![]() |
![]() |
![]() |
|
สำหรับคนที่เพิ่งติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ iPod อาจจะยังไม่ทราบว่า iPod นั้นตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบันนั้นมีมาทั้งหมดกี่รุ่นแล้ว และแต่ละรุ่นหน้าตาเป็นยังไงนั้น สามารถอ่านที่มาที่ไปของ iPod แต่ละรุ่นรวมถึง iTunes ได้จากด้านล่างนี้ iPod 1G Scroll Wheel
ผลิต : ตุลาคม 2001 เปิดศักราชแต่ยังไม่ฉายแววความนิยมในปี 2001 ราวเดือนพฤศจิกายนซึ่งโครงการณ์เครื่องเล่นเพลงตัวนี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2001 และมาสำเร็จเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ซึ่งในขณะนั้้นในตลาดเครืื่องเล่่นเพลงพกพายังมีโซนี่เป็นพี่ใหญ่ที่นำเสนอเครืื่องเล่นซีดีและเครื่องเล่นมินิดิกส์ ซึ่งมีผู้ผลิตรายอื่นได้ลองตลาดด้วยเครื่องเล่นแบบใช้แฟลชเมโมรี่ในความจุที่ไม่มากนัก (ประมาณ 16-64 MB) โดยยังไม่ใครได้ทันเฉลียวใจแอปเปิ้ลนำโดยสตีฟ จ็อบส์ก็ได้นำเสนอเครื่องเล่นเพลงพกพาแบบใช้ฮาร์ดดิกส์ โดยมีขนาดเล็กกว่าพวกเครื่องเล่นเทปแบบพกพาเสียอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ในขณะนั้นกับ iPod with scroll wheel ความจุ 5 GB โดยการนำเสนอในครั้งนั้นบอกว่าเป็นเครื่องเล่นเพลงความจุกว่า 1,000 เพลง ในขนาดที่พอ ๆ กับซองบุหรี่และสามารถใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อได้อย่างสบายในราคา $399 (ประมาณ 16,000 บาท) เมื่อมีเครื่องแล้วแน่นอนว่าโปรแกรมคู่บุญคือ iTunes ซึ่งแอปเปิ้ลได้เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2001 ในงาน MacWorld Expo San Francisco 2001 ซึ่งในขณะนั้น iTunes ยังรันอยู่บน Mac OS 9.0.4 หรือ 9.1 ก็ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการนี้เช่นกัน โดยในสมัยนั้น iTunes 1.0 ยังไม่มีอะไรมากมายนักมีเพียงการสร้าง Playlist เท่านั้นที่เป็นส่ิงแปลกใหม่ ซึ่งหลังจากปล่อยให้ดาวน์โหลดผ่านไปหนึ่งอาทิตย์มียอดดาวน์โหลดมากถึง 275,000 ครั้งหลังจากนั้นไม่นานแอปเปิ้ลก็ได้ทำการอัพเดทเป็นเวอร์ชั่น 1.1 พอมาถึงเดือนตุลาคมในปีเดียวกันนั้นแอปเปิ้ลก็ออก iTunes 2 ซึ่งมีการปรับปรุงเพิ่มเติมต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นการบันทึกเพลงเป็นแผ่นซีดีแบบ mp3 ,บันทึกแผ่นซีดีออดิโอได้เร็วกว่าเวอร์ชั่นก่อน,การปรับแต่งอีควอไลเซอร์ และครอสเฟสดิง รวมถึงการปรับเปลี่ยนหน้าตาโลโก้ให้ดูทันสมัยขึ้น แน่นอนว่าสามารถใช้งานร่วมกับ iPod ได้ iTunes 2 ใช้งานร่วมกับ Mac OS 9.2.1 หรือ OS X 10.1 iPod 2G touch wheel
ผลิต : กรกฎาคม 2002 หลังจากเริ่มประสบความสำเร็จกับรุ่นแรกไปแล้ว แอปเปิ้ลก็ได้ทำการปรับปรุงการใช้งาน "Wheel" ให้ดีขึ้นโดยเรียกชื่อใหม่ว่า "Touch wheel" ที่มีการใช้งานได้ดีขึ้นควบคุมได้ง่ายขึ้น ซึ่งแอปเปิ้ลเปิดตัว iPod รุ่นนี้ในงาน MACWORLD EXPO, NEW YORK โดยมีความจุ 5 GB ราคา $299,10GB ราคา $399 และ 20GB ราคา $499 ซึ่งในรุ่น 20 GB สามารถจุเพลงได้มากถึง 4,000 เพลง และเป็นครั้งแรกที่มี iPod สำหรับชาววินโดวส์อีกด้วย โดยการใช้งานบนวินโดวส์ในขณะนั้นจะต้องใช้งาน iPod ร่วมกับโปรแกรม MusicMatch Jukebox ซึี่งในตอนนนั้นมี iPod เพียงเจ้าเดียวที่นำเทคโนโลยี Auto-sync มาใช้กับเครื่องพีซี โดยการทำงานของ Auto-sync ก็คือเมื่อนำ iPod มาต่อเข้ากับเครื่องพีซีเพียงเท่านี้ก็จะสามารถอัพเดทเพลงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทันทีผ่านทางโปรแกรม MusicMatch Jukebox (คล้ายกับ Auto update ในปัจจุบัน) นอกจากนั้นยังเป็นครั้งแรกที่ทางแอปเปิ้ลได้เปิดบริการสลักเลเซอร์ (Laser engraving) ให้แก่เครื่อง iPod โดยสามารถสลักได้ 2 บรรทัด 27 ตัวอักษรต่อบรรทัดในราคา $49 iTunes3 ได้เปิดตัวในงานเดียวกันนี้ได้เพิ่มฟังก์ชั่นต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Smart Playlist, Sound Check, สนับสนุนการใช้งาน audio programming จาก Audible.com โดยในเวลานั้น iTunes มียอดดาวน์โหลดมากว่า 14 ล้านครั้ง และมีการเปลี่ยนสีโลโก้จากตัวโน๊ตสีน้ำเงินเป็นสีม่วง iTunes 3 ใช้งานร่วมกับ Mac OS X 10.1.4 ขึ้นไป iPod 3G Dock Connector
