มเสียงจากด้านบนเหนือตัวของเราครับ ทีนี้ก็คือถ้าเราอยากให้ชุดลำโพงที่บ้านรองรับก็ต้องซื้อตัวถอดรหัสเสียงที่รองรับ Dolby Atmos และลำโพงมาติดเหนือหัวด้วยครับ และที่สำคัญคือหนังที่ดูก็ต้องรองรับ Dolby Atmos ด้วย โดยปัจจุบันหนังใน Netflix บางเรื่องก็เป็นเสียงแบบ Dolby Atmos แล้ว (ผมเข้าใจว่าตอนนี้มีไม่เกิน 5 เรื่อง) ซึ่งอนาคตหลังจากที่ tvOS ใหม่ออกมาให้อัพเดทเราคงได้เห็นโลโก้ Dolby Atmos กับหนังที่ขายอยู่ใน iTunes Store อีกเพียบ

รูปแบบลำโพง 5.1.2 (จากลำโพง 5.1 เพิ่มลำโพงเหนือหัวเข้ามาอีก 2 ตัว)

รูปแบบลำโพง 7.1.2 (จากลำโพง 7.1 เพิ่มลำโพงเหนือหัวเข้ามาอีก 2 ตัว)

ทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการชุดลำโพงโฮมเธียร์เตอร์แบบอลังการแต่อยากได้เสียง Dolby Atmos ก็จะมีการซื้อทีวีที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos (ซึ่งก็จะรองรับภาพแบบ Dolby Vision ไปด้วย) ไปเลยในตัว ซึ่งก็มักจะอยู่ในทีวี OLED ราคาสูง แต่ทีวีที่รองรับ Dolby Atmos ก็ให้เสียงได้ไม่ดีเท่ากับลำโพงโฮมเธียร์เตอร์ที่มีการติดตั้งลำโพงเหนือหัวนะครับ เพราะเสียงจากทีวีจะใช้วิธียิงเสียงขึ้นด้านบนแล้วให้สะท้อนที่เพดานกลับมาให้เรารู้สึกว่ามีเสียงอยู่เหนือหัวของเราครับ

อีกทางเลือกก็คือซื้อ Soundbar รุ่นที่รองรับ Dolby Atmos ก็จะประหยัดพื้นที่กว่าการติดตั้งลำโพงโฮมเธียร์เตอร์แบบจัดเต็มครับ โดย Soundbar ก็จะใช้วิธียิงเสียงขึ้นด้านบนแล้วให้สะท้อนเพดานเหนือหัวของเรา จุดนี้เพดานห้องไม่ควรมีความสูงที่มากเกินเพราะจะลดประสิทธิภาพการสะท้อนเสียงลงมาครับ

 

โดย Soundbar ที่รองรับ Dolby Atmos เท่าที่เห็นมีขายในไทยก็มีของ LG กับ Sony

เรื่องที่ผมคาดหวังแต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ตามที่คาดไว้ก็คือ หนังในเครือ Disney ที่ขายอยู่ใน iTunes Store จะปรับขึ้นมาเป็น 4K ซึ่งก็ไม่มีการประกาศเกียวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

อื่น ๆ ใน tvOS ขอไม่แตะเพราะเป็นฟีเจอร์ที่แอปเปิ้ลไม่เปิดให้ใช้งานในไทย

รวม ๆ สำหรับงาน WWDC 2018 ปีนี้มีทั้งส่วนที่โอเคครับ และส่วนที่คาดหวังแต่ไม่ได้อย่างที่คาด อย่างเช่น Siri ที่แอปเปิ้ลไม่ได้พูดถึงความเป็น AI แบบชัดเจนมากนัก เรื่องการปรับปรุง Siri ให้เก่งขึ้นก็ไม่มีพูดถึง เรื่องที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการเปิดให้ใช้งาน NFC กับแอพอื่น ๆ ได้ก็ยังไม่มีพูดถึง ก็เลยยังต้องรอกันต่อไป



You May Also Like:

แอปเปิ้ลจัดงาน WWDC 2018 วันที่ 4-8 มิ.ย. นี้

แอปเปิ้ลเพิ่งประกาศเกี่ยวกับวันจัดงาน WWDC 2018 ว่าเป็นวันที่ 4-8 มิ.ย. สำหรักใครที่สนใจเข้าร่วมงานนี้สามารถลงทะเบียนและลุ้นเป็นผู้ที่ได้รับเลือกเหมือนเดิม  ..

iOS 12 จะเน้นปรับปรุงความเสถียรมากกว่าเพิ่มฟีเจอร์หวือหวา

คิดว่าข่าวนี้น่าจะทำให้หลายคนถอนหายใจแบบว่า เอ้อ..นี่แหละที่รออยู่ เมื่อมีข่าวว่า iOS 12 จะเน้นปรับปรุงความเสถรียรมากกว่าเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ  ..

แอปเปิ้ลส่งอีเมลเชิญนักข่าวร่วมงาน WWDC 2017 วันที่ 5 มิ.ย. นี้

เป็นที่ทราบกันว่าปีนี้แอปเปิ้ลจัดงาน WWDC 2017 วันที่ 5-9 มิ.ย. โดยล่าสุดแอปเปิ้ลส่งอีเมลเชิญสื่อเพื่อรวมงานเปิดวันที่ 5 มิ.ย. แล้ว ..

Share

Tweet

Email