iPhone คือส่ิงหนึ่งที่คนใช้งาน iPod ทั่วโลกรอคอยมานานนับปี เรียกว่าข่าวเกี่ยวกับ iPhone มีให้เห็นตั้งแต่ปี 2004 ที่เร่ิมมีข่าวคราวออกมาแล้ว ซึ่งแอปเปิ้ลก็ได้ฤกษ์เปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2007 ที่ผ่านมาและนำออกมาขายเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 2007 หลายคนที่อยู่ในไทย(รวมถึงประเทศอื่น ๆ ด้วย) ตั้งความหวังว่าคงจะมีทางทำให้ใช้ซิมการ์ดอื่นได้นอกเหนือจาก AT&T ในอเมริกาเพียงอย่างเดียว ถึงตอนนี้ก็มีหนทางให้ใช้งานได้แล้ว และคิดว่าหลาย ๆ คนก็ถือเจ้า iPhone อยู่แล้วเช่นกัน ส่วนใครที่ยังไม่เคยเห็นหรือยังไม่เคยได้ทดลองใช้งานก็ลองอ่านบทความนี้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมไว้ก่อนแล้วกัน
รูปร่างภายนอก
เร่ิมกันตั้งแต่กล่องใส่ที่มีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับกล่องใส่โทรศัพท์มือถือยี่ห้ออื่น ซึ่งภายในกล่องมีอุปกรณ์ดังนี้
- iPhone
- Dock (แท่นชาร์ท)
- สายต่อแบบ USB
- อแดปเตอร์ชาร์ทไฟบ้าน
- Stereo Headset
- แผ่นพับแนะนำการใช้งานเบื้องต้น
- ผ้าเช็ดหน้าจอ
รูปร่างภายนอกเมื่อได้จับตัวจริง ๆ แล้วรู้สึกไม่ผิดหวังกับการรอคอย ตัวเครื่องถูกประกอบขึ้นมาด้วยความปราณีต เร่ิมจากด้านหน้ากับหน้าจอขนาด 3.5 น้ิวที่มีความชัดอยู่ในระดับเทพ ด้านบนเหนือจอไปเล็กน้อยจะเป็นช่องลำโพง ด้านล่างใต้จอเป็นปุ่มกดปุ่มเดียวทำหน้าที่กดเรียกเมนูหลักขึ้นมาทั้งหมดถูกล้อมกรอบด้วยโลหะสแตนเลสสีเงินมันวาวที่ทำให้ดูหรูหราขึ้น ด้านข้างซ้ายตัวเครื่องมีปุ่มปรับเข้าสู่ Silent Mode และปุ่มปรับระดับเสียง ด้านบนไล่จากด้านซ้ายคือช่องเสียบหูฟัง, ช่องใส่ซิมการ์ด และปุ่ม Sleep/Power on-off ในปุ่มเดียวกัน ด้านล่างทางซ้ายเป็นช่องลำโพงและด้านขวาเป็นช่องไมโครโฟน ด้านหลังแอปเปิ้ลเลือกใช้วัสดุอลูมินั่มเหมือนในเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค MacbookPro เป็นวัสดุหลัก โดยมีเลนส์กล้องถ่ายอยูที่มุมบนซ้าย ส่วนด้านล่างที่เป็นสีดำนั้นเป็นพลาสติก
สำหรับน้ำหนักตัวเครื่อง 135 กรัมเมื่อเทียบน้ำหนักกับโทรศัพท์สมัยใหม่ยี่ห้ออื่น ๆ ถือว่าหนักเอาการ แต่ถ้าจำกัดวงเฉพาะที่เป็นสมาร์โฟนด้วยกันเราจะได้ตารางเทียบน้ำหนักตามนี้
iPhone 135 กรัม- Sony Ericsson P1i 124 กรัม
- Sony Ericsson P990i 150 กรัม
- HTC Touch 112 กรัม
- HTC P3600i 143 กรัม
- Nokia E61i 150 กรัม
- Blackberry 8800 134 กรัม
- Blackberry 8700 134 กรัม
เมื่อดูในกลุ่มเดียวกันแล้วเรื่องน้ำหนักก็ไม่ต่างไปจาก Smart Phone รุ่นอื่น ๆ เท่าไหร่นัก
ฟังก์ชั่น Phone
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าเครื่องที่นำมาทดสอบเป็นเครื่องที่ปลดล็อกตามวิธีบนเครื่อง Mac ซึ่งวิธีทำและขั้นตอนต่าง ๆ สามารถดูได้จากเว็บไซท์ modmyiphone.com
สำหรับในส่วนของโทรศัพท์ ส่วนตัวตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูงพอสมควรและเมื่อได้ใช้งานจริง ๆ ก็พบกับดีจุดด้อยหลายเรื่องเช่นกัน ยังไงก็ลองมาดูไปพร้อม ๆ กันว่ามีอะไรกันบ้าง
เมื่อกดปุ่มเข้ามาในฟังก์ชั่นเกี่ยวกับการโทรศัพท์แล้ว ไอคอนด้านล่างที่เกี่ยวข้องกับการโทรศัพท์จะปรากฏมาให้เห็น ได้แก่
- Favorites (เทียบได้กับ Speed Dial)
สำหรับในส่วนนี้ก็มีทั้งข้อดีข้อเสียคือเราสามารถตั้งค่าสำหรับคนที่โทรบ่อย ๆ ได้มากกว่า 9 เบอร์มาตรฐานในโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ และสามารถสลับตำแหน่งเบอร์โทรศัพท์ของแต่ละคนได้ว่าจะให้ใครอยู่ก่อนหรือหลัง ส่วนข้อเสียคือ Favorites ไม่สัมพันธ์กับหน้าจอกดปุ่มตัวเลข (Keypad) ซึ่งทำให้บางครั้งการที่เราจะกดปุ่มโทรด่วนหาใครก็ตามดูวุ่นวายไปพอสมควรในช่วงแรกของการใช้งาน
- Recents
สำหรับการแสดงชื่อคนโทรเข้า-ออกและไม่ได้รับสาย เมื่อกดเข้ามาแล้วในส่วนของการแสดงผลรวมจะงงพอควรคือไม่มีไอคอนใด ๆ ให้รู้ว่าสายนั้น ๆ เป็นสายที่โทรมาหาเราหรือเราโทรออกไปหา แม้กระทั้งกดเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมก็มีเพียงแต่แสดงเวลาให้เห็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นว่า แต่ก็ไมได้แยกว่าเป็นรับสายหรือโทรออก สำหรับการเก็บประวัติของในส่วน All นั้นสามารถเก็บได้ทั้งหมด 100 หมายเลขโทรศัพท์
ยังดีที่ในส่วนของ Miss Call จะเป็นตัวหนังสือสีแดงแยกออกมาให้เห็นชัดเจน ซึ่งในการแสดงผลแบบรวม (All) สายที่ไม่ได้รับก็จะเป็นสีแดงด้วย ทำให้สังเกตได้ง่าย
ส่วนที่น่าตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ คือเวลาที่เครื่องแสดงผลสายที่ไม่ได้รับที่หน้าจอเป็นป๊อบ-อัพขึ้นมา แทนที่จะให้กดเพื่อเข้าไปดูรายละเอียดได้เลยนั้นกลับทำไม่ได้ เราก็ต้องมากดที่ไอคอนรูปโทรศัพท์ก่อนแล้วกดเข้าไปที่เมนู Recents อีกที่เพื่อดูรายละเอียด
- Contacts