จุ 7,500 เพลงในขนาดเครื่องทีบางกว่ากล่องซีดี 2 กล่องนั้นคือคำจำกัดความของ iPod รุ่นนี้ สำหรับการเปิดตัวไอพอดครั้งนี้มีขึ้นในเดือนเมษายน 2003 โดยเร่ิมแรมมีให้เลือก 3 รุ่นด้วยกันได้แก่ 10 GB ($299), 15GB ($399), 30 GB ($499) สิ่งที่เปลีี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดคือรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไปมากไม่ว่าจะเป็น Wheel ที่ใช้เป็นระบบสัมผัส ปุ่มคำสั่งต่าง ๆ นำไปอยู่ด้านบนเป็นแถวเรียงกัน 4 ปุ่มพร้อมไฟเรืองแสงสีส้มที่ตัวปุ่ม (เป็นรุ่นเดียวที่มีแสงไฟสีส้มนี้) การออกแบบตัวเครื่องได้รับคำชมต่าง ๆ มากมาย ส่วนซอฟท์แวร์ภายในเครื่องได้เพิ่ม"On-The-Go"playlist เข้ามาช่วยให้ผู้งานสามรถสร้าง playlist ได้ทันทีจากเครื่อง iPod เอง นอกจากนั้นยังเป็นรุ่นแรกที่ iPod สามารถใช้งานร่วมกับ USB 2.0 ได้อีกด้วยแต่ยังไม่สามารถชาร์ทไฟผ่านทางพอร์ท USB ได้ นอกเหนือจากนี้แอปเปิ้ลก็ลดราคาค่าสลักเลเซอร์เหลือเพียง $19 และเมื่อถึงเดือนกันยายน 2003 แอปเปิ้ลก็ได้ปล่อย iPod ความจุขนาด 40 GB และ 20 GB มาลงตลาดทำให้ถึงตอนนั้นมี iPod เหลือเพียงรุ่น 10 GB ($299) ,20 GB ($399) และ 40 GB ($499) ไม่ใช่แค่เครื่องเล่นเพลงแต่มันคือร้านขายเพลงออนไลน์(ว่าที่)ใหญ่ที่สุดในโลก มาถึงตอนนี้นอกจากการเปิดตัว iPod 3G แล้วแอปเปิ้ลยังได้ประกาศเปิดตัว iTunes Music Store หรือ iTMS ในอเมริกาซึ่งเป็นร้านขายเพลงออนไลน์ที่ใช้งานงานผ่านทางโปรแกรม iTunes โดย iTMS ในขณะนั้นมีเพลงให้เลือกซื้อกว่า 200,000 เพลงจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ทั้งBMG, EMI, Sony Music Entertainment, Universal และ Warner โดยขายเพลงละ $0.99 ซึ่งนอกจากเพลงทั่วไปที่หาฟังได้จากแผ่นซีดีแล้วยังมีเพลงเวอร์ชั่นพิเศษจากศิลปินชื่อดัง แถมด้วยการเปิดใช้ชมมิวสิควิดีโอฟรีอีกด้วย ฟังก์ชั่น iTMS จะมาพร้อมกับ iTunes 4 ซึ่งมีการเปลี่ยนสีโลโก้ตัวโน๊ตเป็นสีเขียวแทนสีม่วงของเดิมและข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องเพลงในตอนนั้นสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.apple.com/music ซึ่งในปัจจุบันคือ www.apple.com/itunes นั้นเอง หลังจากเปิดขายเพลงได้หนึ่งอาทิตย์ก็มียอดดาวน์โหลดกว่า 1 ล้านเพลงหลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนก็มียอดดาวน์โหลดเข้าสู่ 5 ล้านเพลงเมื่อมาถึงเดือนกันยายนยอดดาวน์โหลดก็ทะยานไปสู่หลัก 10 ล้านเพลงและเมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม 2003 แอปเปิ้ลได้ทำการเปิดตัว iTunes for Windows (iTunes 4.1) ซึี่งนับเป็นการเปิดศักราชอีกหน้าของ iPod และ iTunes iPod mini
น้ำหนัก : 102 กรัม ไม่นึกไม่ฝันว่าวันหนึ่ง iPod จะมีเครื่องเป็นสีสรรสดใสกับเค้าด้วยเหมือนกัน iPod mini เปิดตัวในเดือนมกราคมปี 2004 ในงาน MacWorldExpo ตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียม อโนไดซ์ 5 สีด้วยกันได้แก่เงิน,ฟ้า,เขียว,ชมพู และทอง มาพร้อมกับความจุขนาด 4 GBรูปแบบไมโครไดรฟ์ในราคา $249 ซึ่งในช่วงเวลาที่เปิดตัว iPod mini ถือเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพาที่มีขนาดเล็กที่สุดที่สามารถจุเพลงได้ถึง 1,000 เพลง โดย iPod mini