Register / Login

รีวิว : Apple TV

14 June 2007 - 9:00am — kangg


หลายคนรอคอย Apple TV ว่าเมื่อไหร่จะเข้ามาเมืองไทยเสียที หลายคนรอดูท่าทีว่าจะทำอะไรกับ Apple TV ได้บ้าง หลายคนรู้แล้วว่าจะซื้อมาทำอะไรเพื่อเติมความสุขให้กับตัวเอง  ตอนนี้ก็ถึงคราวที่จะรีวิว Apple TV ให้รู้กันไปเลยว่าซื้อมาแล้วคุ้มหรือไม่คุ้มกันแน่






รูปร่างหน้าตา





















ก็อยากที่เห็น ๆ กันแล้วว่ารูปร่างหน้าตาของ Apple TV ออกเป็นแนวเรียบง่ายไม่มีปุ่มอะไรให้กดบนตัวเครื่องเลยแม้แต่ปุ่มเดียว รูปทรงของ Apple TV ถูกบรรจุอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 7x7x1.5 นิ้ว มีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ด้านหน้าเครื่องมีเพียงปุ่มไฟแสดงสถานะดวงเล็ก ๆ ทางด้านขวาใกล้กับตัวรับสัญญาณจากรีโมท ด้านหลังมีช่องต่าง ๆ มากมายได้แก่ USB, ช่องสายต่อออกทีวีแบบ Component, ช่องต่อแบบ HDMI, Audio Out, Ethernet Port และช่อง Digital Audio เรียกว่าช่องต่าง ๆ ที่ให้มาค่อนข้างล้ำหน้ากว่าชาวบ้านชาวช่องมากอยู่เหมือนกัน ส่วนอุปกรณ์อื่นนอกเหนือจากตัวเครืื่องก็มีเพียงรีโมทอันเดียวเท่านั้น เข้ามาในส่วนเครื่ีองเคราภายในนั้นประกอบไปด้วยหลัก ๆ แล้วก็มีฮาร์ดดิกส์ขนาด 40 GB และไวร์เลสแลนที่สามารถรับสัญญาณได้ทั้งแบบ b,g, และ n คำถามอย่างนึงสำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามเรื่องของ Apple TV มากเท่าไหร่นักคือ Apple TV ใช้ซีพียูของค่ายไหนและมีความเร็วเท่าไหร่ คำตอบก็คือใช้ซีพียูค่ายอินเทล รุ่น Intel Pentium M Crofton 1.0GHz, 2MB L2 cache อยู่ภายใต้กล่องสี่เหลี่ยมใบนี้



สำหรับอุปกรณ์อีกชิ้นที่ขาดไม่ได้เลยแม้แต่น้อยนั้นคือ Apple Remote ที่ในปัจจุบันเราจะเห็นรีโมทอันนี้คู่กับผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลอยู่เนือง ๆ ทั้งไอพอดและเครื่องคอมพิวเตอร์อีกหลายรุ่นของแอปเปิ้ล โดยบนรีโมทนั้นมีปุ่มรวมกันทั้งหมดเพียง 6 ปุ่มเท่านั้นได้แก่




  • ปุ่ม Menu
  • ปุ่ม Up/Scroll
  • ปุ่ม Down/Scroll
  • ปุ่ม Select/Play/Puase
  • ปุ่ม Previous/Rewind
  • ปุ่ม Next/Fast-Forward



โดยการใช้งานต่าง ๆ บน Apple TV จะสามารถใช้ปุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ควบคุมได้ทั้งหมด เรียกว่าไม่ต้องมีปุ่มเยอะก็ทำหน้าที่ได้เหมือน ๆ กัน



นอกเหนือจากอุปกรณ์หลัก ๆ แล้วคู่มือในกล่องก็มีส่วนสำคัญเช่นกันที่จะทำให้เราเข้าใจการทำงานของอุปกรณ์ชิ้นนี้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแอปเปิ้ลก็ทำคู่มือสำหรับ Apple TV ได้ไม่ดีนัก