ถูกใจมากกับเรื่องรายชื่อเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถซิงค์กับ Address Book (Mac) หรือ Outlook (Win) ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด สำหรับการแสดงผลจะแยกกรอบแต่ละกรอบคือถ้าเป็นเบอร์โทรศัพท์ก็จะอยู่ในกรอบเดียวกัน อีเมลก็จะแยกมาอีกกรอบ ที่อยู่ก็จะถูกแยกมาด้วยเช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถเพิ่มเติมหรือแก้ไขรายชื่อต่าง ๆ ได้ทันทีและเมื่อเราซิงค์ข้อมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในครั้งต่อไป รายละเอียดต่าง ๆ ในใน Address Book หรือ Outlook ก็ถูกแก้ไขให้โดยอัตโนมัติ
- Keypad
สำหรับในหน้าจอของตัวเลขเวลาต้องการกดหมายเลขโทรศัพท์นั้นทำได้ดีทีเดียวคือปุ่มตัวเลขบนหน้าจอใหญ่ทำให้กดง่าย ซึ่งถ้าเรากดเบอร์โทรศัพท์ลงไปและเป็นเบอร์ที่มีอยู่ในส่วนของ Contacts ด้วยนั้น ให้เบอร์โทรศัพท์ก็จะขึ้นชื่อเจ้าเบอร์โทรศัพท์นั้นให้ทันทีในขณะที่ยังไม่ได้กดโทรออก
- Voicemail
ถ้าเป็นโทรศัพท์อื่น ๆ ทั่วไปการกดฟัง Voicemail จะอยู่ที่ปุ่มเลข 1 ค้างไว้แต่ใน iPhone ถูกแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งเมนูเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ข้อเสียคือเราไม่สามารถแก้ไขได้ว่าปุ่ม Voicemail จะให้เป็นหมายเลขอะไร
การใช้งานขณะโทรศัพท์
เร่ิมจากการสนทนาที่เมื่อเรายกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูหน้าจอจะดับลงอัติโนมัติเป็นผลมาจาก Proximity Sensor ที่อยู่ในบริเวณเดียวกับช่องลำโพงสนทนาทำให้เราปรหยัดแบตเตอรี่ไปได้ส่วนหนึ่ง และเมื่อเรานำโทรศัพท์ออกมาจากข้างหูโทรศัพท์ก็จะแสดงผลขึ้นมาทันที
ส่วนการใช้งานเมนูอื่น ๆ ในขณะโทรศัพท์ก็สามารถเข้าใจกับรูปไอคอนและตัวหนังสือที่กำกับไว้ได้ง่าย ๆ ว่าเราจะต้องการทำอะไรบ้าง
- mute
- keypad
- speaker
- add call
- hold
- contacts
การใช้งานในชิวิตประจำวัน
การทดสอบใช้งาน iPhone ครั้งนี้ใช้งานกับผู้ใช้บริการ DTAC ซึ่งก็มีข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะใช้งานคือการตั้งค่า Network ถ้าตั้งค่าเป็นแบบ Manual สัญญาณโทรศัพท์จะหายเป็นพัก ๆ คืออยู่ในสถานที่บริเวณเดิมบางทีสัญญาณโทรศัพท์ไม่ขึ้น ต้องทำการสแกนหา Network ใหม่ กลับกันถ้าตั้งค่า Network เป็นแบบ Automatic ปัญหาดังกล่าวจะไม่พบ
สัญญาณโทรศัพท์ค่อนข้างนิ่งไม่สวิงไป ๆ มา ๆ เหมือนอีกหลายยี่ห้อ ส่วนจุดอับสัญญาณอย่างในลิฟท์ ซึ่งในขณะทดสอบสังเกตได้ว่า iPhone จะค่อนข้างไวกับเรื่องนี้มากคือพอจุดไหนไม่มีสัญญาณสายโทรศัพท์ที่สนทนาอยู่ก็จะถูกตัดไปทันที ซึ่งเมื่อเทียบกับ Nokia E 61 และ Sony Ericsson P910i ที่เคยใช้ในชีวิตประจำวันก่อนหน้านี้จะเห็นชัดว่าทั้ง Nokia และ SE ทำได้ดีกว่าแม้ขณะอยู่ในจุดอับสัญญาณ
การสนทนาทางโทรศัพท์ทั่ว ๆ ไปก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ จุดสังเกตในเรื่องของลำโพงขณะสนทนาเมื่ออยู่ในที่ ๆ พลุกพลานจะค่อนข้างเบาอาจทำให้ได้ยินเสียงของคู่สนทนาไม่ชัด ซึ่งอาจแก้ไขด้วยการใช้งาน Stereo Headset ที่มีมาให้ในกล่อง ซึ่งรับรองได้ว่าเราจะได้ยินเสียงคู่สนทนาชัดเจนเต็ม 2 หู
สำหรับหลาย ๆ คนที่ใช้โปรโมชั่นโทรศัพท์แบบที่จำกัดเวลาโทรได้เท่านั้นเท่านี้ต่อ 1 ครั้งการโทรอาจจะไม่ค่อยชอบที่ iPhone ไม่แสดงการสรุปผลการโทรในแต่ละครั้งหลังการสนทนาเสร็จว่าเราใช้เวลาคุยไปกี่นาที กี่ชั่วโมง แต่ก็ยังดีที่ในขณะใช้คุยโทรศัพท์จะมีเวลาขึ้นมาให้ดูโดยอัตโนมัติว่าขณะนั้นเราคุยไปเท่าไหร่แล้ว
ส่วนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการโทรศัพท์ด้วยและนำมาอยู่ในหมวดเดียวกันด้วยคือเรื่องการรับ-ส่งข้อความ (SMS) ที่มีส่วนที่ขัดใจใครหลายคนและก็ถูกใจหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน
หน้าจอสำหรับการส่งข้อความแอปเปิ้ลออกแบบมาให้เหมือนว่าเรากำลังแชตผ่านโปรแกรม Instant Message ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนหนึ่งก็กลายเป็นการกระตุ้นให้เราอยากส่งข้อความหาเพื่อน ๆ หรือคนรู้จักมากขึ้นนั้นเอง
สำหรับจุดด้อยของ SMS คือไม่สามารถส่งข้อความเดียวให้คนรับทีละหลายคนได้ในคราวเดียวกัน ทำให้ถ้าจะส่งข้อความเดียวกันถึงเพื่อนๆ 5 คน เราก็จะต้องพิมพ์ข้อความนั้นใหม่ทุกครั้ง เพราะถูกจำกัดด้วยการส่ง SMS ได้แบบ 1 ต่อ 1 เท่านั้น การลบข้อความไม่สามารถลบทีละข้อความได้ ต้องลบเป็นของแต่ละคนไปเลย ไม่มีการบันทึกข้อความแบบ Draft ที่ช่วยให้เราสามารถบันทึกข้อความไว้ก่อนที่จะส่งไปหาผู้อื่นได้
ฟังก์ชั่น iPod
ในส่วนนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันมามากตั้งแต่งานเปิดตัวเมื่อต้นปี 2007 ด้วยรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างไปจากเดิมที่เคยมีใน iPod มาก่อนหน้านี้ แต่ระบบการทำงานต่าง ๆ ยังคงให้ความรู้สึกคุ้นเคยกับกลิ่นอายของ iPod เช่นเดิม
เมนูด้านล่างถูกตั้งค่ามาให้ตามนี้เร่ิมจากทางด้านซ้ายคือ
- Playlists
- Artists
- Songs
- Videos
- More