ได้ใช้ Wheel แบบใหม่เรียกว่า "Click Wheel" ซึ่งเป็นระบบการควบคุมแบบใหม่ที่แอปเปิ้ลนำมาใช้และด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไปนักกับรูปลักษณ์สีสรรที่ไม่เคยมีมาก่อนทำให้ iPod mini มียอดจองเกินกว่า 100,000 เครื่อง (วางจำหน่ายจริงเดือนกุมภาพันธ์ 2004)และเมื่อออกวางจำหน่ายก็ปรากฏว่าสิ้นค้าขาดตลาดไปช่วงหนึ่งเลยทีเดียว และกว่าจะวางจำหน่ายทั่วโลกก็เข้าไปถึงเดือนกรกฏาคม หลังจากนั้นไม่นาน iTMS ก็มียอดดาวน์โหลด 50 เพลงในเดือนมีนาคมซึ่งเพลงที่ถูกดาวน์โหลดไปคือ The Path of Thorns (Sarah McLachlan) โดยในช่วงนั้นมีการดาวน์โหลลเพลงมากถึง 2.5 ล้านเพลงต่อวัน iTMS มีเพลงให้เลือกกว่า 500,000 เพลงจาก 5 ค่ายเพลงชั้นนำ, 300 ค่ายอิสระ และกว่า 5,000 ออดิโอบุ๊ค ซึ่งทำให้ iTMS เป็นร้านขายเพลงออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก iPod 4G Click Wheel
เมื่อถึงเดือนกรกฎาคม 2004 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ iPod ก็ดำเนินมาถึงจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งด้วยการเปลี่ยนตามรอย iPod mini ที่มาใช้ Click wheel ด้วยเช่นกันด้านความจุไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักจากรุ่นก่อน แต่ด้านราคากลับมีการลดลงอย่างไม่น่าเชื่อคือ รุ่น 20 GB ราคา $299 และรุ่น 40 GB ราคา $399 ด้วยการใช้งานที่ง่ายประกอบกับราคาต่อหน่วยความจุคุ้มค่่ามากขึ้นจึงทำให้รุ่นนี้เป็นที่กล่าวขวัญถึงในวงที่กว้างขึ้น อีกจุดหนึ่งที่ถูกปรับปรุงก็คือแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานขึ้นเป็น 12 ชั่วโมงและการชาร์ทไฟผ่านทางพอร์ท USB ได้ทำให้การใช้งานได้รับความสะดวกมากขึ้นในฝั่งผู้ใช้งานวินโดวส์ นอกเหนือจากนี้ค่ายคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง HP ก็หันมาสนใจตลาดเพลงดิจิตอลด้วยเช่นกันและก็เลือกเครื่อง iPod รุ่นนี้ในนามของบริษัทตัวเองและใช้ชื่อเป็น "iPod HP" ซึ่งออกวางจำหน่ายในเดือนกันยายน 2004 หลังจากเปิดตัว iPod รุ่นใหม่ได้ไม่กี่สัปดาห์ก็มีข่าวน่ายินดีอีกหนึ่งข่าวนั้นคือการประกาศความร่วมมือของโมโตโรล่าและแอปเปิ้ลที่หมายมั่นจะทำ iTunes Phone ที่สามารถใช้งานร่วมกับ iTunes ได้ง่าย ๆ ผ่านทางสายต่อ USB และ Bluetooth ซึ่ง iTunes Phone เครื่องแรกจะวางจำหน่ายในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2005 ส่วนทาง iTMS ก็ได้มีการเฉลิมฉลองครบ 100 ล้านเพลงด้วยการแจก Powerbook 17", iPod 40 GB, บัตรสมนาคุณ iTMS 10,000 เพลง ให้กับผู้โชคดีที่ซื้อเพลงที่ 100 ล้านพอดี ซึ่งได้แก่ Kevin Britten ซื้อเพลง “Somersault (Dangermouse remix)” by Zero 7 เป็นผู้โชคดีแบบส้มหล่น
"iPod ดำแดง" ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าแอปเปิ้ลจะแหกกฎการทำ iPod เฉพาะสีขาวของตัวเอง โดยความร่วมมือของแอปเปิ้ลและยูนิเวอร์แซล มิวสิค ได้ทำ iPod รุ่นพิเศษนี้ขึ้นมาด้วยตัวเครื่องสีดำ และ Click wheel สีแดง พร้อมด้วยด้านหลังสลักเลเซอร์ลายเซ็นสมาชิกวง U2 ทั้งหมดบนพื้นสีเงิน ส่ิงพิเศษนอกเหนือจากตัวเครื่องที่ไม่เหมือนใครแล้วก็คือบัตรสมนาคุณจาก iTMS ที่สามารถใช้ดาวน์โหลดเพลง "The Complete U2" กว่า 400 เพลงได้ในราคาพิเศษเพียง $149 เท่านั้น iPod 4G Photo