โดยรวมแล้วเรืื่องรูปร่างภายนอกทำได้เรียบหรูดูดี แต่ด้วยความเรียบหรูนี่แหล่ะที่ทำให้รอบตัวเครื่องไม่มีช่องระบายอากาศเลยแม้แต่ช่องเดียว



การใช้งาน





อุปกรณ์ทดสอบ


  • Apple iBook G4
  • NetGear
  • Apple TV
  • iTunes 7.1.1
  • LCD TV 27" Tatung









เมื่อต่อสายสัญญาณต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว (ในการทดสอบต่อด้วย HDMI) เมื่อเปิดขึ้นมาและเข้าสู่หน้าจอเมนูหลักส่ิงแรกที่ต้องทำก่อนเพื่อนเลยก็คือการตั้งค่าการใช้งานต่าง ๆ ทั้งเรื่องการปรับความละเอียดของจอทีวีที่มีให้เลือกตั้งแต่ 480p ไปจนถึง 1080i แน่นอนว่าในการทดสอบเราเลือกไปที่ความละเอียดมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งก็ทำได้ถึง 1080i ตามสเป็คของทีวี ลำดับต่อมาคือการตั้งค่า Network ที่มาให้เลือกทั้งแบบใช้งานผ่าน LAN และแบบไร้สาย Wi-Fi ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้จะใช้แบบไร้สาย



การตั้งค่า Network แบบไร้สายสามารถทำได้ง่ายมาก ๆ ซึ่งถ้าสัญญาณอินเตอร์เน็ทของคุณไม่ได้ล็อคหรือซ่อนไว้ก็เรียกว่าเปิดเข้าปุ๊บก็เจอปั๊บ ส่วนถ้าสัญญาณอินเตอร์เน็ทซ่อนไว้ก็ไม่ต้องห่วงอะไรเพราะว่าเราสามารถเข้าไปตั้งค่าชื่อเครือข่าย (SSDI) ได้เองเช่นกัน



เมื่อตั้งค่า Network เสร็จเรียบร้อยแล้วอันดับต่อมาก็คือการเลือกแหล่งที่มา (Source) ของเพลงหรือหนังที่เราต้องการแน่นอนว่าการเลือกจะต้องมาที่ iTunes ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งก็เลือกได้ไม่ยากเมื่อคุณตั้งค่า Network ไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อเราต้องการให้ข้อมูลต่าง ๆ ปรากฏใน Apple TV แบบ Streaming นั้นในส่วนของการเลือกแหล่งที่มานั้น เมื่อปรากฏรายชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เราแล้ว ก็มีการกำหนดรหัสเป็นตัวเลข 4 ตัวขึ้นมาให้เรากรอกใน iTunes เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งเมื่อกรอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว Apple TV ก็พร้อมใช้งานทันที



การใช้งานแบบ Streaming



จากข้างต้นเมื่อตั้งค่าทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็กลับเข้าเมนูอื่นดูกันบ้างแล้วกันว่าสามารถทำส่วนนี้ได้ดีแค่ไหน



Music



ไอพอด มันคือ ไอพอดนั้นเองใครที่มีไอพอดอยู่แล้วหรือเคยผ่าน ๆ มาแล้วก็เหมือนกันเลย การจัดเรียงเมนูการใช้งานต่าง ๆ เหมือนกันแถบทุกกระเบียดนิ้ว จะมีที่ต่างกันบ้างก็เพื่อให้ใช้งาน Apple TV ได้สะดวกขึ้น การเล่นเพลงเราสามารถเลือกเล่นเพลงต่าง ๆ ที่อยู่ใน iTunes ได้ทั้งแบบจากการเรียงลำดับเพลง ศิลปิน เพลย์ลิสท์ และอื่น ๆ ตามที่เราตั้งไว้













หน้าจอขณะเล่นเพลงเรียกว่างามไม่ใช่เล่นมีลูกเล่นในกการพลิกปกเพลง (Artwork) สลับซ้ายขวาไปมา หรือเมื่อกดเปลี่ยนเพลงก็จะมีเอฟเฟ็กเลื่อนปกเพลง สำหรับในส่วนของการแสดงตัวอักษรภาษาไทยก็แสดงได้ปกติ จะมีข้อด้อยบ้างก็ตรงตัวอักษรตัวหนาถ้ามีวรรณยุกต์เข้ามาด้วย ตัวฐานล่างของวรรณยุกต์จะไม่มีเช่นสระอี ก็จะเป็นแบบที่เห็นตามรูป ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับภาษาไทยหายห่วง