สำหรับ More เมื่อกดเข้าไปดูจะพบกับเมนูย่อยอื่น ๆ เหมือนกับใน iPod ทั่วไปเช่น Albums, Audiobooks, Podcasts, Genre ซึ่งเราสามารถนำเมนูเหล่านี้ไปเปลี่ยนตำแหน่งแทนที่เมนูทั้ง 5 ที่ถูกตั้งค่ามาก่อนได้
Cover Flow
ในส่วนนี้เรียกว่าเป็นไฮไลท์ในส่วน iPod สำหรับการใช้งานใน iPhone เลยก็ว่าได้ เราสามารถเลือกอัลบัมที่เราต้องการได้ง่าย ๆ จากปกเพลงของแต่ละอัลบัมได้แบบง่าย ๆ ด้วยการเอานิ้วเราเลื่อนปกเพลงไปมา และเมื่อเลือกอัลบัมได้แล้วก็เอาน้ิวแตะที่ปกเพลงอีกทีเพื่อเข้าไปดูชื่อเพลงในอัลบัมนั้นได้ทันที แค่นี้เราก็เลือกเพลงที่ต้องการได้แล้ว สำหรับในส่วนนี้เรียกว่าหลายคนก็ต้องรีบหาปกอัลบัมเพลงที่เรามีอยู่ใน iTunes มาใส่เพื่อความสวยงาม
สำหรับในส่วนของการฟังเพลงลูกเล่นเรื่องพลิกปกเพลงเพื่อเลือกเพลงในอัลบัมเดียวกันนั้นก็ถือว่าสะดวก ซึ่งในขณะเลือกเพลงใน Playlist หรือตอนเล่นเพลงอยู่เราสามารถพลิกเครื่องโทรศัพท์ให้อยู่ในแนวนอนเพื่อเข้าสู่โหมด Cover Flow ได้ทันที แต่ส่วนหนึ่งที่ขาดหายไปคือไม่มีการโชว์เนื้อเพลงแล้ว ซึ่งผลกระทบกับคนฟังคงไม่มีเท่าไหร่ แต่ที่เห็นชัด ๆ ก็คือผู้ทำพอดแคสท์ที่บางรายการจะใส่รายละเอียดเพิ่มเติมมาในส่วนนี้ด้วย ทำให้ตอนนี้หลายรายการต้องปรับตัวมาทำเป็นวิดีโอพอดแคสท์เพื่อให้ได้ทั้งภาพและเสียง
การเลือกเพลงที่ต้องการจากเพลงทั้งหมดที่มีเราสามารถลากน้ิวเพื่อเลือกเพลงได้ (จริง ๆ น่าจะเรียกว่าสะบัดนิ้วมากกว่า) ต้องบอกว่าตัว OS X ใน iPhone ค่อนข้างฉลาดมากคือพอเลื่อนหน้าจอแบบเร็ว ๆ ไปหลาย ๆ รอบแล้วพอเอาน้ิวมาจิ้มที่หน้าจอการเลื่อนเพลงในขณะนั้นก็จะหยุดทันที หรือถ้าจะเลือกเพลงตามตัวอักษรสามารถใช้แถบตัวอักษรด้านขวาของจอภาพเพื่อเลื่อนหาเพลงที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรนั้นได้ทันที (เฉพาะภาษาอังกฤษ) ส่วนหลาย ๆ คนที่คิดว่าการค้นหาเพลงด้วย Click wheel ตั้งแต่เพลงแรกถึงเพลงสุดท้ายว่าเร็วแล้ว อาจจะต้องยอมแพ้ระบบการเลื่อนหาเพลงตามตัวอักษรใน iPhone ก็เป็นได้
การดูวิดีโอใน iPhone ถือว่าเป็น iPod ที่มีจอขนาดใหญ่ที่สุดคือ 3.5 น้ิวอัตราส่วนแบบ 3: 2 ความละเอียด 480x320 พิกเซล (เท่ากับ iPod touch) แต่ไม่ใช่ว่าจอใหญ่ขึ้นแล้วจะสามารถรองรับไฟล์วิดีโอที่มีความละเอียดเพิ่มขึ้นไปด้วย iPhone ยังคงรอบรับไฟล์แบบ mp4 ได้ที่ความละเอียด 300,000 พิกเซล (กว้างxสูง) ที่ 2500 kbps เท่า ๆ กับ iPod รุ่นอื่น ๆ ไม่ขาดไม่เกิน การรับชมสามารถเข้าไปเลือกได้จากเมนู Videos ได้ทันทีเมื่อเข้าไปแล้วไฟล์วิดีโอต่าง ๆ จะถูกแบ่งตาม Video Kind ที่เราทำไว้ใน iTunes ตั้งแต่ต้น (ค่า Default ถูกกำหนดเป็น Movies เมื่อคุณไม่ได้ตั้งค่าอื่นๆ) ได้แก่ Movies, TV Show, Music Videos, Podcast
หน้าจอแสดงผล iPhone ขณะดูวิดีโอให้ความรู้สึกเต็มตาในการรับชมกว่าไอพอดรุ่นอื่น ๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ การเลื่อนภาพเดินหน้าถอยหลังสามารถทำได้ด้วยการนำน้ิวไปแตะที่หน้าจอ 1 ครั้งซึ่งเป็นการเรียกเมนูในการรับชมวิดีโอขึ้นมา สำหรับไฟล์วิดีโอที่เราดูนั้นถ้าไม่แสดงผลเต็มจอเราก็สามารถใช้นิ้วเราแตะที่หน้าจอ 2 ครั้งเพื่อเป็นการขยายวิดีโอให้เต็มจอได้และเมื่อเราดูวิดีโอนั้น ๆ จบจะมีป๊อปอัพขึ้นมาถามว่าจะเก็บไฟล์วิดีโอนั้นไว้หรือไม่ (ถามเฉพาะไฟล์ที่เป็น Movies และ TV Shows) ก็ถือว่าเป็นข้อดีที่เราสามารถลบไฟล์วิดีโอนั้นได้ตามต้องการเมื่อเราดูเสร็จแล้ว จุดด้อยที่เหมือนแอปเปิ้ลจงใจตัดออกไปหนึ่งอย่างในเรื่องการเล่นวิดีโอก็คือไม่มีเมนูปรับแสงหน้าจอมาให้เหมือนใน iPod classic และ iPod nano 3G ในขณะเล่นวิดีโอ ซึ่งถ้าจะปรับแสงสว่างหน้าจอต้องเข้าไปปรับในเมนู Settings > Brightness เพื่อตั้งค่าความสว่างหน้าจอแบบรวมทั้งหมดเอง
สำหรับเรื่องเสียงที่เหมือนจะเป็นของแถมใน iPhone ก็คือเสียงเพลงหรือขณะดูหนังถ้าเราไม่ได้ต่อหูฟังเสียงก็ยังสามารถออกมาจากช่องลำโพงจากตัวเครื่องได้เช่นกัน แต่ลำโพงที่ว่ามีอยู่ข้างเดียวและเสียงที่ออกมาก็แค่พอฟังรู้เรื่องว่าเพลงร้องถึงไหนหรือตัวละครในหนังพูดอะไรกันอยู่เท่านั้น ซึ่งถ้าอยูในสถานที่ ๆ มีเสียงรอบข้างพอสมควรการดูหนังฟังเพลงโดยใช้ลำโพงของตัวเครื่องแทบจะไม่ได้ยินเสียงเลยเรียกว่าเป็นผลพลอยได้มากกว่าจะเอาไปใช้งานจริง ๆ จัง ๆ
ส่วนเสียงจากหูฟังที่แถมมากับตัวเครื่องก็คงไม่ใช่ของดีอะไร เรียกว่าเสียงที่ได้ก็คล้าย ๆ กับหูฟังที่แถมมาให้กับไอพอดรุ่นอื่นจะมีประโยชน์บ้างก็ตรงปุ่มกดรับโทรศัพท์ที่สามารถทำหน้าที่เป็นปุ่ม Play/Pause ได้ขณะดูหนังฟังเพลง ส่วนการจะต่อกับหูฟังอื่น ๆ อาจจะลำบากหน่อยเพราะช่องเสียบหูฟังของ iPhone อยู่ค่อนข้างลึกกว่าปกติทำให้หูฟังที่มีแจ็คเป็นรูปตัวแอล (L) ไม่สามารถใส่ลงไปได้หรือ ถ้าช่วงหัวแจ็คมีพลาสติกหุ้มใหญ่ก็สามารถยัดลงไปได้เช่นกัน ทางออกก็คืออาจต้องหาซื้อสายต่อมาช่วย ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยสายที่ยาวเกะกะเพิ่มขึ้นมา
ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสำหรับ iPhone ถือว่าทำได้ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับไอพอดรุ่นอื่น ๆ อย่าง iPod 5G โดยทดสอบโอนไฟล์ภาพยนตร์ขนาด 3.16 GB ได้ผลการทดสอบดังนี้
- iPhone ใช้เวลาประมาณ 12.30 นาที
- iPod touch ใช้เวลาประมาณ 12.22 นาที
- iPod 5G ใช้เวลาประมาณ 4.16 นาที
ซึ่งจากผลการทดสอบนี้แสดงให้เห็นว่าแอปเปิ้ลไม่ได้ใส่ใจอะไรเกี่ยวกับความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลของ iPhone มากนัก (iPod touch ก็ด้วย)
ทำให้เวลาที่ใส่เพลงและวิดีโอเข้าไปทีเดียวเยอะ ๆ ก็เรียกว่ารอนานมากจนถึงขั้นหงุดหงิดกันเลยทีเดียว
ฟังก์ชั่น Internet
การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทใน iPhone แบ่งเป็น 2 ทางคือต่อด้วย Wi-Fi ที่เราสามารถตั้งค่าต่าง ๆ ผ่านได้ทางเมนู Settings > Wi-Fi ได้เหมือน ๆ กับคอมพิวเตอร์ทั่วไปคือสามารถกำหนดค่าต่าง ๆ ได้ทั้งแบบ Automatic และแบบ Manual สำหรับ ส่วนการตั้งค่า EDGE ใน iPhone ก็ไม่ถึงกับวุ่นวายอะไรมากนัก แต่ข้อด้อยที่เรียกว่าแอปเปิ้ลจงใจหรือลืมกันแน่ที่ไม่ได้ใส่ปุ่มเปิด-ปิดการใช้งาน EDGE มาให้ในเฟิร์มแวร์ 1.0.2 ที่เราใช้งานกันอยู่ในไทย ณ ปัจจุบันนี้ (ต้องรออัพเดทเฟิร์มแวร์เป็น 1.1.1 ถึงจะมีตั้งค่าเปิด-ปิด EDGE มาให้) ทางออกสำหรับเรื่องนี้ก็มีหลายวิธีต่างกันไปซึ่งวิธีที่นิยมกันก็คือการตั้งค่า EDGE มั่ว ๆ ไป หรือลงโปรแกรมเสริมช่วยในการเปิดปิดการใช้งาน EDGE
หลังจากที่เราตั้งค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ทถูกต้องทุกอย่างแล้วก็ถึงคราวท่องโลกไซเบอร์ด้วย Safari เบราเซอร์คู่บุญของ OS X ที่ถอดแบบมาจากเวอร์ชั่นปกติเกือบทุกกระเบียดน้ิว การเปิดเว็บต่าง ๆ ทำได้ค่อนข้างดีรวดเร็วกว่าเบราเซอร์อื่น ๆ ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ Smart Phone ยี่ห้ออื่น ๆ และสามารถแสดงผลได้เหมือนกับที่เราเล่นอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว การแสดงผลสำหรับเว็บภาษาไทย (เมื่อลงฟอนท์ไทยเพิ่มเติมไปแล้ว) ทำได้ดีพอตัวจะมีปัญหาบ้างก็คือเรื่องการตัดคำภาษาไทยที่ยังทำได้ไม่ดี เมื่อต้องการพิมพ์ข้อความต่าง ๆ ก็สามารถเรียกคีย์บอร์ดขึ้นมาพิมพ์ได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน สามารถพิมพ์ได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย (เมื่อลงคีย์บอร์ดไทยเพิ่มเติม) ทดสอบการเข้าไปดูหนังตัวอย่างจากในเว็บแอปเปิ้ลเองก็อยู่ในขึ้นน่าพอใจสามารถพรีวิวหนังตัวอย่างได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้รู้ว่าตัวเครื่อง iPhone รองรับการใช้งาน Quicktime ด้วยเช่นกัน ส่วนที่ยังคงต้องรอให้แอปเปิ้ลออกอัพเดทมาก็คือการรองรับใช้งานแฟลช ที่ในปัจจุบันนี้ Safari ยังไม่่สามารถท่องเว็บที่เป็นแฟลชได้ ส่วนการรอบรับไฟล์มัลติมีเดียของทางฝั่งไมโครซอฟท์คาดว่าแอปเปิ้ลคงไม่เอาด้วยเป็นแน่ ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องรอให้มีผู้พัฒนามาโปรแกรมเสริมหรือปลั๊กอินเสริมขึ้นมาต่างหากเอง
ส่วนระบบความปลอดภัยพื้นฐานการท่องเน็ตใน iPhone ที่แอปเปิ้ลเตรียมมาให้ก็จัดอยู่ในระดับไม่หวือหวาอะไรนัก ซึ่งก็มีระบบ Java Script,Plug-Ins, Block Pop-ups, Accept Cookies ที่เราสามารถกำหนดค่าต่าง ๆ ได้เองในแต่ละอย่าง
ข้อด้อยสำหรับ Safari ใน iPhone ที่โดนกันบ่อย ๆ สำหรับทุกคนก็คือเรื่องการปิดตัวเองของ Safari ในขณะท่องเว็บอยู่ ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถพบได้ไม่ว่าคุณจะเปิดเว็บอยู่แค่ 1 หน้าต่าง, 3 หน้าต่าง หรือจะ 10 หน้าต่างก็สามารถพบเจออการดังกล่าวได้เหมือน ๆ กัน โดยอาการที่ว่าจะเข้าไปยังหน้าจอหลักเองโดยอัตโนมัติ สาเหตุส่วนหนึ่งที่หาข้อมูลพบก็คือเครื่องเมโมรี่ในตัวเครื่องไม่สัมพันธ์กับการใช้งานในขณะนั้น หรือจะเรียกว่าอาการแรมในเครื่องไม่พอก็ย่อมได้เช่นกัน ทางแก้ก็คงต้องรอให้แอปเปิ้ลออกอัพเดทที่แก้ปัญหาเหล่านี้มาเป็นระยะๆ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเมื่อไหร่
มาถึงจุดเด่นอีก 1 อย่างใน iPhone ก็คือเรื่อง Mail ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูตอนที่สตีฟ จ๊อบส์สาธิตการใช้งานให้ดูก็น่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ กับโปรแกรมรับส่งอีเมลในโทรศัพท์มือถือที่สามารถดูอีเมลได้แบบ Full HTML จริง ๆ เสียที สำหรับการตั้งค่าต่าง ๆ นั้นต้องบอกว่าง่าย ถ้าคุณมีอีเมลที่เป็น POP3 หรือ SMTP ที่อยู่ใน Mail (Mac) หรือ Outlook (Win) อยู่แล้วเมื่อเราทำการซิงค์ iPhone กับ iTunes ก็จะมีเมนูให้เราเลือกนำการตั้งค่าต่าง ๆ จากในคอมพิวเตอร์มาไว้ใน iPhone ทันที ส่วนถ้าใครอยากจะตั้งค่าต่าง ๆ เองใน iPhone ก็สามารถทำได้เช่นกัน ส่วนอีเมลอื่น ๆ อย่าง Gmail ก็สามารถตั้งค่าได้ง่าย ๆ บน iPhone เช่นกัน ส่วน Yahoo! Mail ถ้าจะใช้บริการเราต้องเสียค่าบริการเสริมกับ Yahoo! เสียก่อนจึงจะตั้งค่าเพื่อใช้งานใน iPhone ได้ ส่วนที่มีให้เลือกตั้งค่าได้แบบทันทีอีก 2 ค่ายที่เหลือคือ .Mac (dot mac) ของแอปเปิ้ลเองและ AOL ซึ่งถ้าใครอยากใช้บริการก็คงต้องเช็คค่าบริการของแต่ละเจ้ากันเอาเองว่าเสียเงินกันเท่าไหร่
สำหรับการรรับอีเมลที่มีไฟล์แนบมาด้วยก็สามารถรับไฟล์ได้หลายสกุลทั้งไฟล์รูปภาพ (png, jpg, gif), ไฟล์เอกสาร (doc, xls, pdf) แต่ไฟล์เอกสารเมื่อรับมาแล้วสามารถดูได้อย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ส่วนการส่งอีเมลจาก iPhone ค่ามาตรฐานเราไม่สามารถแนบไฟล์อะไรได้ ยกเว้นเพียงรูปภาพที่อยู่ใน Photo Gallery เท่านั้น ซึ่งรูปที่ทำการแนบไปกับอีเมลจะถูกย่อขนาดให้เหมาะสมเองโดยอัตโนมัติ สำหรับการจะแนบไฟล์อื่น ๆ เช่นไฟล์เพลงในเครื่องนั้นคงต้องพึ่งพาโปรแกรมเสริมที่ต้องมาลงแยกต่างหากเอาเอง
การดู YouTube ใน iPhone ก็คล้าย ๆ กับการดู YouTube บนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งเราก็สามารถค้นหาชื่อคลิปวิดีโอที่ต้องการได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย(ลงเพิ่มเติม) สำหรับคุณภาพของไฟล์ YouTube ที่ดูใน iPhone นั้นก็ขึ้นอยู่กับไฟล์ต้นฉบับด้วยว่าชัดเจนมากน้อยแค่ไหน ถึงตรงนี้อาจมีคนสงสัยว่าในเมื่อบอกว่า iPhone ไม่สามารถเข้าเว็บที่เป็นแฟลชได้ แต่ทำไมถึงดู YouTube ได้ ? ก็ต้องบอกว่าไฟล์ YouTube ที่ iPhone ดูได้จะถูกแปลงไปเป็นไฟล์ mp4 (H.264) สำหรับผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลโดยเฉพาะไม่ใช่แค่ iPhone เท่านั้นยังรวมถึง Apple TV และ iPod touch อีกด้วย
สำหรับความเร็วในการดูคลิปวิดีโอต่าง ๆ แน่นอนว่าคงต้องขึ้นอยู่กับความเร็วอินเตอร์เน็ทที่เราใช้งานในขณะนั้นด้วยว่าเป็นแบบไหน ซึ่งถ้าใช้งานผ่าน Wi-Fi ก็คงไม่มีปัญหาอะไรนอกเสียจากความเร็วอินเตอร์เน็ทของคุณช้าเอง ส่วนการดูคลิปผ่านการใช้งานแบบ EDGE คงต้องบอกว่าไม่สามารถดูได้ราบรื่น หรือถึงขั้นเปิดไม่ขึ้นเลยก็เป็นเรื่องปกติสำหรับความเร็ว EDGE ในประเทศไทย
สำหรับ iTunes Wi-Fi Music Store (พบได้ในเฟิร์มแวร์ 1.1.1 ขึ้นไป) สามารถเข้าถึงเพลงต่าง ๆ ได้รวดเร็ว การซื้อเพลงเบื้องต้นนอกจากเราจะต้องเป็นสมาชิกกับทาง iTunes Store อยู่ด้วยแล้ว ยังต้องนำเครื่องมาซิงค์ข้อมูลสมาชิกของเรากับคอมพิวเตอร์เสียก่อนจึงจะใช้ซื้อเพลงได้ การโอนเพลงที่ซื้อบน iPhone เข้าไปคอมพิวเตอร์เรียกว่าเป็นแบบอัตโนมัติที่เราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนข้อจำกัดในปัจจุบันก็คือการใช้งาน iTunes Wi-Fi Music Store ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทด้วย Wi-Fi เพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่สามารถใช้ EDGE เข้าไปซื้อเพลงได้
จะ EDGE หรือ GPRS ?
สำหรับจุดหนึ่งที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า iPhone เชื่อมต่อการใช้งานอินเตอร์เน็ทแบบไหนอยู่ระหว่าง EDGE และ GPRS นั้นก็คือไอคอนสัญลักษณ์ใน iPhone มีแบบเดียวคือตัว E ที่อาจทำให้หลาย ๆ คนนึกว่าเราต่อ EDGE ได้ทุกครั้งที่ใช้งาน ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องบอกว่า EDGE ในบ้านเราไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทยจริงตามที่เหล่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือโฆษณาไว้ เอาแค่ในกรุงเทพฯเองก็มีบางพื้นที่ ๆ ไม่สามารถเชื่อมต่อแบบ EDGE ได้ แต่ใน iPhone ก็ไม่ได้มีอะไรบ่งบอกว่าเราใช้การเชื่อมต่อแบบไหนกันแน่ ถามว่าเป็นปัญหาอะไรหรือไม่ที่เราไม่รู้ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ควรมีสัญลักษณ์บอกเป็นตัว G ให้เห็นเมื่อเราเชื่อมต่อด้วย GPRS ปกติ
เล่นเน็ทนอกบ้านตาม Wi-Fi Hot Spot
สำหรับการใช้งาน iPhone ตาม Wi-Fi Hot Spot ต่าง ๆ ตามร้านกาแฟชื่อดังทั้งหลายก็สามารถ Log in เพื่อเข้าใช้งานได้ปกติ ซึ่งเมื่อเทียบกับโทรศัพท์ Smart Phone ที่ผู้เขียนใช้งานมาก่อนหน้านี้อย่าง Nokia E61 นั้นจะไม่สามารถ Log in เข้าไปได้ ซึ่งจุดนี้ก็ต้องให้คะแนนว่าแอปเปิ้ลทำออกมาได้ตรงใจจริง ๆ
สรุปโดยรวมสำหรับหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ททำได้ดีในการใช้งานแบบทั่ว ๆ ไปแบบไม่จริงจังมากนัก เพราะถึงแม้จะดูหน้าเว็บได้ค่อนข้างสมบูรณ์แต่ก็ด้วยขนาดจอทีเล็กที่ถึงแม้จะซูมเข้าไปดูตัวหนังสือหรือรูปต่าง ๆ ได้ก็ไม่สะดวกมากนักถ้าต้องการใช้งานจริง ๆ จัง ๆ ส่วนจุดด้อยอย่างการปิดตัวเองขณะท่องเว็บอันนี้คงต้องรอการแก้ไขจากแอปเปิ้ลเพียงอย่างเดียว และสำหรับการเชื่อมต่อมด้วย EDGE ในบ้านเราก็ต้องบอกว่าในการใช้งานจริงเราคงไม่ได้ต่อแล้วได้ EDGE จริงในทุกพื้นที่ ซึ่งบางส่วนก็ยังคงต่อเน็ทแบบ GPRS ปกติแต่ใน iPhone มีสัญลักษณ์ตัว E อยู่อันเดียวเลยไม่รู้ว่าต่อแบบไหนอยู่กันแน่
การใช้งานในส่วนอื่น ๆ
สำหรับในหัวข้อนี้คงเป็นการพูดแบบโดยรวมไม่ลงรายละเอียดเหมือนหัวข้อหลัก ๆ ด้านบน ซึ่งก็จะขอเร่ิมจาก
Photos และ Camera