ห้วงเวลาแห่งความหฤหรรษของ iPod ได้เกิดขึ้นอีกครั้งกับการปรับปรุงหน้าจอ 2 น้ิวให้แสดงผลสีได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างรอคอยกันมานานเต็มทีเร่ิมด้วยรุ่น 40 GB ($499) และ 60 GB ($599) ในเดือนตุลาคม 2004 เป็นครั้งแรกที่มากถึง 15,000 เพลงและส่ิงพิเศษสำหรับคราวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความจุและสีสรรในการแสดงผลเท่านั้น iPod ยังสามารถดูรูปผ่านหน้าจอได้อีกด้วย โดยสามารถใส่รูปเพื่อดูผ่านทางหน้าจอได้มากถึง 25,000 รูป แถมด้วยการโชว์ Album artwork ขณะเล่นเพลงได้เป็นครั้งแรก ด้วยราคาที่สูงมากทำให้ในเวลาต่อมาแอปเปิ้ลได้ทำการอัพเดท iPod Photo อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 โดยออกรุ่น 30 GB ($349) แทนรุ่น 40 GB และปรับราคารุ่น 60 GB ลงมาเหลือเพียง $449 นอกจากนัั้นแอปเปิ้ลยังได้เปิดให้สลักเลเซอร์ได้ฟรีเมื่อซื้อเครื่องผ่านทางร้านค้าออนไลน์ เพื่อให้ iPod Photo สมบูรณ์แบบมากย่ิงขึ้นแอปเปิ้ลได้ออกอุปกรณ์เสริม iPod Camera Connector ไว้สำหรับโอนรูปถ่ายจากกล้องดิจิตอลเข้า iPod ได้ทันทีถือเป็นอุปกรณ์เสริมชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้ iPod อยูเหนือคู่แข่งรายอื่น สำหรับ iTunes Music Store ได้ผ่านเข้าสู่ 200 ล้านเพลงและมีการอัพเดทเล็กน้อยโดยประกาศความร่วมมือกับ Paypal ให้ผู้ใช้บริการสามารถซื้อเพลงใน iTMS ผ่านทางบริการ PayPal ได้ iPod shuffle
เข้าสู่ปี 2005 แอปเปิ้ลได้ทำการเปิดตัว iPod รุ่นใหม่เพิ่มอีกหนึ่งรุ่นนั้นคือ iPod shuffle ที่มีขนาดเล็กพอ ๆ กับซองหมากฝรั่ง โดย iPod shuffle ถือเป็นครั้งแรกหลาย ๆ อย่าง คือเป็น iPod รุ่นไม่มีหน้าจอ, เป็น iPod รุ่นแรกที่ใช้แฟลชเมโมรี่ และเป็นรุ่นแรกที่ต่อกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรงผ่านทาง USB และเป็น iPod รุ่นแรกที่มีราคาต่ำกว่า $100 คือรุ่น 512 MB ราคา $99 และรุ่่น 1 GB ราคา $149 เมื่อไม่มีหน้าจอให้มองแอปเปิ้ลเลยวางคอนเซ็ปท์การใช้งานให้เป็น "Life is random" คือฟังไปเรื่อย ๆ ลุ้นว่าเพลงต่อไปจะเป็นเพลงอะไรไม่ต้องมากดเปลี่ยนเพลงอะไรมากมาย กระแสตอบรับสำหรับ iPod shuffle เป็นไปด้วยดีอาจด้วยราคาไม่สูงมากและการใช้งานที่ค่อนข้างสะดวก นอกเหนือจากนั้นยังทำหน้าที่เป็น Thumb drive ไปในตัวอีกด้วยเรียกว่าตอบโจทย์สำหรับชีวิตที่รีบเร่งได้ดีทีเดียว iPod mini (Second Generation)
สีสรรแห่งเสียงเพลงกลับมาอีกครั้งกับ iPod mini ที่คราวนี้ไม่มีสีทองให้เลือกซื้อกันแล้วเหลือเพียงแค่สีเงิน,ฟ้า,เขียว,ชมพู พร้อมขนาดความจุ 4 GB ($199) และ 6 GB ($249) โดยแค่เห็นตัวเครื่องก็รู้สึกได้ถึงความสดใสที่เพิ่มมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน สำหรับส่ิงที่แตกต่างจากรุ่นแรกชนิดแยกแยะได้ก็คือสีตัวเครื่องที่มีความสดขึ้น ปุ่มเมนูเป็นสีเดียวกับตัวเครื่อง ด้านหลังสกรีนความจุของแต่ละรุ่นไว้ตรงท้ายเครื่อง ส่ิงที่ปรับปรุงขึ้นมาในทางที่ดีขึ้นคือแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานมากว่ารุ่นก่อนเท่าตัว สำหรับราคาที่ลดลงมาในรุ่น 4 GB นั้นทำให้เป็น iPod ที่ใช้ฮาร์ดดิกส์รุ่นแรกที่มีราคาต่ำกว่า $200 มาถึงวันนี้แอปเปิ้ลได้ประกาศว่าขาย iPod ไปแล้วกว่า 10 ล้านเครื่องและ iTMS เป็นร้านขายเพลงออนไลน์อันดับหนึ่งที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดคือราว 70 เปอร์เซ็นต์ iPod 4G Color Display
แอปเปิ้ลออกมาประกาศรวมสายการผลิตทั้ง iPod และ iPod Photo เข้าด้วยกันซึ่งถือเป็นการสิ้นสุด iPod รุ่นจอขาวดำไปด้วยในตัว โดยรุ่นที่ออกมาในคราวนี้มีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกันได้แก่ 20 GB ($299) และ 60 GB ($399) โดยยังคงความสามารถทุกอย่างเหมืือน iPod Photo ทุกประการแต่กลับมีราคาลดลงมาอีกเยอะทีเดียว แอปเปิ้ลได้เดินเกมเข้าสู่โลกเสรีวิทยุนั้นคือ Podcast ซึ่งเป็นคำที่มาจาก iPod และ Broadcast รวมกัน ซึ่งฟังก์ชันใหม่นี้เข้ามาอยู่ใน iTunes 4.9 ที่ โดยแอปเปิ้ลเปิดให้ดาวน์โหลดและสมัครสมาชิกรายการ Podcast ต่าง ๆ ได้ฟรีมากกว่า 3,000 รายการ และต่อมาไม่นานคำนี้ก็กลายเป็นที่รู้จักและคุ้นหูมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวชั้นนำของโลก สตูดิโอเพลงและภาพยนต์ชั้นนำ, รายการวิทยุต่างก็ตอบรับกระแสด้วยการทำรายการ Podcast ด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องน่ายินดีไม่ใช่แค่อยู่ในโลกอินเตอร์เน็ทเท่่านั้น เพราะทาง New Oxford American Dictionary ได้ยกให้คำว่า podcast เป็นคำแห่งปี 2005 อีกด้วย โดยให้คำจำกัดความว่า "a digital recording of a radio broadcast or similar program, made available on the Internet for downloading to a personal audio player" ต่อมาได้เกิดคำต่าง ๆ มากมายที่แตกออกมาจาก Podcast ไม่ว่าจะเป็น Blogcast, Photocast, Vodcast เป็นต้น ซึ่งเมื่อเปิดบริการไปแค่ 2 วันมียอดสมัครสมาชิกรวมทุกรายการกว่า 1 ล้านสมาชิก สำหรับ iTMS ก็ได้ทะยายสู่ 500 ล้านเพลงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2005 ซึ่งใช้เวลาเพียงสองปีเท่่านั้นตั้งแต่เปิดบริการ iTMS โดยผู้โชคดีได้แก่ Amy Greer ซึ่งเธอได้ซื้อเพลง“Mississippi Girl” (Faith Hill) สำหรับรางวัลมี iPod 10 เครื่อง, บัตรสมนาคุณ iTMS 10,000 เพลง, ค่าใช้จ่ายในการชมคอนเสิร์ท Cold Play รอบโลก 4 ครั้ง iPod U2 Special Edition (Color Display)
ในวันเดียวกันกับทีี่แอปเปิ้ลประกาศรวมสายการผลิต iPod และ iPod Photo นั้นเองก็เป็นวันเดียวกับที่ iPod U2 ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมาสู่หน้าจอสีด้วยเช่นกัน ส่วนประกอบต่าง ๆ ยังคงเหมือนกับ U2 รุ่นแรกทุกประการไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องสีดำ Click wkeel สีแดง ด้านหลังเครื่องสลักเลเซอร์ลายเซ็นสมาชิกวง U2 บนพื้นสีเงินวางจำหน่ายในราคา $329 สำหรับรุ่นนี้ถือได้ว่าเป็นรุ่นหายากมากที่สุดในรุ่นพิเศษ U2 ด้วยกัน iPod 4G Harry Potter
iPod รุ่นพิเศษที่ถูกพูดน้อยที่สุดหรืออาจจะเรียกว่าเป็นรุ่นที่ถูกลืมไปเลยก็ว่าได้ iPod Harry Potter ออกมาเผยโฉมควบคู่กับ Harry Potter audiobook ตั้งแต่เล่ม 1-6 ซึี่งมีความยาวรวมกันถึง 95 ชั่วโมง 4 นาที ตัวเครื่องสีขาวด้านหลังสลักเลเซอร์เป็นสัญลักษณ์โรงเรียนเวทมนต์ฮอกวอร์ตบนพื้นสีเงินจำหน่ายในราคา $299 และสำหรับ audiobook Harry Potter Digital Box Set จำหน่ายในราคา $249 iPod รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นพิเศษหายากมากที่ก็ว่าได้ iPod nano
และก็เป็นอีกครั้งที่แอปเปิ้ลทำให้แฟน ๆ ประหลาดใจเป็นที่สุดกับการเปิดตัว iPod nano ที่ไม่ใช่เพียงแค่ขนาดที่บางเท่า ๆ กับดินสอหรือหน้าจอสีที่มีคุณสมบัติเหมือน iPod color display แต่หมายถึงการเปิดตัวที่สตีฟ จ๊อบส์หยิบมันออกมาจากกระเป๋าเก็บเหรียญจากกางเกงยีนส์ของเขาเองซึ่งถือว่าเป็นลูกเล่นที่ยอดเยี่ยมครั้งหนึ่งที่สตีฟ จ๊อบส์เคยทำมา และนี้ก็ถือเป็นการสิ้นสุด iPod หน้าจอขาวดำโดยสิ้นเชิงเพราะ iPod nano จะถูกเข้ามาทดแทน iPod mini นั้นเอง สำหรับความจุก็มี 2 GB ($199) และ 4 GB ($249) สำหรับฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาสำหรับ iPod nano ได้แก่ stopwatch, world clock และ screen lock และที่ทำให้ประหลาดใจมากขึ้นไปอีกก็คือมีสีดำเพิ่มเข้ามานอกเหนือจากสีขาวที่เห็นกันจนชินตาแล้วนั้นเอง และสำหรับรุ่น 1 GB () ก็ออกตามมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 ส่ิงที่ถูกตัดออกไปอย่างเงียบ ๆ ก็คือการเชื่อมต่อกับ Firewire แบบไม่มีปีไม่ขลุ่ย สำหรับ iTunes ก็ได้เดินทางมาถึงเวอร์ชั่นที่ 5 แล้วโดยมีการปรับปรุงต่าง ๆ ให้ดีขึ้นอย่างช่องค้นหา (Search Bar) ที่สามารถค้นหาเพลงได้รวดเร็วขึ้นทั้งจากในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือจาก iTunes Music Store ก็สามารถค้นหาได้รวดเร็วเช่นกันม เพิ่ม parental controls สำหรับผู้ปกครองใช้สำหรับจำกัดการดาวน์โหลดเพลงและพอดแคสท์จาก iTunes Music Store, เมนู Lyrics, Smart Shuffle ที่สามารถสร้างเงื่อนไขสำหรับการเล่นเพลงแบบสุ่มได้และสำหรับผู้ใช้งาน Windows สามารถใช้งาน Auto sync ร่วมกับ Outlook และ Outlook Express ได้แล้ว iPod 5G