สำหรับการ Streaming เพลงจาก iTunes ในเครื่องคอมพิวเตอร์เรานั้นไม่มีปัญหาเรื่องการดีเลย์แต่ประการใด จะมีก็แต่ช่วงแรกก็เริ่มเล่นเพลงเจ้า Apple TV จะทำการดึงข้อมูลมาก่อนชั่วขณะหนึ่งถึงจะเริ่มเล่นเพลง ซึ่งถ้าขณะฟังเพลงเราต้องการเลื่อนเพลงให้เร็วขึ้นโดยการกดปุ่ม Fast-Forward (>>Wink บนรีโมทอาจมีการอาการสำลักจากการอ่านข้อมูลไม่ทันเช่นกัน อีกปัญหาที่ดูเหมือนเป็นข้อตำหนิเล็ก ๆ ก็คือเราไม่สามารถควบคุมเสียงจากรีโมทที่ให้มาได้ ซึ่งถ้าใครที่เคยใช้งาน Apple Remote กับเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชหรือใช้งานกับไอพอดในรูปแบบอื่นมาก่อนอาจจะรู้สึกว่าไม่สะดวกเอาเสียเลย ทางแก้เดียวและแอปเปิ้ลก็นำแนะไว้ในคู่มือรวมถึงเว็บไซท์ก็คือการปรับระดับเสีียงจากทีวีหรือเครื่องเสียงโดยตรงนั้นเอง



ส่วนข้อดีอีกข้อที่ชอบในส่วนนี้ก็คือเมื่อเราแก้ไขชื่อเพลงหรือ Playlist ใน iTunes นั้นการแสดงผลบน Apple TV ก็จะอัพเดททันทีเช่นกัน ทำให้ไม่ต้องพะวงว่าเพลงที่เราอัพเดทเดี๋ยวนั้นจะไม่ขึ้นปรากฏบนหน้าจอทีวี







Movies



เรื่องสำคัญที่ถือว่าเป็นไฮไลท์สำหรับ Apple TV เลยทีเดียวในการชมหนังได้หลากหลายแบบไม่่ต้องพึ่งแผ่น DVD อีกต่อไป ด้วยการ Streaming จาก iTunes ในเครืื่องคอมพิวเตอร์ได้ทันทีที่ต้องการ ซึ่งหลักการเบื้องต้นก็คล้ายกับการฟังเพลง แต่แน่นอนว่านอกจากเรื่องเสียงแล้วยังมีภาพที่เราค่อนข้างให้ความสำคัญอีกส่วนหนึ่ง