สำหรับการดูรูปต่าง ๆ ใน iPhone ถ้ามีสิบก็ให้สิบเต็มกันเลยทีเดียวทั้งเรื่องการแบ่ง Photo Album ที่แยกจากกันได้ (ทำผ่าน iTunes) ลูกเล่นต่าง ๆ ในการดูรูปทั้งการพลิกตะแคงเครื่องแบบไหนยังไงรูปภาพก็พลิกตามได้ตลอด การย่อขยายรูปภาพโดยใช้การจีบนิ้วแล้วถ่างน้ิวออกไปเพื่อเป็นการขยายรูปภาพ และหุบทั้งสองน้ิวเข้ามาเพื่อเป็นการย่อรูปภาพให้กลับมาอยู่ในขนาดปกติ การสะบัดน้ิวไปซ้าย-ขวาเพื่อเป็นการเลื่อนไปยังรูปภาพต่อไป มีปุ่ม Play ไว้ดูภาพแบบเป็นสไลด์ โชว์ รวมถึงลูกเล่นอื่น ๆ เรียกว่าใครเห็นก็ชอบกันทั้งนั้น
ส่วนกล้องถ่ายรูปความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ถ้ามีคะแนนเต็ม 10 ก็คงได้ประมาณ 6-7 คะแนนเท่านั้นสำหรับในส่วนนี้คือแอปเปิ้ลเหมือนจะไม่เน้นในส่วนของกล้องถ่ายรูปนี้เท่าไหร่นักเพราะเมนูย่อยสำหรับการถ่ายรูปไม่มีเลย เข้าใจว่าอยากให้ใช้งานได้ง่าย ๆ ไม่ต้องมาพะวงกับเรื่องตั้งค่าอะไรนัก นั้นก็ทำให้ถูกวิจารณ์พอควรว่าแอปเปิ้ลละเลยไป ส่วนหนึ่งที่ได้ยินบ่อยคือไม่มีระบบซูม (Zoom) แม้กระทั้งดิจิตอล ซูมเลยหรือไร ก็ต้องบอกว่าแอปเปิ้ลให้มาเพียง 'Walking Zoom' ที่ถ้าเราเกิดอยากจะถ่ายใกล้ ๆ ก็ต้องเดินไปใกล้เอง หรืออยากให้ไกลออกมาสักหน่อยก็ขยับเท้าถอยเอาเองแล้วกัน ส่วนแฟลชไว้สำหรับถ่ายรูปตอนกลางคืนอันนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย(ไม่มีให้อยู่แล้ว) ส่วนคุณภาพของรูปที่่ถ่ายก็ถือว่าอยู่ในขั้นดีถ้ามีแสงภายนอกเพียงพอ
ภาพตัวอย่างจากกล้อง (คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดจริง)
Weather
สำหรับฟังก์ชั่นแสดงอุณหภูมิเรียกว่ามีหน้าตาเหมือนกับ Widget ในเครื่องคอมพิวเตอร์แอปเปิ้ลเป๊ะๆ แต่จะมีข้อแตกต่างตั้งแต่เรื่องการตั้งค่าไล่ไปจนถึงความผิดเพี้ยนในการแสดงอุณหภูมิกันเลยทีเดียว
สำหรับการตั้งค่าให้แสดงอุณหภูมินั้นถ้าเป็นในกรุงเทพฯ เราไม่สามารถใส่คำว่า Bangkok แล้วค้นหาได้ เพราะระบบจะไม่เจอ ต้องทำการใส่รหัสไปรษณีย์ลงไปด้วยเช่น Bangkok, 10310 เราก็จะได้ออกมาเป็น Huai Khwang (เขตห้วยขวาง) หรือ Bangkok, 10110 เราก็จะได้เป็น Watthana (เขตวัฒนา) ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง แต่ช่วงหลัง ๆ มานี้เหมือนจะมีการอัพเดทให้สามารถพิมพ์แค่ Bangkok ระบบก็สามารถค้นหาเจอได้เป็น Bangkok, Thailand แล้ว
ส่วนที่เจอการแสดงอุณหภูมิผิดเพี้ยนก็คือ Ko Samui (เกาะสมุย) ที่บางครั้งก็แสดงอุณหภูมิติดลบสามบ้าง(-3) บางทีก็ลบเจ็ด(-7)เลยไปถึงลบสิบเอ็ดก็มีให้เห็น (-11) เลยทำให้รู้สึกไม่มั่นใจว่าในกรุงเทพแสดงผลได้ใกล้เคียงจริง ๆ หรือไม่
Maps
ส่วนนี้ก็คือ Google Maps ดี ๆ นี่เอง แน่นอนว่าการใช้งานต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ทไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การค้นหาสถานที่ทั่ว ๆ ไปก็ทำได้ดีการซูมเข้า-ออกก็ใช้การจีบน้ิวเหมือน ๆ กับการใช้งานในส่วนอื่น ๆ สำหรับแผนที่ในประเทศไทยก็จะแสดงผลเป็นภาษาไทย ซึ่งในส่วนของกรุงเทพก็สามารถดูได้ทั้งแบบ Map (แสดงถนน), Satellite (เห็นตีกและอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ) สำหรับการกำหนดจุดเส้นทางเดินรถในกรุงเทพฯจะยุ่งยากพอควรคือต้องใส่ตัวเลขพิกัดตำแหน่งด้วยถึงจะสามารถปักหมุดและกำหนดเส้นทางเดินรถได้ (Route) ซึ่งเมื่อเรากำหนดจุดเร่ิมต้นและจุดหมายได้แล้วกดค้นหาเส้นทาง (Route) ก็จะมีรายละเอียดบอกแต่ละจุดเลยว่าเราต้องขับรถไปอีกกี่ฟุตกี่ไมล์ถึงจะเลี้ยวซ้ายหรือขวา หรือถ้าเจอสี่แยกจะต้องตรงไปหรือเลี้ยวไปด้านไหน ซึ่งก็ถือว่ามีประโยชน์มากแม้กับผู้ที่ไม่ได้ขับรถเองก็ตาม จากการทดสอบกับแผนที่กรุงเทพฯ ก็พบว่า Google Map ถือว่าพอใช้ได้ถึงดีพอควรในบางเส้นทาง เพราะว่ายังไงแล้วตรอก ซอก ซอย เส้นทางลัดต่าง ๆ เราก็รู้จักมากกว่าระบบคอมพิวเตอร์อยู่ดี แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่เราไม่รู้จักก็เรียกว่ามีประโยชน์มากพอสมควร
ส่วนจุดด้อยที่จะว่าเล็กก็เล็กจะว่าใหญ่ก็ใหญ่คือเรื่องภาษาในแผนที่ ๆ ที่แผนที่ประเทศไทยก็จะเป็นภาษาไทย แผนที่ประเทศอเมริกาหรือประเทศอังกฤษก็จะเป็นภาษาอังกฤษ แผนที่ประเทศญี่ปุ่นก็จะเป็นภาษาญี่ปุ่น แผนที่ประเทศฝรั่งเศสก็เป็นภาษาฝรั่งเศส ก็เลยทำให้สงสัยว่าทำไมหนอ Google ไม่ทำเป็นภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางภาษาเดียวไปเลย เพราะคิดดูเล่น ๆ ว่าถ้าเราต้องเดินทางไปต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น ก่อนเปิดแผนที่ใน iPhone ขึ้นมาดูก็คงคิดว่าอุ่นใจที่อย่างน้อยก็มีแผนที่ติดตัวแล้ว แต่พอเปิดมากลับกลายเป็นว่าแผนที่เป็นภาษาญี่ปุ่นที่นี่จะเดินทางกันได้ยังไง เพราะอ่านไม่ออกสักตัวอักษรเดียว
Settings