รุ่น 30 GB 14 ชั่วโมง , 3 ชั่วโมงในการเล่นสไลด์โชว์พร้อมเพลง และ 2 ชั่วโมงสำหรับการเล่่นวีดีโอ รุ่น 60 GB 20 ชั่วโมง , 4 ชั่วโมงในการเล่นสไลด์โชว์พร้อมเพลง และ 3 ชั่วโมงสำหรับการเล่่นวีดีโอ การเชื่อมต่อ : USB 2.0 ยังไม่ทันที่ iPod nano เลิกเห่อแอปเปิ้ลก็แย่งซีนกลับไปอย่างรวดเร็วกับการเปิดตัว iPod 5G ที่มีความสามารถในการเล่นวีดีโอได้ ซึี่งการเปิดตัวเกินขึ้นวันเดียวกับที่เปิดตัวเครื่อง iMac 5G ใหม่ และเหลือประโยคเด็ดในตอนท้าย "One more thing" ให้ได้อื้ออึงกันชั่วครู่และส่ิงที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นนั้นคือการเปิดตัว iPod 5G นั้นเอง ตัวเครื่องได้รับการขยายหน้าจอให้ใหญ่ขึ้น ขนาดเล็กลง 67 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับ iPod 1G รองรับการเล่นวีดีโอซึ่งสิ่งนี้เป็นส่ิงที่ทุกคนรอคอยมานานแสนนาน ความจุมี 2 ขนาดให้ได้เลือกกันคือ 30 GB ($299) และ 60 GB ($399) เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทาง USB เพียงอย่างเดียวโดยทำการตัด Firewire ออกไปจากสาระบบอย่างสิ้นเชิง และไม่น้อยหน้าไปกว่ากันเท่าไหร่นักแอปเปิ้ลก็ทำการเปิดตัว iTunes 6 เพื่อให้รองรับการใช้งานร่วมกับ iPod 5G โดย iTunes 6 มีการเพิ่มเติมความสามารถในการดูวีดีโอในโปรแกรมได้ทันที รองรับการใช้งาน video Podcasts นั้นทำให้กระแสการทำ video Podcast ได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน นอกจากนั้นมิวสิกวีดีโอที่ให้ดูฟรีมานาน iTMS ก็นำมาขายในราคา $1.99 ไม่เฉพาะมิวสิกวีดีโอเท่านั้นยังมีซีรีย์เรืื่องดัง, การ์ตูน, รายการทีวีจากสถานีชั้นนำอีกด้วย พอเข้าเดือนกุมภาพันธ์ 2006 แอปเปิ้ลก็ได้เฉลิมฉลองกับการดาวน์โหลดเพลงครบ 1 พันล้านเพลงซึ่งใช้เวลาห่างจาก 500 ล้านเพลงแรกเพียงแค่ 7 เดือนเท่านั้น โดยผู้โชคดีได้แก่ Alex Ostrovsky ซื้อเพลง “Speed of Sound” (Coldplay) ได้รับรางวัล iMac 20 น้ิว 1 เครื่อง, iPod 60 GB 10 เครื่อง, บัตรสมนาคุณ iTMS $10,000 และแอปเปิ้ลได้มอบทุนการศึกษาแก่ Juiliard School ในนามของเขาอีกด้วย iPod 5G Harry Potter
iPod รุ่นนี้ออกมาเหมือนไม่มีอะไรจะเสียนั้่นอาจเป็นเพราะรุ่นเดิมมีอายุอยู่ในตลาดค่อนข้างสั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ตัวเครื่องสีขาวด้านหลังสลักเลเซอร์เป็นสัญลักษณ์โรงเรียนเวทมนต์ฮอกวอร์ตบนพื้นสีเงินจำหน่ายในราคา $299 ถือเป็นรุ่นหายากมากอีกรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว iPod 5G U2
ไม่น่าเชื่อว่า iPod U2 จะดำเนินต่อเนื่องมาถึงรุ่นที่ 3 เพราะก่อนหน้าที่จะมีีการออกรุ่นนี้มาได้มีการคาดการณ์ต่าง ๆ นา ๆ ว่าจะมีศิลปินวงไหนเข้ามาแทนที่ U2 ได้ ซึ่งเมืื่อออกมาจริงก็ยังเป็น U2 เช่นเดิม สำหรับความพิเศษของรุ่นนี้นอกจากตัวเครื่องสีดำ Click wheel สีแดงแล้ว ด้านหลังยังเป็นสีดำอีกด้่วยพร้อมมีลายเซ็นสมาชิกวง U2 สลักอยู่เช่นเดิม และในเมื่อเปลี่ยนมาเป็นรุ่น 5G แล้วแน่นอนว่าแอปเปิ้ลก็ให้บัตรสมนาคุณดาวน์โหลด U2 Video ความยาว 30 นาทีผ่าน iTMS มาในกล่องด้วยเช่นกัน วางจำหน่ายในราคา $329 มาถึงวันนี้ iTMS ก็มีเพลงให้เลือกมากกว่า 3 ล้านเพลง รายการในรูปแบบวีดีโอมากกว่า 3,000 รายการ มิวสิกวีดีโอกว่า 10,000 เพลง เฉลี่ยมีการดาวน์โหลดเพลงต่อวันกว่า 3 ล้านเพลงใน 21 ประเทศ iPod 5.5G