มิวสิกวีดีโอที่ซื้อจาก iTunes Store





การ์ตูนที่ซื้อจาก iTunes Store ขนาด 640x480 พิกเซล





คอนเสริต์มาดอนน่า ขนาด 720x400 พิกเซล 2200 kbps



สำหรับการนำภาพยนตร์มาชมบน Apple TV ในแบบ Streaming นั้นเมื่อเลือกเรื่องที่ต้องการได้แล้ว ตัว Apple TV จะรับสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีการดีเลย์เล็กน้อยในช่วงแรก สำหรับไฟล์ทีนำมาทดสอบนั้นมีความละเอียดที่ 720x400 พิกเซล 2200 kbps โดยภาพแรกที่เห็นไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะจอทีวีแอลซีดีเห็นรายละเอียดของภาพได้ค่อนข้างชัด ทำให้เห็นความหยาบของไฟล์ mp4 ตามมาตรฐานทีแอปเปิ้ลได้ง่ายกว่าบนจอทีวีทั่วไป (CRT) ลักษณะความหยาบที่พบเห็นได้ก็คือสีสรรที่ดูไม่อิ่มเมื่อเทียบกับการดูบนจอทีวี CRT การไล่โทนแสงและสีเห็นได้ชัดเจนในเรื่องความแตกต่าง ถ้าฉากไหนที่เป็นโทนมืดก็จะยิ่งเห็นชัดในเรื่องการไล่โทนมืดและสีดำที่ทำได้ไม่ดี ส่วนการฉากทั่วไปที่มีความสว่างเพียงพอก็พอรับได้แต่ไม่ถึงขั้นเนียนตา สำหรับการรับชมภาพยนตร์ที่ซื้อจาก iTunes Store ที่มีความละเอียดที่ 640x480 พิกเซลไม่ต้องเดาให้ยุ่งยากเลยภาพที่ได้ไม่ประทับใจเอาเสียเลย ส่วนถ้าเป็นการ์ตูนที่มีการไล่สีน้อยกว่าก็คือว่าทำได้พอตัว ซึ่งในอนาคตติดว่าทางแอปเปิ้ลคงมีการเปิดขายภาพยนตร์ทีมีความละเอียดเพิ่มมากขึ้นเพื่อนรองรับการใช้งานกับ Apple TV นอกเหนือจากนั้นแล้วสำหรับรายการพอดแคสท์ที่ทำออกมาให้เล่นกับ Apple TV โดยเฉพาะนั้นก็ไม่ได้มีความชัดถึงระดับ HD อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งบางรายการที่ทำออกมาก็แย่กว่าเราแปลงไฟล์เองเสียด้วยซ้ำ ส่วนอาการที่พบได้อีกอย่างก็คือเสียงมาก่อนภาพที่อาจเกิดขึ้นจากในจังหวะนั้นการรับสัญญาณจากเราท์เตอร์มีสัญญาณต่ำทำให้จังหวะการรับสัญญาณไม่ได้คุณภาพ ทดลองแก้ไขเบื้องต้นด้วยการหยุดภาพแล้วเล่นใหม่ก็ยังไม่ดีขึ้น จนสุดท้ายต้องกดปุ่ม Menu ออกมาก่อนแล้วค่อยเลือกเล่นภาพยนตร์ที่ต้องการใหม่อีกครั้ง ซึ่งในตรงนี้ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมแอปเปิ้ลถึงติดตั้งตัวรับสัญญาณแบบ N มาให้ด้วยเพราะในการสตรีมม่ิงสัญญาณแบบไร้สายให้ได้ความสม่ำเสมอนั้นต้องการความเร็วในการรับส่งข้อมูลค่อนข้างมาก นั้นเลยทำให้คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ และอุปกรณ์อย่างอื่นของแอปเปิ้ลรองรับทั้ง b, g และ n ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการใช้งาน Apple TV ได้ดีมากขึ้น ปัญหาอีกอย่างของการสตรีมม่ิงก็คือเมื่อเราต้องการเลื่อนภาพไปข้างหน้าด้วยการกดปุ่ม Next/Fast-Forward ก็จะพบกับการน่ิงชั่วขณะนั้นหมายถึง Apple TV รับข้อมูลมาไม่ทัน



โดยรวมสำหรับการดูหนังงฟังเพลงแบบสตรีมม่ิงจากการทดสอบก็เรียกว่ามีดีข้อด้อยคละกันไปซึ่งในบางปัญหาที่พบอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่และไม่ใช่ปัญหาที่พบได้บ่อย ๆ ส่วนที่ต้องระวังในการใช้งานแบบสตรีมม่ิงก็คืือคอมพิวเตอร์ของเราที่ต้องทำงานตลอดเวลาที่เราใช้งานดูหนังฟังเพลงจาก Apple TV ในแบบสตรีมมิ่ง


การใช้งานแบบโอนถ่ายข้อมูลเข้า Apple TV



ด้านบนก็ผ่านไปแล้วกับการทดสอบแบบสตรีมม่ิง มาถึงหัวข้อนี้ก็จะมากล่าวถึงการใช้งานในรูปแบบที่จับยัดทุกอย่างที่ต้องการลงใน Apple TV ผ่านการใช้งานแบบไร้สายกันบ้าง



ทั่วไป



เมื่อเราต้องการใช้งาน Apple TV แบบให้ซิงค์ข้อมูลกับ iTunes ได้นั้นเราต้องทำการตั้งค่าก่อนในเมนู Setting ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากนัก และพอตั้งค่าเสร็จก็จะเห็นไอคอน Apple TV ใน iTunes เพื่อรอให้เราโยนทุกอย่างเข้าไป