ทั่วไปแล้วในส่วนของการตั้งค่าต่าง ๆ สามารถเข้าใจได้ง่าย ซึ่งจะมีบางส่วนที่เหมือนทางแอปเปิ้ลจะกั๊ก(อีกแล้ว) อย่างเสียงริงโทนจะไม่สามารถเลือกใส่เข้าไปได้อย่างได้อิสระเหมือนโทรศัพท์ยีห้ออื่น ๆ ส่วนบางเมนูที่อย่าง Bluetooth ก็อยู่ลึกไปสักหน่อยถ้าเทียบกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นอื่น แถมไม่มีปุ่มช็อตคัทให้เข้าถึงได้ทันทีอีกด้วย ทำให้เวลาต้องการเปิดปิด Bluetooth จะต้องกดเข้ามาหลายครั้งกว่าจะเข้ามาถึงได้ รวม ๆ แล้วในส่วนของ Settings ก็อยู่ในเกณฑ์ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อนวุ่ยวายอะไรนักจะมีเพียงแต่การสร้างความคุ้นเคยเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกเท่านั้น
ภาษาไทย
สำหรับภาษาไทยใน iPhone เราจำเป็นจะต้องมาใส่ฟอนท์เพื่อให้เครื่องรู้จักภาษาไทยเอง ขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยากเกินไปนัก ส่วนคีย์บอร์ดภาษาไทยก็มีให้เลือกใช้งานทั้งแบบ 4 แถว(เลย์เอาท์เหมือนคีย์บอร์ดปกติ) ที่ตัวคีย์จะเบียดกันมากกว่าปกติและแบบ 3 แถวที่มีเลย์เอาท์เหมือนคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษทำให้การกดใช้งานได้สะดวกกว่า ซึ่งในส่วนคีย์บอร์ดภาษาไทยก็ต้องขอขอบคุณเหล่าผู้นักพัฒนาคนไทยที่ทำคีย์บอร์ดไทยออกมาให้เราได้ใช้งานกัน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pdamobiz.com และ www.freemyiphone.com
ระยะเวลาการใช้งาน
แบตเตอรี่ของ iPhone จะว่าอึดก็อึด หรือจะว่าไม่อึดก็ได้ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน ซึ่งถ้าเราใช้งานแต่ในส่วนของโทรศัพท์เพียงอย่างเดียวก็สามารถเปิดเครื่องรอสายได้มากถึง 3 วัน ส่วนถ้าเล่นเน็ท ดูหนัง ฟังเพลงบ้างอย่างละนิดอย่างละหน่อยรวมถึงมีการโทรเข้า-ออกประปรายก็อยู่ได้ประมาณ 1 วัน ส่วนขาฮาร์ดคอร์แบบว่าเล่นทุกอย่างตลอดเวลาแบตเตอรี่เท่าที่ทดสอบก็อยู่ได้ไม่เกิน 10 ชั่วโมง ส่วนเมื่อเลิกเห่อแล้วและใช้งานแบบปกติ ๆ แบบเช็คอีเมล เปิดเล่นอินเตอร์เน็ทบ้างเล็กน้อย ฟังเพลงบ้าง ก็อยู่รวม ๆ แล้วก็ประมาณ 20-36 ชั่วโมง
สรุปในการรีวิว iPhone ครั้งนี้ก็เรียกว่าประทับใจค่อนข้างมากกับโทรศัพท์เครื่องแรกจากแอปเปิ้ลในส่วนของการใช้งานที่ออกแบบมาได้ดีและสามารถสร้างความคุ้นเคยการใช้งานได้ง่ายแม้จะใช้งานเป็นครั้งแรก ลูกเล่นบางอย่างก็เหมือนแอปเปิ้ลทำมาเพื่อเอาใจคนแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะอย่างข้อความ sms ที่ทำมาให้คล้ายกับเวลาเราเล่นแชท หรืออย่างปุ่มตัวเลขเวลากดโทรศัพท์ก็มีขนาดใหญ่กดง่าย ส่วนอื่น ๆ อย่างไอพอดอันนี้เรียกว่าปลื้มมากทีเดียว และที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ททั้งหมดก็ทำได้ดีทั้งเรื่องการท่องเว็บ, รับ-ส่งอีเมล์, YouTube, iTunes Wi-Fi ส่วนที่ไม่ค่อยปลาบปลื้มเท่าไหร่นักก็เห็นจะเป็นการที่แอปเปิ้ลกั๊กความสามารถบางอย่างเอาไว้อย่างเรื่องการส่งรูปภาพผ่านบูลทูธที่ยังไม่สามารถทำได้ และฟังก์ชั่นที่ควรจะมีตั้งแต่ต้นก็ไม่มี ซึ่งก็ต้องรอให้แอปเปิ้ลออกซอฟท์แวร์มาอัพเดทกันต่อไป
จุดสังเกต
- หน้าจอชัดใสกว่าโทรศัพท์ยี่ห้ออื่น
- ระบบมัลติทัชช่วยอำนวยความสะดวกได้มากขึ้น
- การใช้งานอินเตอร์เน็ทค่อนข้างสะดวกสบาย แต่มี error ค่อนข้างบ่อย
- ไม่สามารถรับ-ส่ง MMS ได้
- ไม่สามารถบันทึกวิดีโอได้
- การแฮกค์เพื่อใช้งาน iPhone ในประเทศไทยมีความยุ่งยากในขั้นตอนการทำสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย
- อาจต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการของเราเองเพื่อให้เข้ากับ iPhone ในบางจุด
ราคา : $399 (ยังไม่รวมภาษี)

Comments
รีวิวได้ยาวสะใจมาก ต้องค่อยทะยอยๆ อ่านเลยนะเนี่ย
(ตอนนี้ยังอ่านไม่จบเลย)
ถ้าคุณ bank มีอะไรเพิ่มเติมก็เพิ่มได้เลยนะครับ
ขอบคุณสำหรับรีวิวละเอียดๆยิบๆ ครับ
ชอบคำว่า walking zoomจริงๆ
คุณกั้งตรงประโยคนี้
การใช้งานในชิวิตประจำวัน
การทดสอบใช้งาน iPhone ครั้งนี้ใช้งานกับผู้ใช้บริการ DTAC
ต้องเป็นผู้ให้บริการรึป่าว
ยาวมากครับ เหอะๆ ขอบคุณครับ ที่มาลงรายละเอียดให้
ส่วนตัวใช้ อยู่ ช้อบชอบบ
ผมว่า กล้องมันก็ไม่ได้น่ารังเกลียดมากนะครับ
จริงอยู่ที่ Zoom + ไม่มีอะไรให้ปรับแต่เลย
แต่คุณภาพภาพที่ออกมา ถ้าเปรียบเทียบในพวก PDA 2 ล้านเหมือนกัน ก็ถือว่าออกมาได้ดีกว่าๆ ด้วยนะครับ ผมว่า
หวังว่า เฟิมแวร์ตัวหน้าๆ คงทำให้ น้อง iPhone ของผม ทำอะไรได้มากๆ ขึ้นนะ T-T
เรื่องคุณภาพของรูปภาพจาก iPhone ก็ถือว่าดีครับ ส่วนตัวผมไม่เคยใช้งาน pocket pc เลยไม่ทราบว่าภาพที่ได้เป็นยังไง แต่อย่างที่บอกไปว่าถ้าถ่ายในที่มีแสงเพียงพอก็ถือว่าดีครับ (จากรูปตัวอย่างก็พอจะเห็นคุณภาพของรูปได้ประมาณนึงครับ) แต่ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการถ่ายรูปอย่างน้อยก็น่าจะให้มาด้วยสักหน่อย แต่ดันไม่ให้มาเลยอันนี้ผมว่ามันแปลก ๆ อะครับ เพราะอย่างน้อยในเครื่อง Mac ตอนนี้มี Effect ไว้ถ่ายรูปจากโปรแกรม Photo Boot ก็น่าจะเอามาอยู่ใน iPhone ด้วยสักนิด
ผมก็ชอบ iPhone เช่นกัน แหะๆ... แต่บางอย่างก็โดนแอปเปิ้ล "กั๊ก" ไว้แล้วรออัพเดทกันต่อไป
ผม walking zoom ไม่ได้นะลุงกั้ง อยากจะถ่ายรูปตึกใบหยก 2 จากที่ทำงานครับ มีวิธีการ Flying Zoom มั้ยครับ ?