ผลิต : กันยายน 2006 รุ่น 30 GB 14 ชั่วโมง , 4 ชั่วโมงในการเล่นสไลด์โชว์พร้อมเพลง และ 3.5 ชั่วโมงสำหรับการเล่่นวีดีโอ รุ่น 80 GB 20 ชั่วโมง , 6 ชั่วโมงในการเล่นสไลด์โชว์พร้อมเพลง และ 6.5 ชั่วโมงสำหรับการเล่่นวีดีโอ สำหรับ iPod รุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นปรับปรุงโฉมมาจากรุ่นแรกและมีการเพิ่มฟีเจอร์การใช้งานเพิ่มเข้ามาเล็กน้อย หลัก ๆ แล้วที่ทำได้ดีขึ้นก็คือเรื่องแบตเตอรี่ที่แอปเปิ้ลบอกว่าใชั้งานได้นานขึ้นทั้งการฟังเพลงและดูวีดีโอใน iPod สำหรับหน้าจอก็ได้รับการปรับปรุงให้สว่างกว่ารุ่นก่อนถึง 60% และฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้าก็คือระบบค้นหา (Search) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการค้นหาเพลงมากขึ้น สำหรับความจุก็ถูกเพิ่มขึ้นเป็น 80 GB ในรุ่นสูงสุด ส่วนรุ่นเล็กยังคงอยู่ที่ 30 GB เช่นเดิม และที่น่าแแปลกใจ ณ ตอนนั้นก็คือแอปเปิ้ลลดราคาลงเล็กน้อยจากรุ่นก่อน เรียกว่าซื้อใจกันสุด ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่มีข่าวว่าไมโครซอฟท์กำลังจะออกเครื่องเล่นแนวเดียวกับ iPod มาแข่งในตลาด สำหรับ iTunes Music Store ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น iTunes Store เนื่องจากแอปเป้ิลนำภาพยนตร์เข้ามาขายนั้นเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปรากฏการสำหรับผู้ใช้งานไอพอด นอกจากนั้นภาพยนตร์ที่นำมาขายนั้นสตีฟ จ๊อบส์ยังกล่าวว่ามีคุณภาพใกล้เคียงกับการรับชมจากแผ่นดีวีดีอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอแอปเปิ้ลยังเพิ่มความละเอียดของมิวสิกวีดีโอ, ละครซีรีย์ รวมถึงหนังสั้นต่าง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีความละเอียดอยู่ที่ 320 x 240 เป็น 640 x 480 iPod nano (2nd Generation)
ผลิต : กันยายน 2006 การกลับมาเกิดใหม่ของ iPod mini ในร่างทรงที่เล็กลง นั้นคือ iPod nano (2nd Generation) หรือที่เรียกติดปากว่า iPod nano 2G มาพร้อมกับสีสรร 5 สีได้แก่ สีเงิน, สีฟ้า, สีเขียว, สีชมพู และสีดำ มาพร้อมกับความจุตั้งแต่ 2 - 8 GB ซึ่งคราวนี้แอปเปิ้ลซื้อใจคชอบสีสรรมากพอดูทั้งในเรื่องการออกแบบที่เล็กและบางลงแล้ว ซอฟท์แวร์ภายในเครื่องก็ยังทำได้ดีขึ้นมากทีเดียวอย่างการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมหลาย ๆ อย่างได้แล้ว เช่นอุปกรณ์เสริมสำหรับบันทึกเสียง เป็่นต้น เรียกว่าใครที่เล็งรุ่นนี้อยู่ถือว่าคุ้มค่ามากพอดู ส่วนที่ปรับปรุงมาจากรุ่นแรกนอกจากสีสรรภายนอกก็คือหน้าจอมีความสว่างมากขึ้น เพิ่มเติมระบบค้นหา (Search) เข้ามาให้ด้วย
หลังจากออกมาได้เพียง 1 เดือนแอปเปิ้ลก็ออก ipod nano รุ่นพิเศษในชื่อรุ่น iPod nano RED (Product) โดยตัวเครื่องมีสีแดงสดใสตัดกับ Click wheel สีขาว โดยรายได้จากการจำหน่ายรุ่นนี้เครื่องละ 10 เปอร์เช็นต์จะนำเข้าร่วมโครงการณ์ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ติดเชื้อ HIV ในทวีปแอฟริกา ซึ่งมีนักร้องนำวง U2 คือ Bono เป็นโต้โผสำหรับโครงการณ์นี้มาเปิดตัวด้วยตัวเองพร้อมกับแขกรับเชิญพิเศษ โอปร้า วินฟรี้ ที่ Apple Store ในชิคาโก้ สำหรับ iPod nano RED (Product) ที่ออกมานี้มีความจุ 4 GB จำหน่ายในราคา $199 โดยในเดือนต่อมาแอปเปิ้ลก็ออก iPod nano RED (Product) ความจุ 8 GB (ราคา $249) เพิ่มเติมมาอีกหนึี่งรุ่น iPod shuffle (2nd Generation)