สำหรัับในส่วนนี้จะขอกล่าวถึงแบบรวม ๆ ทั้ง Music และ Movies ไปพร้อม ๆ กัน เริ่มจากเพลงที่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีอุสรรคในการใช้งานแบบ Streaming เท่าไหร่นัก แต่แน่นอนว่าใครอยากจะมาเปิดคอมพิวเตอร์ไปด้วยทุกครั้งในการใช้งาน Apple TV การโอนเพลงหรือภาพยนตร์เข้าไปผ่าน WiFi นั้นคงมีปัญหาอยู่เพียงอย่างเดียวนั้นคือความเร็วของสัญญาณเครือข่ายที่ใช้ ทดสอบโดยการโอนเพลงประมาณ 150 เพลงเข้า Apple TV ต้องขอบอกว่าช้ามากจริง ๆ ใช้เวลาไปประมาณ 25 นาทีเลยทีเดียว ส่วนถ้าจะย้ายไฟล์ภาพยนตร์ระดับ 1-2 GB แล้วล่ะก็ แนะนำให้หาทางต่อสาย Lan จะดีเสียกว่า อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องมานั่งรอให้เสียอารมณ์ ส่วนเมื่อนำไฟล์ต่าง ๆ ใส่เข้าไปแล้วการใช้งานก็ไม่มีปัญหาอะไร สามารถเรียกเพลงหรือภาพยนตร์ได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาการรอข้อมูลในการเล่นแบบสตรีมม่ิงนั้นก็ไม่พบเมื่อมาใช้งานแบบนี้





นอกเหนือจากการใช้งานแบบทั่วไปที่เจ้า Apple TV รองรับการใช้งานได้ค่อนข้างจำกัดในเรื่องรูปแบบไฟล์นั้น จริง ๆ แล้วก็มีวิธีการอัพเดทให้ Apple TV รองรับการทำงานกับรูปแบบไฟล์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าการทำอะไรนอกเหนือจากที่แอปเปิ้ลกำหนดเช่นการแกะเครื่องออกมาเองนั้น อาจทำให้ระยะเวลาการรับประกันตัวเครื่องหมดลงในทันที ใครที่สนใจในส่วนนี้ แนะนำว่าให้หาข้อมูลต่าง ๆ ให้มั่นใจเสียก่อนที่จะลงมือทำการงัดแงะเครื่อง





สรุปแล้ว Apple TV ก็มีทั้งข้อดีข้อเสียในแบบที่เราคาดไม่ถึงเช่นกัน สำหรับคนทั่วไปอาจจะมองว่าไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ถ้าจะต้องมาเปิดทั้ง Apple TV และคอมพิวเตอร์เพื่อดูหนังหรือฟังเพลงสักเรื่อง ส่วนถ้าเป็นนักโหลดบิตฯ เป็นชีวิตจิตใจ แล้วนำเครื่องมาอัพเดทให้รองรับการใช้งานให้มากกว่าปกติสักหน่อยรับรองได้ว่า Apple TV จะถูกใจคุณเป็นอย่างมาก ส่วนตอนนี้คงต้องรอดูว่าทางแอปเปิ้ลจะมีลูกเล่นอะไรเพิ่มเติมให้กับของเล่นชิ้นใหม่นี้กันบ้าง


จุดสังเกต



- เข้าใจหลักการใช้งานตัวเครื่องได้ง่าย

- เมนูต่าง ๆ ทำได้ดี

- การโอนข้อมูลแบบไวร์เลส (802.11g) ค่อนข้างช้า

- รองรับไฟล์ค่อนข้างจำกัด แต่ก็สามารถอัพเดทให้ใช้งานกับไฟล์อื่น ๆ ได้เช่นกัน

- สับสนระหว่างการสตรีมม่ิงและการใช้งานแบบโอนถ่ายข้อมูลเล็กน้อยในช่วงแรก



ราคา : 13,900 บาท





เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ : iStudio by Uficon (ชั้น 3 พันทิพ พลาซ่า)