ขอบคุณมากครับสำหรับรีวิว
...เจอมุกนี้ไปไม่เป็นเลยผม เหอๆ...
ถ้าลุงโต้งมีอะไรเพิ่มเติมก็เขียนเพิ่มเติมได้เลยนะครับ ยอมรับว่า iPhone รายละเอียดเยอะมากครับ เยอะกว่าตอนที่ทำรีวิว iPod touch เยอะเหมือนกัน
เป็นรีวิว iPhone ภาคภาษาไทยที่ทำได้ดีกว่าหลายๆ เวบ
แต่คิดว่ายังมีบางอย่างที่รีวิวยังขาดการทำความเข้าใจของที่มาของการที่ iPhone ถูกทำมาให้เป็นแบบนั้น เช่น การที่มีแต่ไอคอนสัญญาณ Edge ไม่มีสัญลักษณ์ GPRS นั่นเป็นเพราะ iPhone ถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งาน Edge (ในอเมริกา) เป็นหลักเป็นต้น
ข้อเสียบางอย่าง ถ้าไปตำหนิตรงๆ โดยเอาบริบทของบ้านเราเป็นหลักก็จะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่นัก
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ
ยอมรับว่ารีวิวอันนี้อิงกับการใช้งานในไทยมากกว่าครับ เรื่องการแสดงไอคอนตัว E ส่วนตัวมองว่าถ้าแอปเปิ้ลจะทำก็ทำได้ที่จะให้แสดงผลเป็น G และ E แต่อาจจะเป็นอย่างที่คุณว่าคือใน US เป็นแต่ EDGE (อันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็น EDGE ทั่วทั้งประเทศรึเปล่า) แต่ก็นั้นล่ะส่วนตัวผมยังเชื่อว่าบางพื้นที่ก็ต้องเป็น GPRS บ้าง...ทำแต่ตัว E ไว้จะได้ดูเหมือนต่อเน็ทด้วย EDGE จะได้รู้สึกว่าเร็วขึ้น เป็นผลทางใจ อิ อิ...
อีกอย่างใช่ว่าทุกประเทศที่เปิดโรมมิ่งกับ AT&T จะเป็น EDGE หมดทุกประเทศ ยังไงก็ต้องมีบางประเทศที่เป็นแบบ GPRS+EDGE เช่นกัน ฉะนั้นเชื่อว่าการที่ไม่ใส่ G มาด้วยสำหรับผมแล้วเป็นผลทางใจครับ ...ขอบคุณอีกครั้งครับ
-อยากทราบว่า สามารถเล่น Msn ได้ไหมครับ
และสามารถลงโปรแกรมโทรในไทย และ ภาษาไทย
ได้ที่ไหน และ ต้องใช้งบเท่าไรครับ
ขอบคุณสำหรับขอมูลดีๆครับ
เล่น msn ได้ครับ
ที่ mbk รับทำกันเกือบทุกร้านครับ ราคาแล้วแต่ตกลงกันครับ เฉลี่ยก็อยู่ที่ 500 บาท up แล้วแต่ร้าน
แนะนำหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนซื้อครับ
มีสัญลักษณ์ ที่อยู่ติดกับแบต เป็นรูปเหมือนหูโทรศัพท์วางค่ำอยู่บนจุด 5 จุด หมายถึงอะไรครับ
แสดว่าคุณเปิดใช้งาน TTY สำหรับผู้พิการครับ
ข้อมูลเกี่ยวกับ TTY ผมก็ไม่ค่อยจะทราบเท่าไหร่นัก
ข้อมูลเพิ่มเติมครับ
http://store.apple.com/1-800-MY-APPLE/WebObjects/AppleStore.woa/wa/RSLID?mco=D2832F85&fnode=home/shop_iphone/iphone_accessories&nplm=MA854LL/A#overview
อยากทราบว่า ถ้าเราซื้อมาจาก USA แล้วยังไม่ได้ปลดล็อค
เราจาปลดล็อคยังไงให้ใช้ซิมของ DTAC ได้
และใช้ภาษาไทยได้
สามารถเอาเครื่องไปปลดล็อคที่ไหนได้บ้างคะ
ไม่ได้ใช้คอมของ mac คะ
ในอเมริกา มีการขาย iPhone คู่กับบริการของ AT&T แต่ผู้ซื้อจะต้องใช้บริการของ AT&T เป็นเวลาติดต่อกันถึง 2 ปี และนั่นอาจเป็นการบังคับให้ใช้บริการรวมถึงใช้ซื้ออุปกรณ์เสริมไปในตัว
ถ้าปลดล็อคเราไม่ต้องใช้บริการของ AT&T ก็ได้ใช่ไม๊คะ
และสามารถใส่ซิมของ AIS DTAC ได้ใช่ไม๊คะ
รบกวนถ้าจะถามปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับไอพอดหรือไอโฟนแนะนำเข้าไปถามที่ Forum ดีกว่าครับ
อยากทราบว่าเสียงเรียกเข้าดังหรือเบาขนาดไหน หากเทียบกับ nokia n73 เห็นเพื่อนเล่าให้ฟังว่า เสียงเรียกเข้าเบามาก เลยต้องตั่งเป็นสั่นแทน เพราะเวลารับสายจะไม่ได้ยินเสียงเรียกเข้าเลยครับ
กำลังหาที่ซื้ออย่างเดียวเลยครับ มีที่ไหนบ้าง
อยากรุ้ราคาอ่ะครับว่ามันเท่าไหร่กัน
แล้วมันมีประกันไหมเอ๋ย
ช่วยตอบทีน่ะครับ
ใครบอกได้บ้างว่าภาษาอังกฤษคำว่า "ปลดล็อค" บนเครื่อง iPhone เรียกว่าอะไร เขียนอย่างไร เคยได้ยินคำว่าเจลเบค ไม่รู้ว่ายังงัย ช่วยตอบทีค่า
ขอบคุณค่ะ
อ่านแล้วก็...
(คิ๊ก ๆ เผอิญง่วงอยู่แล้ว) ดีจังเลย วัยรุ่นเลยเก็ทๆ เลย
ฟังชั่นแปลกดี ชอบๆ
แต่ฟังชั่นจำเปนม่ะเหงมีเลยอ่า
------------------------------------------------------------------*เยี่ยมจ้า
คิกๆ