ผลิต : กันยายน 2006 การรอคอยให้เปลี่ยนรุ่นสำหรับ iPod shuffle (2nd Generation) ที่ถือว่าเป็นรุ่นหนึ่งที่ท้ิงระยะเวลาในการเปลี่ยนรุ่นนานที่สุด โดยออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและคาดเคลื่อนจากงานสำคัญ ๆ มาตลอดปี 2006 ตัวเครื่องได้รับการปรับปรุงให้มีขนาดเล็กลงครึ่งหนึ่งจากรุ่นที่แล้ว และไม่ทำสีขาวเดิม ๆ อีกต่อไป โดยเป็น iPod shuffle สีเงินมาดเท่พร้อมคลิปหนีบด้านหลังเครื่อง ส่วนที่ถูกปรับโฉมไปจากเดิมแน่นอนว่าหัวต่อแบบ USB หายไปเป็นการใช้งานโอนถ่านข้อมูลจากช่องหูฟังขนาด 3.5 ม.ม. เรียกว่าช่องเดียวเป็นได้ทุกอย่างทั้งเสียบหูฟังและโอนถ่ายข้อมูล กระแสตอบรับของน้องเล็กเรียกว่ากลบพี่ ๆ ไปพอสมควรในช่วงเปิดตัว ส่วนที่ดูด้อยไปสักหน่อยสำหรับรุ่นนี้ก็คือหูฟังที่ยังคงให้เป็นรุ่นเก่า ไม่เหมือนกับรุ่นพี่ ๆ ที่ปรับมาให้หูฟังรุ่นใหม่ในกล่องแล้ว สำหรับความจุของ iPod shuffle (2nd Generation) ไม่มีขนาดความจุ 512 MB แล้วและมีเพียงขนาดเดียวนั้นคือ 1 GB ราคา $79 ถัดเข้าช่วงปี 2007 แอปเปิ้ลก็เร่ิมออกปฏิบัติการกระตุ้นต่อมอยากซื้ออีกครั้งด้วยการออก iPod shuffle (2nd Generation) สีลูกกวาดมาให้ได้เลือกซื้อกันอีกหนึ่งคำรบ คราวนี้นอกจากสีเงินแล้วยังมีสีฟ้า, สีเขียว, สีชมพู และสีส้ม โดยสีส้มนั้นถือเป็นสีใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้เลย ส่วนสีอื่น ๆ อาจคุ้นตามาจาก iPod nano แล้วส่วนหนึ่ง ส่ิงที่ปรับปรุงขึ้นมาไม่ได้เกี่ยวกับตัวเครื่องโดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกันก็คือหูฟังที่ให้มาในกล่องเป็นรุ่นใหม่เหมือนกับรุ่นอื่น ๆ แล้วนั้นเอง iPhone
โทรศัพท์มือถือที่คนรอคอยมากอีกหนึ่งยี่ห้อ ซึ่งมีข่าวคราวมาไม่น้อยกว่า 3 ปีกว่าจะได้เห็นตัวจริงเสียงจริงในงาน MacWorld 2007 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2007 ระบบการทำงานแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ iPod, Phone และ Internet โดยอาศัยการทำงานทุกอย่างบนระบบปฏิบัติการ OS X ของแอปเปิ้ล ตามที่สตีฟ จ็อบส์ได้กล่าวว่าโครงการนี้เริ่มมาได้ 3-4 ปีแล้ว (ประมาณยุค iPod 3G) และแอบซุ่มพัฒนามาเรื่อยและที่ต้องเปิดตัวให้เห็นก่อนที่จะทำเรื่องอนุญาติในเรื่องสัญญาณคลื่นโทรศัพท์และเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานก็เพราะไม่อยากให้ข้อมูลต่าง ๆ แพร่งพรายออกมาก่อน
สำหรับลูกเล่นอื่น ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับรูปภาพก็น่าในใจไม่น้อยเพราะแอปเปิ้ลได้ใส่ลูกเล่นในการใช้นิ้วของเราย่อขยายรูปได้ง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งการกดปุ่มใด ๆ ส่วนกล้องถ่ายรูปความละเอียด 2 ล้านพิกเซลยังไม่มีการนำมาโชว์ให้เห็นกันแต่อย่างใดว่าถ่ายรูปออกมาชัดมากน้อยแค่ไหน กำหนดการวางจำหน่ายสำหรับ iPhone จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศอเมริกาก่อนในช่วงเดือนมิถุนายน 2007 หลังจากนั้นจะเป็นการวางจำหน่ายภาคพื้นยุโรปในช่วงปลายปี และจะเร่ิมทยอยเข้าเอเชียปี 2008
ข้อมูลอ้างอิง :
|
Comments
เจ๋งครับ แต่ข้อมูลผิดนิดนึงนะครับ iPod 2nd Generation มี 20GB ด้วยครับ ผมมีอยู่ตัวนึง
i'm SK-
ขอบคุณพี่ SK- ที่ท้วงติงเรื่องข้อมูลมาครับ
แก้ไขเรียบร้อยแล้วครับ
ไม่มีอะไรครับ แต่แอบมาแซวว่า ตก รุ่น 60 ปี ในหลวง กับ ก้านกล้วย
น่านจิ ลืมของไทยไปเลย เหอะๆๆ
ไม่ได้ตกหรอกครับ อันนั้นเรียกว่ารุ่นพิเศษแบบไม่เป็นทางการเลยไม่นำมาใส่
)
จริง ๆ ในไทยมี iPod mini VIOS ด้วยนะ (ใครจำกันได้บ้าง
ถ้าจำไม่ผิดที่ Jap เคยทำ Mini รุ่น Doraemon , Snoopy ด้วยนะ
มี nano mickey mouse ครับ ใส่กล่องเหล็กสวยงาม เคยเห็นอยู่ในเน็ท อยากได้มาก แต่ไม่มีตังค์และไม่มีโอกาส เพราะมันทีแค่ไม่กี่เครื่องเท่านั้นครับ
รุ่นพิเศษที่ทำกันเองถ้านับทั้งโลกมีทำกันเยอะมากครับ
Apple's iTunes software can be used to transfer music to the devices from computers using certain versions of Apple Macintosh and Microsoft Windows operating systems